Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

AIS Vision 2018 เผยวาทะเหล่า Speaker ที่น่าสนใจ

Published

on

งาน AIS Vision 2018 ที่ผ่านมานั้น 1 ในไฮไลท์ที่น่าสนใจภายในงานนี้คือคำพูดต่าง ๆ ของเหล่า Speaker ที่ขึ้นมาพูดบนเวที แบไต๋ก็ได้รวบรวมวาทะของเหล่า Speaker ที่ได้ขึ้นไปพูดในงานนี้ ใครพูดถึงเรื่องไหนบ้าง เราสรุปมาให้คุณแล้ว

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ถอดคำพูด ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ชี้ไทยเติบโตแต่ติดเพดาน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจตามโลกดิจิตอลไม่ทัน #AISVision2018#AISIoT

ผมดีใจจริง ๆ ที่มีโอกาสมางาน AIS Digital Intelligent Nation 2018 ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ดี โดยประกาศตัวเลข GDP ที่ 3.9% และปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 4.1% ซึ่งถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนทั้งหมด และมีความเชื่อมั่นอยู่ โดยเฉพาะการส่งออกที่โตกว่า 17.6%

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะทยานพุ่งไปข้างหน้า แต่มันมีขีดจำกัด มันมีเพดานอยู่ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันของไทยนี่จะเริ่มมีปัญหาเพราะเครื่องจักรในประเทศเริ่มเก่า อุตสาหกรรมของเรายังเป็นแบบเก่า และเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจก้าวไปสู่ดิจิตอล เครื่องจักร เครื่องยนต์ของประเทศก็ต้องปรับตัว

เพราะยุคสมัยนี้เป็นยุครุ่งอรุณของการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมครั้งใหม่ โดยเราจะต้องแก้ในด้านเศรษฐกิจรากหญ้า ถ้าเราไม่ทำในวันนี้ อนาคตจะลำบาก โดยนำเอาโลกของ Digital เข้ามา Disrupt ซึ่งทำให้พฤติกรรมของชีวิตเปลี่ยนไปทั้งหมด ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงรูปแบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

ปัจจุบันไม่ต้องไปทำงานที่อื่น สามารถทำงานที่บ้านได้ง่าย ๆ ซึ่งทำให้เกิดโอกาสที่มากกว่าเดิม ทั้งด้านโอกาสในการสร้างความรู้ โอกาสในการแปลงความรู้ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ โอกาสมีมากกว่าเดิมแบบไม่มีที่สิ้นสุด

Digital Economy จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้หลาย ๆ ประเทศตื่นตัวกับเรื่องนี้

#ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตื่นสาย

เพราะมีเพียงไม่กี่บริษัทเอกชนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดิจิตอล และภาครัฐฯ ก็เริ่มตื่นตัวเช่นกัน โดยการจัดงานเพื่อบอกคนไทยทั้งประเทศว่า โลกทั้งโลกได้ก้าวไปไกลขนาดไหนแล้ว และเราต้องก้าวไปสู่เรื่องนี้อย่างจริงจัง

#ดิจิตอลต้องไปถึงทุกคนในประเทศไทยไม่งั้นเกิดความเหลื่อมล้ำ

  1. Digital for All จะต้องเป็นดิจิตอลเพื่อไปถึงทุกคนในประเทศไทยให้ได้ ซึ่งถ้าไม่สามารถกระจายไปอย่างทั่วถึง ความเหลื่อมล้ำก็จะยิ่งห่างออกไป เด็กไทยทุกคนสามารถเรียนรู้บนเทคโนโลยีนี้ให้ได้ Smart Farmer เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต การค้าขาย เพื่อให้เขาสามารถก้าวไปสู่การค้าที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เลย โดยจะต้องได้รับความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เปิดระบบ e-Commerce ให้กับคนไทยทุกคน

  2. Digital Driven Economy เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนอนาคตข้างหน้าจะต้องมาจาก Digital เพราะการเติบโตทำนายได้ สามารถนำ Digital มาพัฒนาเพื่อสร้างคุณภาพของสินค้า ผลิตภัณฑ์ และควบคุมดูแลทุกอย่าง จะทำให้การเติบโตอย่างก้าวกระโดด การค้าขายสินค้า Local ผ่านระบบ e-Commerce หรือการพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยว ก็จะส่งเสริมการพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งทุกอย่างนี้จะต้องเปลี่ยนผ่านจากโลกของ Analog ไปสู่โลก Digital

  3. เน้นวิชาสำคัญคือ STEM (กลุ่มวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) เป็นหลัก และศิลปะหรือ ART ก็เป็นเรื่องที่ทิ้งไม่ได้ ภาครัฐตั้งใจผลักดันด้านพื้นฐานเศรษฐกิจ โดยประเทศจีนก็มี 3 ยักษ์ใหญ่ที่พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจจีนกลายเป็นโครงสร้าง Digital ทั้งประเทศ ซึ่งไทยก็สามารถทำได้ถ้ามีการผลักดันของภาคเอกชนที่ตั้งใจผลักดันอย่างจริงจัง

คุณอยากให้ประเทศนี้เป็นประเทศที่ตามคนอื่นไม่ได้เลยหรือ อนาคตเราต้องมี digital Driven ต้องมีนักรบใหม่ในทุก ๆ ด้าน

  1. Digital Leadership สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีผู้นำที่ดี ให้เอกชนนำไปก่อน มีการทดลองต่อยอดธุรกิจต่าง ๆ ไปก่อนเพื่อเปิดตลาด แล้วรัฐบาลก็จะต้องทำระบบ Big Data ในรูปแบบ Open Access เช่นข้อมูลฐานคนจน ธุรกิจ SME บนธนาคาร เอามาแชร์กัน ซึ่งการแชร์กันจะทำให้ Fintech เข้ามาดูแลได้ หน้าที่ของรัฐฯ คือการนำข้อมูลเหล่านี้เอามาทำเป็น Big Data การทำธุรกรรมทุกอย่างจะกลายเป็น Digital โดยใช้ E-Payment ซึ่งเราต้องไม่กลัวเทคโนโลยี แต่ต้องนำมาพัฒนาและสร้างบุคลากรเพื่อรองรับ ซึ่งสถาบันการศึกษาจะมี Tax Incentive ให้กับมหาวิทยาลัยที่สร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพได้

  2. Digital Polotic แต่เดิมการโหวตจะยากมาก ซึ่งในอนาคต คนจะใช้ระบบนี้เข้ามาพูดคุย นำเสนอ สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวผลักดันให้คนเข้ามาพูดคุยเพื่อให้ภาครัฐฯ รับทราบข้อมูล ซึ่งการผลักดันครั้งนี้จะทำให้มีผลกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน

โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดการผลักดันของประเทศที่ดีกว่าเดิม แต่บางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะข้อมูลบางอย่างเช่น การบิดเบือน ทำร้าย ประณาม ซึ่งเกิดขึ้นบนโลก Social Media ที่จะกลายเป็น Community ซึ่งสิ่งนี้มันมีโอกาสทำลาย Community ปกติโดยไม่รู้ตัว ทำให้คนทะเลาะกัน จนทำให้หลาย ๆ ประเทศเกิดการแตกแยกทางความคิด และเกิดความขัดแย้งจนทำให้

ใน 3 ปีนี้เป็นเวลาที่สำคัญ ซึ่งจะต้องเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ Digital Driven ให้ได้ เพราะสิ่งที่เราใช้อยู่นั้นอยู่มากว่า 30 แล้ว ซึ่งอนาคตข้างหน้าเป็นยุคของคนหนุ่มสาว ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่อง Digital คุณจะก้าวต่อไปได้อย่างไร?

คุณกานต์ ตระกูลฮุน

#ไทยต้องเร่งวิจัยและพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ จาก 12 เรื่องในภาพ เรื่องการวิจัยเรายังสู้ชาติอื่นไม่ได้ #AISVision2018 #AISIoT

คุณกานต์ ตระกูลฮุน หัวหน้าทีมภาคเอกชน การยกระดับนวัตกรรมและ Digitalization คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ และประธานกรรมการ AIS ชี้ให้เห็นว่ามี 2 ส่วนสำคัญที่ไทยต้องพัฒนาคือเรื่อง R&D และเรื่อง Digital

จากข้อมูลที่เก็บได้ งบประมาณค้นคว้าและพัฒนา (R&D) ของไทยคิดเป็นเพียง 0.2% ของ GDP มานาน จนเพิ่งมาเริ่มโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลล่าสุดคือ ประเทศไทยมีงบที่ 0.78% ในปี 2559 และคาดว่าในปี 2561 จะมีงบ R&D อยู่ที่ 1% ของ GDP เป็นครั้งแรกของไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทัดเทียมกับต่างประเทศได้ (แต่ก็ยังห่างชั้นกับเกาหลีที่งบ R&D สูงถึง 4% ของ GDP)

วันนี้ภาคเอกชนจะต้องมามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ซึ่งตอนนี้ประเทศต้องการบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันอยู่เพียงแค่ 17 คนต่อ 10,000 คน เพื่อให้ไทยพัฒนาขึ้นจากอันดับ 45 (มีทั้งหมด 50 อันดับ) ของประเทศที่พัฒนาด้านเทคโนโลยี

Innovation Ecosystems คือความร่วมมือกันระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐฯ ภาคเอกชน และภาคการพัฒนา ซึ่งถ้ามี Platform ที่ดี ก็จะช่วยผลักดันเรื่อง Startup ที่ดี

สุดท้ายคือเรื่องของการพัฒนาเศรฐกิจประเทศ “No way out but Innovation” ถ้าไม่พัฒนาด้านเทคโนโลยี ประเทศไทยจะไร้ทางออก ซึ่งปัจจุบันหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ใช้งบ R&D ที่สูงมาก ๆ เช่น Huawei ใช้งบพัฒนาทั้งโลกกว่า 37,000 ล้านดอลล่าร์ในการพัฒนา ซึ่งสูงมาก ๆ

ถ้าเราตั้งใจพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ก็จะทำให้ประเทศสามารถพัฒนาสู่ยุค 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

คุณบุรณัชย์ ลิมจิตติ

ปัจจุบัน DMS หรือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการเป็นกลุ่มโรงพยาบาล Top 4 ของโลก

คุณบุรณัชย์ ลิมจิตติ Senior Vice President – International Marketing, Advertising and Public Relations บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เผยข้อมูลว่าปัจจุบัน DMS หรือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการเป็นกลุ่มโรงพยาบาล Top 4 ของโลก โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 45 โรงพยาบาลและ 8,000 กว่าเตียง มีผู้ป่วยปีละ 10,000,000 คน และชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการกว่า 1 – 2 ล้านคนต่อปี ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับนานาชาติ 17 JCI มุ่งเน้นการใช้ดิจิตอลในด้าน Standardization เพื่อมาตรฐานการรักษาและการพยาบาล มาตรฐานการวัดที่คงที่ โดยเอาข้อมูลต่าง ๆ มา Benchmark แบบรายวัน เก็บเป็น Big Data เพื่อนำมาพัฒนาโรงพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น มี Lab ทดลองที่มีมาตรฐานระดับโลก

BDMS Alarm Center ที่ควบคุมดูแล โดยมีการส่งการรักษาไปถึงระดับโลก

โดยเครือ BDMS ตั้งใจที่จะทำงานกับระดับ World Class Hospital ต่างๆ มากมาย แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาการทำงานของหมอและพยาบาล และจับมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสิ่งที่ BDMS ทำทั้งหมดเพื่อ ผู้ป่วยทุกคนได้มี Customer’s Journey ที่ดีขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้ได้รับ Digital Healthcare ที่ถูกต้อง สมบูรณ์โดยใช้ AI ในการประมวลผลช่วยหมอในการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบ Analog มาก

ระบบ IoT ที่ใช้อุปกรณ์ Wearable ในการส่งข้อมูลต่าง ๆ มาให้โรงพยาบาลแบบ Realtime เพื่อเก็บข้อมูลและดูแลสุขภาพของผู้ป่วยได้ต่อเนื่อง ตลอดเวลา และกระบวนการทั้งหมดเพื่อให้รู้ว่าคุณควรดูแลรักษาสุขภาพอย่างไรถึงจะดีที่สุด

 

คุณบอย โกสิยพงษ์

เมื่อ Napster เข้ามา MP3 เข้ามา เราซวยแน่!

คุณบอย โกสิยพงษ์ ได้เริ่มดำเนินการปรับใช้ Digital กับสื่อ Entertainment หรืออุตสาหกรรมบรรเทิงแล้ว เพราะทางคุณบอย คิดว่า ปัจจุบันการพบกับแฟนเพลงนั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักใช้ Facebook ในการติดต่อ สื่อสารกับแฟนเพลงได้อย่างง่ายดาย และมีการใช้งาน Social Media อื่น ๆ ในการติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและแฟนเพลง ซึ่งการก้าวเข้ามาในโลก Social ครั้งแรกคือ น้องชายชวนเข้ามาเล่น Twitter จนกระทั่งได้ก้าวสู่โลกของ Facebook ในปัจจุบัน

ซึ่งปรากฎการณ์ของการเข้ามาของ Digital สร้างปรากฎการณ์คือ การขายแผ่นสมัยก่อนคือ ต่ำ ๆ หลักแสนแผ่น แต่ใช้การโฆษณาที่สูง เมื่อเทียบกับยุคนี้ การขายเพลงจะได้กำไรแค่หลักไม่กี่ % เพราะการมาของ MP3 และ Torrent แต่รายได้หลักสำคัญของศิลปินยุคนี้กลับกลายเป็นการจัด Concert แทน

“เมื่อ Napster เข้ามา MP3 เข้ามา เราซวยแน่” โดยเขาได้เปลี่ยนจากระบบ B2C เป็น B2B ก่อน เพราะระบบของ B2C นั้นถูกโลกของ MP3 Disrupt จนกลายเป็นรายได้หดหายไปหมด แต่เขาก็มองว่า Disrupt ครั้งนี้ก็กลายมาเป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง มองว่า ต้นไม้เมื่อถูกตัดจนโกร๋นในวันนี้ ใบ ดอกใหม่ก็จะออกมา ซึ่งชีวิตคนก็เช่นกัน ถ้าสามารถก้าวขึ้นมาจาก 0 ได้ เราก็จะสามารถอยู่รอดในยุคนี้ได้

การมาของ Fanster

คุณบอยก็ยังได้สังเกตเห็นว่า คนปัจจุบันยุคนี้คนอยู่กับหน้าจอมือถือเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ ขนาดขับรถยังอยู่บนมือถือ ซึ่งถ้าเราสามารถเปลี่ยนวิธีการใช้มือถือ กลายมาเป็นรายได้ ก็เลยสร้าง Fanster ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคน Spend เวลากับแอปนี้เพื่อให้ศิลปินได้รับรายได้จากที่เราเข้าไปใช้งาน ซึ่งในแอปนี้จะเป็นการรวมพลกงของ ค่ายเพลง / ศิลปินเข้ามาเป็น Community มีค่ายเพลงเล็ก ๆ ทุกค่ายเพลงในแอปนี้ ซึ่งอนาคตพวกเขาก็จะไม่จำกัดแค่เพียงค่ายเพลง แต่จะมีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในนี้ กลายเป็น 1 ใน Social Media สำหรับคนบันเทิง

ซึ่งการใช้งานก็ง่าย ๆ เข้าไปกดติดตามศิลปิน / ค่ายเพลงที่เราสนใจ ระบบจะดึง Feed จาก Social Media ของคน ๆ นั้น หรือ Fan Feed ขึ้นมา ซึ่งยิ่งมีการ Engage มาก ๆ คนที่ใช้ก็จะเลเวลสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในแอปนั้นมีระบบ Fanclub Management ให้ใช้ ซึ่งเหรียญที่ใช้ในแอป จะเอามาใช้เพื่อปลดล็อคสิ่งต่าง ๆ ที่คุณต้องการ รวมไปถึงแลกซื้อสิทธิพิเศษบางอย่างกับศิลปินที่คุณชื่นชอบได้ ทางคุณบอยตั้งใจว่าแอปนี้จะเป็น 1 ในการสร้างรายได้ให้กับเหล่าศิลปิน / ค่ายเพลง อีกทางหนึ่ง และใครอยากติดตาม Sweet16 ก็สามารถติดตามที่แอป Fanster นี้ได้เช่นกัน

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS

#AIS เปิดให้ลูกค้าทุกค่ายดูทีวีผ่าน AIS Play ฟรี!

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS เปิดเผยในงาน Digital Intelligent Nation 2018 ว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทุกค่าย ไม่จำกัดเฉพาะ AIS ได้ใช้งานแอป AIS Play ในส่วนที่เป็นเนื้อหาฟรีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จากเดิมที่จะต้องเป็นลูกค้า AIS เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถดูช่องใหม่คือ CNN และ Cartoon Network ได้ฟรีถึง 15 มีนาคมนี้ด้วย

นอกจากนี้ AIS ยังเปิดโครงการ Play 365 สำหรับใครที่อยากสร้าง Content ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งคุณจะเป็นใครก็ได้ เป็นคนที่อยากทำ Content Creator ขึ้นมา รับสมัครทั้งหมด 365 คน โดย AIS จะสนับสนุนด้านเงินและการโฆษณา ซึ่ง AIS อยากให้ทุกคนที่อยากทำคอนเทนต์ ซึ่ง Play365 จะต้องสร้าง Content ดี ๆ เพื่อให้คนเข้ามาร่วมกันผลิตผลงานขึ้นมา

และ AIS ยังมี VR Creator Program สามารถเข้าไปทดลองได้ฟรี สามารถเรียนรู้การสร้างเนื้อหา VR จาก IMAX เริ่ม 27 มีนาคมนี้ ถ้าเกณฑ์ Content ผ่านก็เข้ามาร่วมกันได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ AIS ทำร่วมกับ IMAX นอกจาก IMAX VR ที่ร่วมมือกับ Major ที่สยามพารากอน

#IoT Platform

สิ่งที่ถูกเปลี่ยนซึ่งในปี 2018 นี้จะกลายมาเป็นการใช้อินเตอร์เน็ตที่มากกว่าแค่การหาข้อมูล แต่จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิมในทุก ๆ ด้าน ให้ทุกชีวิตดีกว่าเดิม ซึ่ง AIS มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นจริงไม่เกิน 3 ปีนี้ เพราะอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปเริ่มมี IoT เข้ามาควบคุมแล้วแทบทุกสิ่ง

AIS ลงทุนทำ NB-IoT เพื่อให้อุปกรณ์เล็ก ๆ ใช้ Data น้อย ๆ และ eMTC สำหรับอุปกรณ์ IoT ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาโดยเสริมซึ่งกันและกัน

และ AIS ก็ได้จับมือ Partner อื่น ๆ มากมายเพื่อให้สามารถใช้ Internet of Things ได้อย่างแน่นอน เพราะ No one Country them all..

ซึ่งคุณสมชัยเผยข้อมูลว่าคนไทยใช้อินเตอร์เน็ตวันละ 4.8 ชั่วโมงในปี 2017 จากเดิม 3 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นการเติบโตขึ้นมาก เพราะเราเผลอ ๆ ก็หยิบขึ้นมาใช้ และมันจะมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน

เผยข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยและทั้งโลกเติบโตสูงขึ้นมาก

ส่วนพฤติกรรมคนดูหนัง ปีที่ผ่านมา คนดู Streaming 41 ล้านและ Digital 67 ล้านและมากกว่า 80% เป็นคอนเทนต์ภาษาไทย ซึ่งพฤติกรรมคนถูกเปลี่ยนผ่านไปแล้ว

#วันนี้เรายังมีโอกาสในการพัฒนา

3 ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม

– ยุคที่ 1 เครื่องจักรไอน้ำ ในโรงงานอุตสาหกรรม ใครมีโรงงานใหญ่ ๆ จะครองโลก
– ยุคที่ 2 เกิดศาสตร์การบริหารจนกลายมาเป็นหลักการบริหารธุรกิจ การตลาด ใครมีหลักการเหล่านี้ก็จะเป็นเจ้าโลก ซึ่งค่ายที่ดัง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นค่ายของอเมริกา
– ยุคที่ 3 เป็นเรื่องของยุค Platform ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำลายยุคเก่า ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเราจะเห็นธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมา เป็นบริษัทที่มี Platform ที่ดีโดยไม่ต้องสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาเลยเช่น Uber, อาลีบาบา เป็นต้น ในยุค 2020 จะอยู่ในช่วงของ IoT เพราะในอนาคตอุปกรณ์ต่าง ๆ จะกลายเป็น Smart ควบคุมดูแลผ่านมือถือได้ทั้งหมด

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 1 ในวิสัยทัศน์ที่เราได้รับฟังกันในงาน AIS Vision 2018 ที่น่าสนใจในปีนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการไอที

AIS ชำระค่าประมูลงวดที่ 1 ในความถี่ 1800 MHz แล้ว

Published

on

By

บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือ AIS หลังจากชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz (1740-1745 MHz คู่กับ 1835-1840 MHz) จำนวน 1 ใบอนุญาต วันนี้คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ CEO ของ AIS ก็ได้เข้าไปที่กสทช. เพื่อชำระเงินค่าประมูลงวดแรก จำนวน 6,693,385,000 บาท

โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2555 – 2561 AIS ได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ ตั้งแต่การประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz มูลค่า 14,625 ล้านบาท ,คลื่น 1800 MHz (ชุดแรก) มูลค่า 40,987 ล้านบาท ,คลื่น 900 MHz มูลค่า 75,654 ล้านบาท ซึ่งคุณสมชัยเล่าให้ฟังผ่านเฟซบุ๊กว่า AIS ได้ชำระเงินให้ตรงตามกำหนดเสมอ เพราะเข้าใจดีว่าเงินเหล่านี้จะไปพัฒนาประเทศต่อไป

ปัจจุบันทาง AIS มีคลื่นอยู่ในมือดังนี้

  • 2100 MHz
  • 1800 MHz (ชุดแรก)
  • 1800 MHz (ชุดสอง)
  • 900 MHz
  • 2100 อีกชุด (โรมมิ่งกับ TOT)

ให้บริการครอบคลุมทั้งในระบบ 2G, 3G และ 4G

วันจันทร์หน้า AWN (AIS) จะได้รับใบอนุญาตและพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กันยายนนี้

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

กลับมาอีกครั้งและยิ่งใหญ่เช่นเดิมกับ “RetailEX ASEAN 2018” งานแสดงสินค้าและบริการเพื่อธุรกิจค้าปลีก

Published

on

งาน RetailEX ASEAN 2018 งานแสดงสินค้า นวัตกรรม และการประชุมนานาชาติ เพื่อธุรกิจค้าปลีกครบวงจร พร้อมจัดเสวนาหัวข้อพิเศษ อาทิ

  • จุดขายของการค้าออนไลน์,
  • วิธีการใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการสำรวจเทรนด์ตลาด เป็นต้น

จากผู้ทรงคุณวุฒิในวงการการค้านำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, เซ็นทรัล, เดอะ มอลล์, KFC, DHL, Unilever, และ ลอรีอัล เป็นต้น โดยงาน RetailEX ASEAN 2018 ถือได้ว่าเป็นจุดนัดหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างธุรกิจที่ผู้ค้าปลีกพลาดไม่ได้ ทั้งงานจัดแสดงนวัตกรรมครบวงจรเพื่อผู้ค้าปลีก และงานสัมมนาเพื่อการต่อยอดธุรกิจอีกมากมาย สามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่…วันที่ 19 – 21 กันยายน 2561 ณ อาคาร 3 และ 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

งาน RetailEX ASEAN 2018 จัดโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ แคลเรียน อีเว้นท์ และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด และได้รับความสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB  เพื่อรวบรวมผู้ประกอบการจากด้านต่าง ๆ อาทิ

  • การบริการ นวัตกรรม และสินค้า
  • รวมถึงการสัมมนาร่วมพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับตลาดและเทคโนโลยีสำหรับผู้ค้าปลีก โดยผู้ทรงคุณวุฒิหลายแขนง เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่อยู่ในธุรกิจการค้าปลีก
  • ตลอดทั้งสามวันไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมชมงาน

ด้วยช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและก้าวหน้า ทั้งในส่วนของออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก ธุรกิจการค้าปลีกจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับการตลาดในยุคใหม่  งาน RetailEX ASEAN 2018 มุ่งมั่นในการยกระดับธุรกิจการค้าปลีกในไทย พร้อมนำเสนอไฮไลท์ภายในงานที่พลาดไม่ได้ ได้แก่

  • โชว์เคสแนวคิดการออกแบบร้านค้าใหม่ล่าสุด เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า
  • การแสดงเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและสิ่งอำนวยความสะดวกแบบบริการตนเอง อาทิ
    • บูธถ่ายรูป (Photo Booths)
    • ตู้ชาร์จโทรศัพท์มือถือ
    • อุปกรณ์ซักรีดแบบดูแลตัวเอง
    • ทั้งยังมีการเปิดตัวรางวัลใหม่ล่าสุดเพื่อยกย่องผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกที่ดีที่สุดในอาเซียน
    • และโปรแกรมบริการจับคู่เจรจาธุรกิจ ที่จะมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวในการติดต่อระหว่างผู้ซื้อระดับภูมิภาคและท้องถิ่น กับผู้จัดแสดงสินค้าและผู้สนับสนุนการจัดงาน
    • นอกจากนี้ยังมีโซนใหม่ภายในงานรีเทลเอ็กซ์ ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพโซน กับ RetailEX Elevator Pitch ที่จะให้ 10 โครงการสตาร์ทอัพ ได้มีเวลา 2 นาทีในการนำเสนอไอเดียให้แก่นักลงทุนชั้นนำ 10 ราย

งาน RetailEX ASEAN ยังคงเป็นงานแสดงสินค้าสำหรับธุรกิจการค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 70 แบรนด์ และผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 4,000 ราย ซึ่งงาน RetailEX ASEAN สามารถตอบสนองการพัฒนา และเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาคได้อย่างครบวงจร

มั่นใจว่า การจัดงานครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับพันธกิจของ สสปน.ในการใช้งานแสดงสินค้าและการประชุมเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และพันธมิตรต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นเวทีแสดงสินค้าสำคัญของอาเซียน ดังนั้นสสปน.จึงจัดให้มีแคมเปญสนับสนุนทั้งผู้จัดงานแสดงสินค้า ผู้เข้าร่วมงาน และผู้เข้าชมงาน ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับรีเทลเอ็กซ์ อาเซียน 2018อย่างแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว “Nokia 6.1 Plus” สมาร์ทโฟนจอใหญ่ไร้ขอบ พร้อมสมรรถนะอัดแน่นเพื่อผู้ใช้งาน

Published

on

เอชเอ็มดี โกลบอล เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนแบรนด์โนเกีย ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟน Nokia 6.1 Plus ที่จะทำให้คุณดูโดดเด่นด้วยความสามารถในการทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้ช่วยในการสร้างคอนเทนต์ของคุณ Nokia 6.1 Plus เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Android One

โนเกีย มุ่งมั่นเดินหน้าทำการตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้เรามุ่งเน้นในการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับระดับโลก เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้าของโนเกีย อาทิ

  • การส่งสมาร์ทโฟนโนเกียเข้าร่วมโปรแกรม Android One จาก Google เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานเพียวแอนดรอยด์ ที่รวดเร็ว ปลอดภัย และอัปเดตก่อนใคร
  • นอกจากนั้นยังร่วมมือกับพันธมิตรอื่น ๆ ในการจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง
  • และการขยายช่องทางในการจัดจำหน่ายไปยังออนไลน์โดยได้ร่วมมือกับ Shopee และ JD Central เพื่อเปิด Nokia Official Shop บนแพล็ตฟอร์มออนไลน์
  • สำหรับช่องทางในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ยังคงมุ่งเน้นการชูจุดเด่นของผลิตภัณฑ์โนเกียที่มีความสามารถในการใช้งานที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบการบอกเล่าเรื่องราวหรือสร้างคอนเทนต์ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยช่องทางในการสื่อสารยังคงทำควบคู่ไปทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

Nokia 6.1 Plus

  • โดดเด่นด้วยหน้าจอไร้ขอบและประสิทธิภาพในการใช้งาน
  • มอบประสบการณ์การใช้งาน แบบเต็มจอในขนาดที่จับถนัดมือ ด้วยสัดส่วนแสดงผล 19:9 บนหน้าจอ 5.8 นิ้ว
  • จอแสดงผลแบบ Full HD+ พร้อมค่า Color Gamut 96%
  • มาพร้อมกระจก Gorilla® Glass จาก Corning® ทรงโค้ง
  • และใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 636 รุ่นใหม่ล่าสุด สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่จาก Qualcomm ซึ่งประมวลผลได้รวดเร็วกว่ารุ่นที่แล้วถึง 40% ทำให้สามารถเล่นเกมและใช้งานสตรีมได้แบบไม่มีสะดุด
  • ระบบการใช้งานแบตเตอรี่ที่ทรงประสิทธิภาพ ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับการฟังเพลง และรับชมวิดีโอได้ยาวนานขึ้นด้วย ด้วยฮาร์ดแวร์สมรรถนะสูงกับ USB Type-C ที่รองรับระบบ Fast Charging

  • กล้องหลังคู่16/5 MP ช่วยเก็บรายละเอียดภาพให้มีความคมชัดเหนือระดับ และโหมด HDR ช่วยทำให้ภาพมีชีวิตชีวาด้วยสีสัน เด่นชัดในทุกรายละเอียด
  • และเทคโนโลยี Depth Sensor ทำให้คุณสามารถถ่ายภาพได้ราวกับมืออาชีพ เมื่อใช้ Bokeh Effect ซึ่งสามารถปรับแก้ให้สวยงามยิ่งขึ้นในภายหลังได้
  • และเก็บภาพเซลฟี่ความละเอียดสูงได้ด้วยกล้องหน้า 16 MP พร้อมโหมด Bothie ที่ทำให้ถ่ายภาพจากกล้องหน้า และกล้องหลังได้พร้อมกัน มีเทคโนโลยี AI ช่วยปรับภาพให้สวยงามขึ้นโดยอัตโนมัติเป็นครั้งแรกในโลก
  • ยังสามารถแชร์ภาพ Bothie จากทั้งสองฝั่งของกล้อง ลงในโซเดียลมีเดีย ผ่านการสตรีมแบบสด ๆ ได้ โดยใช้ฟีเจอร์ Dual-Sight
  • และยังมีระบบปรับปรุงภาพอัตโนมัติ ที่ทำให้เรื่องราวของคุณมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ด้วยฟิลเตอร์สนุก ๆ สติกเกอร์หน้ากาก และภาพสามมิติ เสริมด้วยระบบแสงสำหรับถ่ายภาพ Portrait
  • ระบบปฏิบัติการ Android Oreo™ ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดต่าง ๆ ได้ทันที เช่น Google Lens, Picture-in-Picture และ Google Play Instant
  • และ Nokia 6.1 Plus ยังพร้อมสำหรับการใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Android Pie อีกด้วย
  • มี 3 สีให้เลือกได้แก่ สีดำ (Gloss Black) , สีขาว (Gloss White) , สีน้ำเงินเข้ม (Gloss Midnight Blue)

ระบบปฏิบัติการเพียวแอนดรอยด์จาก Android One ออกแบบโดย Google ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ทันสมัย ปลอดภัย ให้กับผู้ใช้งานทุกคน ทำให้ Nokia 6.1 Plus ได้รับการการอัปเดตอยู่เสมอ มีทุกเดือนตลอดเวลาสามปี และการรับประกันว่าจะมีการอัปเดตระบบปฏิบัติการทันทีที่มีการเปิดให้ใช้งานตลอดเวลาสองปี

และคุณจะได้รับพื้นที่เก็บข้อมูลและแบตเตอรี่สำหรับใช้งานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากแอปที่ติดตั้งมากับเครื่องนั้นมีจำนวนน้อย นอกจากนั้นคุณยังจะได้ใช้บริการใหม่ล่าสุดจาก Google ที่เป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยก่อนใครเสมอ เช่น Google Assistant และ Google Photos พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูลภาพความละเอียดสูงแบบไม่จำกัดและไม่มีค่าใช้จ่าย

การจัดจำหน่าย

เริ่มจัดจำหน่ายภายในเดือนกันยายน ในราคา 8,990 บาท ที่ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือโนเกียทั่วประเทศ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!