Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

AIS Vision 2018 เผยวาทะเหล่า Speaker ที่น่าสนใจ

Published

on

งาน AIS Vision 2018 ที่ผ่านมานั้น 1 ในไฮไลท์ที่น่าสนใจภายในงานนี้คือคำพูดต่าง ๆ ของเหล่า Speaker ที่ขึ้นมาพูดบนเวที แบไต๋ก็ได้รวบรวมวาทะของเหล่า Speaker ที่ได้ขึ้นไปพูดในงานนี้ ใครพูดถึงเรื่องไหนบ้าง เราสรุปมาให้คุณแล้ว

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ถอดคำพูด ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ชี้ไทยเติบโตแต่ติดเพดาน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจตามโลกดิจิตอลไม่ทัน #AISVision2018#AISIoT

ผมดีใจจริง ๆ ที่มีโอกาสมางาน AIS Digital Intelligent Nation 2018 ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ดี โดยประกาศตัวเลข GDP ที่ 3.9% และปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 4.1% ซึ่งถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนทั้งหมด และมีความเชื่อมั่นอยู่ โดยเฉพาะการส่งออกที่โตกว่า 17.6%

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะทยานพุ่งไปข้างหน้า แต่มันมีขีดจำกัด มันมีเพดานอยู่ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันของไทยนี่จะเริ่มมีปัญหาเพราะเครื่องจักรในประเทศเริ่มเก่า อุตสาหกรรมของเรายังเป็นแบบเก่า และเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจก้าวไปสู่ดิจิตอล เครื่องจักร เครื่องยนต์ของประเทศก็ต้องปรับตัว

เพราะยุคสมัยนี้เป็นยุครุ่งอรุณของการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมครั้งใหม่ โดยเราจะต้องแก้ในด้านเศรษฐกิจรากหญ้า ถ้าเราไม่ทำในวันนี้ อนาคตจะลำบาก โดยนำเอาโลกของ Digital เข้ามา Disrupt ซึ่งทำให้พฤติกรรมของชีวิตเปลี่ยนไปทั้งหมด ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงรูปแบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

ปัจจุบันไม่ต้องไปทำงานที่อื่น สามารถทำงานที่บ้านได้ง่าย ๆ ซึ่งทำให้เกิดโอกาสที่มากกว่าเดิม ทั้งด้านโอกาสในการสร้างความรู้ โอกาสในการแปลงความรู้ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ โอกาสมีมากกว่าเดิมแบบไม่มีที่สิ้นสุด

Digital Economy จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้หลาย ๆ ประเทศตื่นตัวกับเรื่องนี้

#ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตื่นสาย

เพราะมีเพียงไม่กี่บริษัทเอกชนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดิจิตอล และภาครัฐฯ ก็เริ่มตื่นตัวเช่นกัน โดยการจัดงานเพื่อบอกคนไทยทั้งประเทศว่า โลกทั้งโลกได้ก้าวไปไกลขนาดไหนแล้ว และเราต้องก้าวไปสู่เรื่องนี้อย่างจริงจัง

#ดิจิตอลต้องไปถึงทุกคนในประเทศไทยไม่งั้นเกิดความเหลื่อมล้ำ

  1. Digital for All จะต้องเป็นดิจิตอลเพื่อไปถึงทุกคนในประเทศไทยให้ได้ ซึ่งถ้าไม่สามารถกระจายไปอย่างทั่วถึง ความเหลื่อมล้ำก็จะยิ่งห่างออกไป เด็กไทยทุกคนสามารถเรียนรู้บนเทคโนโลยีนี้ให้ได้ Smart Farmer เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต การค้าขาย เพื่อให้เขาสามารถก้าวไปสู่การค้าที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เลย โดยจะต้องได้รับความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เปิดระบบ e-Commerce ให้กับคนไทยทุกคน

  2. Digital Driven Economy เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนอนาคตข้างหน้าจะต้องมาจาก Digital เพราะการเติบโตทำนายได้ สามารถนำ Digital มาพัฒนาเพื่อสร้างคุณภาพของสินค้า ผลิตภัณฑ์ และควบคุมดูแลทุกอย่าง จะทำให้การเติบโตอย่างก้าวกระโดด การค้าขายสินค้า Local ผ่านระบบ e-Commerce หรือการพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยว ก็จะส่งเสริมการพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งทุกอย่างนี้จะต้องเปลี่ยนผ่านจากโลกของ Analog ไปสู่โลก Digital

  3. เน้นวิชาสำคัญคือ STEM (กลุ่มวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) เป็นหลัก และศิลปะหรือ ART ก็เป็นเรื่องที่ทิ้งไม่ได้ ภาครัฐตั้งใจผลักดันด้านพื้นฐานเศรษฐกิจ โดยประเทศจีนก็มี 3 ยักษ์ใหญ่ที่พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจจีนกลายเป็นโครงสร้าง Digital ทั้งประเทศ ซึ่งไทยก็สามารถทำได้ถ้ามีการผลักดันของภาคเอกชนที่ตั้งใจผลักดันอย่างจริงจัง

คุณอยากให้ประเทศนี้เป็นประเทศที่ตามคนอื่นไม่ได้เลยหรือ อนาคตเราต้องมี digital Driven ต้องมีนักรบใหม่ในทุก ๆ ด้าน

  1. Digital Leadership สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีผู้นำที่ดี ให้เอกชนนำไปก่อน มีการทดลองต่อยอดธุรกิจต่าง ๆ ไปก่อนเพื่อเปิดตลาด แล้วรัฐบาลก็จะต้องทำระบบ Big Data ในรูปแบบ Open Access เช่นข้อมูลฐานคนจน ธุรกิจ SME บนธนาคาร เอามาแชร์กัน ซึ่งการแชร์กันจะทำให้ Fintech เข้ามาดูแลได้ หน้าที่ของรัฐฯ คือการนำข้อมูลเหล่านี้เอามาทำเป็น Big Data การทำธุรกรรมทุกอย่างจะกลายเป็น Digital โดยใช้ E-Payment ซึ่งเราต้องไม่กลัวเทคโนโลยี แต่ต้องนำมาพัฒนาและสร้างบุคลากรเพื่อรองรับ ซึ่งสถาบันการศึกษาจะมี Tax Incentive ให้กับมหาวิทยาลัยที่สร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพได้

  2. Digital Polotic แต่เดิมการโหวตจะยากมาก ซึ่งในอนาคต คนจะใช้ระบบนี้เข้ามาพูดคุย นำเสนอ สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวผลักดันให้คนเข้ามาพูดคุยเพื่อให้ภาครัฐฯ รับทราบข้อมูล ซึ่งการผลักดันครั้งนี้จะทำให้มีผลกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน

โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดการผลักดันของประเทศที่ดีกว่าเดิม แต่บางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะข้อมูลบางอย่างเช่น การบิดเบือน ทำร้าย ประณาม ซึ่งเกิดขึ้นบนโลก Social Media ที่จะกลายเป็น Community ซึ่งสิ่งนี้มันมีโอกาสทำลาย Community ปกติโดยไม่รู้ตัว ทำให้คนทะเลาะกัน จนทำให้หลาย ๆ ประเทศเกิดการแตกแยกทางความคิด และเกิดความขัดแย้งจนทำให้

ใน 3 ปีนี้เป็นเวลาที่สำคัญ ซึ่งจะต้องเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ Digital Driven ให้ได้ เพราะสิ่งที่เราใช้อยู่นั้นอยู่มากว่า 30 แล้ว ซึ่งอนาคตข้างหน้าเป็นยุคของคนหนุ่มสาว ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่อง Digital คุณจะก้าวต่อไปได้อย่างไร?

คุณกานต์ ตระกูลฮุน

#ไทยต้องเร่งวิจัยและพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ จาก 12 เรื่องในภาพ เรื่องการวิจัยเรายังสู้ชาติอื่นไม่ได้ #AISVision2018 #AISIoT

คุณกานต์ ตระกูลฮุน หัวหน้าทีมภาคเอกชน การยกระดับนวัตกรรมและ Digitalization คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ และประธานกรรมการ AIS ชี้ให้เห็นว่ามี 2 ส่วนสำคัญที่ไทยต้องพัฒนาคือเรื่อง R&D และเรื่อง Digital

จากข้อมูลที่เก็บได้ งบประมาณค้นคว้าและพัฒนา (R&D) ของไทยคิดเป็นเพียง 0.2% ของ GDP มานาน จนเพิ่งมาเริ่มโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลล่าสุดคือ ประเทศไทยมีงบที่ 0.78% ในปี 2559 และคาดว่าในปี 2561 จะมีงบ R&D อยู่ที่ 1% ของ GDP เป็นครั้งแรกของไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทัดเทียมกับต่างประเทศได้ (แต่ก็ยังห่างชั้นกับเกาหลีที่งบ R&D สูงถึง 4% ของ GDP)

วันนี้ภาคเอกชนจะต้องมามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ซึ่งตอนนี้ประเทศต้องการบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันอยู่เพียงแค่ 17 คนต่อ 10,000 คน เพื่อให้ไทยพัฒนาขึ้นจากอันดับ 45 (มีทั้งหมด 50 อันดับ) ของประเทศที่พัฒนาด้านเทคโนโลยี

Innovation Ecosystems คือความร่วมมือกันระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐฯ ภาคเอกชน และภาคการพัฒนา ซึ่งถ้ามี Platform ที่ดี ก็จะช่วยผลักดันเรื่อง Startup ที่ดี

สุดท้ายคือเรื่องของการพัฒนาเศรฐกิจประเทศ “No way out but Innovation” ถ้าไม่พัฒนาด้านเทคโนโลยี ประเทศไทยจะไร้ทางออก ซึ่งปัจจุบันหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ใช้งบ R&D ที่สูงมาก ๆ เช่น Huawei ใช้งบพัฒนาทั้งโลกกว่า 37,000 ล้านดอลล่าร์ในการพัฒนา ซึ่งสูงมาก ๆ

ถ้าเราตั้งใจพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ก็จะทำให้ประเทศสามารถพัฒนาสู่ยุค 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

คุณบุรณัชย์ ลิมจิตติ

ปัจจุบัน DMS หรือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการเป็นกลุ่มโรงพยาบาล Top 4 ของโลก

คุณบุรณัชย์ ลิมจิตติ Senior Vice President – International Marketing, Advertising and Public Relations บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เผยข้อมูลว่าปัจจุบัน DMS หรือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการเป็นกลุ่มโรงพยาบาล Top 4 ของโลก โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 45 โรงพยาบาลและ 8,000 กว่าเตียง มีผู้ป่วยปีละ 10,000,000 คน และชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการกว่า 1 – 2 ล้านคนต่อปี ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับนานาชาติ 17 JCI มุ่งเน้นการใช้ดิจิตอลในด้าน Standardization เพื่อมาตรฐานการรักษาและการพยาบาล มาตรฐานการวัดที่คงที่ โดยเอาข้อมูลต่าง ๆ มา Benchmark แบบรายวัน เก็บเป็น Big Data เพื่อนำมาพัฒนาโรงพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น มี Lab ทดลองที่มีมาตรฐานระดับโลก

BDMS Alarm Center ที่ควบคุมดูแล โดยมีการส่งการรักษาไปถึงระดับโลก

โดยเครือ BDMS ตั้งใจที่จะทำงานกับระดับ World Class Hospital ต่างๆ มากมาย แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาการทำงานของหมอและพยาบาล และจับมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสิ่งที่ BDMS ทำทั้งหมดเพื่อ ผู้ป่วยทุกคนได้มี Customer’s Journey ที่ดีขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้ได้รับ Digital Healthcare ที่ถูกต้อง สมบูรณ์โดยใช้ AI ในการประมวลผลช่วยหมอในการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบ Analog มาก

ระบบ IoT ที่ใช้อุปกรณ์ Wearable ในการส่งข้อมูลต่าง ๆ มาให้โรงพยาบาลแบบ Realtime เพื่อเก็บข้อมูลและดูแลสุขภาพของผู้ป่วยได้ต่อเนื่อง ตลอดเวลา และกระบวนการทั้งหมดเพื่อให้รู้ว่าคุณควรดูแลรักษาสุขภาพอย่างไรถึงจะดีที่สุด

 

คุณบอย โกสิยพงษ์

เมื่อ Napster เข้ามา MP3 เข้ามา เราซวยแน่!

คุณบอย โกสิยพงษ์ ได้เริ่มดำเนินการปรับใช้ Digital กับสื่อ Entertainment หรืออุตสาหกรรมบรรเทิงแล้ว เพราะทางคุณบอย คิดว่า ปัจจุบันการพบกับแฟนเพลงนั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักใช้ Facebook ในการติดต่อ สื่อสารกับแฟนเพลงได้อย่างง่ายดาย และมีการใช้งาน Social Media อื่น ๆ ในการติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและแฟนเพลง ซึ่งการก้าวเข้ามาในโลก Social ครั้งแรกคือ น้องชายชวนเข้ามาเล่น Twitter จนกระทั่งได้ก้าวสู่โลกของ Facebook ในปัจจุบัน

ซึ่งปรากฎการณ์ของการเข้ามาของ Digital สร้างปรากฎการณ์คือ การขายแผ่นสมัยก่อนคือ ต่ำ ๆ หลักแสนแผ่น แต่ใช้การโฆษณาที่สูง เมื่อเทียบกับยุคนี้ การขายเพลงจะได้กำไรแค่หลักไม่กี่ % เพราะการมาของ MP3 และ Torrent แต่รายได้หลักสำคัญของศิลปินยุคนี้กลับกลายเป็นการจัด Concert แทน

“เมื่อ Napster เข้ามา MP3 เข้ามา เราซวยแน่” โดยเขาได้เปลี่ยนจากระบบ B2C เป็น B2B ก่อน เพราะระบบของ B2C นั้นถูกโลกของ MP3 Disrupt จนกลายเป็นรายได้หดหายไปหมด แต่เขาก็มองว่า Disrupt ครั้งนี้ก็กลายมาเป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง มองว่า ต้นไม้เมื่อถูกตัดจนโกร๋นในวันนี้ ใบ ดอกใหม่ก็จะออกมา ซึ่งชีวิตคนก็เช่นกัน ถ้าสามารถก้าวขึ้นมาจาก 0 ได้ เราก็จะสามารถอยู่รอดในยุคนี้ได้

การมาของ Fanster

คุณบอยก็ยังได้สังเกตเห็นว่า คนปัจจุบันยุคนี้คนอยู่กับหน้าจอมือถือเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ ขนาดขับรถยังอยู่บนมือถือ ซึ่งถ้าเราสามารถเปลี่ยนวิธีการใช้มือถือ กลายมาเป็นรายได้ ก็เลยสร้าง Fanster ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคน Spend เวลากับแอปนี้เพื่อให้ศิลปินได้รับรายได้จากที่เราเข้าไปใช้งาน ซึ่งในแอปนี้จะเป็นการรวมพลกงของ ค่ายเพลง / ศิลปินเข้ามาเป็น Community มีค่ายเพลงเล็ก ๆ ทุกค่ายเพลงในแอปนี้ ซึ่งอนาคตพวกเขาก็จะไม่จำกัดแค่เพียงค่ายเพลง แต่จะมีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในนี้ กลายเป็น 1 ใน Social Media สำหรับคนบันเทิง

ซึ่งการใช้งานก็ง่าย ๆ เข้าไปกดติดตามศิลปิน / ค่ายเพลงที่เราสนใจ ระบบจะดึง Feed จาก Social Media ของคน ๆ นั้น หรือ Fan Feed ขึ้นมา ซึ่งยิ่งมีการ Engage มาก ๆ คนที่ใช้ก็จะเลเวลสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในแอปนั้นมีระบบ Fanclub Management ให้ใช้ ซึ่งเหรียญที่ใช้ในแอป จะเอามาใช้เพื่อปลดล็อคสิ่งต่าง ๆ ที่คุณต้องการ รวมไปถึงแลกซื้อสิทธิพิเศษบางอย่างกับศิลปินที่คุณชื่นชอบได้ ทางคุณบอยตั้งใจว่าแอปนี้จะเป็น 1 ในการสร้างรายได้ให้กับเหล่าศิลปิน / ค่ายเพลง อีกทางหนึ่ง และใครอยากติดตาม Sweet16 ก็สามารถติดตามที่แอป Fanster นี้ได้เช่นกัน

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS

#AIS เปิดให้ลูกค้าทุกค่ายดูทีวีผ่าน AIS Play ฟรี!

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS เปิดเผยในงาน Digital Intelligent Nation 2018 ว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทุกค่าย ไม่จำกัดเฉพาะ AIS ได้ใช้งานแอป AIS Play ในส่วนที่เป็นเนื้อหาฟรีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จากเดิมที่จะต้องเป็นลูกค้า AIS เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถดูช่องใหม่คือ CNN และ Cartoon Network ได้ฟรีถึง 15 มีนาคมนี้ด้วย

นอกจากนี้ AIS ยังเปิดโครงการ Play 365 สำหรับใครที่อยากสร้าง Content ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งคุณจะเป็นใครก็ได้ เป็นคนที่อยากทำ Content Creator ขึ้นมา รับสมัครทั้งหมด 365 คน โดย AIS จะสนับสนุนด้านเงินและการโฆษณา ซึ่ง AIS อยากให้ทุกคนที่อยากทำคอนเทนต์ ซึ่ง Play365 จะต้องสร้าง Content ดี ๆ เพื่อให้คนเข้ามาร่วมกันผลิตผลงานขึ้นมา

และ AIS ยังมี VR Creator Program สามารถเข้าไปทดลองได้ฟรี สามารถเรียนรู้การสร้างเนื้อหา VR จาก IMAX เริ่ม 27 มีนาคมนี้ ถ้าเกณฑ์ Content ผ่านก็เข้ามาร่วมกันได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ AIS ทำร่วมกับ IMAX นอกจาก IMAX VR ที่ร่วมมือกับ Major ที่สยามพารากอน

#IoT Platform

สิ่งที่ถูกเปลี่ยนซึ่งในปี 2018 นี้จะกลายมาเป็นการใช้อินเตอร์เน็ตที่มากกว่าแค่การหาข้อมูล แต่จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิมในทุก ๆ ด้าน ให้ทุกชีวิตดีกว่าเดิม ซึ่ง AIS มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นจริงไม่เกิน 3 ปีนี้ เพราะอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปเริ่มมี IoT เข้ามาควบคุมแล้วแทบทุกสิ่ง

AIS ลงทุนทำ NB-IoT เพื่อให้อุปกรณ์เล็ก ๆ ใช้ Data น้อย ๆ และ eMTC สำหรับอุปกรณ์ IoT ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาโดยเสริมซึ่งกันและกัน

และ AIS ก็ได้จับมือ Partner อื่น ๆ มากมายเพื่อให้สามารถใช้ Internet of Things ได้อย่างแน่นอน เพราะ No one Country them all..

ซึ่งคุณสมชัยเผยข้อมูลว่าคนไทยใช้อินเตอร์เน็ตวันละ 4.8 ชั่วโมงในปี 2017 จากเดิม 3 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นการเติบโตขึ้นมาก เพราะเราเผลอ ๆ ก็หยิบขึ้นมาใช้ และมันจะมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน

เผยข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยและทั้งโลกเติบโตสูงขึ้นมาก

ส่วนพฤติกรรมคนดูหนัง ปีที่ผ่านมา คนดู Streaming 41 ล้านและ Digital 67 ล้านและมากกว่า 80% เป็นคอนเทนต์ภาษาไทย ซึ่งพฤติกรรมคนถูกเปลี่ยนผ่านไปแล้ว

#วันนี้เรายังมีโอกาสในการพัฒนา

3 ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม

– ยุคที่ 1 เครื่องจักรไอน้ำ ในโรงงานอุตสาหกรรม ใครมีโรงงานใหญ่ ๆ จะครองโลก
– ยุคที่ 2 เกิดศาสตร์การบริหารจนกลายมาเป็นหลักการบริหารธุรกิจ การตลาด ใครมีหลักการเหล่านี้ก็จะเป็นเจ้าโลก ซึ่งค่ายที่ดัง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นค่ายของอเมริกา
– ยุคที่ 3 เป็นเรื่องของยุค Platform ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำลายยุคเก่า ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเราจะเห็นธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมา เป็นบริษัทที่มี Platform ที่ดีโดยไม่ต้องสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาเลยเช่น Uber, อาลีบาบา เป็นต้น ในยุค 2020 จะอยู่ในช่วงของ IoT เพราะในอนาคตอุปกรณ์ต่าง ๆ จะกลายเป็น Smart ควบคุมดูแลผ่านมือถือได้ทั้งหมด

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 1 ในวิสัยทัศน์ที่เราได้รับฟังกันในงาน AIS Vision 2018 ที่น่าสนใจในปีนี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดราคา OPPO R17 Pro พร้อมโปรฯ พิเศษเหลือไม่ถึง 10,000 เผยบทสัมภาษณ์ผู้สร้าง Super VOOC Flash Charge

Published

on

OPPO เปิดตัวมือถือรุ่นล่าสุด OPPO R17 Pro ที่มาพร้อมจุดเด่นอย่าง #SuperVOOC ชาร์จแรง ชาร์จไว 10 นาที แบตฯ 40% (ที่มาครั้งแรกบนรุ่น Oppo Find x Automobili Lamborghini edition) และจุดเด่นพิเศษอย่างกล้องหลังที่จัดเต็มด้วยค่า F ต่ำสุด 1.5 เลยทีเดียว !!

สเปค

  • CPU Snapdragon 710 Octa-Core 2.2 GHz GPU Adreno 616
  • ระบบปฎิบัติการ ColorOS 5.2 บน Android 8.1
  • Ram 8 GB + Rom 128 GB (ไม่มีช่องใส่ microSD)
  • กล้องหลัง 12 ล้าน F1.5 + 20 ล้าน F2.6 + กล้องถ่าย 3 มิติ TOF มาพร้อม OIS ระบบกันสั่น
  • กล้องหน้า 25 ล้าน F2.0 ใช้ Sensor Sony IMX 576
  • แบตเตอรี่ 3700 mAh มาพร้อมระบบ Super VOOC Flash Charge
  • ระบบเชื่อมต่อ WLAN 802.11 a/b/g/n/ac Bluetooth 5.0, NFC, Type-C USB 3.1
  • เชื่อมต่อ 4G / 4G+: TD-LTE, LTE FDD;
    • 3G WCDMA, TD-SCDMA, CDMA2000
    • 2G: GSM, CDMA
  • ใส่ได้ 2 nano sim
  • มาพร้อมระบบ Hidden Fingerprint Unlock (ปลดล็อคผ่านหน้าจอ) / Face Unlock

ทดสอบการถ่ายภาพ

จุดเด่นของ OPPO R17 Pro คือด้านกล้อง ที่มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว 12 ล้าน F1.5/2.4 + 20 ล้าน F2.0 และกล้อง TOF สำหรับถ่ายภาพ 3 มิติสุดล้ำ มีระบบอินฟาเรดเพื่อการจับภาพวัตถุระยะไกล พร้อมโหมดถ่ายภาพกลางคืนจัดเต็มด้วย Ultra Night Mode ถ่ายกลางคืนดีมาก ๆ และกล้องหน้าจัดหนัก 25 ล้าน ถ่าย Selfie สวยงาม ก็ถือได้ว่าค่อนข้างตอบโจทย์คนชอบถ่ายภาพจริง ๆ สำหรับมือถือตัวนี้

ราคาและโปรโมชันพิเศษ

ปิดท้ายด้วยราคา 24,990 บาท ใครจองรับของแถมรวมมูลค่า 9,200 บาทดังนี้

  • OPPO VIP Card ประกันหน้าจอแตก เปลี่ยนฟรี 1 ครั้ง
  • OPPO Tripod ขาตั้งกล้องมือถือจัดเต็ม

และพิเศษสุด สำหรับการซื้อผ่าน Operator + โปรฯ ลดจัดหนักเหลือเพียง 9,990 บาทเท่านั้น (ยังไม่เปิดเผยโปรฯ ที่ต้องจ่าย)

ซึ่ง OPPO R17 Pro จะเปิดให้จองวันที่ 17 – 30 พฤศจิกายนนี้

สัมภาษณ์ Engineer จาก OPPO China เรื่อง SUPER VOOC Flash Charge

ปัจจุบันคิดว่ายังเร็วที่สุดไหม สำหรับ SUPER VOOC Flash Charge

มั่นใจว่าเร็วที่สุด ด้วยพลังไฟชาร์จ 50 W ซึ่งสูงที่สุด และใช้ระบบการแบ่งแบตเตอรี่เป็น 2 ก้อน จึงมั่นใจได้ว่าชาร์จแล้วแบตฯ ไม่ร้อน และชาร์จได้ไวกว่ามือถือทุกรุ่นในปัจจุบัน

ชาร์จ 10 นาทีแบตฯ ขึ้นมาสูงสุด 40% ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีเจ้าไหนสามารถทำได้

ในอนาคจจะมีการพัฒนาการชาร์จที่ไวกว่า Super VOOC Flash Charge หรือไม่?

มีแน่นอน โดยทีมงานกำลังพัฒนาเพื่อใช้กับมือถือรุ่นถัดไปในอนาคต แต่จะเป็นรุ่นไหนทางเราขอยังไม่เปิดเผย

และในอนาคตจะมีการนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่น ๆ นอกจากมือถือของ OPPO หรือไม่?

เรื่องเทคโนโลยี Super VOOC นี้สามารถใช้งานกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ทั้งหมด แต่ยังไม่มีแผนในอนาคตว่าจะมีการนำไปใช้กับอะไร และปัจจุบันมี SuperVOOC ที่เป็น Powerbank มีอยู่ในจีนแล้ว แต่อาจจะมีโอกาสมาไทยได้

มีแผนการทำแบตเตอรี่รูปแบบใหม่นอกเหนือจาก Lithum ion หรือไม่?

ซึ่งปัจจุบันมองวัตถุดิบอื่น ๆ ที่จะมาทำเช่นกัน โดยกำลังทดสอบและวิเคราะห์อยู่ ถ้าได้ผลดีก็จะนำมาใช้แทนลิเทียมไอออน

ทำไมนำเอา SuperVOOC มาใช้กับ R17Pro เป็นรุ่นที่ 2 ถัดจาก Find X ?

เป็นแนวทางของ Product ในปัจจุบันเริ่มมีการใช้ Super Charge Fast Charge เข้ามามากขึ้นในหลากหลายแบรนด์ และ R Series นี้เป็น 1 ในมือถือรุ่นที่นิยมที่สุด โดย Series Find นั้นถือได้ว่าเป็นรุ่นที่มาพร้อมการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ และได้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้งานบน R 17 Pro เป็นรุ่นถัดไป

และในตระกูล A Series ยังตอบไม่ได้ว่าจะมี SuperVOOC หรือไม่ แต่ VOOC อาจจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

ทำไมนำเอา Super VOOC Flash Charge  มาใช้ในปีนี้ เพราะตัวเทคโนโลยีได้เปิดตัวมากว่า 2 ปีแล้ว

เพราะ ณ ช่วงนั้นตั้งใจที่จะนำเอาลง Find X อยู่แล้ว จึงได้รอเทคโนโลยีอื่น ๆ ทุกอย่างเข้ามารวมกันกลายเป็น OPPO Find X ในปัจจุบัน

ถ้าใช้สายชาร์จอื่น ๆ มาใช้กับ Super VOOC Flash Charge จะเป็นอย่างไร?

ถ้าใช้สายชาร์จ VOOC มาใช้กับ เครื่องรองรับ SuperVOOC จะกลายเป็นการชาร์จปกติ ถ้าใช้ SuperVOOC ชาร์จ USB-PD จะเป็นการชาร์จแบบปกติ แต่กำลังพัฒนาให้สามารถทำ Super VOOC ได้

การใช้แบต 2 ก้อนจะทำให้ Cycle แบตฯ ลดหรือไม่?

ไม่ลด ยังคงมีอายุการใช้งาน 1 ปีเท่ากัน และการเปลี่ยนแบตฯ นั้นจะถูกนับเป็น 1 ก้อนเช่นกัน ไม่สามารถเปลี่ยนแยกได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

แกะกล่อง New iPad Pro 2018 จาก Apple Store สาขา IconSiam

Published

on

ช่วงหัวค่ำของวันนี้ 14 พ.ย. 2561 ระหว่างเข้าคลาสที่จองไว้ก่อนหน้านี้ “Photo Lab : สร้างช็อตสุดเพอร์เฟ็กต์กับ Chase Jarvis” ทั้งนี้เจ้าตัวไม่ได้มาสอนด้วยตัวเอง แต่ถูกถ่ายทอดบทเรียนจากคุณ Chase Jarvis ผ่านน้องตาโต สาวน้อยหน้าใส ดีกรีปริญญาตรีจากรั้วจามจุรี บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเอง สนุกสนาน แต่แล้วความสนใจของผมก็ถูกดึง (เสียสมาธิ) ด้วยประโยคสั้นๆ โดนใจที่ว่า “วันนี้ iPad Pro รับเครื่องได้แล้วนะครับ” เอาหละสิ 555 จัดไม่จัดดี ลังเล เพราะผมเองก็มีโปรแกรม trade-in (โปรแกรมนำเครื่องเก่า แลกเครื่องใหม่) ค้างอยู่กับ Apple ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ (ไว้มาเขียนเล่าให้อ่านกันครับ) ถ้าได้มาก็ว่าจะนำมาเป็นส่วนลดในการซื้อเครื่อง แต่แล้ว … ก็ลองกดเข้าไปดูใน App Apple Store มีเครื่องพร้อมระบุรับเครื่องได้ที่ Apple Store IconSiam นั่นไง ภาพตัดเครื่องก็มาวางอยู่ตรงหน้า ให้ได้มาถ่ายภาพให้เพื่อนๆ ได้ชมกันแล้ว ปล. iPad รุ่นล่าสุดของผมก็คือ iPad Air 2 ใช้มานานปี ได้เวลาเปลี่ยนใหม่เสียที

ผมเลือกรุ่น 11 นิ้ว ไวไฟ ความจุ 256GB สีเทา มาถึงบ้านก็แกะกล่องถ่ายรูป เปิดเครื่องเพื่อลงโปรแกรม ความฟินก็ตรงที่ไม่ต้องกรอกข้อมูลอีเมล์อะไรให้วุ่นวาย เพราะช่วงหลังมานี้ Apple ทำให้เรา Setup ง่ายขึ้น ด้วยการนำ iPhone ที่อยู่ใกล้เคียงของเรามาอยู่ข้างๆ เอากล้องไอโฟนส่องที่หน้าจอ iPad ระบบก็จะจัดการให้ต่อเอง โดยที่ไม่ต้องกรอกข้อมูลใดใดให้วุ่นวาย

ประสบการณ์แรกสัมผัสคือดีย์ จอภาพ Liquid Retina คมขนลุก คือดี การที่หน้าจอติดขอบแล้วจอใหญ่ดีแบบนี้นี่เอง ประสบการณ์ด้านอื่นยังไม่ได้ลอง ไปชมภาพมุมต่างๆ ของเครื่องกันครับ


 
https://www.apple.com/th/trade-in/

https://www.apple.com/th/ipad-pro/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว JBL LINK ลำโพงไร้สายอัจฉริยะในไทย สั่งงาน Google Assistant ได้ ฟังเพลงไม่ต้องต่อมือถือ!

Published

on

มหาจักรดีเวลอปเมนท์ ผู้นำเข้าเครื่องเสียงแบรนด์ JBL เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูล JBL LINK ที่เป็นลำโพงอัจฉริยะ สามารถเชื่อมต่อกับ WiFi ได้ พร้อมใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะของกูเกิ้ล ซึ่ง JBL LINK น่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งาน Google Assistant ชุดแรกๆ ที่ขายในไทยอย่างเป็นทางการ โดยเปิดตัวพร้อมกันถึง 5 รุ่น ตั้งแต่ลำโพงรุ่นเล็ก จนถึงลำโพงที่มาพร้อมหน้าจอ

JBL Link มีด้วยกัน 5 รุ่น

  • JBL LINK 10 ลำโพงตัวเล็กที่สุดในตระกูล ใช้งานได้ 5 ชั่วโมง กำลังขับ 10 W 4,990 บาท 
  • JBL LINK 20 ลำโพงขนาดย่อม ตัวสูงกว่า LINK 10 ใช้งานได้ 10 ชั่วโมง กำลังขับ 20 W 6,990 บาท 
  • JBL LINK 300 ลำโพงขนาดกลางสำหรับตั้งในบ้าน (ไม่มีแบตเตอรี่ เสียบสายอย่างเดียว) กำลังขับ 50 W 9,990 บาท
  • JBL LINK 500 ลำโพงขนาดใหญ่สำหรับตั้งในบ้าน (ไม่มีแบตเตอรี่ เสียบสายอย่างเดียว) กำลังขับ 60 W 13,900 บาท
  • JBL LINK View ลำโพงรุ่นพิเศษที่มาพร้อมหน้าจอสัมผัสเพื่อดูข้อมูล หรือแสดงข้อมูลที่ Google Assistant หามา จะขายเร็วๆ นี้ ในเดือนธันวาคม ราคายังไม่ประกาศ

นอกจากนี้ JBL ยังมีลำโพงรุ่น Control Xtreme ตัวใหญ่พิเศษสำหรับใช้ในงาน Party ด้วย ซึ่งลำโพงตัวนี้ก็เชื่อม Wifi ได้เหมือนกัน

จุดเด่นของลำโพง WiFi ที่แตกต่างจากลำโพง Bluetooth ทั่วไป

แม้ว่า JBL LINK จะสามารถเชื่อมต่อ Bluetooth ตามปกติได้ แต่การที่มันเชื่อม WiFi ได้นั้นมันเจ๋งกว่าการต่อ Bluetooth ทั่วไปเยอะ โดยเฉพาะสำหรับนักฟังเพลง เมื่อใช้กับบริการที่รองรับ Chromecast Audio อย่าง Spotify ตัวลำโพงจะสามารถดึงเพลงต้นฉบับจาก Server มาเปิดให้ฟังโดยตรงได้เลย ไม่ต้องดึงผ่านโทรศัพท์ แล้วส่งผ่านมาถึงลำโพงผ่าน Bluetooth อีกทีเหมือนลำโพงทั่วไป ทำให้คุณภาพเสียงดีกว่าเพราะไม่มีการบีบอัดเสียงซ้ำ นอกจากนี้พวกเสียง Noti หรือเสียงรบกวนต่างๆ จากโทรศัพท์มือถือจะไม่ไปดังที่ลำโพงให้กวนใจด้วย ให้มันดังอยู่ที่สมาร์ทโฟนก็พอ

Google Assistant ทำอะไรได้บ้าง

JBL LINK View

Google นั้นเติบโตเร็วมากในกลุ่มลำโพงอัจฉริยะ เมื่อเปิดตัว Google Assistant ก็แย่งส่วนแบ่ง Amazon ที่ทำ Alexa มาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในไทยจะยังไม่สามารถใช้ Google Assistant บนอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยคำสั่งเสียงภาษาไทยได้ (ส่วนบนมือถือใช้ภาษาไทยได้แล้ว) แต่เราก็สามารถใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงไทยๆ ของเรานี่แหละเพื่อสั่งงานต่างๆ ได้ เช่นพูดว่า Good Morning เพื่อให้มันเปิดไฟ ปิดแอร์ เล่าข่าวตอนเช้าให้ฟัง หรือพูด Broadcast เพื่อกระจายเสียงของเราไปทั่วบ้านผ่านทุกลำโพงที่เชื่อม Google Assistant อยู่

ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับ Google Assistant ได้นั้นมีหลากหลายมากครับ เช่นหลอดไฟ Phlips Hue ก็เชื่อมเพื่อเปลี่ยนสีสันหรือควมคุมระดับแสงไฟในห้องได้ หรือกล้องวงจรปิดจาก Nest ก็เชื่อมเพื่อส่งภาพมาดูในทีวีได้ หรือการควบคุมแอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้รีโมทก็จะมีตัวสั่งงานโดยการยิงแสง IR เข้าไปที่แอร์เพื่อควบคุมระยะเวลาการปิด-เปิดได้ ลองดูในวิดีโอสาธิตการใช้ Google Assistant ร่วมกับ JBL Link นี้น่าจะเข้าใจมากขึ้นนะครับ

นอกจากนี้ JBL ยังออกหูฟังชุดใหม่ที่มี Google Assistant ในตัวคือสามารถแตะที่หูฟังเพื่อสั่งงานอุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวได้เลย เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวติดหูไปด้วย

  • JBL Everest 110GA หูฟังแบบ in-ear ฟังได้ 8 ชั่วโมง ราคา 3,990 บาท
  • JBL Everest 310GA หูฟังแบบทับหู ฟังได้ 20 ชั่วโมง ราคา 7,990 บาท
  • JBL Everest 710GA หูฟังแบบครอบหู ฟังได้ 25 ชั่วโมง ราคา 9,990 บาท

JBL Everest 710GA

ก็ติดตามรีวิว JBL LINK จากแบไต๋ได้เร็วๆ นี้ครับ ว่าจะสั่งงานดี เสียงดี น่าใช้แค่ไหน

หนุ่ย พงศ์สุขและพัชรวดี ว่องปรีชา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บ.มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!