Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

AIS Vision 2018 เผยวาทะเหล่า Speaker ที่น่าสนใจ

Published

on

งาน AIS Vision 2018 ที่ผ่านมานั้น 1 ในไฮไลท์ที่น่าสนใจภายในงานนี้คือคำพูดต่าง ๆ ของเหล่า Speaker ที่ขึ้นมาพูดบนเวที แบไต๋ก็ได้รวบรวมวาทะของเหล่า Speaker ที่ได้ขึ้นไปพูดในงานนี้ ใครพูดถึงเรื่องไหนบ้าง เราสรุปมาให้คุณแล้ว

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ถอดคำพูด ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ชี้ไทยเติบโตแต่ติดเพดาน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจตามโลกดิจิตอลไม่ทัน #AISVision2018#AISIoT

ผมดีใจจริง ๆ ที่มีโอกาสมางาน AIS Digital Intelligent Nation 2018 ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ดี โดยประกาศตัวเลข GDP ที่ 3.9% และปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 4.1% ซึ่งถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนทั้งหมด และมีความเชื่อมั่นอยู่ โดยเฉพาะการส่งออกที่โตกว่า 17.6%

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะทยานพุ่งไปข้างหน้า แต่มันมีขีดจำกัด มันมีเพดานอยู่ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันของไทยนี่จะเริ่มมีปัญหาเพราะเครื่องจักรในประเทศเริ่มเก่า อุตสาหกรรมของเรายังเป็นแบบเก่า และเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจก้าวไปสู่ดิจิตอล เครื่องจักร เครื่องยนต์ของประเทศก็ต้องปรับตัว

เพราะยุคสมัยนี้เป็นยุครุ่งอรุณของการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมครั้งใหม่ โดยเราจะต้องแก้ในด้านเศรษฐกิจรากหญ้า ถ้าเราไม่ทำในวันนี้ อนาคตจะลำบาก โดยนำเอาโลกของ Digital เข้ามา Disrupt ซึ่งทำให้พฤติกรรมของชีวิตเปลี่ยนไปทั้งหมด ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงรูปแบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

ปัจจุบันไม่ต้องไปทำงานที่อื่น สามารถทำงานที่บ้านได้ง่าย ๆ ซึ่งทำให้เกิดโอกาสที่มากกว่าเดิม ทั้งด้านโอกาสในการสร้างความรู้ โอกาสในการแปลงความรู้ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ โอกาสมีมากกว่าเดิมแบบไม่มีที่สิ้นสุด

Digital Economy จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้หลาย ๆ ประเทศตื่นตัวกับเรื่องนี้

#ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตื่นสาย

เพราะมีเพียงไม่กี่บริษัทเอกชนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดิจิตอล และภาครัฐฯ ก็เริ่มตื่นตัวเช่นกัน โดยการจัดงานเพื่อบอกคนไทยทั้งประเทศว่า โลกทั้งโลกได้ก้าวไปไกลขนาดไหนแล้ว และเราต้องก้าวไปสู่เรื่องนี้อย่างจริงจัง

#ดิจิตอลต้องไปถึงทุกคนในประเทศไทยไม่งั้นเกิดความเหลื่อมล้ำ

  1. Digital for All จะต้องเป็นดิจิตอลเพื่อไปถึงทุกคนในประเทศไทยให้ได้ ซึ่งถ้าไม่สามารถกระจายไปอย่างทั่วถึง ความเหลื่อมล้ำก็จะยิ่งห่างออกไป เด็กไทยทุกคนสามารถเรียนรู้บนเทคโนโลยีนี้ให้ได้ Smart Farmer เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต การค้าขาย เพื่อให้เขาสามารถก้าวไปสู่การค้าที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เลย โดยจะต้องได้รับความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เปิดระบบ e-Commerce ให้กับคนไทยทุกคน

  2. Digital Driven Economy เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนอนาคตข้างหน้าจะต้องมาจาก Digital เพราะการเติบโตทำนายได้ สามารถนำ Digital มาพัฒนาเพื่อสร้างคุณภาพของสินค้า ผลิตภัณฑ์ และควบคุมดูแลทุกอย่าง จะทำให้การเติบโตอย่างก้าวกระโดด การค้าขายสินค้า Local ผ่านระบบ e-Commerce หรือการพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยว ก็จะส่งเสริมการพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งทุกอย่างนี้จะต้องเปลี่ยนผ่านจากโลกของ Analog ไปสู่โลก Digital

  3. เน้นวิชาสำคัญคือ STEM (กลุ่มวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) เป็นหลัก และศิลปะหรือ ART ก็เป็นเรื่องที่ทิ้งไม่ได้ ภาครัฐตั้งใจผลักดันด้านพื้นฐานเศรษฐกิจ โดยประเทศจีนก็มี 3 ยักษ์ใหญ่ที่พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจจีนกลายเป็นโครงสร้าง Digital ทั้งประเทศ ซึ่งไทยก็สามารถทำได้ถ้ามีการผลักดันของภาคเอกชนที่ตั้งใจผลักดันอย่างจริงจัง

คุณอยากให้ประเทศนี้เป็นประเทศที่ตามคนอื่นไม่ได้เลยหรือ อนาคตเราต้องมี digital Driven ต้องมีนักรบใหม่ในทุก ๆ ด้าน

  1. Digital Leadership สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีผู้นำที่ดี ให้เอกชนนำไปก่อน มีการทดลองต่อยอดธุรกิจต่าง ๆ ไปก่อนเพื่อเปิดตลาด แล้วรัฐบาลก็จะต้องทำระบบ Big Data ในรูปแบบ Open Access เช่นข้อมูลฐานคนจน ธุรกิจ SME บนธนาคาร เอามาแชร์กัน ซึ่งการแชร์กันจะทำให้ Fintech เข้ามาดูแลได้ หน้าที่ของรัฐฯ คือการนำข้อมูลเหล่านี้เอามาทำเป็น Big Data การทำธุรกรรมทุกอย่างจะกลายเป็น Digital โดยใช้ E-Payment ซึ่งเราต้องไม่กลัวเทคโนโลยี แต่ต้องนำมาพัฒนาและสร้างบุคลากรเพื่อรองรับ ซึ่งสถาบันการศึกษาจะมี Tax Incentive ให้กับมหาวิทยาลัยที่สร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพได้

  2. Digital Polotic แต่เดิมการโหวตจะยากมาก ซึ่งในอนาคต คนจะใช้ระบบนี้เข้ามาพูดคุย นำเสนอ สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวผลักดันให้คนเข้ามาพูดคุยเพื่อให้ภาครัฐฯ รับทราบข้อมูล ซึ่งการผลักดันครั้งนี้จะทำให้มีผลกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน

โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดการผลักดันของประเทศที่ดีกว่าเดิม แต่บางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะข้อมูลบางอย่างเช่น การบิดเบือน ทำร้าย ประณาม ซึ่งเกิดขึ้นบนโลก Social Media ที่จะกลายเป็น Community ซึ่งสิ่งนี้มันมีโอกาสทำลาย Community ปกติโดยไม่รู้ตัว ทำให้คนทะเลาะกัน จนทำให้หลาย ๆ ประเทศเกิดการแตกแยกทางความคิด และเกิดความขัดแย้งจนทำให้

ใน 3 ปีนี้เป็นเวลาที่สำคัญ ซึ่งจะต้องเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ Digital Driven ให้ได้ เพราะสิ่งที่เราใช้อยู่นั้นอยู่มากว่า 30 แล้ว ซึ่งอนาคตข้างหน้าเป็นยุคของคนหนุ่มสาว ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่อง Digital คุณจะก้าวต่อไปได้อย่างไร?

คุณกานต์ ตระกูลฮุน

#ไทยต้องเร่งวิจัยและพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ จาก 12 เรื่องในภาพ เรื่องการวิจัยเรายังสู้ชาติอื่นไม่ได้ #AISVision2018 #AISIoT

คุณกานต์ ตระกูลฮุน หัวหน้าทีมภาคเอกชน การยกระดับนวัตกรรมและ Digitalization คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ และประธานกรรมการ AIS ชี้ให้เห็นว่ามี 2 ส่วนสำคัญที่ไทยต้องพัฒนาคือเรื่อง R&D และเรื่อง Digital

จากข้อมูลที่เก็บได้ งบประมาณค้นคว้าและพัฒนา (R&D) ของไทยคิดเป็นเพียง 0.2% ของ GDP มานาน จนเพิ่งมาเริ่มโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลล่าสุดคือ ประเทศไทยมีงบที่ 0.78% ในปี 2559 และคาดว่าในปี 2561 จะมีงบ R&D อยู่ที่ 1% ของ GDP เป็นครั้งแรกของไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทัดเทียมกับต่างประเทศได้ (แต่ก็ยังห่างชั้นกับเกาหลีที่งบ R&D สูงถึง 4% ของ GDP)

วันนี้ภาคเอกชนจะต้องมามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ซึ่งตอนนี้ประเทศต้องการบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันอยู่เพียงแค่ 17 คนต่อ 10,000 คน เพื่อให้ไทยพัฒนาขึ้นจากอันดับ 45 (มีทั้งหมด 50 อันดับ) ของประเทศที่พัฒนาด้านเทคโนโลยี

Innovation Ecosystems คือความร่วมมือกันระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐฯ ภาคเอกชน และภาคการพัฒนา ซึ่งถ้ามี Platform ที่ดี ก็จะช่วยผลักดันเรื่อง Startup ที่ดี

สุดท้ายคือเรื่องของการพัฒนาเศรฐกิจประเทศ “No way out but Innovation” ถ้าไม่พัฒนาด้านเทคโนโลยี ประเทศไทยจะไร้ทางออก ซึ่งปัจจุบันหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ใช้งบ R&D ที่สูงมาก ๆ เช่น Huawei ใช้งบพัฒนาทั้งโลกกว่า 37,000 ล้านดอลล่าร์ในการพัฒนา ซึ่งสูงมาก ๆ

ถ้าเราตั้งใจพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ก็จะทำให้ประเทศสามารถพัฒนาสู่ยุค 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

คุณบุรณัชย์ ลิมจิตติ

ปัจจุบัน DMS หรือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการเป็นกลุ่มโรงพยาบาล Top 4 ของโลก

คุณบุรณัชย์ ลิมจิตติ Senior Vice President – International Marketing, Advertising and Public Relations บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เผยข้อมูลว่าปัจจุบัน DMS หรือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการเป็นกลุ่มโรงพยาบาล Top 4 ของโลก โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 45 โรงพยาบาลและ 8,000 กว่าเตียง มีผู้ป่วยปีละ 10,000,000 คน และชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการกว่า 1 – 2 ล้านคนต่อปี ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับนานาชาติ 17 JCI มุ่งเน้นการใช้ดิจิตอลในด้าน Standardization เพื่อมาตรฐานการรักษาและการพยาบาล มาตรฐานการวัดที่คงที่ โดยเอาข้อมูลต่าง ๆ มา Benchmark แบบรายวัน เก็บเป็น Big Data เพื่อนำมาพัฒนาโรงพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น มี Lab ทดลองที่มีมาตรฐานระดับโลก

BDMS Alarm Center ที่ควบคุมดูแล โดยมีการส่งการรักษาไปถึงระดับโลก

โดยเครือ BDMS ตั้งใจที่จะทำงานกับระดับ World Class Hospital ต่างๆ มากมาย แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาการทำงานของหมอและพยาบาล และจับมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสิ่งที่ BDMS ทำทั้งหมดเพื่อ ผู้ป่วยทุกคนได้มี Customer’s Journey ที่ดีขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้ได้รับ Digital Healthcare ที่ถูกต้อง สมบูรณ์โดยใช้ AI ในการประมวลผลช่วยหมอในการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบ Analog มาก

ระบบ IoT ที่ใช้อุปกรณ์ Wearable ในการส่งข้อมูลต่าง ๆ มาให้โรงพยาบาลแบบ Realtime เพื่อเก็บข้อมูลและดูแลสุขภาพของผู้ป่วยได้ต่อเนื่อง ตลอดเวลา และกระบวนการทั้งหมดเพื่อให้รู้ว่าคุณควรดูแลรักษาสุขภาพอย่างไรถึงจะดีที่สุด

 

คุณบอย โกสิยพงษ์

เมื่อ Napster เข้ามา MP3 เข้ามา เราซวยแน่!

คุณบอย โกสิยพงษ์ ได้เริ่มดำเนินการปรับใช้ Digital กับสื่อ Entertainment หรืออุตสาหกรรมบรรเทิงแล้ว เพราะทางคุณบอย คิดว่า ปัจจุบันการพบกับแฟนเพลงนั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักใช้ Facebook ในการติดต่อ สื่อสารกับแฟนเพลงได้อย่างง่ายดาย และมีการใช้งาน Social Media อื่น ๆ ในการติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและแฟนเพลง ซึ่งการก้าวเข้ามาในโลก Social ครั้งแรกคือ น้องชายชวนเข้ามาเล่น Twitter จนกระทั่งได้ก้าวสู่โลกของ Facebook ในปัจจุบัน

ซึ่งปรากฎการณ์ของการเข้ามาของ Digital สร้างปรากฎการณ์คือ การขายแผ่นสมัยก่อนคือ ต่ำ ๆ หลักแสนแผ่น แต่ใช้การโฆษณาที่สูง เมื่อเทียบกับยุคนี้ การขายเพลงจะได้กำไรแค่หลักไม่กี่ % เพราะการมาของ MP3 และ Torrent แต่รายได้หลักสำคัญของศิลปินยุคนี้กลับกลายเป็นการจัด Concert แทน

“เมื่อ Napster เข้ามา MP3 เข้ามา เราซวยแน่” โดยเขาได้เปลี่ยนจากระบบ B2C เป็น B2B ก่อน เพราะระบบของ B2C นั้นถูกโลกของ MP3 Disrupt จนกลายเป็นรายได้หดหายไปหมด แต่เขาก็มองว่า Disrupt ครั้งนี้ก็กลายมาเป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง มองว่า ต้นไม้เมื่อถูกตัดจนโกร๋นในวันนี้ ใบ ดอกใหม่ก็จะออกมา ซึ่งชีวิตคนก็เช่นกัน ถ้าสามารถก้าวขึ้นมาจาก 0 ได้ เราก็จะสามารถอยู่รอดในยุคนี้ได้

การมาของ Fanster

คุณบอยก็ยังได้สังเกตเห็นว่า คนปัจจุบันยุคนี้คนอยู่กับหน้าจอมือถือเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ ขนาดขับรถยังอยู่บนมือถือ ซึ่งถ้าเราสามารถเปลี่ยนวิธีการใช้มือถือ กลายมาเป็นรายได้ ก็เลยสร้าง Fanster ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคน Spend เวลากับแอปนี้เพื่อให้ศิลปินได้รับรายได้จากที่เราเข้าไปใช้งาน ซึ่งในแอปนี้จะเป็นการรวมพลกงของ ค่ายเพลง / ศิลปินเข้ามาเป็น Community มีค่ายเพลงเล็ก ๆ ทุกค่ายเพลงในแอปนี้ ซึ่งอนาคตพวกเขาก็จะไม่จำกัดแค่เพียงค่ายเพลง แต่จะมีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในนี้ กลายเป็น 1 ใน Social Media สำหรับคนบันเทิง

ซึ่งการใช้งานก็ง่าย ๆ เข้าไปกดติดตามศิลปิน / ค่ายเพลงที่เราสนใจ ระบบจะดึง Feed จาก Social Media ของคน ๆ นั้น หรือ Fan Feed ขึ้นมา ซึ่งยิ่งมีการ Engage มาก ๆ คนที่ใช้ก็จะเลเวลสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในแอปนั้นมีระบบ Fanclub Management ให้ใช้ ซึ่งเหรียญที่ใช้ในแอป จะเอามาใช้เพื่อปลดล็อคสิ่งต่าง ๆ ที่คุณต้องการ รวมไปถึงแลกซื้อสิทธิพิเศษบางอย่างกับศิลปินที่คุณชื่นชอบได้ ทางคุณบอยตั้งใจว่าแอปนี้จะเป็น 1 ในการสร้างรายได้ให้กับเหล่าศิลปิน / ค่ายเพลง อีกทางหนึ่ง และใครอยากติดตาม Sweet16 ก็สามารถติดตามที่แอป Fanster นี้ได้เช่นกัน

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS

#AIS เปิดให้ลูกค้าทุกค่ายดูทีวีผ่าน AIS Play ฟรี!

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS เปิดเผยในงาน Digital Intelligent Nation 2018 ว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทุกค่าย ไม่จำกัดเฉพาะ AIS ได้ใช้งานแอป AIS Play ในส่วนที่เป็นเนื้อหาฟรีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จากเดิมที่จะต้องเป็นลูกค้า AIS เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถดูช่องใหม่คือ CNN และ Cartoon Network ได้ฟรีถึง 15 มีนาคมนี้ด้วย

นอกจากนี้ AIS ยังเปิดโครงการ Play 365 สำหรับใครที่อยากสร้าง Content ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งคุณจะเป็นใครก็ได้ เป็นคนที่อยากทำ Content Creator ขึ้นมา รับสมัครทั้งหมด 365 คน โดย AIS จะสนับสนุนด้านเงินและการโฆษณา ซึ่ง AIS อยากให้ทุกคนที่อยากทำคอนเทนต์ ซึ่ง Play365 จะต้องสร้าง Content ดี ๆ เพื่อให้คนเข้ามาร่วมกันผลิตผลงานขึ้นมา

และ AIS ยังมี VR Creator Program สามารถเข้าไปทดลองได้ฟรี สามารถเรียนรู้การสร้างเนื้อหา VR จาก IMAX เริ่ม 27 มีนาคมนี้ ถ้าเกณฑ์ Content ผ่านก็เข้ามาร่วมกันได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ AIS ทำร่วมกับ IMAX นอกจาก IMAX VR ที่ร่วมมือกับ Major ที่สยามพารากอน

#IoT Platform

สิ่งที่ถูกเปลี่ยนซึ่งในปี 2018 นี้จะกลายมาเป็นการใช้อินเตอร์เน็ตที่มากกว่าแค่การหาข้อมูล แต่จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิมในทุก ๆ ด้าน ให้ทุกชีวิตดีกว่าเดิม ซึ่ง AIS มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นจริงไม่เกิน 3 ปีนี้ เพราะอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปเริ่มมี IoT เข้ามาควบคุมแล้วแทบทุกสิ่ง

AIS ลงทุนทำ NB-IoT เพื่อให้อุปกรณ์เล็ก ๆ ใช้ Data น้อย ๆ และ eMTC สำหรับอุปกรณ์ IoT ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาโดยเสริมซึ่งกันและกัน

และ AIS ก็ได้จับมือ Partner อื่น ๆ มากมายเพื่อให้สามารถใช้ Internet of Things ได้อย่างแน่นอน เพราะ No one Country them all..

ซึ่งคุณสมชัยเผยข้อมูลว่าคนไทยใช้อินเตอร์เน็ตวันละ 4.8 ชั่วโมงในปี 2017 จากเดิม 3 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นการเติบโตขึ้นมาก เพราะเราเผลอ ๆ ก็หยิบขึ้นมาใช้ และมันจะมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน

เผยข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยและทั้งโลกเติบโตสูงขึ้นมาก

ส่วนพฤติกรรมคนดูหนัง ปีที่ผ่านมา คนดู Streaming 41 ล้านและ Digital 67 ล้านและมากกว่า 80% เป็นคอนเทนต์ภาษาไทย ซึ่งพฤติกรรมคนถูกเปลี่ยนผ่านไปแล้ว

#วันนี้เรายังมีโอกาสในการพัฒนา

3 ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม

– ยุคที่ 1 เครื่องจักรไอน้ำ ในโรงงานอุตสาหกรรม ใครมีโรงงานใหญ่ ๆ จะครองโลก
– ยุคที่ 2 เกิดศาสตร์การบริหารจนกลายมาเป็นหลักการบริหารธุรกิจ การตลาด ใครมีหลักการเหล่านี้ก็จะเป็นเจ้าโลก ซึ่งค่ายที่ดัง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นค่ายของอเมริกา
– ยุคที่ 3 เป็นเรื่องของยุค Platform ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำลายยุคเก่า ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเราจะเห็นธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมา เป็นบริษัทที่มี Platform ที่ดีโดยไม่ต้องสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาเลยเช่น Uber, อาลีบาบา เป็นต้น ในยุค 2020 จะอยู่ในช่วงของ IoT เพราะในอนาคตอุปกรณ์ต่าง ๆ จะกลายเป็น Smart ควบคุมดูแลผ่านมือถือได้ทั้งหมด

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 1 ในวิสัยทัศน์ที่เราได้รับฟังกันในงาน AIS Vision 2018 ที่น่าสนใจในปีนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว OPPO Find X ในไทยอย่างเป็นทางการฉลอง 10 ปี พร้อมเผยรุ่นพิเศษ Automobili Lamborghini Edition

Published

on

อีก 1 มือถือแบรนด์จีนที่เข้ามาทำตลาดในไทยมาอย่างยาวนาน และปีนี้ก็เป็นปีที่ครบรอบ 10 ปี พร้อมพาเหล่าดารา นักแสดงและพรีเซนเตอร์มือถือรุ่นต่าง ๆ มาเดินงานพรมแดง พร้อมเปิดตัวมือถือรุ่นล่าสุดอย่าง OPPO Find X โดยคิว เตมี อาสาพาคุณไปจับของจริงภายในงานนี้ จะน่าสนใจแค่ไหนมาชมกันครับ

แบรนด์สมาร์ทโฟนขวัญใจวัยรุ่นอย่างออปโป้ (OPPO) ประเทศไทย ทำเซอร์ไพรส์กลางงานครบรอบ 10 ปี (10th Year Anniversary) เปิดตัว OPPO Find X สมาร์ทโฟนแห่งอนาคต ดีไซน์หน้าจอไร้รอยบากพร้อมนวัตกรรมซ่อนกล้อง 3D และมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จไว VOOC Flash Chargeในราคา 29,990บาทจะเริ่มพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. – 4 ส.ค.พร้อมรับของแถมสุดพิเศษเพียบ

และอีกรุ่นไฮเอนด์ OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition ซึ่งมีความพิเศษที่มาพร้อมนวัตกรรมล่าสุดที่ล้ำกว่าเดิม SuperVOOCชาร์จเพียง 35 นาที เต็ม 100% ราคา 49,990บาท โดยจะเริ่มจำหน่ายในเดือนกันยายนนี้

สำหรับงานครบรอบ 10 ปี ของออปโป้ (OPPO) ประเทศไทย ได้เล่าประวัติว่า บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด ได้เข้ามาทำการตลาดและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนแบรนด์ ออปโป้ (OPPO) ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นแบรนด์แรก อาทิ หน้าจอแสดงผล 2K เป็นเจ้าแรก หรือนวัตกรรมชาร์จไวอย่าง VOOC Flash Charge เป็นต้น ทำให้มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลอดระยะเวลา 10 ปี ส่งผลให้สมาร์ทโฟนออปโป้ครองตำแหน่งอันดับ 2 ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนสูงสุดในตลาดประเทศไทย และตำแหน่งอันดับ 4 ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนสูงสุดทั่วโลก ท่ามกลางการแข่งขันอย่างสูง (อ้างอิงข้อมูลจาก Canalysและ IDC)

คุณสุทธิพงศ์ อมรประดิษฐ์กุล ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ กล่าวภายในงานเปิดตัวว่า การเปิดตัว OPPO Find X จะเป็นการเริ่มเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของออปโป้ หลังจากการคิดและการถกเถียงร่วมกัน สรุปได้ว่าการมอบสมาร์ทโฟนแห่งโลกอนาคตให้กับทุกท่านถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุด

“OPPO Find X เป็นเสมือนกับการค้นหาซึ่งเป็นดีเอ็นเอของออปโป้ และเป็นสัญลักษณ์แห่งการรวมกันอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีและความสวยงาม” คุณสุทธิพงศ์กล่าว

OPPO Find X สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดเป็นการกลับมาอีกครั้งของ Series Find หลังทิ้งช่วงการเปิดตัว OPPO Find 7 นานถึง 4 ปี โดย OPPO Find X มีความพิเศษที่มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะการดีไซน์ที่ปฏิวัติวงการ สมาร์ทโฟนอีกครั้งด้วยหน้าจอแสดงผลสุดขอบอย่างสมบูรณ์แบบไร้รอยต่อ ด้วยเทคโนโลยีซ่อนกล้องและเซ็นเซอร์ Stealth 3D Cameras

ดีไซน์ขอบโค้งแบบ Panoramic ที่เป็นหนึ่งเดียว

OPPO Find X สมาร์ทโฟนดีไซน์จอแสดงผลขอบโค้งมน Panoramic รุ่นแรกของโลกให้มุมมองกว้างสุดขอบ ด้วยหน้าจอแสดงผลOLED กว้างถึง 6.42 นิ้ว อัตราส่วน 19.5 : 9 และสัดส่วนพื้นที่แสดงผล 93.8%

นวัตกรรมซ่อนกล้อง 3 มิติ (Stealth 3D Cameras)

OPPO Find X ใช้นวัตกรรมซ่อนกล้อง 3D (Stealth 3D Cameras) ซึ่งจะเลื่อนขึ้นและลงโดยอัตโนมัติ เพียงผู้ใช้กดแอพพลิเคชั่นถ่ายรูปด้วยเวลาไม่เกิน 0.6 วินาที โดยมีความแข็งแรงทนทานสูง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า 5 ปี จากทดสอบแล้วสามารถเลื่อนขึ้นลงได้ไม่ต่ำกว่ำ 300,000 ครั้ง

ดีไซน์ไล่เฉดสีที่งดงามดั่งอัญมณี

OPPO ได้เพิ่มเฉดด้วยการผ่านกระบวนการต่างๆ บนพื้นผิวฝาหลังแบบสามมิติ ปกป้องพิเศษด้วย Corning Gorilla Glass 5 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ตัวเครื่องดูแวววาวล้ำค่าเหมือนอัญมณี โดยมี 2 สี ได้แก่ สี Bordeaux Red และ Glacier Blue

เทคโนโลยีสแกนใบหน้า 3 มิติ (3D Structured Light Facial Recognition)

นวัตกรรมนี้ OPPO Find X รวบรวมระหว่างเทคโนโลยี Flood Illuminator และ เซ็นเซอร์กล้องอินฟาเรดซึ่งประมวลจุดต่างๆบนใบหน้ามากกว่า 15,000 จุด ทำให้สามารถสร้างโมเดลหน้า 3D ของผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำเพื่อการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าที่ปลอดภัย โดยความผิดพลาดจากการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าของ OPPO Find X อยู่ที่ 1 ใน 1,000,000 เท่านั้นซึ่งน้อยกว่าการปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือซึ่งอยู่ที่ 1 ใน 50,000 และแม้จะทำการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าในที่มืด ก็ยังแม่นยำเช่นเคยด้วยเซ็นเซอร์กล้องอินฟาเรด

กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล และ 3D AI Beauty

กล้องหน้าบน OPPO Find X จะมีความละเอียดอยู่ที่ 25 ล้านพิกเซล และเซนเซอร์อัจฉริยะ Sony IMX 576 รวมถึงที่ขาดไม่ได้เลยคือ AI Beauty ที่ครั้งนี้สามารถวิเคราะห์และสร้างโครงหน้าผู้ใช้งานเป็นโมเดล 3D ได้ จึงสามารถปรับได้แม้กระทั่งโครงหน้าอย่าง รูปหน้า ทรงจมูก

ไม่เพียงแค่กล้องหลังคู่ แต่ยังยกระดับการถ่ายภาพด้วยระบบ AI ไปอีกขั้นด้วยฟีเจอร์ AI Portrait Mode ซึ่งให้ผลถ่ายบุคคลที่โดดเด่นด้วยการจัดแสงแบบสตูดิโอ โดยมีโหมดแสงไฟให้เลือกหลากหลายถึง 9 แบบ และ AI Scene Recognition 2.0 ที่สามารถประเมินประเภทของภาพ และปรับแต่งภาพให้อัตโนมัติอย่างเหมาะสม

VOOC Flash Charge ชาร์จไวและปลอดภัย

พร้อมกับระบบชาร์จไฟไว VOOC Flash charge ที่ชาร์จเร็วขึ้นกว่าปกติถึง 4 เท่าเลยทีเดียว ชาร์จเพียงแค่ 5 นาที ก็สามารถคุยโทรศัพท์ต่อได้สบายๆ กว่า 2 ชั่วโมง ทั้งยังมี AI ผู้ช่วยอัจฉริยะบริหารพลังงานแบตเตอรี่ด้วย

Qualcomm Snapdragon 845AIE, RAM 8GB , ROM 256GB

คุณ Goh Thiah Liang ผู้ดำรงตำแหน่ง Country Manager Malaysia, Thailand and Philippines แห่ง Qualcomm International ให้เกียรติขึ้นมาพูดในงานเปิดตัว OPPO Find X ในฐานะตัวแทนพาร์ทเนอร์อันทรงเกียรติ และเนื่องในโอกาสที่ OPPO Find X ได้รับการขับเคลื่อนด้วยชิปเซต Qualcomm Snapdragon 845 AIE คุณ Goh Thiah Liang กล่าวว่า Qualcomm รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ออปโป้ประสบความสำเร็จล้นหลามอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่าน และขอบคุณที่เป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีซึ่งกันและกันมาโดยตลอด รวมถึงดึงขุมพลังของชิปเซต Qualcomm ออกมาใช้อย่างเต็มเปี่ยมบนสมาร์ทโฟนที่น่าอัศจรรย์

“เมื่อชิปเซต Qualcomm Snapdragon 845 AIE รวมกันกับสมาร์ทโฟน OPPO Find X จะมอบแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังให้แก่ผู้ใช้ในประเทศไทย” คุณ Goh Thiah Liang กล่าว
สำหรับ OPPO Find X มาพร้อมกับ CPU ที่แรงที่สุดในโลกขณะนี้ แต่ใช้พลังงานที่น้อยกว่า ซึ่งมาพร้อมกับชิพประมวลผลกราฟิก Adreno 630 ด้วย เพิ่มการประมวลผลกราฟิก 30% และลดการใช้พลังงานลง 30% ในขณะที่ก็มีชิปเซต Snapdragon ที่มาพร้อมปัญหาประดิษฐ์ AIE ด้วย ช่วยสนับสนุนให้ OPPO Find X เป็นดั่งผู้ช่วยคู่ใจได้

OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition

ครั้งแรกที่แบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์กับแบรนด์รถยนต์ไฮเอนด์ระดับโลกโลโก้ของ Automobili Lamborghini ถูกแกะสลักไว้บน OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition ด้วยเทคโนโลยีพิเศษทำให้โลโก้ดูนูนขึ้นมาจากตัวโทรศัพท์โดดเด่นมีมิติ ไม่ว่าคุณจะมองจากมุมใดก็ตามโลโก้จะดูโดดเด่นนูนขึ้นเหนือตัวโทรศัพท์เสมอ นอกจากนี้ Automobili Lamborghini Edition ยังรองรับเทคโนโลยี SuperVOOCซึ่งจะช่วยให้การชาร์จไฟได้รวดเร็วขึ้นทวีคูณโดยให้กำลังไฟ 10V5A ให้กำลังชาร์จได้สูงสุดถึง 50Wเพียง 35 นาที เต็ม 100%

ราคา

OPPO Find X ราคา 29,990 บาท เริ่มเปิดพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. – 4 ส.ค.ที่ออปโป้แบรนด์ช็อปและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยจะได้รับของแถมสุดพิเศษมากมาย ประเดิมด้วยหูฟังเฮดโฟน Marshall Major Bluetooth , VIP Card ประกันหน้าจอแตกนานถึง 1 ปี , ชุดขาตั้งกล้อง และที่ชาร์จแบบไวสำหรับรถยนต์

ขณะที่ OPPO Find X Automobili Lamborghini Editionสนนราคาอยู่ที่ 49,990 บาท โดยเริ่มวางจำหน่ายในช่วงเดือนกันยายนเป็นต้นไป

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

Google จับมือ AIS ดัน Youtube Go รุกตลาดไทยเต็มตัว

Published

on

เราคงรู้กันดีกว่า Youtube นั้นเป็นบริการที่ได้รับความนิยมในไทยมากขนาดไหน แต่อุปสรรคสำคัญของการดูยูทูปคือปริมาณข้อมูล ที่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตเพื่อดูยูทูปไม่อั้นได้ Google จึงผลักดัน Youtube Go เป็นทางเลือกใหม่ของการชมยูทูปในไทย เพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น พร้อมกันนี้ยังร่วมมือกับ AIS เปิดตัวแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตใหม่ที่เรียกว่า Youtube Go Data Pack คิดค่าใช้จ่ายเหมาๆ แค่ 59 บาทต่อเดือนก็ดูยูทูปผ่าน Youtube Go ได้ไม่จำกัดแล้ว

Youtube Go หนึ่งในแอปตระกูล Go เพื่อลดช่องว่างทางอินเทอร์เน็ต

อันจาลี โจชิ รองประธานฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ Next Billion Users

อันจาลี โจชิ รองประธานฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ Next Billion Users กล่าวบนเวที Google for Thailand ว่าผู้ใช้พันล้านคนของกูเกิ้ลจะไม่ได้มาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่มาจากกลุ่มที่ยังไม่ได้เข้าถึงเทคโนโลยี Google จึงสร้าง Android Go Edition เป็นรุ่นที่ปรับแต่งให้เหมาะสำหรับอุปกรณ์แรมน้อยๆ อย่าง 1 GB ให้ยังทำงานได้ลื่นไหล และ Youtube Go ก็เป็นหนึ่งในแอปตระกูล Go ที่ปรับปรุงให้เหมาะสำหรับอุปกรณ์ในระดับเริ่มต้นด้วย

จุดเด่นของ Youtube Go นอกจากจะทำงานได้ดีแม้เป็นอุปกรณ์ที่ประสิทธิภาพไม่มากแล้ว ยังปรับแต่งการทำงานให้เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการประหยัดข้อมูลอีกด้วย โดยเมื่อเริ่มเล่นวิดีโอแต่ละตัวจะมีการถามผู้ใช้ก่อนว่าต้องการความละเอียดวิดีโอระดับไหน และความละเอียดแต่ละระดับจะใช้ปริมาณข้อมูลมากแค่ไหน เพื่อให้ข้อมูลผู้ใช้ตัดสินใจให้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดวิดีโอมาเก็บไว้ในเครื่องเพื่อดูในภายหลังได้ด้วย

อ่านวิธีใช้แอป Youtube Go จากแบไต๋ได้เลย

Youtube Go สามารถดาวน์โหลดได้จาก Google Play Store ได้ฟรีสำหรับอุปกรณ์ Android ทุกเครื่องครับ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็น Android Go เท่านั้น

AIS เปิดตัวแพ็กเกจใช้ Youtube Go โดยเฉพาะ

(ซ้าย) ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), เบน คิง Country Director, Google ประเทศไทย, มุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจบันเทิง YouTube ประเทศไทย

Google ยังได้ร่วมมือกับ AIS เพื่อนำเสนอแพ็คเกจการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่จำกัดสำหรับผู้ใช้แอปพลิเคชัน YouTube Go ซึ่งมีค่าใช้จ่ายพียงเดือนละ 59 บาท เพื่อให้ผู้ใช้งานรับชมและแชร์วิดีโอบน YouTube ได้แม้จะมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ช้าหรือไม่มีเลยก็ตาม

โดยคุณปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าผู้ใช้ AIS สามารถซื้อแพ็กเกจ Youtube Go Data Pack ได้ผ่านแอปบริการลูกค้า “myAIS” ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกซื้อเป็นรายเดือน หรือจะซื้อเป็นรายวัน เฉพาะวันที่ต้องการรับชมก็ได้ โดยจะสามารถรับชมวิดีโอได้ไม่จำกัดผ่านแอป Youtube Go และจะมีการปรับขนาดวิดีโอให้เหมาะสมสำหรับการรับชมผ่านอุปกรณ์ที่ชม

Google Assistant ก็ใช้งานร่วมกับแอป myAIS และ AIS Play ได้

Google นั้นทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในไทยอย่าง AIS แบบใกล้ชิด ก่อนหน้าที่จะเปิดตัวแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตสำหรับ Youtube Go เอไอเอสยังได้เปิดตัวความสามารถใหม่ของแอป myAIS และ AIS Play ที่จะสามารถสั่งงานผ่าน Google Assistant ระบบสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยได้ ซึ่งสามารถดูค่าบริการ ดูรายละเอียดการใช้บริการจากการสั่งงานด้วยเสียงได้ หรือสามารถเลือกช่อง เปลี่ยนช่องใน AIS Play ด้วยการสั่งเสียงภาษาไทยผ่าน Google Assistant ได้ด้วย ซึ่ง AIS ถือเป็นผู้ให้บริการรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้บริการด้วยเสียงผ่าน Google Assistant โดยจะเปิดให้บริการในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้

ภายในงาน Google for Thailand ได้รับเกียรติจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฯพณฯ กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และผู้บริหาร Google เข้าร่วมงานในครั้งนี้

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

AIS ผนึก Google สร้าง Digital for Thais พลิกโฉมการเข้าสู่โลก Online ไปอีกขั้น

Published

on

AIS ประสานพลัง Google ในฐานะ Strategic Partner นำเทคโนโลยีดิจิทัล ตอกย้ำแนวคิด Digital for Thais สนับสนุนและสร้างโอกาสให้คนไทย เข้าถึง Digital Content และ Digital Service จากนวัตกรรมระดับโลกอย่างเท่าเทียมกัน ทลายทุกขีดจำกัด เสริมศักยภาพให้การใช้ชีวิตของคนไทยก้าวไปอีกขั้น สอดรับนโนบาย Thailand 4.0

ในปีนี้ เอไอเอส และ กูเกิล ได้นำนวัตกรรมล่าสุดอย่าง Google Assistant ที่สามารถสั่งการได้ด้วยการใช้เสียงภาษาไทย มาพลิกโฉมรูปแบบการเข้าถึงบริการดิจิทัลของคนไทยไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการสั่งการใช้งานผ่านทาง Google Assistant เพื่อสั่งการใช้งานแอปพลิเคชัน my AIS รวมถึงสั่งการเปิดชม Digital Content บน แอปพลิเคชัน AIS PLAY ได้อย่างง่ายดาย นับเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถใช้ Local Language หรือ ภาษาไทย บน Google Assistant ได้ โดยจะเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม ศกนี้

AIS ยังร่วมมือกับ Google เปิดตัวแอปพลิเคชัน YouTube GO เพื่อตอบสนองกลุ่มที่เริ่มใช้งานดาต้าผ่านสมาร์ทโฟนรุ่นประหยัดที่กำลังขยายตัวอย่างมากในต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลได้สัมผัสประสบการณ์ เรียนรู้โลกกว้าง และกระตุ้นแรงบันดาลใจจาก Content จำนวนมหาศาลที่ถูกสร้างสรรค์จากกลุ่มคนทั่วโลกในทุกๆวินาที ทั้งนี้เราได้เริ่มเปิดตัวแพ็คเกจราคาประหยัดที่ตอบสนอง feature ของ YouTube GO ให้ลูกค้าเอไอเอสได้เลือกใช้ เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยคิดค่าใช้จ่ายแค่เดือนละ 59 บาท

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ในฐานะ Digital Life Service Provider เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้คนไทย รวมถึง ภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล อันจะนำมาซึ่งความสะดวกสบาย ยกระดับ เสริมขีดความสามารถ รวมถึงต่อยอดสร้างการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดภายใต้แนวคิด Digital for Thais ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการผนึกกำลังกับ Strategic Partner ที่มีแนวคิดเช่นเดียวกัน เช่นในกรณีความร่วมมือกับ กูเกิล ซึ่งเราได้ร่วมทำงานกับกูเกิลมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้วิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกัน คือ สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยจากเทคโนโลยีดิจิทัล”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!