Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

คดีพลิก! ศาลชี้ “ทีวีพูล” มีสิทธิ์คืนใบอนุญาตดิจิทัลทีวี “เจ๊ติ๋ม” ยิ้มร่า ส่วนกสทช. หงายเงิบ

เรียกได้ว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในวงการดิจิทัลทีวีของไทยเลยก็ว่าได้ กับการประกาศงดชำระ และขอคืนใบอนุญาตประกอบกิจการดิจิทัลทีวี ของบริษัท ไทยทีวี จำกัด ซึ่งมี “ติ๋ม ทีวีพูล” หรือ “เจ๊ติ๋ม” หรือนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หัวเรือใหญ่แห่งเครือทีวีพูล โดยคืนทีเดียวถึงสองช่องด้วยกัน ได้แก่ ช่องไทยทีวี (หมายเลข 17) และช่องโลก้า ที่ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นเอ็มวีทีวีแฟมิลี่ (หมายเลข 15) เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2558

พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย (Source: Forbes Thailand)

แน่นอนว่าเรื่องนี้ กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างเจ๊ติ๋ม และหน่วยงานรัฐอย่างกสทช. ที่เป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบการ จนถึงขั้นมีการฟ้องร้องในชั้นศาล โดยก่อนหน้านี้ ทางกสทช. ได้ทำการยึดใบอนุญาต, ระงับการออกอากาศในช่องหมายเลข 15 และช่อง 17 บนระบบดิจิทัลทีวี มีการฟ้องร้องเพื่อขอให้มีการชำระค่าธรรมเนียมให้ครบถ้วนก่อน ถึงจะสามารถยกเลิกใบอนุญาตได้ และทำการริบเงินประกัน หรือ แบงก์การันตี (Bank Guarantee) จากธนาคารกรุงเทพ ซึ่งภายหลัง ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กับทางไทยทีวี ในกรณีของการถูกริบเงินประกัน ซึ่งกสทช. ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากศาลยังไม่ได้พิพากษาว่าใครผิด ใครถูก

อ่านเพิ่ม: ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวเจ๊ติ๋มทีวีพูล ชะลอ กสทช.ยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันไทยทีวี

ล่าสุด (13 มีนาคม 2561) ศาลปกครองได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ศาลได้พิจารณาและพิพากษาลงความเห็นว่า นางพันธุ์ทิพา และไทยทีวี ชนะคดีนี้ และฝ่ายของไทยทีวี มีสิทธิ์ที่จะขอคืนใบอนุญาตประกอบการ และมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาได้ โดยที่กสทช. ไม่มีสิทธิ์ที่จะริบเงินประกัน มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท จากทางธนาคารกรุงเทพได้ และต้องคืนเงินดังกล่าว ภายใน 60 วัน นับจากวันที่คดีถึงที่สุด

หากเจาะลงไปถึงคำพิพากษาของศาลปกครองที่ออกมานั้น ในคำพิพากษาได้อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้เจ๊ติ๋ม และไทยทีวี ตัดสินใจคืนใบอนุญาตกับทางกสทช. เมื่อปี 2558 โดยสรุปได้ว่า

  1. การแจกคูปองกล่องรับสัญญาณทีวี (Set Top Box) ล่าช้ากว่ากำหนดการที่กำหนดไว้ถึง 6 เดือน แถมไม่ทั่วถึง ชาวบ้านไม่เข้าใจ และขาดการประชาสัมพันธ์เพื่อเกิดความเข้าใจ ทำให้หลายครอบครัวไม่สนใจ
  2. การขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศเกิดความล่าช้า ส่งผลกระทบให้รายได้ของสถานี ซึ่งมาจากเม็ดเงินลงทุนโฆษณาอีกทอดหนึ่ง
  3. ไม่มีแผนและการเยียวยาที่ชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ต้องแบกรับต้นทุนในช่วงระยะแรกของการออกอากาศ

“เจ๊ติ๋ม” ยิ้มร่า หลังฟังคำพิพากษา

พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย กับสีหน้าที่ยิ้มแย้ม หลังรับฟังคำพิพากษา (Source: Thairath)

ทางด้านเจ๊ติ๋มได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่รอไปทำข่าวว่า ตนเองพอใจในคำพิพากษาที่ออกมาในวันนี้ และจะขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ในกรณีของค่าเสียหาย และค่าใบอนุญาตงวดที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ยุติการดำเนินกิจการไปแล้ว โดยจะยื่นขออุทธรณ์ภายใน 30 วัน

กสทช. น้อมรับ ส่วนจะอุทธรณ์หรือไม่ ขอประชุมก่อน

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.

เลขาธิการกสทช. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ได้เปิดเผยว่า ตนเองได้รับทราบถึงคำพิพากษาแล้ว และจะนำเรื่องดังกล่าวนี้ เสนอต่อที่ประชุมกสทช. ในวันพรุ่งนี้ (14 มีนาคม 2561) ต่อไป ในส่วนของการขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลนั้น ทางบอร์ดบริหารกสทช. จะวินิจฉัยต่อไป ทั้งนี้ การที่ศาลมีคำพิพากษาออกมา ถือว่าเป็นการกำหนดกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถทำได้ง่ายขึ้น หลังจากที่ไม่มีบรรทัดฐานกำหนดไว้ว่าทำได้ หรือทำไม่ได้ หากผู้ประกอบการต้องการจะยกเลิกก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเรื่องดังกล่าว กสทช. ขออุทธรณ์ คงต้องรอผลจากการขอยื่นอุทธรณ์ต่อไป และในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจ ไม่สามารถเรียกร้องได้

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่า กรณีระหว่างไทยทีวี กับทางกสทช. เป็นกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในวงการโทรทัศน์ไทย โดยเฉพาะวงการดิจิทัลทีวี ที่ยังดูไม่ออกว่าจะไปในทิศทางไหน การแข่งขันจะเป็นอย่างไร และใครจะล้มก่อนกัน แน่นอนว่าเรื่องนี้มีคำพิพากษาของศาลปกครองกลางออกมาแล้ว หากมีการสู้คดีไปถึงศาลปกครองสูงสุดแล้วเมื่อใด เมื่อนั้น คงจะได้เห็นภาพของวงการดิจิทัลทีวีในประเทศไทยได้ชัดยิ่งขึ้น และอาจจะมีช่อง หรือสถานี ที่อาจจะใช้โมเดลทำนองนี้ในการขอคืนใบอนุญาตกับทางกสทช. ต่อไป…

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, ไทยโพสต์, กรุงเทพธุรกิจ, ยามเฝ้าจอ, เฟซบุ๊ก Whee Pongpipat

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

Forcepoint บริษัทรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ คาดการณ์ 7 ภัยร้ายจากเทคโนโลยีที่อาจเกิดขึ้นในปี 2019!

Published

on

“ไม่มีอะไรจะสร้างความเสียหายให้สังคมได้มากไปกว่าการสูญเสียความเชื่อมั่น” ประโยคเด็ดจากทาง Forccpoint ผู้นำระดับโลกด้านการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน (Human Centric Cyber Security)

ซึ่งนอกจากที่พวกเขาจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรและภาครัฐในการรับมือภัยคุมคามบนไซเบอร์แล้ว การเผยข้อมูลคาดการณ์ความปลอดภัยบนไซเบอร์ด้วยชุดข้อมูลและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ก็เป็นหน้าที่ใหม่ที่พวกเขาพยายามนำเสนอให้สังคมเฝ้าระวังภัยจากไซเบอร์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในปีล่าสุดอย่าง 2019 นี้ Forcepoint ก็ยังคงคาดการณ์ถึงภัยดังอีกครั้ง และสรุปออกมาเป็น “7 ประเด็นที่สุ่มเสี่ยงในปีนี้”

1.Winter of AI ยังคงอยู่?

Winter of AI คือนัยของการที่ปัญญาประดิษหรือ AI ถูกให้ความสำคัญลดลงทั้งในแง่ของเงินทุน และความสนใจนำมาประยุกต์ในด้านต่างๆ ซึ่งทาง Forcepoint ได้กล่าวว่า ในปัจจุบันเรายังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า AI มาควบคุมดูและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะโดยส่วนมากเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จะเป็น Machine Learning ที่ยังคังใช้การป้อนข้อมูลหรือการนำทางในกระบวนการความคิดและตัดสินใจ ในขณะที่ AI ของจริง จะต้องหยั่งรู้ด้วยตัวเองได้ทุกกระบวนการ (คิดเอง, ลงมือเอง และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ด้วยตัวเอง)

ซึ่งในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะยังคงมีความเป็นได้สูงที่อุตสาหกรรมทั้งหลายจะยังขลุกอยู่กับการลงทุนไปกับ Machine Learning หาใช่ AI ซึ่งนั่นทำให้ผู้ประสงค์ร้ายทั้งหลายอาจใช้จุดนี้ในการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริงว่าเทคโนโลยีของตน คือ AI และได้รับเงินลงทุนจากความเข้าใจผิดของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความต้องการจะอยู่ให้ได้ในกระแสโลกาภิวัฒน์

2. การเคลื่อนย้ายข้อมูลไปสู่ IoT โดยไม่หลงเหลือไว้ใน Edge Computing

เมื่อโลกในปัจจุบันได้ก้าวท้าวเข้าสู่เทคโนโลยี IoT หรือทุกสรรพสิ่งถูกสั่งการได้ด้วยอินเทอร์เน็ตนั้น ทาง Forcepoint มีข้อกังวลบางอย่างจากการที่บริษัท องค์กร หรืออุตสาหกรรมรายใหญ่มากมาย ต่างฝากฝังชุดข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ไว้บน Cloud Storage (พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดยักษณ์ด้วยดิจิทัล) ไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้ที่ Edge Computing (อุปกรณ์ที่ไว้ใช้เก็บข้อมูล อาทิ แผ่น CD, ฮาร์ดดิส ฯลฯ)

ซึ่งแม้ Cloud หรือเทคโนโลยี IoT อาจมีข้อดีเป็นความสะดวกรวดเร็วในการดึงข้อมูลมาใช้ได้จากทุกที่ ฯลฯ แต่ Attackers หรือเหล่าผู้ประสงค์ร้ายเองก็มีช่องทางในการจู่โจมข้อมูลที่ง่ายดายเพียงจุดเดียว ด้วยการแฝงมัลแวร์ผ่านการอัปเกรดซอฟแวร์ต่างๆ

3. ข้อมูลทางชีวภาพอาจไม่ปลอดภัยเท่าข้อมูลทางพฤติกรรม

การยืนยันด้วยไบโอเมทริกซ์ หรืออัตลักษณ์เฉพาะของผู้ใช้ อาจสร้างความอุ่นใจได้ในระดับสูง เนื่องจากการจะผ่านเข้าไปยังชุดข้อมูลหรือสิ่งที่มีมูลค่าในโลกดิจิทัลบางอย่าง จะมีเพียงอัตลักษณ์เฉพาะของบุคคลนั้นๆ ในการปลดล็อคเท่านั้น (ม่านตา, ลายนิ้วมือ, ใบหน้า ฯลฯ) แต่ทั้งนี้ จากข่าวคราวมากมาย ก็จะได้เห็นว่า ผู้ประสงค์ร้ายสามารถใช้ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ในการเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้ (การปลอมแปลงแอบพิมพ์ลายนิ้วมือเจ้าของเครื่อง ฯลฯ) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ ต่างหันมาเชื่อมั่นในการยืนยันด้วยลักษณะทางพฤติกรรมหรือที่เรียกว่า Human Bahavior แทน

4. พนักงานกลายเป็นแพะรับบาปและต้องต่อสู้กันในชั้นศาลเพราะข้อมูลผู้บริโภคหลุดออกมา

ข้อมูลผู้บริโภคคือสิ่งที่องค์กรและหน่วยงานทั้งหลายต่างต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ เพราะมันหมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างสองฝ่าย แต่เมื่อข้อมูลของผู้บริโภคหลุดออกจากระบบด้วยความผิดพลาดของเทคโนโลยี ผู้ที่เป็นแพะรับบาปในกรณีนี้ ก็คือเจ้าพนักงานนที่ดูแลในส่วนดังกล่าว โดยในปีที่ผ่านมา ได้หลายกรณีที่พนักงานและผู้ว่าจ้างต่อจบลงด้วยการต่อสู้กันทางคดีในชั้นศาล

5. การปะทะกันของสงครามเย็นที่เคลื่อนตัวเข้าสู่บนไซเบอร์

สงครามเย็นคือการต่อสู้กันด้วยชุดข้อมูล ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของขั้วมหาอำนาจหลักสองฝั่ง (กลุ่มตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา และกลุ่มตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียต) ที่ยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2019 ที่จะถึงนี้ สนามรบแห่งใหม่ที่ทั้งสองมีแนวโน้มจะไปต่อสู้กันคือบนไซเบอร์ ที่ทั้งคู่จะทำการเพิ่มความปลอดภัยด้านการบุกถึงชุดข้อมูลของตนเองมากยิ่งขึ้่น และให้ภัยร้ายด้วยการปล่อยข่าวสารปลอม เปลี่ยนแปลงชุดข้อมูลองค์สำคัญ ฯลฯ โดยทั้งหมดทั้งมวล กลุ่มที่จะถูกลูกหลงนั้นคือบรรดาองค์กร บริษัท หรือหน่วยงานระหว่างประเทศทั้งหลายที่อาจก่อให้เกิดการถูกทำลายลงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

6. การย้อนวิวัฒนาการกลับไปใช้ Edge Computing (การเก็บข้อมูลด้วยอุปกรณ์)

ผู้บริโภคต่างเหนื่อยใจกับช่องโหว่และการละเมิดข้อมูลส่วนตัวที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และเรื่องนี้นำไปสู่ผลก็คือองค์กรต้องเสนอวิธีการใหม่ที่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวไว้ในบริการที่นำเสนอ อันเป็นการย้อนกลับไปใช้ Edge Computing ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมข้อมูลส่วนตัวได้มากยิ่งขึ้น แต่การที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ก็อาจทำให้ไม่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว

7.  วัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ หากไม่ปรับเปลี่ยนอาจทำให้เกิดความล้มเหลว

ความร่วมมือจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากปราศจากการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะทางธุรกิจ (due diligence) ซึ่งจวบจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการพิจารณาโปรแกรมความปลอดภัยบนไซเบอร์ของคู่ค้าในการทำ due diligence และทั้งนี้ “การจัดอันดับความน่าเชื่อถือเรื่องความปลอดภัย” จะชี้ให้เห็นถึงคู่ค้าที่มีศักยภาพว่ามีความปลอดภัยเพียงใดในการอนุญาติให้ซัพพลายเออร์สามารถจัดการกับข้อมูล PII ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคล หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ได้ ซึ่งวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ จะมีบทบาทอย่างไรต่อการจัดอันดับเรื่องดังกล่าว? และจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างไร?


โดยสรุปนั้น “ข้อมูล” ดูจะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในอนาคตภายภาคหน้า เพราะมันสามารถสร้างข้อได้เปรียบในอุตสาหกรรม องค์กร ไปจนถึงทางภาครัฐได้หากถูกนำไปใช้อย่างถูกวิธี แต่ในขณะเดียวกัน หากตกไปอยู่ในมือของผู้ประสงค์ร้าย “ข้อมูล” ก็จะกลายเป็นภัยร้ายที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะขัดขวาง แซกแทรง และทำลายกลไกสำคัญในสังคมได้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะครับว่าในสรุปส่งท้ายของปี 2019 ทาง Forcepoint จะคาดการณ์สิ่งใดได้อย่างถูกต้อง ใกล้เคียง หรือผิดพลาดบ้าง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

Krungthai Next รองรับการช้อปปิ้งบน Facebook แล้ว จ่ายผ่าน Facebook Pay ได้ทันที

Published

on

By

Krungthai Next ของธนาคารกรุงไทย ประกาศรองรับการชำระเงินค่าสินค้าที่ซื้อบน Facebook แล้ว (Facebook Payment)

โดยสามารถใช้งานได้ผ่าน Messenger โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

 

เมื่อตกลงราคาแล้ว จะพบกับลิงค์ “View Order & Pay”

 

กด Continue

“Pay with Krungthai NEXT” โผล่มาให้เลือกแล้ว

คลิกที่ “Continue to Krungthai NEXT”

คลิก “Open”

 

คลิก “ยืนยัน”

ใส่ Passcode ของท่าน

กดกลับสู่ Messenger

จะพบการยืนยันว่าชำระเรียบร้อย

สถานะกลายเป็น “Paid” หรือจ่ายแล้ว เป็นอันเสร็จสิ้น

 

ก็นับว่าเป็นธนาคารแห่งที่สองที่ประกาศตัวว่าสามารถชำระเงินผ่าน Facebook ได้ด้วย App ของธนาคารโดยตรง (ไม่ต้องสร้างบัตรเสมือน VISA, MasterCard) ต่อจาก KBank ก็ถือว่าเป็นอีกก้าวใหม่ที่พัฒนาขึ้นของ Krungthai Next ครับ

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

หนังสือดีน่าอ่านในยุคดิจิทัล “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” เจาะความนัยหลังโลกข้อมูล

Published

on

ในโลกยุคอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลมีค่าดั่งทอง มีการใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อทำประโยชน์มากมาย รวมถึงกรณีที่ดักข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยไม่ได้รับอนญาต ซึ่งเรื่องราวของข้อมูลในยุคดิจิทัลเหล่านี้เริ่มเข้าใจยากขึ้น แต่เข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที แบไต๋จึงขอแนะนำหนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” โดย Andreas Weigend ให้อ่านกันเพื่อให้เข้าใจเรื่องของข้อมูลในยุคปัจจุบันเหล่านี้มากขึ้นครับ

Andreas Weigend

Andreas Weigend เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน Big Data เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Social Data Lab และอดีตหัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientist Officer) ของ Amazon ซึ่งจากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับข้อมูลของมวลมหาผู้ใช้มายาวนาน จึงได้หน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจต่างๆ มากมายเช่น Alibaba, Hyatt, Lufthunsa และ MasterCard และคุณ Weigend ก็ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีที่เกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ลงในหนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” ให้ได้อ่านกัน

คุณ Weigend เล่าให้ฟังว่าที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความรู้ในการใช้ข้อมูล เพื่อให้รู้เท่าทันระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่แพร่หลายในยุค Social Media ซึ่งคุณ Weigend เน้นย้ำว่า Social Data นั้นใหญ่กว่า Social media อีก เพราะมันคือข้อมูลที่สร้างขึ้นมาทั้งหมดในโซเซียล ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่เราไม่ได้ป้อนเองเช่นตำแหน่งสถานที่ หรือวันเวลาต่างๆ พร้อมด้วยเคสตัวอย่างมากมาย ทั้งเรื่องการเก็บข้อมูลเพื่อสร้างแบบจำลองพฤติกรรมผ่านแอป หรือความนัยของประโยคคุ้นหูอย่าง “บริษัทอาจทำการบันทึกการสนทนานี้เพื่อปรับปรุงการให้บริการ” หรือการที่ Amazon เพิ่มฟังก์ชั่นการเตือนเมื่อคุณเลือกซื้อของซ้ำ รวมถึงเปิดให้ผู้ซื้อเป็นผู้บรรยายสรรพคุณของสินค้าเอง ถือเป็นจุดเปลี่ยนในกระบวนการผลิตในภาคธุรกิจได้อย่างไร

หนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” จำนวน 384 หน้าพร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคา 395 บาท ตามร้านหนังสือทั่วประเทศ หรือสอบถามผ่านเพจของ Banlue Books ได้

(ซ้าย) โชติกา อุตสาหจิต (กรรมการผู้จัดการบันลือกรุ๊ป) , Andreas Weigend (ผู้เขียนหนังสือ) , ดาวิษ ชาญชัยวานิช (ผู้แปลหนังสือ) , ดร. กวิน อัศวานันท์ (ที่ปรึกษางานแปล) , ทีปกร วุฒิพิทยามงคล (บรรณาธิการ)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!