Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

CEBIT ASEAN Thailand พร้อมยกระดับสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 18 – 20 ตุลาคมนี้

งาน CEBIT ถือเป็นงานแสดงสินค้าและธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีจุดกำเนิดจากประเทศเยอรมันนี ซึ่งปัจจุบันได้มีการขยายตลาดออกมาเป็น 4 ประเทศคือ ออสเตรเลีย จีน และไทย

ในชื่อ CEBIT ASEAN Thailand: Unlock Your Business ได้รับความร่วมมือทั้งภาครัฐฯ และเอกชน โดยเป้าหมายของการจัดงานครั้งแรกนี้ตั้งใจต้อนรับนักลงทุนกว่า 300 บริษัทผู้จัดและดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้นำด้านอุตสาหกรรมกว่า 8,000 รายทั่วทั้ง ASEAN ที่จะเดินทางมาในงาน โดยเริิ่มวันที่ 18 – 20 ตุลาคมนี้

หัวข้อกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน

  • d!conomy กิจกรรมเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีธุรกิจต่าง ๆ ที่เป็นในด้าน IoT และเทคโนโลยีที่น่าสนใจในอนาคตอันใกล้
  • d!tec รวมรวบ Startup ทั้งในและต่างประเทศกว่า 100+ กลุ่มทั้งในและต่างประเทศมาเพื่อแสดงศักยภาพให้ได้เห็นภายในงานนี้
  • d!talk เป็นการรับฟังสัมนาที่เป็นหัวข้อหลัก ๆ ที่อยู่ในธุรกิจและถูกสนใจในกลุ่มธุรกิจอนาคต โดยผู้ให้ความรู้มีทั้งในและต่างประเทศ เช่น Big Data Analytic เป็นต้น
  • d!campus เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อการต่อยอดทางธุรกิจในอนาคต

โดยในงานนี้จะยังมีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบทั้งในและต่างประเทศ เพื่อกระจายข่าวให้กับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติกับงาน CEBIT ASEAN Thailand 2018 นี้ทั้งในรูปแบบ Roadshows ตามประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน รวมไปถึงการจัด Press Conference อีกครั้งก่อนงานเริ่ม

MR. Loy Joon How General Manager IMPACT Exhibition Management Co.,Ltd. ได้ขึ้นกล่าวในงานนี้ว่า ทางอิมแพคก็ได้มีความยินดีมากที่ได้รับการจัดงาน CEBIT ASEAN Thailand ในครั้งนี้ เพราะโลกในปัจจุบันถูกผลกระทบ Technology Disruption เป็นอย่างมาก จึงต้องได้รับการเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้ SME สามารถก้าวไปสู่อนาคตได้ ทั้งด้านของ FinTech, AI, Robot, IoT รวมไปถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่ภาครัฐฯ กำลังผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4.0 เพื่อก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

คุณอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวในงานนี้ว่า เราคงตระหนักเรื่องเทคโนโลยีดิจิตอลเป็นอย่างดีว่า ปัจจุบันนั้นตลาดในอาเซียนมีการเติบโตด้านธุรกิจดิจิตอลภาคอาเซียนมีมากกว่า 500,000 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งใน 10 ปีข้างหน้าจะเติบโตขึ้นอีก 10 เท่า ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับการจับตามองจากทั่วโลก

ซึ่ง GDP ในภูมิภาคอาเซียนนี้อยู่ในอันดับ 7 ของโลก และอาจจะขึ้นไปถึงอันดับ 4 ในอีกไม่นาน โดยมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตเป็นอันดับ 4 ประเทศไทยจึงเป็นตลาดที่สำคัญของ Digital หลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น Social Media หรือตลาดด้านอุปกรณ์ไอที ก็สูงถึง 12,700 ล้านเหรียญสหรัฐเ ในปี 2017 ซึ่งถือว่าเป็น 1 ในประเทศที่มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีดิจิตอลในภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างมาก

การก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ปัจจัยหลักจะต้องใช้ Digital Economy เพื่อจะต้องผลักดันในด้านเศรษฐกิจดิจิตอล และเพิ่มรายได้ต่อหัว พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีมาแล้วกว่า 3 ปี เริ่มต้นโดยการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Fiber Optic ให้กับทุกหมู่บ้านในไทย เพื่อให้ชีวิตในชนบทมีคุณภาพ ยกระดับการใช้ชีวิตได้มากขึ้นในชื่อ “โครงการเน็ตประชารัฐ” ปัจจุบันมี 27,500 หมู่บ้านที่ได้รับการใช้งานแล้วกว่า 80% ของทุกหมู่บ้านในประเทศไทย เหลือเพียง 15,000 หมู่บ้าน ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จภายในปี 2018 นี้

และยังแนะนำได้คนไทยรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิตอล เพราะคนไทยโดยเฉลี่ยใช้งานอินเตอร์เน็ต 9 ชั่วโมงต่อวัน แต่หลายคนไม่ได้ใช้งานในการหาความรู้ เป็นการใช้งานเพื่อความบันเทิงเป็นส่วนมาก จึงต้องมีการให้ความรู้ว่า ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนาพื้นที่ Smart City ออกมาแล้ว 3 จังหวัดนอกเหนือจาก กรุงเทพมหานครคือ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ซึ่งในเมืองจะมีทั้งเรื่องระบบ CCTV ที่สามารถควบคุมได้ทั้งจังหวัด สร้างความปลอดภัยได้มากขึ้น หรือภูเก็ตที่มีระบบ Face Reconition ที่สามารถตรวจจับใบหน้าคนร้าย หรือตรวจจับรถยนต์ได้แล้ว เป็นต้น และอีกทั้งในอนาคตอันใกล้ ทางกระทรวงได้มีเป้าหมายในการสร้าง Institute หรือสถาบันสำหรับ IoT เพื่อพัฒนาคนและช่วยต่อยอดธุรกิจ โดยให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใช้งานได้อย่างเต็มที่

อีกด้านที่สำคัญคือการสร้างระบบ Cybersecurity ซึ่งได้เริ่มมีการร่างกฎหมายมาหลายปีแล้ว และจะเริ่มดำเนินการใช้งานเร็ว ๆ นี้

และสุดท้ายนี้คือการทำ Digital Government ที่กำลังเปลี่ยนแปลงการใช้กระดาษให้กลายเป็น Paperless ติดต่อราชการ ไม่ต้องใช้เอกสารอะไร เพียงแค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น (ในที่สุดก็ได้ใช้ชิปแล้ว!) ซึ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมดเป็นการผลักดันประเทศให้ก้าวสู่ Digital Economy และเชื่อว่าตลาดในประเทศไทยจะเติบโตขึ้นไปได้อีกอย่างแน่นอน

ดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ก็ได้ขึ้นกล่าวในงานนี้ว่า ประเทศไทยจะต้องก้าวผ่านสู่ Digital Economy ให้ได้ ด้วย อุตสาหกรรม Digital รวมไปถึงส่งเสริมการ Adopt เทคโนโลยี ต่าง ๆ เข้ามาใช้งานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการกระจายความรู้สร้างทรัพย์สินทางปัญญาให้กับคนทั่วไป เพื่อนำไปต่อยอดในอนาคต

กำหนดอุตสาหกรรมดิจิตอล 5 ประเภทหลักคือ

  1. อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์
  2. อุตสาหกรรมด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ
  3. อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิตอล ที่ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็น Startup (เช่น Grab, Uber เป็นต้น)
  4. อุตสาหกรรมดิจิตอลคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นด้านเกม, หนัง หรือ Data Analytics
  5. อุตสาหกรรมด้านการสื่อสารที่ปัจจุบันไม่ได้มีการทำเพียงแค่บริษัทใหญ่ ๆ แต่เริ่มมี Startup เข้ามาทำแล้ว

โดยมีเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้คือ จะต้องมองภาพว่า ประเทศไทยกว่า 70 ล้านคน จะต้องมีการใช้ Cloud ที่สามารถนำเอา Big Data เข้ามาใช้งานได้ ซึ่งต้องมีกลุ่มอุตสาหกรรม Data Center เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศไทยนั้นยังมีอยู่ไม่มาก ถ้าเราไม่สามารถเก็บข้อมูล Big Data เหล่านี้ไว้และดึงมาใช้ไม่ได้ ก็จะเป็นการเสียประโยชน์ไปเปล่า ๆ แต่ถ้าสามารถดึงออกมาใช้ได้ ก็สามารถนำมาเป็น Solution ต่าง ๆ ที่เกิดจาก Innovation ใหม่ ๆ ขึ้นได้

รูปแบบการวัดผลปัจจุบันเปลี่ยนจากการวัดผลแบบ GDP ตามปกติกลายเป็นระบบการชี้วัดอื่น ๆ เช่น Digital Density หรือเรื่องอื่น ๆ ที่สามารถใช้ชี้วัดได้ดียิ่งกว่าเดิมและตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น เพื่อให้สุดท้ายให้กลายเป็น Smart City ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องมีการขับเคลื่อนทั้งภาครัฐฯ และภาคเอกชนร่วมกัน

อีก 1 เรื่องที่กระทรวงตั้งใจผลักดันคือ การสร้างเด็กที่สามารถเขียน Coding หรือการเขียนโปรแกรมตั้งแต่เด็ก โดยเรียนผ่านระบบ Cloud เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติด้านบุคลากร Programmer เป็นอย่างมาก ถ้าสามารถพัฒนาได้ ภายใน 5 ปีประเทศไทยก็จะสามารถก้าวไปอีกขั้นได้อย่างแน่นอน

แล้วพอหลังจากเตรียมคนไว้แล้ว เราต้องเตรียมเศรษฐกิจให้ได้ ซึ่งปัจจุบันมี Startup หลายท่านที่สามารถก้าวสู่ตลาดใหญ่ได้ผ่านการผลักดันจากหลาย ๆ เจ้า โดยส่งเสริมให้คนอยากใช้แอปฯ หรือสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา สร้างความเชื่อมั่น รวมไปถึงการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักพัฒนา

อีกด้านคือกลุ่มรากหญ้า ชาวนาชาวสวนที่เราจะต้องมีการนำเทคโนโลยีไปพัฒนาเพื่อให้พวกเขาก้าวเท่าทันโลกของ Digital Economy โดยไม่ถูกเอาเปรียบ

อีก 1 ก้าวสำคัญที่กระทรวง DE ตั้งใจทำคือ การจับมือกับ CAT Telecom ในการสร้าง IoT Institute ซึ่งไม่ใช่มหาวิทยาลัย ไม่ใช่่สถาบัน แต่สามารถ Launch เทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้

สุดท้ายแผนเหล่านี้ตั้งใจที่จะผลักดันให้แล้วเสร็จในปี 2020 ร่นจากปี 2021 มา 1 ปีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ก้าวพ้นผ่านยุค Digital Disruption ไปได้อย่างยั่งยืน และเห็นโอกาสที่ประเทศไทยจะพัฒนาก้าวล้ำไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนและแน่นอน

และในงานนี้ก็ได้มีเหล่า Speaker ขึ้นมาพูดเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีอีกหลายท่านด้วยกัน

สำหรับใครที่สนใจ อย่าลืมลง Schedule ของท่านเอาไว้ งานจะเริ่มวันที่ 18 – 20 ตุลาคมนี้ที่ IMPACT Exhibition & Convention Center หรืออิมแพค เมืองทองธานี Hall 7 – 8 สำหรับใครที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปได้ที่นี่ www.cebitasean.com

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

Under Armour เปิดตัว ‘HOVR’ รองเท้าวิ่งฝังชิป เชื่อมต่อทุกย่างก้าว พร้อมประสบการณ์วิ่งที่ลื่นไหลกว่าเดิม

Published

on

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) ได้เปิดตัวรองเท้าซีรีส์ใหม่ในปี 2562 ภายใต้ชื่อเทคโนโลยี HOVR รองเท้าสำหรับวิ่งที่ผสมนวัตกรรมแผ่นรองรับแรงกระแทกรุ่นใหม่ล่าสุด และมาพร้อมกับชิปที่ฝังในรองเท้า ทำให้ติดตามได้ทุกก้าวและประมวลผลการวิ่งทุกครั้งผ่านแอปพลิเคชั่น MapMyRun

มิสเตอร์ไมเคิล บิงเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท ทริปเปิ้ล จำกัด ผู้ได้รับสิทธิการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว กล่าวว่า “อันเดอร์ อาร์เมอร์ ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาและมองหานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อมอบชุดกีฬาคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีในชุดกีฬาเข้ากับโลกดิจิตอลในครั้งนี้ ทำให้อันเดอร์ อาร์เมอร์ ตอบโจทย์พฤติกรรมและสามารถสื่อสารกับกลุ่มนักวิ่งได้โดยตรง ซึ่งปี 2562 นี้ อันเดอร์ อาร์เมอร์ มุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์การวิ่งให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเชื่อมต่อพวกเขาเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิตอลที่เข้าใจความต้องการ และนำไปสู่การพัฒนาการวิ่งที่มีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี”

มิสเตอร์ไมเคิล บิงเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท ทริปเปิ้ล จำกัด ผู้ได้รับสิทธิการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว

มิสเตอร์ไมเคิลยังเสริมอีกว่า “หลังการเปิดตัวของรองเท้าเทคโนโลยี HOVR ที่มีชิปการติดตามเมื่อปีที่ผ่านมา อันเดอร์ อาร์เมอร์ สามารถแทร็กการวิ่งได้ทั้งหมดมากกว่า 1 ล้านไมล์ผ่านแอพพลิเคชั่น MapMyRun ซึ่งเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้แนะนำแอพพลิเคชั่นนี้ให้กับ นักวิ่งในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเจริญเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค เพื่อให้พวกเขาได้รับประสบการณ์การวิ่งที่เชื่อมต่อเข้ากับโลกดิจิตอลได้ดีที่สุด และมีส่วนร่วมใน Under Armour Connected Community ซึ่งมีสมาชิกแล้วมากกว่า 245 ล้านยูสเซอร์”

ในส่วนของรองเท้าที่ทางอันเดอร์ อาร์เมอร์ เปิดตัวใหม่ภายใต้ซีรีส์ HOVR ประจำปีนี้นี้ มีทั้งสิ้น 5 คู่ด้วยกัน ประกอบด้วยรุ่น HOVR Infinite, HOVR Sonic 2, HOVR Guardian, HOVR Phantom SE และ HOVR Velocity 2

This slideshow requires JavaScript.

โดยทุกรุ่นที่กล่าวมานี้จะมีแผ่นรองกันกระแทกที่ผลิตจากสารประกอบโฟม แผ่นรองนี้เป็นนวัตกรรมที่อันเดอร์ อาร์เมอร์ ได้ร่วมกับแบรนด์ Dow Chemical สร้างสรรค์ขึ้นมา และยังห่อหุ้มด้วย Energy Web โครงสร้างตาข่ายที่ช่วยคงรูปร่างของแผ่นรองกันกระแทกไว้ให้เหามะและเข้ากับแผ่นเท้าของคุณ รองรับแรงกระแทก และคือแรงส่งที่มีความแข็งแรง รวมถึงป้องกันอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นจากการวิ่งโดยที่ลงแรงวิ่งไม่สม่ำเสมออีกด้วย

ไฮไลท์ที่สำคัญของรองเท้าทั้งห้ารุ่นย่อยนี้ก็คือ การฝังชิปลงไปในรองเท้า โดยจะฝังในรองเท้าข้างขวา ทำการเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธผ่านแอปพลิเคชั่น MapMyRun ซึ่งแอปนี้ ทางอันเดอร์ อาร์เมอร์ ได้พัฒนาขึ้นมา ตัวแอปจะทำหน้าที่วิเคราะห์และให้ข้อมูลการวิ่งได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำ ทำให้สามารถประเมินสมรรถภาพจากการวิ่งในแต่ละครั้งที่ผ่านมา และยังช่วยวางแผนการวิ่งในครั้งถัดๆ ไป ได้อีกด้วย

แอปพลิเคชั่น MapMyRun

ข้อดีอย่างหนึ่งของแอปพลิเคชั่น MapMyRun ก็คือ สามารถเชื่อมต่อเข้ากับรองเท้าของคุณผ่านบลูทูธ และทำการซิงค์ข้อมูลในทุกครั้งที่วิ่ง ซึ่งไม่ได้มีแค่วิ่งอย่างเดียวที่ตัวแอปสามารถวัดค่าได้ ยังสามารถกำหนดได้ว่าคุรกำลังทำกิจกรรมอะไรอยู่ในช่วงเวลานั้น และไม่จำเป็นที่จะต้องพกสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทวอทช์ที่เชื่อมต่อกับรองเท้าของคุณไปในทุกครั้งที่วิ่ง เป็นการช่วยเพิ่มสมาธิในการวิ่งและทำให้การวิ่งนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอีกด้วย

ในส่วนของฟีเจอร์ต่างๆ ของแอป มีดังนี้

  • In Depth Coaching การวิเคราะห์เชิงลึกที่ให้ผลลัพธ์ตรงกับผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ เสมือนมีโค้ชวิ่งส่วนตัว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • Customized Training Plan การออกแบบแผนการซ้อมวิ่งเฉพาะตัวบุคคล โดยกำหนดจากค่าน้ำหนัก และส่วนสูงของนักวิ่งแต่ละคน
  • Track Achievement การติดตามผลการวิ่งและการซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปประเมินและอกกแบบการวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้
  • Metrics การแสดงค่าและคำนวนผลต่างๆ ที่ควรรู้ในการออกกำลังกาย เช่น ระยะความยาวก้าว จำนวนก้าว การเร่งความเร็ว
  • Friends and Challenge Community ชุมชนออนไลน์ที่ให้ผู้ใช้ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงแข่งขันกันในกลุ่มนักวิ่งที่มีมากกว่า 245 ล้านยูสเซอร์

สำหรับรองเท้าอันเดอร์ อาร์เมอร์ซีรีส์ HOVR ทั้งห้ารุ่น ประจำปี 2562 นี้ มีวางจำหน่ายตามอันเดอร์ อาร์เมอร์แบรนด์ช็อป ทั้ง 9 สาขา ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

  • Siam Center
  • Central World
  • Mega Bangna
  • Zpell @ Future Park
  • เซ็นทรัล ลาดพร้าว
  • เซ็นทรัล เวสต์เกต
  • เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา
  • จังซีลอน ภูเก็ต
  • ไอคอน สยาม

และยังรวมไปถึงสาขาในสยามพารากอน, ดิเอ็มโพเรี่ยม, ดิเอ็มควอเทียร์ และ Official Dealers ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ทั่วประเทศ

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.underarmour.co.th หรือทางเฟซบุ๊กเพจ UnderArmourThailand และทางอินสตาแกรม @UnderArmourTh

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการเกม

Predator League 2019! งานแข่งอีสปอร์ตระดับเอเชียแปซิฟิกซีซั่นล่าสุดจัดในไทย!

Published

on

เปิดตัวอย่างเป็นทางการกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Asia Pacific Predator League 2019 ทัวร์นาเม้นต์การแข่งขัน E-Sport สุดยิ่งใหญ่จากทาง Acer ที่ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่จัดขึ้นเป็นซีซั่นที่สอง โดยครั้งล่าสุดนี้ ประเทศไทยได้ถูกรับเกียรติให้จัดเป็นสถานที่การแข่งขันขึ้น

โดยพิธีในงานต่างก็เต็มไปด้วยหลากหลายความน่าสนใจตรึงผู้ร่วมงานจนอยู่หมัดกันเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่วิดีโอแอนิเมชั่น 3D ของเหล่ามาสคอตกลายๆ ที่สนุกเอาเรื่อง ภาพสวยใช้ได้ การเคลื่อนไหวและแอกชั่นของตัวละครพริ้วไหวพอสมควร แถมเมื่อเรื่องราวจากในวิดีโอถูกส่งต่อไปยังพิธีเปิดบนเวที หนึ่งในตัวละครที่หลุดออกมาจากแอนิเมชั่นและเป็นได้ผู้ที่ปักโล่รางวัลกลางเวที ก็คือคุณอลัน เจียง กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย และภูมิภาคอินโดไชน่าของทาง Acer’s Predator นั่นเอง (เป็นการแสดงวิสัยทัศน์และสร้างภาพลักษณ์ที่มีต่อแบรนด์ของตนได้อย่างเจ๋งเอามากๆ) และอีกไฮไลต์ที่ได้ใจผู้ชมไม่แพ้กันคือการได้เกิร์ลกรุ๊ปแห่งยุคอย่าง BNK48 มาร่วมเปิดงาน

ในส่วนของเกมที่จะถูกนำมาใช้ในการแข่งขั้นนั้นจะมีด้วยกันทั้งสิ้น 2 เกม 16 ทีมครับ นั่นคือ DOTA 2 เกมแนว MOBA ระดับโลก และเกมแบทเทิลรอยัลแห่งยุคอย่าง PUBG (PlayerUnknown’s BattleGround) ซึ่งก็แน่นอนว่าทั้งสองเกมมีทีมจากประเทศไทยอยู่ในนั้นด้วย (Dota 2 มี Alpha Red และ Purple Mood ส่วน PUBG มี Mith.pubg, Pinto Gaming และ Signature. pubg) แถมการแข่งขันในครั้งนี้ยังมีพยานรู้เห็นการปะทะกันของทุกทีมมากกว่าหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียว!

โดยผลสรุปของผู้ชนะการแข่งขัน Asia Pacific Predator League 2019 นั้น ในเกมแรกอย่าง PUBG รางวัลชนะเลิศก็ได้ตกเป็นของทีมสัญชาติเกาหลีมาแรง AfreecaFreecs Fatal from The Republic of Korea ที่เดินเงินรางวัลไปถึง 2,300,000 บาทโดยประมาณ (75,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) พร้อมทั้งสมาชิกทุกคนจะได้โน๊ตบุ๊กพลังสูงจากทาง Predator รุ่น Helios กลับไปอีกด้วย ส่วนทีมไทยอย่าง Purple Mood ก็ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ไป 930,000 บาทโดยประมาณ (30,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) ในขณะที่ทีมชนะเลิศอันดับที่ 2 จากประเทศออสเตรเลียอย่าง Immunity ก็ได้เงินรางวัลกลับไปอยู่ที่ 468,000 บาทโดยประมาณ (15,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ)

ส่วนทางด้านเกม MOBA อย่าง DOTA 2 แชมป์จากการแข่งในเกมดังกล่าวนี้อย่างทีม TNC Predator (ชื่อทีมเอาใจผู้จัดการแข่งซะด้วยนะ ฮ่าๆ) จากประเทศฟิลิปปินส์ ก็กวาดเงินรางวัลไปถึง 2,300,000 บาทโดยประมาณ (75,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) และทุกคนในทีมได้โน๊ตบุ๊กพลังสูงจากทาง Predator รุ่น Helios ไปใช้ ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นทีมสัญชาติอินโดนิเซียอย่าง BOOM ID ที่ได้รับเงินรางวัล 930,000 บาทโดยประมาณ (30,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) และปิดท้ายด้วยทีม GeekFam จากมาเลเซียที่ได้เงินรางวัลก็ได้เงินรางวัลกลับไป 468,000 บาทโดยประมาณ (15,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ)

ปิดท้ายนี้ Predator League ซีซั่นหน้าก็ได้มีพิธีส่งมอบให้ครั้งถัดไปจัดการแข่งขันขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ครับ ถือได้ว่าเป็นอีกโอกาสดี ๆ ในประเทศไทยของเราที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเกมได้เติบโตขึ้นจนถึงขั้นมีทัวร์นาเม้นต์ E-Sport มาจัดขึ้นในบ้านเราได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

หาดูยาก! ชมภาพภายในว่าโรงงานผลิตแอร์ LG มีกรรมวิธีอะไรบ้าง

Published

on

By

มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่หนึ่งชนิดที่แทบทุกบ้านเราว่าจะมีติดตั้งอยู่ นั่นก็คือเครื่องปรับอากาศ หรือคุ้นหูกันในชื่อ แอร์ นั่นเอง!

และครั้งนี้แบไต๋ ได้รับเกียรติจากทางบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ LG ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศภายในบ้านระบบอินเวอร์เตอร์ เชิญพวกเราเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานกันถึงจังหวัดระยองเลยทีเดียว ณ โรงงานแอลจี อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย) นิคมอุตสาหกรรมอิสเทิร์น ซีบอร์ต ระยอง

เริ่มต้นเราได้รับการกล่าวต้อนรับและเล่าถึงภาพรวมบริษัทจากคุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และจากคุณวราพงษ์ อูปแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด  ซึ่งกล่าวถึงความสำเร็จเกี่ยวกับรายได้ปีที่ผ่านมากว่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปีที่ 2019 นี้ LG ตั้งเป้าว่าจะไปให้ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหวังให้เติบโตขึ้นปีละ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์

ในขณะเดียวตัวโรงงานที่ระยองนั้นมีพื้นที่ถึง 192 ไร่ และใช้ไปแล้ว 92 ไร่ในส่วนของตัวโรงงาน ส่วนอีกกว่า 100 ไร่ที่เหลือนั้นกำลังรอการขยายตัวของบริษัทแม่อยู่ว่าจะมาเพิ่มฐานการผลิตที่ไทยมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากตอนนี้เริ่มย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่ไทยแล้ว โดยจะมุ่งเป้าให้ไทยมีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตรวมของบริษัท

ซ้าย คุณวราพงษ์ อูบแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน                                                                    ขวา คุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด

จากนั้นทาง LG ได้พาทีมงานเข้าไปชมภายในโรงงานเลยได้รู้ ได้เห็น กระบวนการผลิตที่น่าสนใจ ว่ากว่าจะเป็นแอร์แต่ละตัวไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่ก่อนจะไปดูกระบวนการคร่าว ๆ ภาพแรกที่เราค่อนข้างตกใจคือพนักงานส่วนใหญ่จะเป็นเพศหญิง (90 เปอร์เซ็นต์ของพนักงาน) โดยเหตุผลคือทาง LG บอกว่าในงานละเอียดเช่นการประกอบ หรือตรวจทานสินค้า ผู้หญิงจะทำได้ละเอียดกว่าผู้ชาย

การประกอบคอยล์ร้อน, คอยล์เย็น

ช่วงแรกจะเริ่มจากการประกอบคอยล์เข้ากับท่อก่อน ซึ่งเป็นหัวใจหลักเลย ลักษณะจะเป็นการนำคอยล์มาใส่กับท่อด้วยมือ

ตรวจสอบความรั่วแบบเรียลไทม์

เมื่อประกอบเสร็จจะมาตรวจสอบทันทีเลยว่ารั่วหรือไม่ โดยจะมีจอคอยมอนิเตอร์เลยว่าคนไหนทำรั่วกี่ตัว หรือไม่ทำรั่วเลย ซึ่งตรงนี้จะสำคัญมากเพราะถ้าใครทำดีไม่มีรั่ว ก็มีเงินพิเศษด้วย บอกเลยว่าว้าว!

ตรวจสอบสูญญากาศ

จากนั้นก็จะมาเข้าห้องกระจกเพื่อตรวจสอบสูญญากาศ และเอาความชื้นออก

เข้าห้องตรวจสอบความรั่ว

ผ่านการเอาความชื้นออกแล้ว ได้แกนกลางเครื่องที่ดี ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มเอาไปประกอบ แต่ก่อนอื่นต้องเอาไปตรวจสอบในห้องตรวจสอบความรั่วแบบละเอียดก่อน ถ้าไม่ผ่าน ต้องหยุดล็อตการผลิตที่กำลังทำอยู่ทันที เพื่อเช็คว่าเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีก็จะรันต่อไป

ใส่แผ่นซับเสียง

ตรงนี้น่าสนใจ เราเพิ่งเห็นว่าเค้าใส่แผ่นซับเสียงให้เราจริง ๆ ถ้าถามว่าใส่มากน้อยแค่ไหน LG บอกเราว่าใส่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเหมาะสมกับดีไซน์แอร์ ขั้นตอนนี้ทำด้วยมือ

ประกอบร่าง

เมื่อผ่านขั้นตอนทางเทคนิคแล้วก็นำมาประกอบร่างให้เป็นแอร์ ให้มีหน้าตาคุ้นหน้าอย่างที่พวกเราเห็น

  • ทดสอบความปลอดภัย

ก่อนจะส่งออกไปแพ็คใส่กล่อง แอร์ทุกตัวต้องผ่านการทดสอบความอดทน เอ๊ย! ความปลอดภัย โดยจะปล่อยกระแสไฟ 1,000 โวลต์  ใส่เป็นเวลา 1 วินาที ถ้าทนได้ก็ถือว่า ผ่าน! ***เราแอบคุยหลังไมค์มาว่าแอร์สามารถทนทานกระแสไฟ 1,000 โวลต์ ได้มากกว่า 1 นาที แต่ที่ทดสอบแค่ 1 วินาทีเพราะว่าในความเป็นจริง ของจะพังตั้งแต่วินาทีแรกที่กระแสไฟทะลั่กเข้าใส่แล้ว ดังนั้นจึงทดสอบเพียงแค่ 1 วินาที

ทดสอบเสียง

จากนั้นก็จะนำแอร์เข้าไปทดสอบในห้องเงียบ ซึ่งในห้องนั้นเงียบมาก ๆ มีวัสดุซับเสียงเต็มไปหมด ไร้ซึ่งเสียงสะท้อน โดยแอร์จะต้องไม่ดัง สลีปโหมดต้องไม่เกิน 18 เดซิเบล หรือถ้าเปิดเจ็ตโหมดเร่งทำความเย็นก็ต้องดังไม่เกิน 32 เดซิเบล

ทดสอบการใช้งานจริง

สุดท้ายก็จะนำแอร์มาทดสอบในห้องจำลองสภาพอากาศที่อุณหภูมิ 35 องศา เพื่อดูว่าแอร์ทำความเย็น หรือปรับอากาศได้จริงหรือไม่ โดยจะทดสอบนาน 24 ชั่โมง และเฉลี่ยทดสอบได้วันละ 200 ตัว!

แพ็คใส่กล่อง

ขั้นตอนนี้ก็ห่อพลาสติก รัดสาย PP BAND แล้วก็ใส่กล่องเพื่อเตรียมนำไปจัดจำหน่ายต่อไป

อนาคต LG กำลังศึกษาระบบเพื่อเตรียมจะติดแอร์ทั่วโรงงานของตัวเอง เพื่อให้พนักงานได้ทำงานกันอย่างสบายตัวสบายกายมากขึ้น และเตรียมจะเพิ่มการทำงานด้วยหุ่นยนต์ให้มากขึ้น ปัจจุบันในโรงงานของ LG เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์บ้างแล้ว เริ่มตั้งแต่รถยนต์อัตโนมติที่ใช้ส่งของตามส่วนต่าง ๆ และแขนอัจฉริยะยกของ

สุดท้ายถ้าใครสนใจมองหาแอร์ดี ๆ ไว้ติดบ้านลองมองมาทาง LG ได้นะ ล่าสุดเห็นว่ามีแบบประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบสามดาวด้วย คือ 1 ดาวประหยัดไฟได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ 3 ดาวก็ 30 เปอร์เซ็นต์ ประหยัดสุด ๆ หรือจะเป็นแบบ Art Cool ที่ดีไซน์ออกมานอกจากจะเย็นแล้ว ยังเน้นความสวยงามด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!