Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

Forcepoint บริษัทรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ คาดการณ์ 7 ภัยร้ายจากเทคโนโลยีที่อาจเกิดขึ้นในปี 2019!

“ไม่มีอะไรจะสร้างความเสียหายให้สังคมได้มากไปกว่าการสูญเสียความเชื่อมั่น” ประโยคเด็ดจากทาง Forccpoint ผู้นำระดับโลกด้านการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน (Human Centric Cyber Security)

ซึ่งนอกจากที่พวกเขาจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรและภาครัฐในการรับมือภัยคุมคามบนไซเบอร์แล้ว การเผยข้อมูลคาดการณ์ความปลอดภัยบนไซเบอร์ด้วยชุดข้อมูลและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ก็เป็นหน้าที่ใหม่ที่พวกเขาพยายามนำเสนอให้สังคมเฝ้าระวังภัยจากไซเบอร์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในปีล่าสุดอย่าง 2019 นี้ Forcepoint ก็ยังคงคาดการณ์ถึงภัยดังอีกครั้ง และสรุปออกมาเป็น “7 ประเด็นที่สุ่มเสี่ยงในปีนี้”

1.Winter of AI ยังคงอยู่?

Winter of AI คือนัยของการที่ปัญญาประดิษหรือ AI ถูกให้ความสำคัญลดลงทั้งในแง่ของเงินทุน และความสนใจนำมาประยุกต์ในด้านต่างๆ ซึ่งทาง Forcepoint ได้กล่าวว่า ในปัจจุบันเรายังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า AI มาควบคุมดูและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะโดยส่วนมากเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จะเป็น Machine Learning ที่ยังคังใช้การป้อนข้อมูลหรือการนำทางในกระบวนการความคิดและตัดสินใจ ในขณะที่ AI ของจริง จะต้องหยั่งรู้ด้วยตัวเองได้ทุกกระบวนการ (คิดเอง, ลงมือเอง และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ด้วยตัวเอง)

ซึ่งในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะยังคงมีความเป็นได้สูงที่อุตสาหกรรมทั้งหลายจะยังขลุกอยู่กับการลงทุนไปกับ Machine Learning หาใช่ AI ซึ่งนั่นทำให้ผู้ประสงค์ร้ายทั้งหลายอาจใช้จุดนี้ในการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริงว่าเทคโนโลยีของตน คือ AI และได้รับเงินลงทุนจากความเข้าใจผิดของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความต้องการจะอยู่ให้ได้ในกระแสโลกาภิวัฒน์

2. การเคลื่อนย้ายข้อมูลไปสู่ IoT โดยไม่หลงเหลือไว้ใน Edge Computing

เมื่อโลกในปัจจุบันได้ก้าวท้าวเข้าสู่เทคโนโลยี IoT หรือทุกสรรพสิ่งถูกสั่งการได้ด้วยอินเทอร์เน็ตนั้น ทาง Forcepoint มีข้อกังวลบางอย่างจากการที่บริษัท องค์กร หรืออุตสาหกรรมรายใหญ่มากมาย ต่างฝากฝังชุดข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ไว้บน Cloud Storage (พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดยักษณ์ด้วยดิจิทัล) ไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้ที่ Edge Computing (อุปกรณ์ที่ไว้ใช้เก็บข้อมูล อาทิ แผ่น CD, ฮาร์ดดิส ฯลฯ)

ซึ่งแม้ Cloud หรือเทคโนโลยี IoT อาจมีข้อดีเป็นความสะดวกรวดเร็วในการดึงข้อมูลมาใช้ได้จากทุกที่ ฯลฯ แต่ Attackers หรือเหล่าผู้ประสงค์ร้ายเองก็มีช่องทางในการจู่โจมข้อมูลที่ง่ายดายเพียงจุดเดียว ด้วยการแฝงมัลแวร์ผ่านการอัปเกรดซอฟแวร์ต่างๆ

3. ข้อมูลทางชีวภาพอาจไม่ปลอดภัยเท่าข้อมูลทางพฤติกรรม

การยืนยันด้วยไบโอเมทริกซ์ หรืออัตลักษณ์เฉพาะของผู้ใช้ อาจสร้างความอุ่นใจได้ในระดับสูง เนื่องจากการจะผ่านเข้าไปยังชุดข้อมูลหรือสิ่งที่มีมูลค่าในโลกดิจิทัลบางอย่าง จะมีเพียงอัตลักษณ์เฉพาะของบุคคลนั้นๆ ในการปลดล็อคเท่านั้น (ม่านตา, ลายนิ้วมือ, ใบหน้า ฯลฯ) แต่ทั้งนี้ จากข่าวคราวมากมาย ก็จะได้เห็นว่า ผู้ประสงค์ร้ายสามารถใช้ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ในการเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้ (การปลอมแปลงแอบพิมพ์ลายนิ้วมือเจ้าของเครื่อง ฯลฯ) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ ต่างหันมาเชื่อมั่นในการยืนยันด้วยลักษณะทางพฤติกรรมหรือที่เรียกว่า Human Bahavior แทน

4. พนักงานกลายเป็นแพะรับบาปและต้องต่อสู้กันในชั้นศาลเพราะข้อมูลผู้บริโภคหลุดออกมา

ข้อมูลผู้บริโภคคือสิ่งที่องค์กรและหน่วยงานทั้งหลายต่างต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ เพราะมันหมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างสองฝ่าย แต่เมื่อข้อมูลของผู้บริโภคหลุดออกจากระบบด้วยความผิดพลาดของเทคโนโลยี ผู้ที่เป็นแพะรับบาปในกรณีนี้ ก็คือเจ้าพนักงานนที่ดูแลในส่วนดังกล่าว โดยในปีที่ผ่านมา ได้หลายกรณีที่พนักงานและผู้ว่าจ้างต่อจบลงด้วยการต่อสู้กันทางคดีในชั้นศาล

5. การปะทะกันของสงครามเย็นที่เคลื่อนตัวเข้าสู่บนไซเบอร์

สงครามเย็นคือการต่อสู้กันด้วยชุดข้อมูล ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของขั้วมหาอำนาจหลักสองฝั่ง (กลุ่มตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา และกลุ่มตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียต) ที่ยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2019 ที่จะถึงนี้ สนามรบแห่งใหม่ที่ทั้งสองมีแนวโน้มจะไปต่อสู้กันคือบนไซเบอร์ ที่ทั้งคู่จะทำการเพิ่มความปลอดภัยด้านการบุกถึงชุดข้อมูลของตนเองมากยิ่งขึ้่น และให้ภัยร้ายด้วยการปล่อยข่าวสารปลอม เปลี่ยนแปลงชุดข้อมูลองค์สำคัญ ฯลฯ โดยทั้งหมดทั้งมวล กลุ่มที่จะถูกลูกหลงนั้นคือบรรดาองค์กร บริษัท หรือหน่วยงานระหว่างประเทศทั้งหลายที่อาจก่อให้เกิดการถูกทำลายลงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

6. การย้อนวิวัฒนาการกลับไปใช้ Edge Computing (การเก็บข้อมูลด้วยอุปกรณ์)

ผู้บริโภคต่างเหนื่อยใจกับช่องโหว่และการละเมิดข้อมูลส่วนตัวที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และเรื่องนี้นำไปสู่ผลก็คือองค์กรต้องเสนอวิธีการใหม่ที่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวไว้ในบริการที่นำเสนอ อันเป็นการย้อนกลับไปใช้ Edge Computing ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมข้อมูลส่วนตัวได้มากยิ่งขึ้น แต่การที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ก็อาจทำให้ไม่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว

7.  วัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ หากไม่ปรับเปลี่ยนอาจทำให้เกิดความล้มเหลว

ความร่วมมือจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากปราศจากการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะทางธุรกิจ (due diligence) ซึ่งจวบจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการพิจารณาโปรแกรมความปลอดภัยบนไซเบอร์ของคู่ค้าในการทำ due diligence และทั้งนี้ “การจัดอันดับความน่าเชื่อถือเรื่องความปลอดภัย” จะชี้ให้เห็นถึงคู่ค้าที่มีศักยภาพว่ามีความปลอดภัยเพียงใดในการอนุญาติให้ซัพพลายเออร์สามารถจัดการกับข้อมูล PII ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคล หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ได้ ซึ่งวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ จะมีบทบาทอย่างไรต่อการจัดอันดับเรื่องดังกล่าว? และจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างไร?


โดยสรุปนั้น “ข้อมูล” ดูจะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในอนาคตภายภาคหน้า เพราะมันสามารถสร้างข้อได้เปรียบในอุตสาหกรรม องค์กร ไปจนถึงทางภาครัฐได้หากถูกนำไปใช้อย่างถูกวิธี แต่ในขณะเดียวกัน หากตกไปอยู่ในมือของผู้ประสงค์ร้าย “ข้อมูล” ก็จะกลายเป็นภัยร้ายที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะขัดขวาง แซกแทรง และทำลายกลไกสำคัญในสังคมได้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะครับว่าในสรุปส่งท้ายของปี 2019 ทาง Forcepoint จะคาดการณ์สิ่งใดได้อย่างถูกต้อง ใกล้เคียง หรือผิดพลาดบ้าง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

ยังต้องพบใบขับขี่! เมื่อตำรวจไม่รับ “ใบขับขี่ดิจิทัล” เพราะเหตุใด? – ทนายออกความเห็นเรื่องนี้

Published

on

By

วันนี้เป็นวันแรกที่ประกาศใช้ใบขับขี่ดิจิทัลอย่างเป็นทางการโดยกรมขนส่งฯ จากการที่เคยนำเสนอข่าวเดิมไว้ ว่าประมาณกลางเดือนมกราคม 2562 จะได้ใช้อย่างเป็นทางการ

เหมือนจะเรียบร้อยดีแต่ว่า “ตำรวจดันไม่เอาด้วย”

เนื่องจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีเหตุผลของเขา

พล.ต.ต.เอกลักษณ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กล่าวว่า “ทางปฏิบัติการเรียกตรวจผู้ขับขี่ทำผิดกฎหมายจราจร ผู้ขับขี่จะต้องแสดงใบขับขี่ต่อเจ้าพนักงานตำรวจจราจร” แต่ว่าเมื่อมีการปรับเปลี่ยนแล้วยังไม่สามารถทำได้ทันที ซึ่งเรื่องนี้ต้องนำเข้าพิจารณาผ่าน สนช. ในวันที่ 17 นี้  เนื่องจากต้องแก้ไข พ.ร.บ. ให้ยกเลิกการเรียกเก็บใบขับขี่ ให้รองรับนโยบายใหม่ของกรมขนส่งฯ โดยต้องอาศัยอำนาจตามมาตรา 140 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จราจรทางบกปี 2522 ไปก่อน

ส่งผลให้ช่วงที่ยังไม่ได้ประกาศ พ.ร.บ. ใหม่ อย่างเป็นทางการ ตำรวจยังมีสิทธิยึดใบขับขี่เดิมได้อยู่ ต้องพกติดตัวไว้  โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แจ้งทางกรมขนส่งฯ แล้วว่าขอเลื่อนการใช้ใบขับขี่ดิจิทัลไปก่อน

ด้านทนายก็ออกมาให้ความเห็น

ทนายรัชพล ศิริสาคร
ประธานชมรมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ได้โพสต์ในเพจ “สายตรงกฎหมาย” ระบุว่า

“ในทางกฎหมาย หากมีการจับกุมข้อหาไม่พกใบขับขี่ ถือว่า สตช และ ขนส่ง ทำผิดต่อกฎหมาย เพราะเป็นผู้จงใจทำให้ประชาชนตกเป็นผู้เสียหาย จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับประชาชน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่องละเมิด มาตรา 420

ประเด็นถัดมาที่ตำรวจจะจับข้อหาไม่พกใบขับขี่นั้น โดยอำนาจไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่อข้อกฎหมายไม่ชัดเจน หรือข้อกฎหมายขัดกันเอง ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย หมายความว่า เมื่อประชาชนใช้ใบขับขี่ดิจิทัล ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ และเป็นการพกใบขับขี่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทางตำรวจจะมาบอกว่าผิดกฎหมายได้อย่างไร”

สรุปคร่าวๆ นะครับ เป็นเพราะว่าเนื่องจากทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดความสับสนนั่นเอง แทนที่จะดำเนินการให้พร้อมและค่อยประกาศใช้ ทำให้ประชาชนสับสน ถ้าดูจากเจตนาของประชาชนมันแสดงให้เห็นได้ชัดเจน

ที่มา: ไทยรัฐ, เพจ “สายตรงกฎหมาย”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

ชายสี่หมี่เกี๊ยว, SCB และ VISA ประกาศความร่วมมือ ซื้อบะหมี่ผ่าน QR Code ก็ง่าย รับส่วนลด

Published

on

วันนี้ (14 มกราคม) ธนาคารไทยพานิชย์ (SCB) ร่วมมือกับ VISA มุ่งสู่สังคมไร้เงินสด Cashless society ผนึกกำลังกับแฟรนไชน์สตรีทฟู้ดส์ชื่อดัง “ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว” เปิดมิติการชำระเงินรูปแบบใหม่ในระดับ Total Business Solution ที่แก้ปัญหา Painpoint ของเจ้าของกิจการได้อย่างตรงจุด  เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าไม่ต้องพกเงินสดอีกต่อไป

คุณพิมพ์ใจ ทองมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสาย Payments Product Sales and Delivery ธนาคารไทยพาณิชย์

Cashless Society ก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศ

คุณพิมพ์ใจ ทองมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสาย Payments Product Sales and Delivery ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เล่าวิสัยทัศน์ของธนาคารไทยพาณิชย์ว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มการใช้ E-Payment มีการเติบโตสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งด้านการใช้งาน internet banking และการชำระเงินผ่านสูงขึ้นมากจากการที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้งาน และความสะดวกสบายของผู้ใช้ เพราะทุกคนต่างก็พก Smartphone ติดตัวอยู่แล้วในยุคปัจจุบัน

โดยปัจจุบันมีการเติบโตของการใช้ดิจิตอลแบงก์กิ้งสูงขึ้นมาก โดยมีเป้าหมายที่ตั้งไว้อยู่มี่ 12 ล้าน และการทำธุรกรรมในปัจจุบันก็เติบโตสูงขึ้นมากในช่วงปีที่ผ่านมาจาก 237 ล้านธุรกรรมเป็น 711 ล้านธุรกรรม โดยเป้าหมายปี 2019 ของ SCB อยากให้แม่มณีเข้าสู่ร้านค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อย 2 ล้านร้านค้า และอีก 100,000 ร้านค้าที่รับบัตรเครดิต เพื่อช่วยในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสดอย่างแท้จริง

ทำไมถึงต้องจับมือกับชายสี่บะหมี่เกี๊ยว?

เรียกได้ว่าคนไทยรวมไปถึงทุกคนบนโลกถือได้ว่าเรื่องอาหารเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมูลค่าตลาดอาหาร Street food มีการเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด ด้วยผลการค้นหากว่า 7,500,000 ครั้งในปี 2560 ก็เห็นได้ว่าคนค้นหา “ก๋วยเตี๋ยว” เป็นเทรนด์อันดับต้น ๆ ทาง SCB และ VISA ก็ได้เล็งเห็นโอกาสนี้ จึงเข้ามาจับมือกับร้านชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น 1 ในร้านอาหารสตรีทฟู๊ดส์ประเภทก๋วยเตี๋ยวระดับแนวหน้าของประเทศไทยที่ใคร ๆ ก็รู้จักเป็นอย่างดี

ซึ่งนอกจากด้านการรับเงินจากลูกค้าแล้ว ทาง SCB ยังได้สร้าง Solution ให้ทางร้านแฟรนไชน์สามารถดำเนินงานได้ในรูปแบบ Cashless Society แบบครบวงจรเริ่มจากสายส่งที่ไปส่งของ ก็จะมีแอปฯ สำหรับให้ร้านค้าสแกน QR Code ขึ้นมาเพื่อสแกนและรับเงินเข้าสู่ระบบทันที ทำให้เจ้าของกิจการรู้ว่า แฟรนไชน์นี้ได้เงินเท่าไหร่ได้ทันทีโดยไม่ต้องมารวบรวมอีกครั้งในภายหลัง รวมไปถึงมีความปลอดภัยในด้านการจัดการเงินอีกด้วย

ประวัติร้านชายสี่บะหมี่เกี๊ยว

คุณ พันธ์รบ กำลา ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว จำกัด

คุณ พันธ์รบ กำลา ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว จำกัด ได้เล่าประวัติร้านชายสี่บะหมี่เกี๊ยวว่า ได้เริ่มต้นกิจการขึ้นตั้งแต่ปี 2535 – 2537 จึงเริ่มตั้งชื่อชายสี่บะหมี่เกี๊ยว และก็ได้มีสาขาขึ้นมา และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันขยายธุรกิจไปแล้วกว่า 4,300 สาขาและกระจายจนไปถึงต่างประเทศ ซึ่งเขาได้ขยายแบรนด์ออกมามากมายนอกเหนือจากการทำชายสี่บะหมี่เกี๊ยว เรียกได้ว่าเป็น 1 ในแบรนด์คนไทยที่เติบโตขึ้นมาสู่ธุรกิจระดับประเทศอย่างแท้จริง

และด้านความร่วมมือในครั้งนี้ก็เกิดขึ้นเรียกได้ว่าเป็นผลมาจากความผูกพันกับธนาคารไทยพาณิชย์ที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของร้านชายสี่บะหมี่เกี๊ยว รวมไปถึงเขาก็ได้มองเห็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตที่เคยเกิดขึ้น และการเข้ามาของ Total Business Solution ที่ SCB ได้ร่วมมือกับ VISA นี้มีข้อดีอยู่มากมายตั้งแต่เงินที่เข้าบริษัทจะไม่ถูกยักยอกอย่างแน่นอน รวมไปถึงเรื่องการขอกู้จะสามารถทำได้ง่ายเพราะเห็นกระแสเงินสดอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือฝั่งพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอนให้กับลูกค้าอีกต่อไป

อีกก้าวหนึ่งของ VISA กับ QR Payment

คุณ สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย

ทางด้านคุณ สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย ก็มองเห็นภาพว่า สังคมไร้เงินสดเริ่มเติบโตเข้ามาเรื่อย ๆ แต่ยังไม่มากพอ เพราะยังมีอีกอย่างที่ต้องจ่ายด้วยเงินสดอยู่ดี โดยการจับมือครั้งนี้ตั้งใจนำเอาเทคโนโลยีดี ๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ จึงได้มีการนำเอาเทคโนโลยี QR Payment ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดขึ้นมา พร้อมจับมือกับ SCB

ปัจจุบันคนกว่า 74% ของไทยรู้แล้วว่าสามารถนำเอา QR Code มาใช้ชำระเงินได้แล้ว ทาง VISA จึงได้พัฒนาในการใช้งาน QR Code ในการชำระเงินผ่านบัตร VISA ได้แล้ว โดยมีบัตรต่าง ๆ มากมายรวมไปถึง Mobile Banking ที่สามารถรองรับการชำระเงินผ่าน QR Code รูปแบบนี้ แล้วที่สำคัญคือได้มีโปรโมชั่นต่าง ๆ เหมือนกับการใช้บัตรเครดิต และยังได้ลุ้นรับเบนซ์ C250 Coupe มูลค่ากว่า 3,620,000 บาท ถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้

ทำไมถึงต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต?

เพราะการทำในครั้งนี้ไม่เพียงแค่การสร้างการชำระเงินแบบไร้เงินสดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง Ecosystem เพื่อให้คนมีแรงจูงใจในการใช้ QR Code ซึ่งทาง SCB ก็ตั้งใจมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทางพ่อค้าแม่ค้าชายสี่บะหมี่เกี๊ยวด้วยคูปอง 500 บาทเมื่อมียอดใช้จ่ายถึง 5,000 บาท ถ้าสะสมยอดถึง 20,000 บาทรับร่มแม่มณีฟรี ๆ และสุดท้ายคือมีสินเชื่อสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะอีกด้วย

และฝั่งลูกค้า SCB มีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จ่ายเงินผ่าน QR Code ถ้าใช้จ่ายเงิน 50 บาทขึ้นไปครบ 3 ครั้ง จะได้รับเงินคืน 100 บาทอีกด้วย คุ้มมาก!! สามารถใช้ได้แล้ววันนี้กับร้านชายสี่บะหมี่เกี๊ยว 378 ร้านที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

เรียกได้ว่าความร่วมมือในครั้งนี้เป็นอีก 1 ก้าวสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยรู้จักโลกของ Cashless Society หรือสังคมไร้เงินสดอย่างแท้จริง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

เดกซ์ ดึง ซึบูราญ่า โปรดักชั่นส์ ชวนรวมพลังวิ่งปล่อยแสงปราบเหล่ามอนสเตอร์ใน “ULTRAMAN RUN & TRAIL”

Published

on

DEX เดกซ์ [ดรีม เอกซ์เพรส] ผู้นำเอนเตอร์เทนเมนต์คอนเทนต์ลิขสิทธิ์จากประเทศญี่ปุ่น รวมพลังกับ สวนนงนุช พัทยา และ ซึบูราญ่า โปรดักชั่นส์ ประเทศญี่ปุ่น เจ้าของลิขสิทธิ์อุลตร้าแมน จัดงานวิ่ง “ULTRAMAN RUN & TRAIL” รวมพลังวิ่งปล่อยแสงปราบเหล่ามอนสเตอร์กับเหล่า Character ขวัญใจตลอดกาลอย่าง
อุลตร้าแมน / อุลตร้าแมนทาโร่ / เจ้าแม่อุลตร้า / อุลตร้าแมนออร์บ / อุลตร้าแมนจี๊ด และเหล่าสัตว์ประหลาด โดยงานจะจัดขึ้นใน วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2562สวนนงนุช พัทยา สนับสนุนการจัดงานโดย สวนนงนุช พัทยา, สมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย, อีซูซุ

“ไฮไลท์ของการจัดงานในครั้งนี้ จะสร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่ผู้ร่วมงานได้อย่างแน่นอน อาทิ การปรากฏตัวของเหล่าพี่น้อง Ultraman และ Monster ตัวจริงจากญี่ปุ่น ที่จะมาสร้างความตื่นเต้นในช่วงปล่อยตัวและรอต้อนรับเหล่านักวิ่ง นอกจากนี้ คณะผู้จัดงานยังสร้างความท้าทายพิสูจน์ความแกร่งด้วยการวิ่งระยะ 3 km /6 km ผ่านสวนหินอวกาศและสวนมอนสเตอร์โลกล้านปี  สำหรับระยะทาง 12 km /16 km เหล่านักวิ่งจะได้ตะลุยกับเส้นทางเทรลขึ้นลงเนิน เพื่อรับผ้าคลุม Ultraman Finisher และแน่นอนที่สุดว่าเหล่ามอนสเตอร์ จะรอคอยทุกท่านตามเส้นทางวิ่ง!! เพื่อให้ได้รวมพลังปล่อยแสงปราบเหล่ามอนสเตอร์กันตลอดเส้นทางสำหรับเด็ก ๆ ทุกคน จะต้องเก็บตราประทับอุลตร้าแมนตามเส้นทางให้ครบทั้ง 5 Ultraman เพื่อรับเหรียญและของเล่น จากสมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย คนละ 1 ชิ้น เมื่อเข้าเส้นชัย (มาถึงก่อนได้เลือกของเล่นก่อนใคร) ทั้งนี้ กิจกรรมการวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ทุกคนในครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมและช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพดี เดกซ์ [ดรีม เอกซ์เพรส] จึงวางแผนจัดงานวิ่งที่สนุกแปลกใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตลอด 3 ปีต่อจากนี้”

ทั้งนี้ งานวิ่ง “ULTRAMAN RUN & TRAIL” รวมพลังวิ่งปล่อยแสงปราบเหล่ามอนสเตอร์ จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2562 ณ สวนนงนุช พัทยา โดยแบ่งระยะทางวิ่งเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย

  1. Ultra Kids Race ระยะทาง 3 กม. / 6 กม. (ราคา 600 บาท)
  2. Ultra Race ระยะทาง 3 กม. / 6 กม. (ราคา 750 บาท)
  3. Ultra Challenge Race ระยะทาง 12 กม. / 16 กม. (ราคา 900 บาท)

ผู้สนใจสมัครวิ่งได้แล้ววันนี้!! ผ่านทางเว็บไซต์ shop.DEXclub.com/ultramanrun

  • Race Pack Collection ประกอบด้วย เสื้อวิ่งสุดเท่พร้อมแปลงร่างเป็น อุลตร้าแมน / อุลตร้าแมนทาโร่ / เจ้าแม่อุลตร้า / อุลตร้าแมนออร์บ / อุลตร้าแมนจี๊ด(เลือกได้ 1 ลาย)
  • BIB
  • เหรียญ (เมื่อวิ่งเข้าเส้นชัย)
  • ผ้าคลุม Ultraman Finisher (เฉพาะผู้สมัครวิ่งระยะทาง 12 กม. และ 16 กม. เมื่อวิ่งเข้าเส้นชัยเท่านั้น)

Early Bird Promotion

  • Early Bird ครั้งที่ 1 > 10 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ 2562 รับเพิ่ม นาฬิกาข้อมืออุลตร้าแมนออร์บสุดเท่!!
  • Early Bird ครั้งที่ 2 > 15 กุมภาพันธ์ – 15 มีนาคม 2562 รับเพิ่มของเล่น Ultraman Truck

และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่เคยร่วมประสบการณ์วิ่ง Rider x Rangers Run (ที่เคยลงทะเบียนทาง Shop.DEXclub.com/Riderrangersrun) และ DEX member รับเพิ่มส่วนลด 10% พร้อมนาฬิกาข้อมืออุลตร้าแมนออร์บ เมื่อซื้อแพ็กวิ่งตั้งแต่วันนี้ – 8 กุมภาพันธ์  2562

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!