Connect with us

ข่าววงการไอที

“กลุ่ม ปตท. ร่วมกับ ไรส์” เปิดตัวโครงการ D-NEXT ตั้งเป้ายกระดับสตาร์ทอัพอาเซียน

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) และ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการ “D-NEXT by PTT Digital x RISE” โดยความร่วมมือของ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด (PTT Digital) ร่วมกับ บริษัท ไรส์ แอคเซล จำกัด (RISE) สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรและสตาร์ทอัพ เปิดรับสตาร์ทอัพชั้นนําจากทั่วภูมิภาคอาเซียนเข้าสู่ บูทแคมป์ (Boot Camp) เพื่อพัฒนาศักยภาพ  การสร้างโปรแกรมสนับสนุนธุรกิจ ยกระดับสตาร์ทอัพสู่การเป็นธุรกิจดิจิทัลชั้นนําของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ทำงานร่วมกับบริษัทในกลุ่ม ปตท.

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) และ ประธานกรรมการบริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า “กลุ่ม ปตท. มุ่งที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของบริษัทในโลกยุคใหม่ ซึ่งที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ได้นําเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ Big Data, Blockchain ฯลฯ มาใช้จนเกิดผลสำเร็จ  เป้าหมายของเราคือการนํา กลุ่ม ปตท. ก้าวไปข้างหน้าในโลกที่ธุรกิจต่างแข่งขันกันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี  โดยมี บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด ในฐานะ Flagship การดำเนินงานด้านดิจิทัลของ กลุ่ม ปตท. เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรและกระบวนการดำเนินธุรกิจไปสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Transformation) ภายใต้ทิศทางการดำเนินธุรกิจของ กลุ่ม ปตท. ที่มุ่งพัฒนาให้ภูมิภาคอาเซียนเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับ “D-NEXT by PTT Digital x RISE” นี้  PTT Digital ได้ร่วมกับ RISE จัดตั้งโครงการขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้กับสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนวัตกรรมเพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัทในกลุ่ม ปตท. และขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ของ PTT Digital โดยมุ่งหวังให้โครงการ D-NEXT เป็นประตูเปิดกว้างให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองและแนวคิดที่แตกต่างออกไป  ได้มีโอกาสสร้างสรรค์นวัตกรรม สร้างตลาดใหม่และขยายธุรกิจร่วมกันกับเรา  โดยโครงการจะส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพในภูมิภาคอาเซียนให้แข่งแกร่งเทียบเท่าระดับสากล ลบข้อจํากัดด้านพรมแดน สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐอีกด้วย

นางอรวดี  โพธิสาโร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด เผยถึงรายละเอียดโครงการว่า “PTT Digital ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจพัฒนาแบบก้าวกระโดด จะช่วยผลักดันให้ กลุ่ม ปตท. บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้เร็วขึ้น  และเล็งเห็นถึงความสามารถของสตาร์ทอัพภูมิภาคอาเซียน  จึงเป็นที่มาของการริเริ่ม โครงการ D-NEXT

โดยจะเปิดรับสมัครสตาร์ทอัพที่สนใจเข้าร่วมโครงการทั้งทางออนไลน์ ทาง เครือข่าย RISE และ รับสมัครตาม กิจกรรม Roadshow ใน 5 ประเทศอาเซียน ประกอบด้วย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และ อินโดนีเซีย เพื่อเฟ้นหาสตาร์ทอัพจํานวน 15 ทีม  เข้าร่วมบ่มเพาะศักยภาพจากเมนเทอร์ที่มากประสบการณ์และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ  ตลอดระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้ได้สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพระดับโลก มาร่วมกันพัฒนานวัตกรรมสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด (Growth Hacking) ขยายโอกาสทางธุรกิจร่วมกันกับเรา”

ด้าน นายแพทย์ ศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้ก่อตั้ง RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรและสตาร์ทอัพ เปิดเผยว่า “อาเซียนเป็นตลาดแรงงานที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกด้วยจำนวนประชากรกว่า 620 ล้านคน รองจากจีนและอินเดีย เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนมีการเจริญเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 และมีผู้ใช้งานดิจิทัลเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ซึ่งเป็นจำนวนกว่า 200 ล้านคน ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตไปถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา โครงการนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สตาร์ทอัพในภูมิภาคจะร่วมมือกัน โดยมีประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลาง พร้อมผลักดันขยายเครือข่ายในการทําธุรกิจของตนสู่วงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการนี้ดำเนินการโดยบริษัทในกลุ่ม ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศไทย ประกอบกับประสบการณ์ของ RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรและสตาร์ทอัพ ที่สร้างนวัตกรรมให้แก่องค์กร ภาครัฐ และเอกชนมาแล้วกว่า 1,000 ราย ภายใต้แนวคิด “Accelerate Your Potential” ด้วยการเติมเต็มทุกองค์ความรู้รอบด้าน ผู้เชี่ยวชาญและเครือข่ายระดับโลกทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย จึงช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ตลอดจนเงินทุน เพื่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดขององค์กรและสตาร์ทอัพได้อย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ทีมที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ อาทิ

  • การสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ โดยการออกแบบโปรแกรมเร่งสปีดการเติบโตแบบเฉพาะเจาะจง ได้รับโอกาสในการดำเนินธุรกิจกับบริษัทใน กลุ่ม ปตท.
  • และนำเสนอผลงานกับนักลงทุนจากทั่วทั้งภูมิภาค โดยไม่มีสิทธิ์การเข้าร่วมถือหุ้น หรือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานของสตาร์ทอัพใดๆ และไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดโปรแกรม
    ระยะเวลา 3 เดือน
  • และ ผู้สนใจเข้าร่วม โครงการ “D-NEXT by PTT Digital x RISE” สามารถสมัครได้ทาง www.riseaccel.com/dnext  ระหว่างวันที่ 18 มกราคม – 9 มีนาคม 2561
  • และติดตามข้อมูลโครงการได้ที่  www.facebook.com/RISEAccelerator
  • หรือติดต่อ คุณอนัญญา พานิชศิริ ผู้ประสานงานโครงการ โทรศัพท์ +66626365463 / อีเมล hi@riseaccel.com
  • และ คุณศุภกร จูฑะพล ส่วนการตลาด บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด โทรศัพท์ +66892549524 / อีเมล suppakorn.c@pttdigital.com
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการไอที

Nike เปิดตัว Adapt BB : รองเท้าปรับกระชับผ่านแอปสมาร์ทโฟน

Nike เปิดตัวรองเท้าบาสเก็ตบอลปรับระดับความกระชับผ่านแอปในสมาร์ทโฟนได้

Published

on

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2019 ที่ผ่านมา Nike ได้เปิดตัว Adapt BB รองเท้าบาสเก็ตบอลที่สามารถปรับกระชับกับรูปทางของเท้าผ่านการเชื่อมต่อกับแอปบนสมาร์ทโฟนได้ โดยมี เจย์สัน เททัม นักบาสเก็ตบอลดาวรุ่งจากทีม บอสตัน เซลติกส์ เป็นพรีเซนเตอร์

Adapt BB มาพร้อมมอเตอร์และอุปกรณ์ที่ช่วยคำนวณความกระชับที่เหมาะสมต่อรูปทรงของเท้า และจะช่วยปรับโดยอัตโนมัติทันทีที่ผู้ใช้สวมใส่

นอกนจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถปรับระดับความกระชับได้ด้วยตนเองผ่านแอป Nike Adapt หรือกดปุ่มที่ด้านข้างรองเท้าได้

ทาง Nike เรียกเทคโนโลยีนี้ว่า FitAdapt

Nike Adapt BB ได้ร้บการทดสอบร่วมกับนักบาสเก็ตบอลชั้นนำหลายคน หนึ่งในนั้นคือ เจย์สัน เททัม นักบาสเก็ตบอลดาวรุ่งจากทีม บอสตัน เซลติกส์ ที่ World Headquarters ของ Nike ที่รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตัวรองเท้าช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ในการคลายความกระชับในช่วงพักระหว่างเกม และกลับมากระชับก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มอีกครั้ง ได้อย่างสะดวกสบาย

ในอนาคต แอปจะได้รับการอัพเดตให้ผู้สวมใส่ Nike Adapt BB สามารถเลือกตั้งค่าความกระชับได้หลากหลายมา และยังสามารถเปลี่ยนสีของปุ่มที่อยู่ด้านข้างรองเท้าได้อีกด้วย

ข้อมูลอ้างอิง : phonearena
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการไอที

5 ปัญหาของ iPad Pro 2018 นอกจากงอง่ายแล้วมีอะไรอีกบ้าง!

Published

on

iPad Pro นับเป็น iPad ที่ดูจะดีที่สุดเท่าที่ Apple เคยทำมา ย้อนกลับไปใช้ดีไซน์คล้าย iPhone 5 เครื่องแรงงระดับเดสก์ท็อป เทคโนโลยีหน้าจอที่ทันสมัย รองรับ Face ID พร้อมกับ Apple Pencil อัปเกรด ชาร์จแบบแม่เหล็ก แต่ก็ใช่ว่าทุกอุปกรณ์จะเพอร์เฟ็กเสมอไป ตัว iPad Pro 2018 เองก็มีปัญหากวนใจอยู่พอสมควรครับ

1. ต่อความจุฮาร์ดดิสก์นอกไม่ได้

iPad Pro 2018 ไม่รองรับการต่อกับฮาร์ดดิสก์อื่นๆ อย่างเช่น External Harddisk หรือ Flash drive เพื่ออ่านข้อมูลอื่นๆ ภายในอุปกรณ์ได้ แต่จะเห็นไฟล์ที่เป็นรูปภาพเท่านั้น ด้วยการที่ Apple โปรโมทว่า iPad Pro ก็คือพอมพิวเตอร์นั้นก็ออกจะขัดๆ หน่อยที่แม้แต่ฮาร์ดดิสก์ยังอ่านไม่ได้

2. ไม่รองรับเมาส์

iPad Pro 2018 ไม่รองรับการเชื่อมต่อกับเมาส์ใดๆ ก็ตามไม่ว่าจะเป็น wireless หรือเป็นแบบ Bluetooth ถึงแม้ว่า iPad Pro จะสามารถต่อออกจอนอกได้ และใช้หน้าจะเป็นเหมือน Trackpad ก็ยังต้องมีบางจังหวะที่ต้องกลับมาโฟกัสที่ตัว iPad Pro ระหว่างการใช้งาน

หาก iPad Pro สามารถเชื่อมต่อเมาส์ได้ก็จะดูเป็นคอมพิวเตอร์มากขึ้น เพราะสามารถย้ายไฟล์หรือจัดการไฟล์ต่างๆ ได้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น

3. ไม่มีช่องเสียบหูฟังแล้ว

นับว่าเป็น iPad เครื่องแรกของ Apple ที่ถอดช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม ออก ยังไม่มั่นใจว่าด้วยเหตุผลอะไร (น่าจะต้องการเรื่องความบาง) แต่แม้แต่ MacBook จนไปถึง MacBook Pro ที่ใช้งานระดับโปรก็ยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม อยู่เลยครับ

หากคุณเป็นสายดนตรีที่ต้องใช้งานเสียงบ่อยๆ หากไม่ใช้อุปกรณ์ไร้สายอย่างหูฟังไร้สายก็ต้องซื้อฮับ USB-C มาต่อเพิ่มเพิ่อใช้หูฟัง 3.5 มม เอาล่ะครับ

4. แรงขึ้น เปลืองแบตมากขึ้น

iPad Pro 2018 มาพร้อมกับชิปประมวลผล Apple A12X ที่แรงขึ้นกว่า iPad Pro 2017 ถึง 2 เท่าเมื่อทดสอบแบบ Multi core แต่การที่ใช้ชิปประมวลผลแรงขึ้นย่อมกินแบตเตอรี่มากขึ้นกว่าเดิมด้วย

จริงๆ ในแง่การใช้งานทั่วๆ ไปเราสามารถแยกได้ออกระหว่าง iPad Pro 2018 และ iPad Pro 2017 แต่หากคุณเป็นคนที่ต้องการใช้งานหนักอย่างเช่น แต่งรูป เรนเดอร์ไฟล์วิดีโอ iPad Pro 2018 ถือว่าแรงดีมาก ใช้เวลาน้อยลงครึ่งๆ เมื่อเทียบกับ iPad Pro 2017

5. ความจุและราคาที่สูงขึ้น

iPad Pro 2018 เปิดตัวที่ความจุ 64GB ซึ่งหากใครที่เก็บข้อมูลในเครื่องระยะยาว (ใช้ทำงาน) ตัวเลือก 64GB อาจจะน้อยเกินไปมากแล้ว และหากกระโดดไปอีกความจุหนึ่งคือ 256GB ก็ต้องเพิ่มราคาขึ้นไปอีก $150 หรือ $350 สำหรับรุ่นความจุ 512GB และหากเป็นรุ่น Cellular หรือใส่ซิมก็ต้องเพิ่มเยอะกว่านี้อีก

แต่ปัญหานี้จะหมดไปหากผู้ซื้อไม่มีปัญหาเรื่องเงินแม้แต่น้อย

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการไอที

รถเข็นอัจฉริยะจากอเมริกา! ซื้อ-จ่าย ง่ายเอาใจนักช้อป

Published

on

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ได้มีข่าวเรื่อง Kroger (ร้ายขายของชำที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา) ร่วมมือกับ Microsoft พัฒนาเทคโนโลยีในการใช้โทรศัพท์มือถือสแกนบาร์โคดสินค้าที่คุณต้องการซื้อ หลังจากนั้นไม่นาน TechCrunce ได้รายงานว่าทีม Caper Labs ได้ทำการต่อยอดความคิดนี้โดยการสร้าง Caper’s shopping cart ขึ้นมา!

Caper’s shopping cart คือรถเข็นซื้อของ ในร้านของชำที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีการสแกนบาร์โคดสินค้า เมื่อเรานำสินค้าใส่ลงตะกร้า ในรถเข็นติดตั้งกล้องอีก 3 ตัว และเครื่องตรวจจับน้ำหนัก ทำให้มันสามารถสแกนสินค้าที่ถูกใส่เข้าไปในรถเข็นได้ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอ touchscreen ขนาดเล็กติดไว้ที่รถเข็นเพื่อใช้เป็นที่ชำระเงินได้ทันที! ยังไม่พอจอ touchscreen นี้ยังบอกแผนผังของร้านค้า โฆษณาสินค้า และแนะนำสินค้าที่กำลังจัดโปรโมชั่นให้คุณได้อีกด้วย

ในปัจจุบันนี้ร้านค้าปลีก 2 แห่งในเมือง New York ได้นำ Caper’s shopping cart เข้ามาใช้แล้ว ทางร้านค้ายังบอกอีกว่ามันช่วยเพิ่มยอดขายให้กับทางร้านอีกด้วย

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!