Connect with us

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

บัซซี่บีส์ ลุย WhatSale Thailand แอปพลิเคชั่นที่รวมโปรโมชั่นมากกว่าพันแบรนด์

Published

on

Buzzebees (บัซซี่บีส์) ในฐานะสตาร์ทอัพผู้นำด้านแพลตฟอร์ม CRM Privilege แตกไลน์ลุยปรับฟังก์ชั่นการใช้งานบน แอปพลิเคชั่น WhatSale Thailand ทำให้การค้นหาโปรโมชันเป็นเรื่องง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งได้รวบรวมโปรโมชั่นจากแบรนด์ดังมากกว่า 1,000 แบรนด์ ภายใต้แนวคิด “แอปเดียว ครบทุกโปร” โดยปรับรูปแบบฟังก์ชั่นการใช้งานให้แสดงผลเป็นรูปภาพ เห็นแล้วรู้โปรแบบรวดเร็วทันใจ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ปัจจุบันมีผู้ดาวน์โหลด แอป WhatSale Thailand ทะลุ 1 ล้านราย จากเดิม 300,000 ราย เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน แบ่งเป็นคนกรุงเทพฯ 85% และต่างจังหวัด 15% โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัย 25-34 ปี ด้วยสัดส่วน 36% ตามมาด้วยช่วงอายุ 35 – 44 ปี สัดส่วนอยู่ที่ 24%

มร. ไมเคิล เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด เปิดเผยว่า “บัซซี่บีส์ ได้พัฒนา แอปพลิเคชั่น WhatSale Thailand โดยพัฒนาฟีเจอร์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น อาทิ ปรับเปลี่ยนรูปแบบดีไซน์ในแต่ละโปรโมชั่นเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจโปรโมชั่นได้ตั้งแต่หน้าแรก หรือเพียงแค่คลิกเดียวก็จะทราบรายละเอียดของโปรอย่างครบถ้วน รวมถึงได้รวบรวมโปรโมชั่นในห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในยุคที่ต้องการข้อมูลเร่งด่วน โดยบนแอปยังแสดงแผนผังตำแหน่งร้านค้า ว่าอยู่ชั้นไหน โซนไหน เพื่อไม่ให้เสียเวลาเดินหาสินค้า นอกจากนี้ WhatSale Thailand ยังอัพเดทสินค้าลดราคากันแบบเรียลไทม์ โดยผู้ใช้งานสามารถกดติดตามแบรนด์ที่ตนเองชื่นชอบได้ และหากในช่วงนั้นมีโปรโมชั่นของแบรนด์ที่ชื่นชอบ ก็จะมี Notification แจ้งเตือนบนมือถือ เพื่อไม่ให้นักช้อปพลาดโปรเด็ด ๆ เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบค้นหาโปรโมชั่นดี ๆ ในช่วงเวลานั้น ๆ ทำให้สามารถวางแผนการช้อปปิ้งล่วงหน้าได้อย่างคุ้มค่าอีกด้วย”

จุดเด่นของแอปพลิเคชั่น WHATSALE ภายใต้แนวคิด “แอปเดียว ครบทุกโปร” เป็นแอปฯที่รวบรวมดีลส่วนลด และโปรโมชั่นต่าง ๆ ของสินค้าหลากหลายแบรนด์ แสดงผลแบบเรียลไทม์ และยังครอบคลุมกว่า 15 หมวดหมู่ อาทิ งานแสดงสินค้า อาหารและเครื่องดื่ม แฟชั่น ท่องเที่ยว ธนาคาร แก็ตเจ็ต ความงาม ของใช้ รถยนต์ ไลฟ์สไตล์ ของเล่นและเกม ช้อปปิ้งออนไลน์ ห้างสรรพสินค้า และบริการ นอกจากนี้  WHATSALE ยังได้ปรับฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อเอาใจนักช้อป อาทิ

  • หน้าแรก (Home) : แหล่งรวมโปรโมชั่นสุดฮอต อัพเดททันใจแบบเรียลไทม์ รับรู้โปรโมชั่นใหม่ล่าสุด รวมถึงโปรโมชั่นจากแบรนด์โปรดก่อนใคร ทำให้ไม่พลาดทุกการช้อปที่คุ้มค่า
  • แบรนด์ (Brands) : แบรนด์ไหนลด ผู้ใช้งานจะทราบโดยง่ายดาย เพียงคลิกเลือกแบรนด์ที่สนใจ และยังสามารถกดติดตามแบรนด์โปรด เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัพเดท
  • โปรแรง (Hot Pro) : คัดสรรดีลสุดพิเศษมามอบให้กับสมาชิก WhatSale เท่านั้น ในราคาโดนใจกับสินค้ามากมาย หลากหลายสไตล์จากแบรนด์ชั้นนำ ช้อปสนุกพร้อมสะสมแต้ม แลกรับสิทธิพิเศษมากมายที่คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม
  • แลกโปร (E-Stamp) : สะสม E-Stamp ง่ายๆ ทุกการใช้จ่ายกับร้านค้าผ่านแอป สะสมครบรับโปรถูกใจทันที
  • โปร@ห้าง (Pro@Mall) : รู้โปรในห้างก่อนเดินทางไปช้อปจริง เพียงคลิกเดียวที่ โปร@ห้าง ผู้ใช้งานจะทราบถึงโปรโมชั่นที่กำลังจัดอยู่ในห้างนั้นๆ พร้อมแสดงแผนผังตำแหน่งร้านค้า ทำให้การวางแผนการช้อปง่ายขึ้น

ปัจจุบัน แอปพลิเคชั่น WhatSale Thailand มียอดดาวน์โหลดกว่า 1  ล้านราย จากยอดโหลดเดิมอยู่ที่ 300,000 ราย เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน โดยแบ่งเป็นสัดส่วนผู้ใช้งานเป็นหญิง 44% และชาย 56% ส่วนใหญ่จะมีอายุตั้งแต่ 25 – 44 ปี ด้วยสัดส่วนรวมกันถึง 60% โดยทุกวันนี้ บัซซี่บีส์ได้รวบรวมและคัดสรรแบรนด์ดังๆ มากกว่า 1,000 ราย ซึ่งจะแบ่งตามหมวดหมู่ที่มีกว่า 15 ประเภท และเรียงตามอักษร A-Z ผู้ใช้สามารถ search ชื่อแบรนด์ได้ เพื่อสะดวกต่อการค้นหา อาทิ Starbucks , Lazada , 7-Eleven , Bar B Q Plaza , Adidas , Uniqlo , EVEANDBOY , IKEA , AirAsia , M Generation , BaNANA IT และ Grab เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานในยุคดิจิทัล

“ปัจจุบันสื่อออนไลน์มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้บริโภคอย่างมาก โดย 80% ผู้บริโภคจะค้นหาข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ โดยค้นหาข้อมูลเบื้องต้นจากอินเทอร์เน็ต 71% และค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตก่อนตัดสินใจซื้อ ถึง 86% ประกอบกับข้อมูล EDTA ในปี 2560 พบว่า Gen Y เป็นกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันสูงสุด เฉลี่ยมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน ฉะนั้นการโฆษณาโปรโมชั่นต่างๆ บนสื่อออนไลน์ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภครับรู้เป็นช่องทางแรกๆ และยังเป็นตัวเร่งในตัดสินใจซื้ออีกด้วย ทั้งนี้ บัซซี่บีส์ได้เก็บข้อมูลพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ของฐานผู้ใช้งาน Buzzebees ที่ปัจจุบันมีกว่า 40 ล้านคน รวมถึง แอป WhatSale Thailand มาวิเคราะห์ร่วมกัน โดยระบบจะเก็บพฤติกรรมของผู้บริโภคในเชิงค่อนข้างลึก อาทิ ทราบว่าผู้บริโภคคนไหน ชอบไลฟ์สไตล์แบบไหน คาดว่าน่าจะสนใจแบรนด์อะไร สินค้าอะไร จากสถิติที่เคยเข้าไปคลิกดูสินค้าอะไรบ้าง เวลานานแค่ไหน และเคยซื้อสินค้าอะไรบ้าง เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำ Big Data ของบัซซี่บีส์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างระบบ Eco-System เพื่อให้แข็งแกร่งและตอบโจทย์แบรนด์รวมถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด”

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

ธรรมดาที่ไหน สำนักพิมพ์ SALMON-BUN จับมือ MINIMORE ทำหนังสือให้อ่านบนมือถือ แบบไม่ใช่ e-book!

Published

on

หนึ่งในปัญหาที่ทำให้ e-book ทั่วโลกไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรคือการทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ในรูปแบบของหนังสือเล่มมากเกินไป ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการอ่านบนหน้าจอเล็กๆ อย่างสมาร์ทโฟน (e-book เหมาะสำหรับการอ่านบนแท็บเล็ตเท่านั้น) แต่ SALMON-BUN และ MINIMORE เข้าใจปัญหาในจุดนี้ดี จึงพัฒนาแอปอ่านหนังสือในเครือของบริษัทที่สามารถอ่านได้ดีแม้อยู่บนสมาร์ทโฟน

จุดเด่นของแอป SALMON. และ BUNBOOKS คือหนังสือจะถูกจัดให้เหมาะสำหรับการอ่านบนหน้าสมาร์ทโฟน คือ 1 บทของหนังสือจะอยู่ในหน้าเดียว แล้วไถตามยาวลงไปอ่านเรื่อยๆ เหมือนอ่านหน้าเว็บ พอจบบทก็ปัดขวาเพื่ออ่านบทต่อไป ซึ่งภายในแต่ละบทก็มีภาพประกอบที่จัดรูปแบบเหมือนอ่านเว็บมือถือ (รูปอยู่ตรงกลางคั่นระหว่างย่อหน้า) ไม่ได้จัดรูปชิดซ้าย-ขวาเหมือนหนังสือ ทำให้เหมาะสำหรับจอที่มีขนาดเล็ก แถมยังมีไฟล์สื่อต่างๆ ประกอบเข้าไปและปุ่มสารบัญที่ใช้ง่ายด้วย

ปฏิกาล ภาคกาย บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์แซลมอน

ปฏิกาล ภาคกาย บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์แซลมอนกล่าวว่า ทางสำนักพิมพ์แซลมอนร่วมมือกับมินิมอร์ จัดทำแอปพลิเคชั่นนี้ขึ้นมา เพราะคิดว่าการอ่านทุกวันนี้มีหลากหลายช่องทาง ด้วยปัจจุบันบุคคลทั่วไปใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต จึงคิดว่าการอ่านในรูปแบบ e-book น่าจะเข้ากับพฤติกรรมการอ่านของคนทุกวันนี้

เราตั้งใจให้ ‘แอปฯพร้อมอ่าน’ ตอบโจทย์ในแง่ของการเข้าถึงเพราะว่ามีนักอ่านหลายต่อหลายคนที่ถามไถ่หนังสือของพวกเราในรูปแบบดิจิทัล และอยากให้เราจัดทำในแบบ e-book เพราะนอกจากจะซื้อได้ง่าย ยังตอบโจทย์เรื่องการอ่านที่ไม่จำเป็นต้องรอส่งหรือเสียค่าจัดส่ง หรือเสียเวลาออกไปหาซื้ออีก หรือเวลาไปเที่ยวไกลๆ ก็คั่นเวลาด้วยการอ่านหนังสือได้ทันที การทำแอปพลิเคชั่นนี้มาก็หวังว่าจะรองรับนักอ่านเหล่านี้ได้ทุกที่ทุกเวลา และความพิเศษอีกอย่างคือเรากำหนดให้ราคาหนังสือในแอปฯ ราคาถูกกว่าหนังสือจริง เพราะเราได้ลดต้นทุนบางส่วนออก เช่น ค่ากระดาษ ค่าขนส่ง ซึ่งราคา e-book จะอยู่ระหว่าง 179-199 บาทต่อเล่ม

ในเฟสแรกของแอพฯ มีหนังสือที่ถูกจัดทำในแบบ e-book มีอยู่ 5 เล่ม คือ

  1. NEW YORK 1ST TIME นิวยอร์กตอนแรกๆ
  2. MOSTLY CLOUDY มีเมฆเป็นส่วนมาก
  3. POWERISM
  4. THAIS IN WORLD HISTORY ผจญไทยในแดนเทศ
  5. ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

ซึ่งหนังสือเหล่านี้ล้วนถูกผู้อ่านถามถึงว่าอยากให้มีเป็น e-book เยอะเป็นพิเศษ และเป็นหนังสือที่ความยาวในแต่ละบทไม่สั้นหรือไม่ยาวเกินไป ทางสำนักพิมพ์เชื่อว่าด้วยความยาวประมาณนี้น่าจะทำให้คนอ่านมีสมาธิ พร้อมเกิดความอยากอ่านเรื่องต่อๆ ไปได้ไม่รู้จบ ​ ซึ่งคิดว่าเหมาะกับการอ่านวันละบทสองบท หรือเปิดเข้าไปอ่านเวลาเครียดๆ ได้

บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์แซลมอนกล่าวอีกว่า ปกติหนังสือของสำนักพิมพ์แซลมอนจะมี extra content หรือเนื้อหาเพิ่มเติมจากในหนังสือเล่มอยู่แล้ว ซึ่งให้ผู้อ่านนำโค้ดที่มีอยู่ในหนังสือเข้าไปอ่านบนเว็บไซต์ของทางมินิมอร์ เมื่อมีแอปพลิเคชั่นขึ้นมา เนื้อหาเหล่านั้นก็จะถูกนำมารวมไว้ในแอปฯ โดยอัตโนมัติ และในอนาคตหนังสือบางเล่มก็อาจจะมีรูปแบบการนำเสนอที่หลากหลายขึ้น อาจมีวิดีโอ รูปภาพ หรือไฟล์เสียงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการอ่าน อย่างหนังสือ  NEW YORK 1ST TIME นิวยอร์กตอนแรกๆ ผู้เขียน เบ๊น ธนชาติ ศิริภัทราชัย ได้กลับมาอ่านหนังสือของตัวเอง แล้วเกิดความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ทางสำนักพิมพ์จึงชวนเขามาบันทึกความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากเรื่องราวในหนังสือจบไป ด้วยการเพิ่มเนื้อหาเหล่านั้นเข้าไปในฉบับ e-book ด้วยรูปแบบไฟล์เสียง

ด้านสำนักพิมพ์บันมีหนังสืออยู่ในเฟสแรกด้วยกัน 4 เล่ม ได้แก่

  1. เราไม่ได้อยู่คนเดียว อยู่คนเดียว
  2. The Boy Who Never Grows: เด็กไม่รู้จักโต
  3. “FAIRYTALES CAN’T TELL EVERYTHING” —เจ้าชาย, ไม่ได้กล่าว
  4. HOW I LIVE MY LIFE

นางสาว ศิษฏา ดาราวลี  (หนุงหนิง) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์บัน

นางสาว ศิษฏา ดาราวลี  (หนุงหนิง) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์บัน บอกถึงเหตุผลที่เลือกหนังสือสี่เล่มนี้ว่า ส่วนหนึ่งเป็น หนังสือใหม่ที่ขายดี หรือถูกถามหาในงานหนังสือบ่อยมาก และมักขาดสต๊อกหรือบางเล่มยังไม่ได้ตีพิมพ์เพิ่มเป็นหนังสือหายาก เลยคิดว่าเอามาทำเป็น e-book จะทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งในอนาคตก็อยากทำให้มีหนังสือทุกเล่มของสำนักพิมพ์ เพราะหลายเล่มอาจจะหาซื้อไม่ได้แล้ว หรือหนังสือมีสภาพเก่ามากจนไม่น่าซื้อแต่เนื้อหาในหนังสือมันอยู่ได้นานกว่านั้น ถ้ามองข้ามเรื่องรูปแบบไป e-book จะทำให้คนเข้าถึงหนังสือที่ตัวเองต้องการได้ ถึงหนังสือเล่มนั้นอาจจะไม่มีขายตามแผงหนังสือแล้วก็ตาม

เราว่า e-book ตอบโจทย์แง่ของความสะดวกในการเข้าถึงหนังสือ สมมติเกิดอยากอ่านหนังสือขึ้นมาเล่มนึง ถ้าปกติก็ต้องไปซื้อที่ร้าน หรือสั่งออนไลน์ ซึ่งมันต้องรอการจัดส่งเราอาจจะเลิกอยากอ่านแล้ว แต่ถ้าคิดแล้วซื้อ อ่านได้เลยจบในมือถือ ทุกอย่างมันก็ง่ายขึ้น ถึงในไทย e-book อาจจะไม่ได้เติบโตเท่าที่ควร อาจเพราะจริงๆ e-book ก็ไม่ได้เหมาะกับการอ่านในมือถือขนาดนั้น แต่ในขณะเดียวกัน e-book ก็ตอบโจทย์คนกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีเวลาออกไปหาซื้อ หรือหนังสือเล่มนั้นไม่ได้มีตีพิมพ์แล้ว หรือคนไทยในต่างประเทศ ซึ่งเรามองว่าการจัดทำ e-book ขึ้นมาของทั้งสองสำนักพิมพ์คือการตอบโจทย์ในส่วนนี้ และความท้าทายของมันคือการพัฒนารูปแบบอย่างไรให้  e-book ของสำนักพิมพ์ตอบโจทย์การอ่านบนหน้าจอได้มากที่สุด

นาย ปฏิญญา เสงี่ยมจิตร์ กรรมการผู้จัดการบริษัท มินิมอร์ จำกัด

นาย ปฏิญญา เสงี่ยมจิตร์ กรรมการผู้จัดการบริษัท มินิมอร์ จำกัดกล่าวว่า แอปพลิเคชั่นของทั้งสองสำนักพิมพ์ ถูกดีไซน์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอ่านบนสมาร์ตโฟนมากที่สุด หนังสือแต่ละเล่มในแอปฯ จะต่างกับ e-book ส่วนใหญ่ในไทยที่จะนำเลย์เอาท์แบบหนังสือฉบับกระดาษมาให้อ่านเป็นหน้าๆ ในแง่หนึ่งอาจจะทำให้รู้สึกเหมือนหนังสือจริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขนาดหน้าจอที่ไม่เท่ากับหน้ากระดาษมันก็อาจสร้างปัญหาได้เช่นกันซึ่งปัจจุบันทางมินิมอร์เองรับงานพัฒนารูปแบบแอปพลิเคชั่นต่างๆ แก่องค์กรที่สนใจจะขยับขยายแพลตฟอร์มใหม่ๆ อยู่แล้ว

เราจึงเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์ม e-book ของทั้งสองสนพ.ให้อ่านง่าย ปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นได้ตามความสะดวกของบุคคล  โดย ศึกษารูปแบบจากแอปพลิเคชั่นของต่างประเทศ เช่น iBook หรือ Kindle คือมีการแยกส่วนของภาพ กับข้อความออกจากกัน สามารถทำ text reflow หรือการปล่อยข้อความให้ไหลตามหน้าจอขนาดต่างๆ ได้ ทำให้เวลาขยายขนาดฟ้อนต์ ไม่ต้องขยายไปทั้งหน้าจนเกินจอแล้วเลื่อนอ่านซ้ายขวาทุกบรรทัด นอกจากนี้ยังสามารถรวมสื่อมัลติมีเดียเข้าไปในเล่มได้  ตัวอย่างเช่นในเล่ม NEW YORK 1ST TIME ได้มีการเพิ่มคลิปเสียงของเบ๊นเข้าไปเป็นโบนัสในทุกๆ บทของหนังสือ และนอกจากนั้นหนังสือทุกเล่มยังสามารถดาวน์โหลดเนื้อหาตัวอย่าง 1-2 บทแรกของหนังสือให้ทดลองอ่านฟรี ก่อน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักอ่านให้ลองอ่านก่อนว่าตรงกับใจของเขาไหมถ้าชอบค่อยซื้อทั้งเล่ม

สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น SALMON. และ BUNBOOKS ได้ที่ App Store หรือ Google Play Store  หรือลิงก์ minimore.com/e

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

ETDA เร่งสปีดโครงการ National Digital ID จับมือโอมิเซะลงนามพัฒนาระบบยืนยันตัวตน

Published

on

ETDA เดินหน้า โครงการ National Digital ID เผยเอกชนตบเท้าเข้าหารือหลายราย เตรียมทําความร่วมมือพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล หนุนการทําธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ อํานวยความสะดวกประชาชน ด้านโอมิเซะหลังลงนามจะเป็นเอกชนรายแรกของไทยที่นําร่องให้ บริการ IDP

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อํานวยการ สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่า “ในวันนี้ ETDA ได้จัดพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล กับ บริษัท โอมิเซะ จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการระบบรับชําระเงินทางออนไลน์ โดยการลง นามครั้งนี้เพื่อจะร่วมกันพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลในการให้บริการ ธุรกรรมออนไลน์ของภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยตามที่ ETDA กําหนด และให้สอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการทําธุรกรรมออนไลน์ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการอํานวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการให้บริการแก่สังคมและประชาชนของรัฐบาล

ความร่วมมือกับเอกชนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ National Digital ID สําหรับให้บริการยืนยันตัวตน ทั้งของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ในการรับบริการต่าง ๆ ของรัฐและเอกชน ซึ่งขอบเขตความร่วมมือในครั้งนี้ ETDA จะทํา หน่าที่บริหารจัดการการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ให้สอดคล้องกับ มาตรฐานสากล และส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่จําเป็น เพื่อให้การดําเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย และเกิดความเชื่อมั่นจากประชาชน โดยทั้ง โอมิเซะ และ ETDA จะแลกเปลี่ยน เสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์ ข้อมูลทางวิชาการ และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการดําเนินงานร่วมกัน

“ในการทำธุรกรรมที่สำคัญหรือที่มีมูลค่าสูง กฎหมายกำหนดให้ลูกค้าต้องมาแสดงตนต่อหน้า การร่วมกันพัฒนาระบบการพิสูจน์ และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลจะเป็นก้าวสำคัญสำหรับการให้บริการแก่ลูกค้าออนไลน์ โดยไม่ต้องมาแสดงตน เป็นการพัฒนาประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างแท้จริง ปัจจัยสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการมีโครงสร้างพื้นฐานในการทำให้ประชาชนสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ คือ ประชาชนสามารถพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลได้และมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งในการ MOU กับ โอมิเซะ ในครั้งนี้ ถือเป็นเอกชนรายแรกที่มีความร่วมมือกับ ETDA อย่างเป็นทางการ ในเรื่อง National Digital ID และเร็ว ๆ นี้อาจจะมีเอกชนเข้ามาร่วมมือในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกภาคส่วนพยายามผลักดันในเรื่องนี้”

แม้ โครงการ National Digital ID มุ่งเป้าพัฒนาภาครัฐที่ให้บริการแก่ประชาชนในด้านการประกอบธุรกิจ เพื่อสนับสนุนโครงการการพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจแบบครบวงจร (Doing Business Portal) หากแต่ภาคเอกชนก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการทำให้ภาคเอกชนที่มีข้อกำหนดทางกฎหมายให้ลูกค้าต้องมาแสดงตนทุกครั้งก่อนการทำธุรกรรมสามารถลดขั้นตอนนี้ได้ จะช่วยให้เกิดการบริการที่สะดวกรวดเร็ว และประหยัดเวลา เช่น บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต ผูู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับบัตรเครดิต ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลและความต้องการของภาคเอกชน ETDA จึงจำ เป็นต้องดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมทางด้าน HardInfrastructure และ Soft Infrastructure ที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ด้าน นายอิศราดร หะริณสุต ประธานเจ้าหน่าที่บริหารฝายปฏิบัติการ บริษัท โอมิเซะ จำกัด กล่าวว่า “โอมิเซะ เป็นผู้ให้บริการระบบรับชำระเงินแบบครบวงจร ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรับชำระเงินจากผู้บริโภคผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย ผ่านหลากหลายช่องทาง จุดเด่นคือบริการที่เต็มรูปแบบซึ่งช่วยลดความซับซ่อนในการทำธุรกรรมออนไลน์ ระบบการรักษาความปลอดภัยข้อมูลและป้องกันการทุจริตที่ทันสมัย รวมไปถึงความพร้อมใช้งานระบบสูง (service availability) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับธุรกิจ

สำหรับความร่วมมือกับทาง ETDA นั้น ในฐานะผู้ให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจของ โอมิเซะ มีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินซึ่งมีความละเอียดอ่อนค่อนข้างมาก ดังนั้นการยืนยันตัวตนของผู้ใช้จึงเป็นขั้นตอนแรกในการลงทะเบียนใช้งาน และเป็นขั้นตอนที่โอมิเซะให้ความสำคัญและเข้มงวดมากเป็นพิเศษเพราะถือเป็นการคัดกรองบุคคล/ ธุรกิจ/ หน่วยงานที่จะเข้ามาใช้บริการ ซึ่งนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามระเบียบของหน่วยงานที่กำกับดูแลแล้ว ยังเป็นการปdองกันการนำระบบไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยยับยั้งการกระทำการทุจริตและช่วยลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายขึ้นได้

“จากความร่วมมือในครั้งนี้ โอมิเซะ จะเป็นผู้ให้บริการระบบยืนยันตัวตน (Identity provider – IDP) รายแรกของประเทศไทย ที่มีการเชื่อมต่อตรงเข้ากับ ETDA ผ่านทาง federated proxy ซึ่งทางทีมงานของโอมิเซะมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อความร่วมมือในครั้งนี้ และคาดหวังที่จะเห็นความร่วมมือลักษณะนี้จากองค์กรอื่น ๆ อีกเช่นกัน เชื่อว่าหากได้ผู้ที่มีความชำนาญการ และเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาทำงานร่วมกัน จะสามารถเห็นการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากยิ่งขึ้น”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

โครงการ AIS SMART GEN 2018 by CLEO กิจกรรมเพื่อหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไฟแรง ก้าวทันเทคโนโลยี

Published

on

ที่มาของโครงการ

โครงการ AIS SMART GEN 2018 by CLEO เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อ เปิดโอกาสให้กับหนุ่มสาว รุ่นใหม่ไฟแรง บุคลิกภาพดี มีความสามารถ ก้าวทันเทคโนโลยีและสนใจการวางแผนการตลาด เพื่อดำรง ตำแหน่ง Brand Representative ของ AIS เป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมได้เรียนรู้วิธีการ พัฒนาบุคลิกภาพ เสริมทักษะด้านการประชาสัมพันธ์ และการวางแผน ทางการตลาด ร่วมกับทีมงาน AIS ได้เรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม มากมาย พร้อมพัฒนาศักยภาพ โดย AIS SMART GEN นั้น เปิดโอกาสให้กับหนุ่มหล่อ และสาวสวย มากความสามารถทั้งหมด 10 คน

คุณสมบัติผู้สมัครที่ AIS ต้องการ

  • เพศหญิง – เพศชาย
  • อายุระหว่าง 20 – 25 ปี
  • ส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 160 เซนติเมตร
  • อยู่ระหว่าง หรือ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
  • มีทักษะการสื่อสาร ทั้งการพูด อ่าน เขียน ในเกณฑ์ที่ดี ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  • มีบุคลิกภาพที่ดี มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก มีความสนใจเทคโนโลยี
  • สามารถปฏิบัติงานต่างจังหวัดได้

หน้าที่ของ AIS SMART GEN

  • เป็น Brand Representative นำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ และบริการของบริษัท
  • เป็นพิธีกรและผู้ดำเนินรายการ ในช่องการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ของบริษัท
  • ร่วมกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ ทางการตลาด และกิจกรรมสาธารณะกุศล ต่างๆ ที่บริษัทมีส่วนร่วม

AIS SMART GEN ได้อะไรตอบแทน

  • ค่าตอบแทนตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ 1 ปี ไม่ต่ำกว่า 250,000 บาท
  • ค่าบริการโทรศัพท์เคลี่อนที่ฟรีระยะเวลา 1 ปี
  • ค่าเบี้ยประกันชีวิตและอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพในระยะเวลาการปฎิบัติหน้าที่ 1 ปี
  • โอกาสการไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ
  • หลักสูตรอบรมเพื่อเสริมสร้างพัฒนาบุคลิกภาพด้านการประชาสัมพันธ์
  • **เงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนข้างต้น เป็นไปตามสัญญาว่าจ้างที่จะได้มีการลงนามระหว่างบริษัท**

ขั้นตอนการสมัคร

  • กรอกข้อมูลลงในเวปไซต์ให้ครบถ้วน
  • อัพโหลดรูปภาพ 2 รูป ทั้งภาพครึ่งตัวที่เห็นใบหน้าชัดเจนและภาพเต็มตัว
  • อัพโหลดคลิปวิดิโอแนะนำตัว
  • อย่าลืมกดปุ่มยืนยันในการลงทะเบียนด้วยนะจ๊ะ

**หนุ่มสาวที่สนใจก็สามารถส่งใบสมัครเข้ามาได้ที่ Email : cleopromotion@postintermedia.com ได้ตั้งแต่ วันที่ 8 ก.พ.- 8 มี.ค. 2561

**หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cleothailand.com และ facebook https://www.facebook.com/CLEOThailand/

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!