Connect with us

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

WD พร้อมขาย My Passport Wireless SSD ในไทยแล้ว

Published

on

Western Digital เปิดตัว My Passport Wireless SSD ตัวใหม่ล่าสุดในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่างภาพและผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพจากโดรนที่ต้องการโซลูชันการเก็บภาพที่มีประสิทธิภาพสูงและทนทาน

My Passport Wireless SSD มาพร้อมกับฟีเจอร์คัดลอกรูปภาพด่วนด้วยการกดเพียงครั้งเดียว (One-touch card copy) ที่ผู้ใช้งานสามารถตัดต่อและแชร์คอนเทนท์ ณ ตรงนั้นได้เลย รวมถึงความสามารถใหม่ในการเข้าถึงอุปกรณ์โดยตรงบนแอปพลิเคชันมือถือ เช่น FiLMiC Pro และ LumaFusion

คุณสมบัติของ My Passport Wireless SSD ของเวสเทิร์น ดิจิตอล มีดังนี้

  • เครื่องอ่าน SDTM การ์ดในตัวที่มาพร้อมความเร็วในการอ่านสูงสุด 65 MB/s และปุ่ม One-touch card copy ที่ทำให้ง่ายต่อการสำรองข้อมูลรูปภาพและวิดีโอจาก SD การ์ดโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์เพิ่มเติม
  • SSD ภายในตัวเครื่องมีความทนทานต่อแรงกระแทกและป้องกันการสั่นสะเทือน ซึ่งช่วยป้องกันคอนเทนต์จากแรงกระแทก การสั่นสะเทือน และการร่วงหล่นได้กว่า 1 เมตร แม้ในขณะที่ไดรฟ์กำลังทำงานอยู่
  • SSD โอนถ่ายข้อมูลได้รวดเร็ว (ความเร็วการอ่านสูงสุด 390 MB/s) เมื่อใช้พอร์ต USB 3.0 ในการย้ายไฟล์จากคอมพิวเตอร์พีซี หรือ Mac
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน (ใช้ติดต่อกันได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง)
  • สตรีมวิดีโอแบบ 4K ได้แบบไร้สาย และดูรูปภาพด้วยแอปพลิเคชัน My Cloud บนโทรศัพท์มือถือ
  • รองรับไฟล์ภาพแบบ RAW สามารถเข้าไปดูรายการสินค้าที่รองรับไฟล์ภาพแบบ RAW ได้ที่ support.wd.com

My Passport Wireless SSD พร้อมวางจำหน่ายครั้งแรกที่งาน Commart Joy 2018 ระหว่างวันที่ 21 – 24 มิถุนายน 2561 ณ Plenary Hall 1-3 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

จำหน่ายในขนาดความจุ 250GB ราคา 7,990 บาท ขนาด 500GB ราคา 9,990 บาท ขนาด 1TB ราคา 16,900 บาท และขนาด 2TB ราคา 29,900 บาท

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

Adobe เปิดตัวครีเอทีฟคลาวด์เน็กซ์เจน “Next-Gen of Creative Cloud” ณ งาน MAX 2018

Published

on

งานประชุม Adobe MAX คือ การประชุม ที่รวบรวมเหล่ามืออาชีพด้านครีเอทีฟ ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรม และคนดังระดับโลกเข้าร่วมในงานนี้ ซึ่งภายในงานนั้นทาง อะโดบี ได้เปิดตัวอัปเดตสำคัญสำหรับแอปพลิเคชั่น Creative Cloud รวมถึง Photoshop CC, Lightroom CC, Illustrator CC, InDesign CC, Premiere Pro CC และ Adobe XD แถมอะโดบียังได้เปิดตัว Adobe Premiere Rush CC ครั้งแรกกับแอปฯตัดต่อวิดีโอแบบครบวงจร ที่ใช้งานง่ายสำหรับผู้สร้างสรรค์โซเชียลมีเดีย ช่วยเพิ่มความสะดวกในการสร้างและแชร์วิดีโอบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น YouTube และ Instagram และยังเปิดพรีวิวเวอร์ชั่นใหม่สำหรับ iPad ในส่วนของแอปฯ Adobe Photoshop CC และ Project Gemini ซึ่งเป็นแอปฯวาดรูป นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของอะโดบีในการนำเสนอแอปฯประสิทธิภาพสูง ที่ทำงานบนหน้าจอทุกจอได้อย่างไร้รอยต่อ

วันนี้ เราได้เผยโฉมพอร์ตโฟลิโอของเน็กซ์ เจนเนเรชั่น แอปฯครีเอทีฟ ที่มอบคุณประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่กลุ่มผู้ใช้ ด้วยการปรับปรุงเวิร์กโฟลว์ด้านครีเอทีฟบนอุปกรณ์และแพลตฟอร์มที่หลากหลาย  อะโดบีมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขยายสู่เซ็กเมนต์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design) และการสร้างวิดีโอคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียล รวมทั้งบุกเบิกสื่อรูปแบบใหม่ ๆ เช่น ระบบสัมผัส เสียงพูด ระบบ 3D และ AR ส่งผลให้ Adobe Creative Cloud เป็นแพลตฟอร์มการสร้างสรรค์สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง”

ขยายนวัตกรรมบนแอปพลิเคชั่นและบริการของครีเอทีฟ คลาวด์

  • การทำงานของฟีเจอร์ Content-Aware Fill ใน Photoshop CC
  • การปรับปรุงประสิทธิภาพและเวิร์กโฟลว์บน Lightroom CC และ Lightroom Classic
  • ความสามารถในการออกแบบโดยใช้โฟโต้เรียลลิสติก
  • การไล่ระดับสีแบบ Freeform ใน Illustrator CC
  • ฟีเจอร์ Content-Aware Fit ใน InDesign CC
  • ความสามารถในการสร้างและทำให้หุ่นเคลื่อนไหวโดยใช้กล้องเว็บแคมและอาร์ตเวิร์กอ้างอิงในส่วน Characterizer ใน Character Animator
  • เอนจิ้นใหม่สำหรับการเรนเดอร์ ซึ่งช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพในการพรีวิวภาพเรนเดอร์ใน Dimension CC และฟีเจอร์การค้นหาแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Sensei และคอนเทนต์สุดพิเศษใน Adobe Stock รวมไปถึงไลบรารีคลิปจาก GoPro

ปลดปล่อยศักยภาพของผู้สร้างวิดีโอคอนเทนต์บนโซเชียลด้วย Premiere Rush CC

Premiere Rush CC ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับผู้สร้างวิดีโอออนไลน์ โดยผสานรวมการจับภาพ การตัดต่อที่ใช้งานง่าย การปรับแต่งสี เสียง และโมชั่นกราฟิก พร้อมการเผยแพร่อย่างไร้รอยต่อไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลชั้นนำ เช่น YouTube และ Instagram โดยทั้งหมดนี้รวมอยู่ในโซลูชั่นหนึ่งเดียวที่ใช้งานง่ายด้วย Premiere Rush CC ผู้สร้างคอนเทนต์ไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านวิดีโอ สี และเสียง เพื่อที่จะเผยแพร่วิดีโอคุณภาพสูงระดับมืออาชีพ Premiere Rush CC ใช้ประโยชน์จากพลังของ Premiere Pro CC และ After Effects CC พร้อมทั้งรองรับการเข้าถึงเทมเพลต Motion Graphics ที่ออกแบบอย่างมืออาชีพใน Adobe Stock เพื่อเริ่มต้นทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีฟีเจอร์ Auto-duck แบบคลิกเดียว ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Sensei เพื่อปรับแต่งเพลงและปรับระดับเสียง  นอกจากนี้ยังรองรับการเข้าถึงทุกที่ทุกเวลา ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างโปรเจ็กต์วิดีโอที่โดดเด่น ปรับแต่งเป็นพิเศษสำหรับการเผยแพร่บนแพลตฟอร์มโซเชียล โดยอาจสร้างอยู่บนอุปกรณ์เครื่องหนึ่ง และเผยแพร่จากอุปกรณ์อีกเครื่องหนึ่ง ด้วยประสบการณ์การใช้งานที่สอดคล้องกันทั้งบนเครื่องเดสก์ท็อปและโมบายล์

พรีวิวระบบภาพครีเอทีฟและแอปวาดรูปประสิทธิภาพสูงบนทุกอุปกรณ์

อะโดบีเปิดพรีวิวสองโมบายล์แอปรุ่นอนาคตที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อบุกเบิกการสร้างสรรค์ผลงานบนหลากหลายหน้าจอ พร้อมทั้งเสริมสร้างเวิร์กโฟลว์การทำงานบนเดสก์ท็อปแอปพลิเคชั่นเรือธงที่มีอยู่ของอะโดบี:

  • Photoshop CC บน iPad : ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อการใช้งานแบบสัมผัสที่ทันสมัย โดย Photoshop CC บน iPad จะมอบพลังและความแม่นยำของเวอร์ชั่นเดสก์ท็อป และให้ผู้ใช้สามารถเปิดและแก้ไขไฟล์ PSD แบบเนทีฟ โดยใช้เครื่องมือการแก้ไขภาพที่เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมใน Photoshop และประกอบด้วยแผงเลเยอร์ Photoshop ที่คุ้นเคย  ด้วยการใช้ Photoshop CC บนหลากหลายอุปกรณ์ รวมถึงเวอร์ชั่นบน iPad ที่จะเปิดตัวในปี 2562 คุณจะสามารถเริ่มต้นการทำงานบน iPad และแก้ไขชิ้นงานครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร้รอยต่อด้วย Photoshop CC บนเดสก์ท็อป โดยผ่านทาง Creative Cloud
  • Project Gemini: แอปใหม่ที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความรวดเร็วให้กับเวิร์กโฟลว์การวาดภาพและระบายสีบนอุปกรณ์ต่างๆ โดย Project Gemini ซึ่งจะเปิดตัวเวอร์ชั่น iPad ในปี 2562 ผสานรวมภาพแรสเตอร์ (Raster), เวคเตอร์ (Vector) และพู่กันแบบไดนามิกที่แปลกใหม่เข้าไว้ในแอปเดียว ซึ่งออกแบบมาสำหรับการวาดรูปโดยเฉพาะ  ทั้งนี้ Project Gemini จะช่วยให้ศิลปินสามารถใช้และซิงค์พู่กันที่ใช้งานเป็นประจำบน Photoshop และผลงานต่างๆ เข้ากับ Photoshop CC ได้อย่างไร้รอยต่อ

ปรับปรุงประสบการณ์อย่างเหนือชั้นด้วย Adobe Sensei

รีลีส 2019 ของครีเอทีฟ คลาวด์ นำเสนอฟีเจอร์และการปรับปรุงประสิทธิภาพซึ่งขับเคลื่อนด้วย Adobe Sensei โดยพัฒนาต่อยอดจากฟีเจอร์หลายสิบรายการที่ขับเคลื่อนด้วย Sensei และพร้อมใช้งานอยู่ในปัจจุบันสำหรับลูกค้าที่ใช้ Adobe Creative Cloud, Document Cloud และ Experience Cloud โดยฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย Sensei ในรีลีส 2019 มีดังนี้:

  • ขยายขีดความสามารถของฟีเจอร์ Content-Aware Fill ใน Photoshop CC ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำและการควบคุม เพื่อให้ผู้ใช้ประหยัดเวลาในการแก้ไขรูปภาพ
  • ฟีเจอร์ใหม่ Content-Aware Fit ใน InDesign CC ซึ่งตรวจจับรูปภาพอย่างชาญฉลาด และครอบตัดหรือปรับขนาดให้พอดีกับเฟรมภาพโดยอัตโนมัติ
  • การไล่ระดับสีแบบฟรีฟอร์ม (Freeform Gradients) ใน Illustrator CC ซึ่งรองรับการไล่ระดับสีอย่างเป็นธรรมชาติ
  • เครื่องมือใหม่ใน Character Animator CC นั่นคือ Characterizer ซึ่งปรับเปลี่ยนภาพบุคคลในสไตล์ต่างๆ ให้กลายเป็นตัวละครการ์ตูนที่มีชีวิตชีวา

เต็มอิ่มกับการพรีวิวอนาคตของงานดีไซน์

อะโดบี เปิดพรีวิว Project Aero ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้าง AR บนอุปกรณ์ที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้สร้างสามารถออกแบบประสบการณ์ Augmented Reality ได้อย่างเหนือชั้น  Project Aero เป็นแอป AR รุ่นแรกที่สร้างขึ้นสำหรับนักออกแบบและศิลปิน และเปิดให้ชมตัวอย่างเป็นครั้งแรกบนเวทีการประชุมนักพัฒนาทั่วโลกของแอปเปิล ซึ่งจัดขึ้นเมื่อช่วงต้นปีนี้  Project Aero รองรับการนำเสนอประสบการณ์ AR ที่ยอดเยี่ยม ช่วยให้ครีเอทีฟสามารถวางดิจิทัลคอนเทนต์ไว้ในโลกแห่งความเป็นจริง ในการประชุม Adobe MAX อะโดบีได้จัดแสดงร้านค้าปลีกแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AR ซึ่งเผยให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าสนใจของประสบการณ์ด้านงานดีไซน์ที่ชวนดื่มด่ำ

ราคาและการวางจำหน่าย

  • อัพเดตสำหรับซอฟต์แวร์เดสก์ท็อป Creative Cloud พร้อมใช้งานแล้วสำหรับสมาชิกทั้งหมดที่ใช้ Creative Cloud รวมถึงสมาชิกที่เป็นผู้ใช้ทั่วไป นักศึกษา ทีมงาน สถานศึกษา หน่วยงานราชการ และองค์กรธุรกิจ  ส่วนโมบายล์แอปของอะโดบีสามารถดาวน์โหลดได้จาก iOS App Store และ Google Play
  • Photoshop CC บน iPad, Project Aero และ Project Gemini บน iPad จะพร้อมใช้งานในปี 2562  ส่วน Spark Post บน Android ซึ่งก่อนหน้านี้เปิดให้ใช้งานรุ่นเบต้าแก่บุคคลทั่วไป ตอนนี้พร้อมใช้งานแล้วในรูปแบบของแอปเวอร์ชั่น 1.0 ใน Google Play store
  • โปรแกรมใหม่ Premiere Rush CC พร้อมใช้งานแล้วบน Windows และ macOS และผ่านทาง iOS App Store (จะพร้อมใช้งานใน Google Play store ในปี 2562) ภายใต้แผนบริการที่หลากหลาย ซึ่งปรับแต่งตามความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

FIBO ผนึก เจมาร์ทและจันวาณิชย์ ร่วมลงนาม “MOU กับ บ.UBTECH” ผลักดันนโยบายภาครัฐ พัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์

Published

on

FIBO , เจมาร์ท และจันวาณิชย์ ประกาศความร่วมมือ MOU กับบริษัทยักษ์ใหญ่ UBTECH ผู้นำระดับโลกทางด้านการผลิตหุ่นยนต์ (Robotics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผลักดันนโยบายภาครัฐ พัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นการร่วมกันนำพาประเทศไทยไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0”

การลงนามความร่วมมือกับ UBTECH ในครั้งนี้ FIBO จะเป็นผู้สนับสนุนทางด้านเทคนิคการผลิตหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์  ทดสอบความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ และสามารถนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ และนำเอาหุ่นยนต์ที่มีเทคโนโลยีระดับโลกมาใช้ให้เกิดผลอย่างแท้จริง

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้ง สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี (Institute of Field Robotics: FIBO) หรือ ฟีโบ้

FIBO ได้ให้ความสำคัญและศึกษาเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลานาน และได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสังคมยุคดิจิทัลที่เริ่มต้นขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นการเตรียมพร้อมในการก้าวเข้าสู่ยุค Robotics และ AI อย่างแท้จริง ในอนาคตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ยิ่งได้ผู้นำหลักภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญในเรื่องเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตอย่างเจมาร์ทและจันวาณิชย์ ก็นับเป็นโอกาสอันดีที่จะขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งภาครัฐบาลและเอกชน เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในประเทศไทยให้ทัดเทียมต่างประเทศ

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART

การนำเอาเทคโนโยลีทางด้าน Robotics และ AI เข้ามาพัฒนา ถือเป็นหนึ่งในนโยบายของกลุ่มบริษัทเจมาร์ท โดย เจมาร์ท เป็นผู้นำทางด้านการค้าปลีกที่ได้เริ่มนำเอาเทคโนโลยีทั้งทางด้านฟินเทค และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ให้เกิดเป็นรูปธรรมในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่ดีทางด้านเทคโนโลยี อีกทั้งกลุ่มบริษัทฯ เชื่อว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และกำลังเข้าสู่โลกของ Robotics และ AI ตามแนวโน้มอุตสาหกรรมทั่วโลกที่เริ่มเปลี่ยนทิศทาง ภายใต้การขับเคลื่อนของการปรับระบบดำเนินงานให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Internet of Things : IoT สอดรับความต้องการผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น

เจมาร์ทจึงมีความยินดีเป็นอย่างมากที่ได้พันธมิตรระดับประเทศอย่าง FIBO และ UBTECH ผู้นำระดับโลกทางด้านการผลิตหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายนี้ และมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานทุกอย่างให้เป็นสากล ในอนาคตอันใกล้นี้ เจมาร์ทจะนำเอาเรื่อง Robotics และ AI มาใช้ภายในกลุ่ม อาทิ

  • การใช้หุ่นยนต์ในหน้าร้านของเจมาร์ท หรือร้านค้าพันธมิตรในกลุ่ม

นายธนพล กองบุญมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด

บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด จัดว่าเป็นผู้นำในด้านการผลิตเอกสารป้องกันการปลอมแปลงขั้นสูง เอกสารทางการเงิน และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญของ FIBO และ UBTECH ในครั้งนี้ ซึ่งทางจันวาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญและศึกษาเรื่องเทคโนโลยีนี้มาสักระยะแล้ว การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในการศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ เพื่อพัฒนา Robotics และ AI ให้ทำงานแทนระบบต่าง ๆ และก้าวต่อไป คือการสร้างหุ่นยนต์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่นเดียวกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และเชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทย รวมถึงประชาชนจะเริ่มให้ความสำคัญและต้องปรับตัวเพื่อพร้อมรับโลกแห่งยุคดิจิทัลใหม่นี้ในเร็ววัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

Google Translate เปิดตัว Neural Machine Learning ให้การแปลของคุณแม่นขึ้น และอ่านง่ายขึ้น

Published

on

Google ได้คิดค้นการแปลภาษาด้วยคอมพิวเตอร์อย่าง Google Translate ได้เปิดตัว Neural Machine Translation ซึ่งเป็นระบบการเรียนรู้แบบ end-to-end หรือการเรียนรู้จากต้นจนจบกระบวนการ ที่มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้การแปลภาษามีความเป็นธรรมชาติและดียิ่งขึ้น สำหรับ Google Translate ใน 97 คู่ภาษากับภาษาอังกฤษ อาทิ

  • ภาษาไทย
  • ภาษาของอินเดีย 11 ภาษา (ภาษาฮินดี ภาษาเบงกาลี ภาษาปัญจาป ภาษามาราฐี ภาษาคุชราต ภาษาทมิฬ ภาษาเตลูกู ภาษามาลายาลัม ภาษากันนาดา ภาษาสินธี และภาษาอูรดู)
  • ภาษาจีน
  • ภาษาญี่ปุ่น
  • ภาษาเกาหลี
  • ภาษารัสเซีย
  • ภาษาฮินดี
  • ภาษาฝรั่งเศส
  • ภาษาเยอรมัน
  • ภาษาสเปน
  • ภาษาโปรตุเกส
  • ภาษาเวียดนาม

ระบบ Neural Machine Translation จะแปลประโยคทั้งประโยคในครั้งเดียว แทนที่จะแปลทีละส่วน โดยใช้ “deep neural network” ซึ่งช่วยให้ระบบเรียนรู้และจดจำรูปแบบและโครงสร้างของประโยคต่าง ๆ ทำให้ไวยากรณ์ในประโยคที่ผ่านการแปลใกล้เคียงกับการพูดของมนุษย์มากขึ้น และเมื่อระบบเข้าใจแต่ละประโยคได้ดีขึ้น ก็จะทำให้ย่อหน้าและบทความที่ได้รับการแปลมีความลื่นไหล อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายขึ้น การนำระบบ Neural Machine Translation มาใช้ ทำให้ Google ได้เห็นการปรับปรุงคุณภาพการแปลที่ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับการพัฒนาปรับปรุงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

แอปพลิเคชัน Google Translate

คุณสามารถใช้งานแอปพลิเคชัน Google Translate บนอุปกรณ์ Android และ iOS ได้หลายแบบ และสามารถแปลไปมาระหว่าง 103 ภาษาด้วยการพิมพ์ การพูด การถ่ายรูปหรือแปลภาษาจากการเขียนด้วยลายมือที่ครอบคลุมถึง 95 ภาษา

ด้วยการแปลภาษาโดยใช้โหมดกล้องในแอปพลิเคชัน Google Translate คุณสามารถแปลสิ่งที่คุณเห็นได้

  • เพียงแตะที่ไอคอนกล้องถ่ายรูปเพื่อถ่ายป้าย เมนู หรือข้อความภาษาต่างประเทศ เมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้วให้กวาดนิ้วไปที่ข้อความที่ต้องการแปลเพื่อดูคำแปล
  • การแปลภาษาโดยใช้โหมดกล้องในแอปพลิเคชัน Google Translate รองรับ 50 ภาษา เหมาะสำหรับการแปลสิ่งต่าง ๆ เช่น ป้าย หรือเมนู โดยเฉพาะเมื่อไปเที่ยวต่างประเทศ

คุณสามารถแปลคำพูดของคู่สนทนา 2 ฝ่ายได้ถึง 42 ภาษาโดยใช้โหมดสนทนา ซึ่งมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

  • เลือกคู่ภาษาที่ต้องการ จากนั้นแตะไอคอนไมโครโฟนบนแอป
  • Google Translate จะฟังบทสนทนา 2 ภาษา และแปลให้ตามความเหมาะสม ช่วยให้บทสนทนาของคุณลื่นไหลเป็นธรรมชาติ

ผู้ที่ใช้ Android สามารถใช้งานการแปลในแอปพลิเคชัน Android อื่น ๆ ได้โดยใช้ฟีเจอร์ “แตะเพื่อแปล” โดยไม่ต้องคัดลอกข้อความไปมาระหว่างแอป ซึ่งรองรับการแปล 103 ภาษาบนโทรศัพท์ Android ทุกรุ่นที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Jellybean (4.2) ขึ้นไป การใช้งานฟีเจอร์ “แตะเพื่อแปล” มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • เปิดแอป Google Translate และไปที่การตั้งค่าเพื่อเปิดใช้ฟีเจอร์ “แตะเพื่อแปล”
  • แตะข้อความที่ต้องการแปลในแอปและคัดลอกข้อความนั้น  ไอคอนแปลจะปรากฏขึ้นมาตรงมุมบนขวาของหน้าจอ

คุณสามารถใช้แอปพลิเคชัน Google Translate ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยโหมดออฟไลน์

  • เพียงแตะลูกศรที่อยู่ถัดจากชื่อภาษาเพื่อดาวน์โหลดชุดภาษาที่คุณต้องการ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถแปลข้อความต่างๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ “แตะเพื่อแปล” ได้ด้วย
  • การแปลภาษาแบบออฟไลน์รองรับ 59 ภาษา รวมทั้งภาษาไทย

ชุมชนแปลภาษา

  • ด้วยความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงคุณภาพการแปลของ Google Translate อย่างต่อเนื่อง Google จึงได้เปิดตัว Google Translate Community หรือชุมชนแปลภาษา ในเดือนกรกฎาคม 2557
  • ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผู้ที่ชื่นชอบภาษาจากทั่วโลกได้ช่วยกันพัฒนาการแปลให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยให้คำแนะนำในการปรับปรุงการแปล
  • และให้คะแนนผลลัพธ์การแปลของ Google Translate
  • นอกจากนี้สมาชิกในชุมชนยังได้ช่วยเหลือ Google ในการเปิดตัวภาษาใหม่ ๆ เช่น การแปลจากภาษาคาซัคเป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!