Connect with us

ข่าววิทยาการ

พลีชีพเพื่อธีสิส! ศาสตราจารย์ส่งทหารรับจ้างเข้าช่วยนักศึกษาจากกลุ่ม IS เพื่อกลับมาทำธีสิสให้จบ

ในปี 2014 Charlotta Turner ศาสตราจารย์ภาควิชาเคมีในมหาวิทยาลัย Lund ได้รับข้อความจาก Firas Jumaah นักศึกษาปริญญาเอกของเขาว่า เขาอาจจะทำธีสิส (วิจัยจบ) ของเขาไม่เสร็จหากเขาไม่ได้กลับไปที่มหาวิทยาลัยภายในสัปดาห์นี้

Firas Jumaah เล่าให้วารสารของทางมหาวิทยาลัยฟังว่า เขาและครอบครัวหลบอยู่ในโรงงานร้างแห่งหนึ่งที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยเสียงกระสุนของกลุ่ม Islamic State (ISIL) ด้านนอก เขาไม่มีความหวังเลย เขาเพียงแต่ส่งข้อความไปหาศาสตราจารย์เพียงเพื่อที่จะให้อาจารย์เห็นใจถ้าธีสิสของเขาไม่เสร็จเพียงเท่านั้นเอง

แต่กลับผิดคาด ศาสตราจารย์ของเขาไม่ปล่อยงานวิจัยของเขาไว้อย่างนั้น หลังจากที่เธอรับรู้เรื่องราว เธอโกรธมากและเธอก็จะไม่ยอมปล่อยให้กลุ่ม ISIL มาขัดขวางการทำธีสิสของนักศึกษาของเธอ เธอจึงพยายามติดต่อและหาช่องทางเพื่อที่จะเข้าช่วย Jumaah เธอติดต่อกับทางมหาวิทยาลัยและหัวหน้ารักษาความปลอดภัย Per Gustafson

หลังจากนั้น 2-3 วัน รถโตโยต้าแลนด์ครุยเซอร์ 2 คัน กับทหารรับจ้างติดอาวุธหนัก 4 คนก็ปรากฏตัวเข้ามาในที่ซ่อนของ Jumaah และพาเขากับครอบครัวไปยังสนามบิน Erbil ได้อย่างปลอดภัย

Jumaah บอกว่าสาเหตุที่เขากลับมาที่นี่เพราะว่า เขาได้รับโทรศัพท์จากภรรยาของเขาว่ากลุ่ม ISIL ได้บุกเข้าไปหมู่บ้านข้าง ๆ และเขาคงจะเสียใจมากหากเกิดอะไรขึ้นแล้วเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นกับครอบครัวของเขา ถึงแม้เขาจะรู้สึกแย่ที่ทิ้งแม่กับน้องสาวเขาไว้ที่นั่นก็ตาม

โชคดีที่ทุกคนในครอบครัวของเขาปลอดภัย ในขณะที่ Jumaah กลับมาที่สวีเดนเพื่อทำธีสิสของเขาจนเสร็จ ในตอนนี้เขาทำงานให้กับบริษัทเภสัชกรรมในท้องถิ่น และใช้หนี้ให้มหาวิทยาลัยที่จ้างกองกำลังไปช่วยจนเกือบหมดแล้ว

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววิทยาการ

ไม่เพียงแค่ระบบหายใจเท่านั้น! PM 2.5 ทำร้ายระบบสืบพันธุ์ และโลหิตด้วย!

Published

on

อย่างที่เรารู้กันดีว่าในขณะนี้หลายจังหวัดในประเทศไทย กำลังประสบปัญหามลภาวะทางอากาศ หรือที่คุ้นหูกันว่า PM 2.5 ซึ่งหลายคนไม่รู้ว่าประเทศไทยประสบปัญหาด้านมลภาวะทางอากาศมาตั้งแต่ปี 2549 แล้ว และก็มีค่าฝุ่นละอองในแต่ละ 1 วันสูงเกินค่ามาตรฐานอีกด้วย

ก่อนหน้านี้เราได้รู้กันแล้วว่า PM 2.5 คืออะไร มันเกิดมาได้อย่างไร และหน้ากากแบบไหนที่ควรจะเลือกสวมใส่ในช่วงนี้ ในบทความนี้เรามาทำความรู้จักกับเจ้าฝุ่นขนานเล็กนี้กัน ว่ามันจะส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพของเรา

PM 2.5 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน นั่นหมายความว่า มันเป็นฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก มากจนสามารถผ่านระบบกรองของร่างกายเราเข้าไปได้อย่างง่ายดาย (ฝุ่นนี่มีขนาดเล็กเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเม็ดเลือดด้วยซ้ำ) และเนื่องจากฝุ่นประเภทนี้เกิดจากแหล่งกำเนิดเฉพาะ นั่นคือการเผาไหม้ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ และการรวมกันของก๊าซ และมลภาวะอื่นๆในชั้นบรรยากาศ ทำให้มันเป็นสารก่อมะเร็งอันดับต้นๆ มีรายงานและงานวิจัยจำนวนมากบอกกับเราว่า มลภาวะทางอากาศทำให้ประชากรเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และในจำนวนนี้เป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบกว่า 600,000 คน นอกจากนี้มลพิษยังทำให้ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่แย่ลงได้ และส่งผลต่อระบบต่างๆในร่างกาย เช่น

ระบบทางเดินหายใจ : แน่นอนว่าอวัยวะที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนก๊าซอย่างปอดต้องได้รับผลกระทบเต็มๆ จึงอาจทำให้เป็นโรคหอบหืด โรค COPD และ มะเร็งปอดได้

ระบบหมุนเวียนโลหิต : เนื่องจากมันมีขนาดที่เล็กมาก มันจึงสามารถผ่านปอดเข้ามาสู่กระแสเลือดได้ และเมื่อเลือดหมุนเวียนในร่างกายนั่นหมายความว่าฝุ่นเหล่านี้อาจเข้าไปตกตะกอนในร่างกายของเรา ทำให้เกิดโรคต่างๆเช่น ความดันโลหิตสูง และยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เราเห็นว่า ฝุ่นละอองที่ร่างกายได้รับ มีผลกับความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และทำให้เกิดอาการรุนแรงเฉียบพลันกับกล้ามเนื้อหัวใจได้

ระบบสืบพันธุ์ : งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้เขียนไว้ว่า การสูดเอาฝุ่นเข้าไปในร่างกาย ในปริมาณมากจะทำให้ความสามารถในการสร้างอสุจิลดลง และ มีผลต่อการตั้งครรภ์ กล่าวคือ มันอาจทำให้น้ำหนักตัวทารกน้อย คลอดก่อนกำหนด ความเสี่ยงในการแท้ง และทารกเสียชีวิตเพิ่มสูงมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้นกลุ่ม เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากฝุ่นเหล่านี้มากกว่าคนอื่น แต่ถึงแม้ว่าจะมีข่าวมากมายออกมาเตือนถึงเรื่องผลกระทบจากมลภาวะนี้ผู้คนส่วนมาก ก็ยังไม่สนใจกับผลกระทบที่ว่านี้สักเท่าไหร่สังเกตได้จากคนจำนวนมากที่ยังคงไม่ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น

ดังนั้นเราก็ควรที่จะดูแลสุขภาพป้องกันตัวเอง ด้วยการใส่หน้ากาก N 95 เพื่อการป้องกันฝุ่น PM 2.5 ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในระหว่างที่ทุกภาคส่วนกำลังร่วมมือกันแก้ปัญหานี้กันเถอะ

อ้างอิง

อ้างอิง

อ้างอิง

อ้างอิง

อ้างอิง

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

สื่อจีนรายงาน! เด็ก 1 ขวบเป็นนิ่วจากการได้รับแคลเซียมมากเกินไป

Published

on

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ในมณฑลกว่างโจว สื่อจีนได้รายงานว่า พบก้อนนิ่วจำนวน 9 ก้อน ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 2 เซนติเมตร ในทางเดินปัสสาวะของเด็กหญิงอายุ 1 ปี 10 เดือน

จากการตรวจด้วยคลื่น Supersonic พบว่าไตและท่อไตของเด็กคนนี้เต็มไปด้วยนิ่ว และก้อนนิ่วจำนวนมาก นิ่วเหล่านั้นอุดกั้นทางเดินปัสสาวะทำให้ไต และท่อไตทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้เธอมีอาการปวดท้อง และปัสสาวะเป็นเลือด ภายหลังแพทย์ทราบว่า แม่ของเธอกังวลว่าในอนาคตลูกจะไม่สูงเหมือนเด็กคนอื่นๆ เพราะเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เธอจึงตัวเล็กกว่าเด็กที่อายุเท่าๆกัน แม่จึงนำอาหารเสริมแคลเซียมมาบดผสมกับนมผงชงให้เธอดื่มตั้งแต่เธออายุ 10 วัน จนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้สื่อยังบอกอีกว่า เมื่อตอนที่เด็กอายุ 10 เดือน ฟันของเด็กยังขึ้นไม่เต็มที่ แม่ของเด็กยิ่งกังวลมากกว่าเดิมว่าเด็กจะเป็นโรคขาดสารอาหารจากการขาดแคลเซียม เธอจึงซื้อน้ำมันตับปลาและอาหารเพื่อสุขภาพที่มีส่วนผสมของแคลเซียมมาป้อนให้เด็ก จากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องนี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กมีก้อนนิ่ว ซึ่งภายหลังการเข้ารับการผ่าตัดเด็กหญิงคนนี้ก็อาการดีขึ้น จนสามารถกลับบ้านได้

จากกรณีดังกล่าวแพทย์จึงออกมาเตือนพ่อแม่ของเด็กๆว่า ให้หลีกเลี่ยงการเติมสารอาหารใดๆให้เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือนดื่ม นมแม่ และนมผงเด็กสูตรดั้งเดิมเป็นอาหารที่เหมาะสมกับเด็กอยู่แล้ว

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

‘โรคไม่ได้ยินเสียงผู้ชาย’ โรคประหลาดสุดหายากที่เกิดขึ้นกับหญิงชาวจีน!

Published

on

อาการป่วยนี้เกิดขึ้นกับหญิงชาวจีนนามสกุล Chen เมื่อเช้าวันหนึ่งเธอตื่นขึ้นมาพบว่า เธอไม่สามารถได้ยินเสียงแฟนหนุ่มของเธอ!

เมื่อวันที่ 10 มกราคม นาง Chen มาโรงพยาบาลด้วยอาการสูญเสียการได้ยินเสียงผู้ชาย เธอเล่าเหตุการณ์ให้แพทย์หญิง ดร.Lin Xiaoqing ฟังว่า คืนก่อนที่เธอจะมีอาการดังกล่าว เธอได้ยินเสียงจี๊ดในหู ร่วมกับมีอาการอาเจียนและในเช้าวันต่อมาเธอก็ไม่ได้ยินเสียงของแฟนของเธอ นอกจากนี้ในระหว่างที่เธอทำการพูดคุยกับแพทย์หญิง เธอก็ไม่ได้ยินเสียงของผู้ป่วยชายคนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ดร.Xiaoqing ได้วินิจฉัยว่าเธอมีอาการ Reverse-slope hearing loss (RSHL) หรือ กลุ่มอาการที่ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการได้ยินคลื่นเสียงความถี่ต่ำ อย่างเช่น เสียงผู้ชายเป็นต้น อาการที่ Chen เป็น ถือเป็นอาการหายาก ในผู้ป่วยที่มีปัญหาทางการได้ยิน 12,000 คน จะพบผู้ป่วยที่มีอาการนี้เพียงแค่ 1 คนเท่านั้น

ปกติแล้วคนเราจะสามารถตรวจจับคลื่นเสียงได้ผ่านการสั่นสะเทือนของขนเส้นเล็ก ๆ ในหู ขนเหล่านี้จะสามารถจับคลื่นความถี่สูงได้ดีกว่าคลื่นความถี่ต่ำ ดังนั้นเมื่อเราอายุมากขึ้น (หรือตามพันธุกรรม อุบัติเหตุ หรือการใช้ยา) ก็จะส่งผลต่อการได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงได้เป็นเรื่องปกติทั่วไป แต่ในกรณีของ Chen ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการสูญเสียการได้ยินเสียงจากคลื่นความถี่ต่ำเกิดจากกระดูก Cochlea (กระดูกอ่อนรูปก้นหอยที่อยู่ในหูชั้นใน) ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหา หลอดเลือด อุบัติเหตุ หรือโรคแพ้ภูมิตนเอง ซึ่งหากเกิดจากโรคแพ้ภูมิตนเองมันจะส่งผลต่อการทรงตัว ทำให้เกิดอาการอาเจียน ซึ่งตรงกับอาการของ Chen พอดี ส่วนวิธีการรักษานั้นสามารถทำได้โดยการฉีดสเตียรอยด์ในปริมาณสูง หรือในบางกรณีก็สามารถหายได้เอง ดร. Jackie Clark กล่าว

แต่ก็เป็นโชคดีของ Chen ที่มาพบแพทย์ภายใน 48 ชม. ทำให้อาการของเธอสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ แพทย์ของเธอได้ออกมาบอกว่า เพราะเธอมีความเครียดสูงและพักผ่อนน้อย ทำให้เธอมีอาการดังกล่าวและมันจะดีขึ้นในไม่ช้า

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!