สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาชี้แจงกรณีข้อสงสัยเรื่องการใช้ระบบบาร์โคดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง โดยยืนยันว่ากระบวนการลงคะแนนยังคงเป็นไปโดย ‘ตรงและลับ’ ตามรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุว่าแม้แต่ กกต. เองก็ไม่มีอำนาจสั่งเปิดหีบได้ เว้นแต่มีกรณีสั่งนับคะแนนใหม่ตามกฎหมายเท่านั้น
1. ฐานอำนาจตามกฎหมาย
การใส่รหัสลับหรือบาร์โคดในบัตรเลือกตั้ง อาศัยอำนาจตาม ‘ระเบียบ กกต. ข้อที่ 129’ ที่อนุญาตให้กำหนดเลขรหัสลงในบัตรเพื่อป้องกันการปลอมแปลง ซึ่งมาตรการบางอย่างถือเป็นความลับด้านความมั่นคงที่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้
2. บาร์โคดทำหน้าที่อะไรบ้าง ?
นอกจากป้องกันบัตรปลอมแล้ว ระบบนี้ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ
- ตรวจสอบย้อนกลับ : ตรวจสอบจำนวนบัตรที่จัดพิมพ์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการพิมพ์เกิน
- คุมเข้มการแจกจ่าย : ติดตามบัตรทุกเล่ม (เล่มละ 20 ใบ) ตั้งแต่โรงพิมพ์จนถึงหน่วยเลือกตั้ง หากมีบัตรเล็ดลอดออกไป จะรู้ได้ทันทีว่าหลุดออกไปจากใครหรือจุดไหน
- ป้องกัน ‘บัตรเขย่ง’ : ใช้ตรวจสอบความครบถ้วนของบัตรในแต่ละหน่วย ป้องกันการนำบัตรไปใช้ข้ามเขตหรือข้ามหน่วยเลือกตั้ง
3. ชี้สแกนไม่ได้ว่า ‘ใครเลือกพรรคไหน’
แม้จะยอมรับว่าบาร์โคดสามารถระบุได้ยันเลขที่บัตรเลือกตั้ง แต่ กกต. ยืนยันหนักแน่นว่า ‘ไม่มีทางรู้ตัวตนผู้ใช้สิทธิ’ เพราะกระบวนการลงคะแนนในคูหาเป็นความลับ ภาพที่ปรากฏไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนนใบนั้น ๆ และเมื่อลงคะแนนเสร็จ บัตรจะถูกเก็บรักษาอย่างรัดกุมและหนาแน่นที่สุด
ทิ้งท้ายว่า การเลือกตั้งของประชาชนยังคงเป็นไปโดยตรงและลับ ไม่มีใครรู้ว่าท่านเลือกใคร แม้แต่ กกต. ก็สั่งเปิดหีบตามอำเภอใจไม่ได้







