ถ้าพูดถึงวงร็อกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ชื่อของ Big Ass ต้องอยู่ในลิสต์แน่นอน และภาพจำที่ทุกคนคุ้นตาที่สุดก็คือ ‘แด็กซ์ เอกรัตน์’ นักร้องนำเสียงแหบเสน่ห์ที่ร้องเพลงไหนก็ถึงใจไปหมด แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จถล่มทลายนั้น กลับมีรอยร้าวที่ซ่อนอยู่จนวันนี้ก็ยังพูดไม่จบ

จุดเริ่มต้นก่อนเป็นวงร็อกสร้างชื่อ
ย้อนกลับไปในช่วงอายุ 17-18 ปี แด็กซ์เริ่มรวมตัวกับเพื่อนซ้อมเพลงร็อกเพื่อเล่นในงานวันปีใหม่ของโรงเรียน ซึ่งประจวบเหมาะกับยุคที่กระแสเพลงอินดี้ อย่าง Alternative กำลังเฟื่องฟู มีรุ่นพี่อย่าง พี่ป้าง นครินทร์ และรายการวิทยุอย่าง Hot Wave เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เด็กหนุ่มยุคนั้นเชื่อว่าใครก็มีอัลบั้มได้ถ้ามีผลงานตัวเอง
วงของเขาเริ่มสะสมประสบการณ์ผ่านเวที Street และแต่งเพลงเดโม 3-4 เพลงเพื่อไปตระเวนยื่นตามค่ายใหญ่ แต่ ณ ตอนนั้นยังไม่เข้าเกณฑ์ตามที่หลายค่ายต้องการ จนกระทั่งผลงานไปเข้าตา “คุณเอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์” ผู้ก่อตั้งค่าย Music Bugs นั่นคือจุดเริ่มต้นของวงในชื่อ Big Ass (ที่เคยมีชื่อเต็มว่า Big Ass Bad Face) ที่เปิดตัวด้วยเพลง “ทางผ่าน” จนกลายเป็นเพลงแจ้งเกิดที่เป็นเหมือนนามบัตรที่ทำให้คนรู้จักมากที่สุดในฐานะวงร็อกสายเลือดใหม่
จุดสูงสุดและมรสุมที่พัดเข้ามาโดยไม่ตั้งตัว
เมื่อย้ายมาสู่ค่ายใหญ่อย่าง Genie Records อัลบั้ม Seven ได้พา Big Ass พุ่งทะยาน มีเพลงฮิตอย่าง “เล่นของสูง” และ “ข้าน้อยสมควรตาย” ที่ดังไปทั่วประเทศ แต่ในขณะที่เริ่มมีสปอตไลต์ส่อง ชีวิตส่วนตัวของแด็กซ์กลับต้องเผชิญกับมรสุมข่าวใหญ่กรณีพรากผู้เยาว์ ซึ่งกลายเป็นข่าวดังหน้าหนึ่งนานนับปี กระทบภาพลักษณ์และชื่อเสียงไปพอสมควร สุดท้ายศาลอุทธรณ์ยกฟ้องและพิสูจน์ได้ว่าเขาบริสุทธิ์

รอยร้าวจากการ “ไม่คุย” และความอัดอั้นที่ทิ้งไว้ในใจ
ความล้มเหลวที่หนักที่สุดของแด็กซ์ไม่ใช่เรื่องชื่อเสียงหรือข่าวฉาว แต่คือมิตรภาพที่พังทลาย แด็กซ์เล่าว่าเมื่อดนตรีที่เคยทำด้วยความสนุกกลายเป็นงาน ความรับผิดชอบที่หนักขึ้นประกอบกับการพักผ่อนที่ไม่พอเริ่มทำให้วินัยการร้องเพลงเปลี่ยนไป จนเกิดเป็นความกดดันจากคนรอบข้างและแฟนเพลง
จุดแตกหักที่แด็กซ์ไม่เคยลืมคือกรณีเพลง “ทุ้มอยู่ในใจ” เพลงประกอบภาพยนตร์ SuckSeed ที่เขาไปอัดร้องไว้แล้ว แต่สุดท้ายวงกลับเลือกใช้เสียงเดโมของ “ออฟ” มือกีตาร์แทน โดยไม่มีการแจ้งให้เขาทราบล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ ความรู้สึกที่ว่าตนเองเป็นคนนอกของวงเริ่มชัดเจนขึ้น จนถึงขั้นมีการออดิชันนักร้องใหม่ในขณะที่เขายังอยู่ในวง ความเจ็บปวดจากการไม่ได้สื่อสารกันตรง ๆ ทำให้เขาตัดสินใจเดินออกมาจากความสำเร็จนั้นทันที และทิ้งวงการเพลงไปนานถึง 3-4 ปี
“ผมมีความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ของกูแล้วว่ะ ต่อให้มันเป็นสิ่งที่สร้างมาด้วยกันนะ พอผมคิดแค่นั้น โอเค เฟดเลยดีกว่า”
คืนชีพในฐานะ “แด็กซ์ Rock Rider”
ในช่วงที่หายไป แด็กซ์หันไปใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา เปิดอู่ซ่อมรถ ทำตลาดนัด และขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวไปตามใจฝัน จนกระทั่งได้รับกำลังใจจากครอบครัวและเพื่อนร่วมวงการอย่าง “หรั่ง Silly Fools” ที่ชักชวนให้เขากลับมารวมตัวกันในโปรเจกต์ Rock Rider บริจาคของช่วยเหลือสังคม 4 ปีที่หายไปนาน เวทีนี้คือครั้งแรกที่แด็กซ์ได้ร้องเพลงอีกครั้ง หลังจากร้องบริจาคของเสร็จ หรั่งก็ถือโอกาสนี้เสนอทำเพลงให้แด็กซ์หนึ่งเพลง ชื่อ “คนตายที่ยังหายใจ” พอได้ทำเพลงแด็กซ์ก็รู้สึกว่าเริ่มกลับมาในจุดเดิมได้ แม้จะยังไม่มีความมั่นใจเต็มร้อย
แด็กซ์กลับมาด้วยความมั่นใจที่ค่อย ๆ สร้างใหม่ เขาเลิกสนใจคำครหาว่าเสียงพัง และเลือกที่จะสนุกกับโชว์ในปัจจุบันที่มีทีมงานที่เข้าใจกัน โดยมีลูกสาว “น้องร็อกกี้” เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่เข้ามาเติมเต็ม DNA ความเป็นศิลปิน และร่วมตีกลองเคียงข้างพ่อบนเวทีคอนเสิร์ต

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ
วันนี้ในวัยที่ตกตะกอน แด็กซ์มองย้อนกลับไปเห็นชีวิตที่ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ของตัวเอง เขาบอกว่าอดีตที่ผิดพลาดคือสิ่งที่ค้างในใจตลอดนั่นเพราะเขาไม่ยอมพูดออกไป
“จริง ๆ ถ้าได้คุยกันตั้งแต่วันนั้นนะ ไม่ว่าจะออกหน้าไหน ผมว่ามันจะดีนะ ถ้าเราได้เปิดความรู้สึกคุยกัน แต่เผอิญเราไม่ได้คุย มันก็เลยต้องใช้เวลากว่าทุกอย่างจะผ่านไป สำหรับผมนะตอนนี้โอเคแล้วก็รู้สึกว่าต่างคนต่างทำงานกันไป”
แต่เขาก็ยอมรับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนำพาเขามาสู่จุดที่มีความสุขที่สุดในตอนนี้ คือการเป็นนักร้องอิสระที่เป็นที่รักของแฟนเพลง และเป็นพ่อที่ภูมิใจในตัวลูกสาว มีทีมงานที่เข้ากันได้ดี ทำเพลงแบบที่อยากทำ พร้อมปล่อยพลังให้สุดทุกครั้งที่มีโอกาสได้ร้องเพลง
สำหรับโอกาสที่ Big Ass ในไลน์อัปเดิมจะกลับมารวมตัวกัน แด็กซ์ไม่ได้ปฏิเสธ แต่เขาเชื่อว่าทุกอย่างมีเวลาที่เหมาะสมของมันเอง เพราะสำหรับเขาแล้วอดีตคืออดีต และเขากำลังสนุกกับการเดินทางบนเส้นทางสาย Rock Rider ที่เขาเป็นคนเลือกเอง













