ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Review
| BUZZ

[รีวิว] MUTE: ไซไฟ+นัวร์ในสไตล์ผู้กำกับ Warcraft ที่พอดูได้

Tabel of Content

หนังเอ็กคลูซีฟจากเน็ตฟลิกซ์ที่รอบนี้ได้ ผู้กำกับไซไฟอินดี้อย่าง ดันแคน โจนส์ แห่ง Moon (2009) และ Source Code  (2011) มากำกับ ความดีเด็ดดวงคงเป็นบรรยากาศโลกอนาคตแบบไซเบอร์นัวร์ ที่แม้จะได้แรงบันดาลใจมาจากหลายเรื่อง (อย่าง Blade Runner เป็นอาทิ) แต่ก็มีรายละเอียดเป็นตัวเองได้อย่างน่าสนใจ

Mute เป็นเรื่องราวที่ดำเนินไปสองเส้นเรื่อง หนึ่งคือเรื่องของ ลีโอ (อเลกซานเดอร์ สการ์สการ์ด) หนุ่มบาร์เทนเดอร์หล่อล่ำผู้ไม่สนใจเทคโนโลยีใด ๆ เขาเคยประสบอุบัติเหตุในวัยเด็กจนเสียเส้นเสียงไป แต่ด้วยความเชื่อของครอบครัว (น่าจะเป็นลัทธิพยานพระยะโฮวา) ทำให้ไม่อาจผ่าตัดรักษาและกลายเป็นใบ้ในที่สุด เขาคบสาวเสิร์ฟแสนสวยอย่าง นาดิราห์ (เซเน็บ ซาเลห์) ด้วย แต่วันหนึ่งเมื่อเธอหายตัวไป เขาก็พบว่าเธอมีความลับซ่อนไว้มากกว่าที่เขารู้นัก และเส้นเรื่องของ ลีโอ ก็คือการไล่ล่าว่าเธอหายและไปไหน เกิดอะไรขึ้นกับเธอ และอะไรบ้างที่เธอปิดบังเขาอยู่

อีกเส้นเรื่องเป็นเรื่องของคู่หูหมอเถื่อนอย่าง แคกตัส บิลล์ (พอล รัดด์) และ ดั๊ก (จัสติน เทอรู) ที่ให้บริการทางการแพทย์แก่ธุรกิจใต้ดิน ซึ่งโลกของพวกเขาวนเวียนอยู่รอบ ๆ เส้นเรื่องแรกของลีโออย่างไม่รู้ตัว และเรื่องราวก็จะมาบรรจบกันในตอนท้ายอย่างบีบหัวใจ

อย่างที่บอกว่าจุดเด่นคงเป็นจิตนาการโลกอนาคตแบบที่สมจริง ทำให้นึกถึงความเรียบง่ายเหมือนโลกปัจจุบันแต่มีของล้ำ ๆ แบบเนียน ๆ อย่างหนังเรื่อง Her (2013) ในขณะที่ความเป็นไซเบอร์นัวร์ก็ถ่ายทอดผ่านโลกอบายมุขยามค่ำคืน ทั้งด้านภาพ การใช้แสงไฟ รวมถึงเรื่องราวที่ว่าด้วยความลับและอาชญากรรมด้วย อีกประการคงเป็นการรวมดาราดัง ๆ ให้มารับบทบาทที่แตกต่างที่เราคุ้นเคย อย่าง พอล รัดด์ ที่มาไว้หนวดเคราเข้ม เป็นหมอเถื่อนสุดกักขฬะแต่ก็รักลูกสาวสุดใจ หรือสการ์สการ์ด ที่ปกติจะจำภาพเขาในหนังแอคชันเสียส่วนใหญ่ ก็ได้โชว์สกิลการสื่อสารโดยไม่ใช้เสียงพูด และที่น่าจดจำอีกคนคงไม่พ้น เทอรู ที่ถ่ายทอดความโรคจิตออกมาทะลุผิวหนังเลยทีเดียว นอกจากนี้การตีความเรื่องความรักของพ่อแม่ต่อลูกที่ใช้คอนทราสต์ระหว่างครอบครัวของลีโอ กับครอบครัวของแคกตัสก็ชวนให้ครุ่นคิดอย่างน่าสนใจมากครับ

แต่แม้จะมีจุดแข็งที่น่าจะพัฒนาได้สุดทางอารมณ์หนังนัวร์ แต่หนังกลับไม่มีส่วนใดที่น่าจดจำนัก ด้วยเพราะความบีบคั้นและการเฉลยความลับที่ไม่รุนแรงพอ บางคนน่าจะเดาส่วนหลักอย่างการหายไปของนาดิราห์ได้ตั้งแต่กลางเรื่องแล้วด้วย นอกจากนั้นความเป็นโลกอนาคตก็ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์กับเนื้อหานัวร์ของหนังเลย คือเปลี่ยนฉากเป็นโลกปัจจุบันก็เล่าเรื่องได้สมบูรณ์เช่นเดิมครับ ก็น่าเสียดายทีเดียวที่อุตส่าห์ทำเป็นไซเบอร์นัวร์ทั้งที

โดยรวมเป็นงานจากผู้กำกับที่เราคาดหวังไว้มากกว่านี้ ดูเป็นงานพักมือหลังจากเป๋จาก Warcraft  (2016) ที่ดูมีความส่วนตัวสูงในแง่ประเด็นความเป็นพ่อแม่ (เห็นได้จากคำอุทิศแด่พ่อแม่ของโจนส์ตอนเครดิตท้ายเรื่อง) แต่ก็เป็นแค่หนังไซไฟที่พอดูเพลิน ๆ ไม่ถึงกับน่าจดจำทั้งความเป็นไซไฟ และนัวร์ครับ

 

Highlight

[Review] Metal Gear Solid Δ: Snake Eater ความเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ทำลาย “ต้นฉบับ”

12/09/2025
Read More

[Review] Death Stranding 2: On the Beach เมื่อความตายคือของขวัญ และความโดดเดี่ยวคือพันธะสุดท้ายของมนุษย์

23/06/2025
Read More

[รีวิวเกม] Capcom Fighting Collection 2 รวมฮิตเกมต่อสู้ในตำนานของ Capcom

23/06/2025
Read More

[รีวิวเกม] Clair Obscur: Expedition 33 เกม RPG ที่ผสานความคลาสสิกกับกราฟิกยุคใหม่ได้ลงตัว

01/05/2025
Read More

Lost and Found Co. เกมหาของแสนเรียบง่ายฝีมือคนไทย ที่พร้อมท้าทายความช่างสังเกตในตัวคุณ 

22/04/2025
Read More

[รีวิวเกม] Suikoden I & II HD Remaster รีมาสเตอร์เกม RPG ในตำนานที่เหมาะกับแฟนตัวจริง

05/04/2025
Read More

Related Content