ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Review
| Review

[รีวิว] Troll : เมื่อยักษ์ไม่ร้าย หนังก็ไร้ความระทึก

Tabel of Content

เป็นความพยายามอีกครั้งของผู้กำกับ รอร์ อาทัก (Roar Uthuag) ผู้กำกับดาวรุ่งจากนอร์เวย์ หลังจากมี The Wave (2015) หนังคลื่นยักษ์ถล่มโลกเป็นผลงานสร้างชื่อ ได้เป็นตัวแทนหนังจากนอร์เวย์ไปเข้าชิงออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ แล้วก็เป็นใบเบิกทางให้เขาได้เข้าสู่ฮอลลีวูด ได้รับหน้าที่กุมบังเหียน Tombraider (2018) ที่กลายเป็นทั้งภาครีบูต และภาคดับฝันที่จะได้คืนชีพ ลารา ครอฟต์ ขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ผู้กำกับอาทักต้องหวนกลับคืนนอร์เวย์บ้านเกิด แต่ก็ยังคงเล่นใหญ่สไตล์เดิม คราวนี้ไม่เล่นกับอุบัติภัยธรรมชาติล่ะ แต่เล่นกับยักษ์จริง ๆ เลย ด้วยการหยิบเรื่องราวของ โทรลล์ ยักษ์ในตำนานฝรั่ง ให้มีตัวตนจริง ๆ มาบุกเมืองกันไปเลย ไม่มีการเปิดเผยว่ารอบนี้ใช้ทุนสร้างไปเท่าไหร่ แต่จากหน้าหนังที่เห็นทั้งงานซีจี และโปรดักชันที่เป็นสเกลใหญ่ก็น่าจะไม่น้อยละ

ผู้กำกับ รอร์ อาทัก (Roar Uthuag)

ก็ถือว่าทีมงานพยายามเฟ้นหาไอเดียที่แปลกใหม่มาเล่น ในขณะที่ฮอลลีวูดพากันสร้างหนังตัวประหลาดยักษ์ออกมาเต็มไปหมดแล้ว ทั้ง ไดโนเสาร์ คิงคอง และก็อดซิลลา ด้วยความที่เป็นหนังจากยุโรป ก็เลยเลือกหยิบ โทรลล์ ยักษ์โบราณในตำนานที่ชนชาติตะวันตกรู้จักกันดี ให้มีชีวิตขึ้นมา แล้วออกมาเพ่นพ่านป่วนเมืองเสียเลย

การเลือกเอาโทรลล์มาเป็นจุดขายนั้นยังไม่ช้ำนัก เพราะคอหนังฮอลลีวูดก็เคยเห็นแค่โทรลล์ โผล่มาหน่อย ๆ ใน Harry Potter and the Sorcerer’s Stone (2001) แค่นั้น แล้วก็มาในภาพยักษ์ตัวเขียวเหมือน Shrek เสียมากกว่า หลังจากนั้นก็มี Trollhunter (2010) หนังสัญชาตินอร์เวย์เช่นเดียวกัน ที่มาในโทนจริงจัง แต่ออกไปแนวสยองขวัญ เล่นกับภาพจากกล้องแฮนด์เฮลด์ ฉะนั้นโทรลล์ในอุตสาหกรรมหนังก็ยังถือว่าแปลกใหม่ แล้วยังรู้จักกันทั่วโลก แต่สิ่งที่อาทักยังหลีกหนีไม่ได้ก็คือรูปแบบการเล่าเรื่องที่ยังคงยึดถือขนบเดิม ๆ ในหนังตัวประหลาดยักษ์ทั้งตัวเอกที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ และตัวร้ายที่เป็นนักการเมืองผู้มีอิทธิพล

เปิดเรื่องแบบสูตรสำเร็จ ด้วยการให้โทรลล์ออกมาอาละวาด มีชาวบ้านใช้กล้องมือถือบันทึกวิดีโอไว้ได้แบบลาง ๆ ร้อนไปถึงรัฐบาลต้องตามตัว ดร.โนรา ทีเดอร์มัน นักบรรพชีวิน แปลไทยเป็นไทยก็คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านซากสัตว์ดึกดำบรรพ์นั่นล่ะ ก็พอดีกันตรงที่ว่า โนรานั้นมีความสนใจในเรื่องโทรลล์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเธอตั้งข้อสงสัยว่าอสุรกายยักษ์ที่ออกมาอาละวาดนี้น่าจะเป็นโทรลล์ เธอจึงไปตามพ่อที่ศึกษาเรื่องโทรลล์มาตลอดชีวิต มาช่วยกันไขปริศนาและแกะรอยโทรลล์กัน

หนังใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที ก็เปิดเผยโทรลล์แบบให้เห็นกันจะ ๆ ไปเลย ในเรื่องการออกแบบภาพลักษณ์ของโทรลล์นั้น ถือว่าเป็นข้อดีของหนังเลย สอดคล้องกับทฤษฎีที่ว่า โทรลล์อยู่รอดมาได้นับพันปี ด้วยการออกแบบให้ผิวร่างภายนอกของโทรลล์นั้นดูเหมือนหิน มีทั้งดินและซากไม้ปกคลุม ทำให้เชื่อได้ว่าโทรลล์สามารถแอบซ่อนตัวมาได้ยาวนานจริง ทำให้ฉากเปิดตัวโทรลล์นั้น น่าประทับใจ แต่ก็น่าเสียดายที่เราได้เห็นกันไปแล้วในตัวอย่างหนัง เพราะนอกนั้นก็ยังไม่เห็นมีฉากไหนที่น่าตื่นตาอีกต่อไปแล้ว

บทหนังเหมือนสร้างข้อจำกัดให้กับตัวเอง แบบหาทางออกสวย ๆ ไม่ได้ เมื่อเขียนออกมาว่า มนุษย์พาความเจริญมารุกพื้นที่ของโทรลล์ ทำให้โทรลล์เหมือนเป็นตัวแทนของธรรมชาติออกมาร้องทุกข์ เป็นการวางตำแหน่งให้โทรลล์ไม่ใช่อสุรกายที่โหดร้าย แล้วก็เป็นอีกเรื่องที่มนุษย์อยู่ในสถานะตัวร้ายอีกแล้ว พอปูทางมาแบบนี้ โทรลล์ก็เลยดูมีความบริสุทธิ์น่าสงสาร โดนมนุษย์ย่ำยี ซ้ำยังมีฉากกองทัพใช้อาวุธหนักโจมตีโทรลล์ ที่แสดงท่าทางกรีดร้อง เจ็บปวด เอาล่ะสิ เลือกมาทางนี้แล้วจะไปยังไงต่อดี จะให้คนดูเอาใจช่วยฝ่ายไหนดี

พอกำหนดภาพลักษณ์ให้โทรลล์เป็นลุงแก่ ๆ ดูน่าสงสาร ออกมาเรียกร้องความยุติธรรม ตั้งแต่นั้น หนังก็ไม่เหลือความระทึกอีกต่อไป เพราะเราไม่เห็นความน่ากลัวในตัวโทรลล์ แม้กระทั่งฉากที่โทรลล์ไล่ล่ารถของโนราที่ขับหนีนั้น ก็เหมือนตัวละครฝ่ายดีไล่ตามตัวละครฝ่ายดี มั่นใจได้แน่ว่าไม่มีใครเป็นอะไร อารมณ์มันต่างกับฉากทีเร็กซ์วิ่งไล่รถลิบลับ อันนั้นลุ้นกันตีนจิกพื้นเลย หรือฉากที่เด็กน้อยในสวนสนุก ที่ภาพและดนตรีก็พยายามบิลต์อารมณ์ให้ดูระทึก แต่คนดูก็เดาทางได้แล้วล่ะ ว่าชะตากรรมหนูน้อยจะเป็นอย่างไร

บทหนังก็พยายามสอดแทรกดราม่า แต่ก็ไม่ได้ผล ทั้งในเรื่องความกินแหนงแคลงใจระหว่างโนรากับพ่อ ที่มีการเผยให้คนดูรู้ว่าโนราห่างจากพ่อไปเป็นสิบปี มีการพูดคุยถึงประเด็นนี้และปรับความเข้าใจกันได้ภายในไม่กี่นาที มาเร็วเคลมเร็วมาก ส่วนการสอดแทรกปริศนาถึงจุดประสงค์ของโทรลล์ว่าทำไมถึงจะเข้าเมืองหลวง แล้วโนราก็เจอเบาะแส และหาคำตอบได้ภายใน 5 นาที มาเร็วเคลมเร็วอีกแล้ว ยังไม่ทันได้คิดตามเลย ก็ยังดีนะ ที่หนังไม่พยายามยัดเยียดความโรแมนติกพระนางเข้ามาในหนังที่ยาวแค่ 100 นาทีนี้อีก แต่ก็พยายามสอดแทรกอารมณ์ขันผ่านตัว แอนเดรีย อิซากเซน เลขานายกรัฐมนตรี ที่กลายมาเป็นลูกคู่กับ ดร.โนรา ที่ก็พอทำให้ยิ้ม ๆ ได้บ้าง

พอถึงช่วงท้าย ทีมเขียนบทซึ่งรวมไปถึง ผู้กำกับอาทักด้วยก็คงขบคิดกันหัวแตกว่าจะให้หนังจบยังไงดีล่ะ เพราะวางภาพลักษณ์ให้โทรลล์ไม่ได้ดุร้ายไปเสียแล้ว จะใช้อาวุธหนักมาสังหารก็ดูจะเป็นภาพรุนแรงทำร้ายจิตใจคนดูเกินไป เอาแบบนี้ล่ะกัน ตามที่เห็นในหนังนั่นล่ะครับ อยู่รอดมาได้เป็นพันปี แต่ดันพลาดท่าได้แบบ………….เฮ้อ

หนังยังอุตส่าห์จบแบบให้ความหวังว่าจะมีภาคต่อด้วยนะ ดูท่าแล้วน่าจะจอดแค่ภาคแรกนี่ล่ะ ถ้าดูจอใหญ่ ๆ ในโรง อาจจะเพิ่มอรรถรสได้ขึ้นมาอีกหน่อย แต่การดูบนจอเล็ก ๆ ที่บ้านแบบนี้ กับหนังไร้ซึ่งความแปลกใหม่ บทเดินตามวิถีเดิม ๆ ลองหา Troll Hunter ดูครับ สนุกกว่าเยอะ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

Highlight

[Review] Metal Gear Solid Δ: Snake Eater ความเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ทำลาย “ต้นฉบับ”

12/09/2025
Read More

[Review] Death Stranding 2: On the Beach เมื่อความตายคือของขวัญ และความโดดเดี่ยวคือพันธะสุดท้ายของมนุษย์

23/06/2025
Read More

[รีวิวเกม] Capcom Fighting Collection 2 รวมฮิตเกมต่อสู้ในตำนานของ Capcom

23/06/2025
Read More

[รีวิวเกม] Clair Obscur: Expedition 33 เกม RPG ที่ผสานความคลาสสิกกับกราฟิกยุคใหม่ได้ลงตัว

01/05/2025
Read More

Lost and Found Co. เกมหาของแสนเรียบง่ายฝีมือคนไทย ที่พร้อมท้าทายความช่างสังเกตในตัวคุณ 

22/04/2025
Read More

[รีวิวเกม] Suikoden I & II HD Remaster รีมาสเตอร์เกม RPG ในตำนานที่เหมาะกับแฟนตัวจริง

05/04/2025
Read More

Related Content