Connect with us

Games

[รีวิวเกม] Earth Atlantis เกมยานยิงฝีมือคนไทยบน Nintendo Switch

Review เกม Earth Atlantis เวอร์ชั่นบน Nintendo Switch มาแล้ว

Published

on

Earth Atlantis

8

กราฟิก

8.0/10

ระบบการเล่น

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์เข้าใจง่าย
  • มีเรือดำน้ำหลายลำ
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • ยากเกินไปสำหรับมือใหม่

อย่างที่รู้กันว่าในตอนนี้  Nintendo Switch  มาแรงสุดๆทำให้ค่ายเกม 3rd Party หันมาสนใจสร้างเกมลงอย่างมากมาย และที่สำคัญมันเป็นแหล่งทำเงินของเกมอินดี้  เพราะก่อนหน้านี้มีหลายเกมที่ขายดีจนแซงเกมจากค่ายยักษ์ใหญ่ได้สบายๆ

ล่าสุดกับการมาของเกม Earth Atlantis บน Nintendo Switch (เกมจะวางขายบน PC ด้วยในอนาคต ) ที่เป็นอีกเกมที่น่าสนใจ อีกทั้งเกมสร้างโดยทีมงานชาวไทยทำให้ไม่ต้องคิดมากในการดาวน์โหลดมาเล่น ซึ่งแนะนำให้ซื้อโซนญี่ปุ่นจะมีราคาถูกที่สุด โดยเกมจะมาในรูปแบบเกมยานยิงแบบ 2D มุมมองด้านข้าง ที่มีกราฟิกที่ดูแปลกตามากๆ

เพราะมันถูกนำเสนอด้วยภาพแบบขาวดำ ที่ตัวละครถูกสร้างให้เหมือนกับภาพวาดแบบ Drawing ที่ใช้ดินสอวาดและทำแสงเงาที่ออกมาดูดี และหากมองกันดีๆกราฟิกมันถูกสร้างด้วยโพลิกอนแต่จงใจให้ดูเป็นภาพวาด 2D โดยรวมแล้วมันดูดีและดูแปลกแหวกแนวมาก และที่น่าประหลาดใจคือเพลงประกอบที่ฟังในตอนแรกเหมือนจะเป็นส่วนเสริมที่ฟังดูสบายๆ แต่พอเจอบอสมีการใส่ธีมที่ดูอลังการงานสร้างที่เหมือนหนังแอ็คชั่น ทำให้การต่อสู้กับบอสสนุกยิ่งขึ้น

เรื่องราวในเกมเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ทำให้ฉากหลังในเกมเป็นสถานที่สำคัญในโลกเช่นเทพีเสรีภาพที่จมน้ำอยู่ และเราจะได้รับบทเป็นเรือดำน้ำ ผ่านเกมเพลย์แบบเกมยานยิงแบบ 2 มิติมุมมองด้านข้าง ที่ต้องดำน้ำสำรวจโลกใต้ทะเล พร้อมกับต่อสู้กับสัตว์น้ำจักรกลที่ยึดครองท้องทะเลที่เต็มไปด้วยอันตราย

โดยเกมเพลย์อย่างที่บอกว่าเป็นเกมยิงแบบ 2D ที่เน้นไปที่การต่อสู้และสำรวจพอๆกัน ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนทิศทางของเรือดำน้ำได้  โดยเกมจะมีฉากกว้างๆให้สำรวจและเราสามารถโดนพื้นผิวของฉากได้โดยยานจะไม่ได้รับความเสียหาย ทำให้เราไม่ต้องกังวลสามารถสำรวจฉากที่มีความซับซ้อนพอสมควรได้

ภารกิจหลักๆในเกมคือการตามหาบอสขนาดยักษ์ที่ซ่อนอยู่ในฉากกว้างๆ ที่มีความซับซ้อนพอตัว เพราะแม้ว่าจะมีแผนที่ แต่มันก็บอกแค่คราวๆเท่านั้น เราต้องหาช่องทางไปเจอมันเอง ที่บอกไว้ก่อนว่ามันไม่ได้เป็นเส้นทางตรงๆแน่ เพราะฉากในเกมออกแบบมาราวกับเขาวงกต โดยบอสแต่ละตัวก็จำลองมาจากสัตว์น้ำทั้งๆที่มีอยู่จริง หรือสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ไปจนถึงสัตว์ในตำนานที่ไม่ได้มีอยู่จริงอย่างมังกรด้วย

ฟังดูอาจจะธรรมดาแต่ความโดดเด่นอีกส่วนของเกมคือความยาก ที่แม้ว่าเราจะมีค่าพลังกำหนดที่ไม่ได้โดยยิงทีเดียวก็ตาย แต่ศัตรูในเกมก็มีความโหดบางตัวปล่อยกระสุนออกมารัวเป็นปืนกลและมาทุกทิศทุกทาง รวมทั้งบอสหลายตัวอัดเราทีเดียวก็ตายแล้ว แถมเกมนี้หากเราพลาดตายไปก็จะเริ่มใหม่ที่จุด Save ที่อยู่ตามจุดบนฉากที่ส่วนใหญ่จุด Save ก็ไม่ได้อยู่ใกล้บอสทำให้ถ้าพลาดตายก็จะต้องกลับไปเริ่มใหม่กันยาวเลย ที่รูปแบบนี้คล้ายกับเกมสมัยก่อนที่ไม่ได้ง่ายๆเหมือนกับเกมในยุคนี้

ระบบอาวุธก็เป็นอีกส่วนสำคัญในการเล่น โดยพื้นฐานแล้วเรือดำน้ำของเราจะมีการยิงกระสุนธรรมดาแล้วจะค่อยๆเก็บตัว Power Up ไปเรื่อยๆจนยิงได้ทุกทิศทาง และยังมีอาวุธเสริมเช่นขีปนาวุธทั้งแบบธรรมดาและแบบติดตาม หรือปล่อยพลังไฟฟ้า และยังมีของแปลกๆเช่นกระสุนลูกบอลที่กระเด้งไปตามพื้นผิวได้ ที่ล้วนมีความสำคัญกับการต่อสู้กับศัตรูและบอสที่ต้องคิดหาอาวุธที่ต้องหาที่เหมาะกับการรับมือกับมัน

นอกจากเรือดำน้ำแบบปรกติแล้ว ยังมีอีกหลายลำที่เราต้องปลดล็อกจากการต่อสู้แล้วยึดมาใช้งาน ที่มีความหลากหลาย เพราะแต่ละลำมีอาวุธที่ไม่เหมือนกัน บางลำยิงกระสุนได้ทุกทิศทาง หรือบางลำสามารถยิงแสงเลเซอร์พลังทำลายสูงได้ และนอกจากโหมดปรกติแล้วยังมีโหมด Hunter ที่เราต้องออกไล่ล่าบอสในเกมโดยมีเวลาจำกัด โดยเราจะได้เวลาเพิ่มเติมจากการกำจัดบอส ถือว่าเป็นส่วนเสริม

เกม Earth Atlantis อาจจะไม่ได้มีอะไรใหม่มาก แต่มีความโดดเด่นที่การนำเสนอที่สุดแนวและดูดี เกมเพลย์ที่ยังคงความยากของเกมยานยิงในอดีตไว้อย่างครบถ้วน แถมบน Nintendo Switch เราสามารถเล่นนอกบ้านได้ อีกทั้งราคาที่ไม่ได้แพงมากนักทำให้มันเป็นอีกหนึ่งเกมที่ไม่ควรพลาดที่จะโหลดมาอยู่ในเครื่องอีกเกม

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Games

[Review] “Red Dead Redemption 2” ขอต้อนรับสู่ Cowboy Life Simulator นะพรรคพวก

Published

on

Earth Atlantis

8

กราฟิก

8.0/10

ระบบการเล่น

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์เข้าใจง่าย
  • มีเรือดำน้ำหลายลำ
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • ยากเกินไปสำหรับมือใหม่

ว่าไงไอ้เกลอเกมเมอร์ทั้งหลาย! วันนี้ข้ามีเรื่องเด็ดจะมาเล่าให้พวกเอ็งฟังแกล้มเหล้าเพลิน ๆ นะ มันเกี่ยวกับเกมเล็ก ๆ สมญานามว่า “Red Dead Redemption 2” ที่เกมเมอร์แดนเถื่อนหลายคนกำลังพูดถึงในเวลานี้นั่นแหละ บ้างก็ว่าเจ้าเกมนี้มันสุดยอดมากถึงขนาดเป็นเกมที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยนะ บ้างก็ว่ามันไม่เห็นจะมีน้ำยาแถมยังน่าเบื่อชิบเป๋ง เพราะงั้นวันนี้ข้าเลยจะมาสรุปให้พวกเอ็งฟังกันหน่อยว่าจริง ๆ แล้วตัวจริงของมันเป็นยังไงกันแน่ ตัวข้าเองได้เจอมันมากับตัว ได้ขี่ม้าพูดคุย และยิงปืนลูกโม่ไปกับมันมานานกว่า 50 ชั่วโมงแล้ว ซึ่งข้าขอบอกไว้เลยตรงนี้ว่า Red Dead Redemption 2 คือเกมแนว Open World ที่ทะเยอะทะยานที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียวเชียว และความฝันสุดยิ่งใหญ่ของมันที่ต้องการจะก้าวข้ามขีดจำกัดของเกมในยุคนี้ก็เกือบจะเป็นจริงเลยเชียว นี่คงสงสัยสินะว่าทำไมข้าถึงกล้าคุยโวแทนมันขนาดนี้ งั้นสุมหัวเข้ามาฟังรายละเอียดกันแบบชัด ๆ ทางนี้เร็วเข้า

“โหมด Multiplayer มันหายหัวไปไหนอะ?” “ยังไม่ออก…”

*ข้าขอพูดถึงแค่โหมดเล่นคนเดียวเท่านั้นนะพวก เพราะจนถึงวันนี้เจ้าแก๊ง Rockstar Studios ก็ยังไม่ยอมปล่อยตัวโหมด Multiplayer ออกมาซะที ไม่รู้มันเป็นตายร้ายดียังไงบ้างแล้ว

คาวบอยรูปงามในแดนมหัศจรรย์

อาห์… ทิวทัศน์ชนบทในยุคคาวบอยมันช่างสวยงาม

จุดที่เตะตาจนแทบกระเด็นตั้งแต่แว้บแรกที่ได้เมียงมอง Red Dead Redemption 2 ก็คือความหล่อเหลาของมันนี่แหละ เพราะภาพกราฟิกในเกมนี้ช่างสวยงามจับใจมาก ๆ ไล่ตั้งแต่รายละเอียดริ้วรอยและรูขุมขนบนใบหน้าของตัวละครทุกตัว วิวทิวทัศน์ที่แม้จะกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแต่กลับดูเป็นธรรมชาติและไม่มีการโหลดระหว่างฉากให้ขัดอารมณ์แต่อย่างใด อีกทั้งเอฟเฟ็คแสงสีจากฉากบู๊ล้างผลาญหรือแสงตะวันในยามโพล้เพล้ก็เนียนกริ๊บราวกับภาพถ่ายเชียวล่ะ

อาบน้ำบ้างนะตัว

ที่น่าทึ่งคือองค์ประกอบทั้งหมดนี้ดูดีมีดีเทลไม่แพ้เกมแอ็คชั่นบล็อคบัสเตอร์อย่าง Uncharted 4 หรือ God of War เลยล่ะไอ้เสือ ต่างกันตรงขนาดแผนที่ของเกมแอ็คชั่นทั่วไปที่มักเป็นแค่ห้องใหญ่ ๆ ยาว ๆ หรืออย่างมากก็เป็นโซน ๆ หนึ่ง แต่ในเกมนี้นี่เล่นใหญ่ระดับจังหวัด อดตะลึงไม่ได้ว่านักพัฒนาเกมในแก๊ง Rockstar Studios ต้องทุ่มเทแรงกายและเวลาขนาดไหนเพื่อเสกให้งานช้างระดับนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ พวกเขาต้องมานั่งก่อร่างสร้างเมืองให้ทั้งตัวละคร NPC และผู้เล่นดูเหมือนจะใช้ชีวิตอยู่ในนี้ได้จริง ไม่ได้เป็นแค่ฉากหยาบ ๆ ให้เกมเมอร์มองดูสวย ๆ แล้วก็จบกันไป เรียกได้ว่านี่เป็นเกมระดับเน็กซ์เจ็นที่แท้จริงของสมญานาม Rockstar เลยล่ะเอ็งเอ๋ย ทำให้เห็นกันชัด ๆ กันไปเลยว่าเจ้าพวกนี้เก่งกาจด้านการสร้างเกมภาพงาม ๆ มากขนาดไหน แถมยังเป็นงานภาพชั้นดีที่สามารถเพ่งมองลงรายละเอียดแล้วไม่เห็นความด่างพร้อยซะด้วย

แดนเถื่อนที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

มองหน้าหาเรื่องเรอะ???

ข้าว่าจุดสำคัญที่ช่วยส่งความหล่อของโลกใน Red Dead Redemption 2 ให้ยิ่งเด่นเป็นสง่าก็คืองานดีไซน์ฉากและการลงรายละเอียดทุกเม็ดในโลกจำลองใบนี้ ยกตัวอย่างแค่ประโยคเดียวก็เกินพอ “ขนาดไข่ม้าในเกมมันยังยืดได้หดได้เลยนะเว้ย!” จะให้ละเอียดกว่านี้คงต้องไปหาเกม Microsoft’s Horse Simulator แล้วครับทั่น ความละเอียดระดับนี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่เจ้าม้าเท่านั้นนะ ไม่ว่าชาวบ้านชาวช่อง อาคารบ้านเรือน หรือแม้แต่ตัวเอกของเกมนี้อย่าง Arthur Morgan ต่างก็เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยเบอร์นี้ด้วยนะพวก เอ็งสามารถสังเกตเห็นได้เลยว่าผู้คนในแดนตะวันตกแห่งนี้มีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไปเหมือนคนจริง บางคนก็ทักทายกลับอย่างมีมารยาทเวลาเอ็งกล่าวอรุณสวัสดิ์ บางคนก็ตะโกนถ่มถุยใส่เอ็งเพียงเพราะหมั่นไส้ และหลาย ๆ คนก็ชอบเข้ามาจุ้นจ้านเวลาเอ็งดวลปืนกับคู่อริด้วยการวิ่งไปแจ้งความกับนายอำเภอแถวนั้น ซึ่งเอ็งสามารถเลือกรับมือกับชาวบ้านพวกนี้ยังไงก็ได้ (จะเดินไปตั๊นหน้าชาวบ้านปากเสีย เอาปืนขู่ไม่ให้ปริปาก หรือจะยิงทิ้งเลยก็ตามใจ) แต่โต ๆ กันแล้ว ทำอะไรก็ต้องพร้อมรับมือผลของการกระทำตัวเองด้วยนะ ทำตัวเกรียนมาก ๆ ก็จะยิ่งโดนตั้งค่าหัวแพงและยังโดนชาวบ้านชาวเมืองเหม็นขี้หน้าเป็นพิเศษด้วย

วันนี้จะเข้าไปเดินช้อปปิ้งในร้านไหนดีน้อ

ส่วนบ้านช่องในเกมนี้ก็เดินเข้าไปสำรวจได้เกือบหมด ของขายในร้านค้าก็สามารถเดินเลือกหยิบได้ทีละชิ้นเลยทีเดียว บาร์เหล้าก็เต็มไปด้วยคาวบอยขี้เมาให้ชวนคุยเรื่อยเปื่อยหรือหาเรื่องต่อยตีได้ทุกเมื่อ ส่วนตัว Arthur เองก็อ้วนได้ ผอมได้ แล้วแต่ว่าเอ็งหาอะไรให้หมอนั่นกินบ่อยแค่ไหน หนวดเคราผมเผ้าก็สามารถยาวยุ่งรุงรังได้ถ้าหากไม่รู้จักพาไปเข้าซาลอนซะบ้าง ที่สำคัญคือเขาสามารถเก่งกาจขึ้นได้จากการทำกิจกรรมลักษณะนั้นบ่อย ๆ ทะเลาะวิวาทด้วยกำปั้นบ่อย ๆ ก็จะมีพลังชีวิตมากขึ้น ทะเลาะด้วยปืนบ่อย ๆ ก็จะใช้ท่าชะลอเวลา Deadeye ได้นานขึ้น หรือวิ่งบ่อย ๆ ก็จะจ้ำอ้าวได้นานขึ้น เรียกได้ว่ามีส่วนผสมของเกม RPG นิดหน่อยเหมือน GTA V ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของมันนั่นแหละ

แม้แต่ลัทธิ KKK ก็มาโผล่ในเกมนี้ด้วยนะ จะเข้าไปร่วมก๊วนหรือไล่กระทืบก็เอาที่สบายใจเลย

ทีเด็ดก็คือความละเอียดของโลกในเกมที่ว่านี้ต่างมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้เอ็งอาจจะมองไม่เห็นจะจะว่ามันเชื่อมโยงกันอย่างไร แต่เอ็งสามารถรับรู้ถึงมันได้จากเหตุการณ์คาดเดาไม่ได้มากมายที่จะเกิดจากการกระทำของตัวเอ็งเอง สำหรับข้า นี่คือจุดเด่นของ Red Dead Redemption 2 ที่หาได้ยากยิ่งในเกมอื่น เตรียมตัวเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันแปลก ๆ ฮา ๆ

สารพัดที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อได้เลย ตัวอย่างเช่น เอ็งอาจจะยิงปืนขู่ขึ้นฟ้าแล้วนกเป็ดน้ำร่วงลงมาตายใส่หัว หรือควงปืนคู่กระหน่ำยิงจากหลังม้าอย่างเท่แต่ดันควบม้าไปหัวฟาดต้นไม้จนล้มกลิ้ง และในวันซวยเอ็งอาจจะโดนคนทั้งเมืองไล่ยิงเพราะดันบังคับม้าไปชนคนที่เดินผ่านไปมา เป็นต้น ที่ว่ามานี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นนะสหาย ระหว่างที่เอ็งได้ลองเล่นเอง เอ็งจะเจออะไรมาทำให้ประหลาดใจแบบนี้อีกเยอะจากชาวบ้าน แก๊งโจรคู่อริ และคนที่เอ็งเคยไปช่วยทำอะไรให้ แถมยังเจอได้บ่อยด้วยนะ หลายคนอาจจะคลางแคลงใจว่าเหตุการณ์กระปิบกระปรอยพวกนี้มันควรจะเป็นแค่น้ำจิ้มให้ฟีเจอร์หลักในเกมไม่ใช่เรอะ จะกล่าวอย่างนั้นก็คงไม่ผิด เพียงแต่มันคงเป็นน้ำจิ้มรสโคตะระเด็ดที่ขาดไม่ได้สำหรับเกมนี้ ประหนึ่งกุ้งเผาที่ห้ามขาดน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือคอหมูย่างที่ห้ามขาดน้ำจิ้มแจ่วแบบนั้นเลย เพราะมันทำให้โลกคาวบอยแห่งนี้มีสเน่ห์เหลือร้าย และทำให้คนเล่นอินสุดอะไรสุดเลยนะเออ

สิงห์ปืนไวมหากาฬ

อยากกินกระสุนลูกซองมั้ยลุง?

ข่าวดีข่าวใหญ่สำหรับเกมเมอร์ขาลุยทั้งหลายก็คือปืนคาวบอยแต่ละกระบอกในเกมนี้ยิงมันส์เป็นบ้าเลยล่ะเอ็งเอ๋ย ต้องชมเชยเจ้าแก๊ง Rockstar Studios ที่ทำการบ้านมาดี เก็บงานมาเนี้ยบ สมเป็นมือเก๋าแห่งวงการเกมแอ็คชั่นที่รู้ใจเกมเมอร์เป็นอย่างดี เริ่มจากเสียงระเบิดลูกตะกั่ว เสียงขึ้นนก หรือเสียงเติมกระสุนปืนลงลูกโม่ ทั้งหมดนี้ต่างฟังดูหนักแน่น สะใจ สมจริง เร้าให้สิงห์ปืนไวกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะคว้าปืนออกจากซองทุกครั้งที่เจอโจรกวนส้นเท้า นอกจากนี้อาวุธปืนแต่ละกระบอกยังลงรายละเอียดยิบถึงหัวน็อต แถมยังมีให้เลือกใช้มากกว่า 20 กระบอก เอ็งจะนำปืนแต่ละกระบอกมาขัดทำความสะอาดด้วยน้ำมัน แต่งชิ้นส่วนปืน หรือเปลี่ยนชนิดกระสุนเพื่อเพิ่มพลังทำลายล้างก็ได้ตามใจ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับผู้บ้าปืนยุคเก่าเลยล่ะ

เตรียมหัวเป็นรูได้เลยพวกเอ็ง!

ส่วนระบบยิงปืนสโลวโมชั่นแบบหนังฮ่องกงนามว่า Deadeye ก็ยังตามมาจากภาคแรก ต่างกันตรงที่มันสามารถอั้พเลเวลเพื่อเพิ่มรูปแบบการเด็ดหัวศัตรูได้ Deadeye เลเวลแรก ๆ จะล็อคเป้าอัตโนมัติให้ทั้งหมด แม้จะฟังดูสะดวกแต่หลายครั้งมันทำให้เอ็งยิงใส่ใครก็ไม่รู้ ซึ่งอาจทำให้เอ็งซวยได้หากมันดันไปล็อคใส่ผู้รักษากฎหมายที่เดินผ่านมา ในขณะที่ Deadeye เลเวลสูงจะทำให้เอ็งเลือกล็อคเป้าศัตรูได้เองและยังสามารถชะลอเวลาได้นานขึ้น ซึ่งการได้ล็อคเป้าถล่มกระสุนใส่ร่างคู่อริอย่างช้า ๆ ก็ยังดูดีและสะใจทุกครั้งไม่เปลี่ยนแปร นอกจากนี้เอ็งยังสามารถเปลี่ยนมุมกล้องเป็นมุมมองบุคคลที่หนึ่งเพื่อการเล็งปืนที่สะดวกโยธินขึ้นได้ด้วยนะเว้ย

สโลว์ไลฟ์ในแดนตะวันตก

สิงห์คะนองนามาแล้วแว้วแว้ว

นี่ข้าก็สาธยายมายืดยาวแต่ยังไม่ได้เล่าถึงเรื่องราวการผจญภัยของนาย Arthur Morgan ในโหมดเนื้อเรื่องเลยสินะ ก่อนอื่นขอชมเชยแก๊ง Rockstar Studios อีกรอบเลยว่าเลือกทีมเขียนบทมาได้ไม่เลวจริง ๆ บทสนทนาใน Red Dead Redemption 2 ฟังดูเหมือนหลุดออกมาจากปากของตัวละครในหนังคาวบอยยุค 60 และเนื้อเรื่องที่แม้จะอุดมไปด้วยกลิ่นอายหนังคาวบอยยุคคลาสสิกแต่ก็สามารถมอบอารมณ์แปลกใหม่จากการให้ผู้เล่นได้สวมหมวกคาวบอยในฝั่งผู้ร้าย ได้เป็นสมาชิกของแก๊งโจรห้าร้อยนามว่า Van Der Linde ที่ใช้ชีวิตอย่างเสรีนอกกฎหมาย และได้มองโลกผ่านมุมมองของเหล่าบุคคลที่ถูกตราหน้าว่าเสือโจร แต่แท้จริงแล้วพวกเขาก็เป็นแค่มนุษย์ปุถุชนที่ต้องหาทางดิ้นรนในยุคที่สังคมไม่ต้องการพวกเขาอีกต่อไป

เกิดเป็นโจรทั้งทีก็ต้องดักปล้นรถไฟกันซักครั้ง

แม้เกมเมอร์คาวบอยผู้เคยผ่าน Red Dead Redemption ภาคแรกจะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าจุดจบของแก๊ง Van Der Linde จะเป็นเยี่ยงไร แต่เส้นทางก่อนจะไปถึงจุดนั้นก็ยังสนุกน่าติดตาม ยิ่งเอ็งได้รู้จักกับสมาชิกแก๊งแต่ละคนมากขึ้นเท่าไหร่ เอ็งก็จะยิ่งอดคิดถึงพวกเขาไม่ได้ เพราะบุคลิกของพวกเขาทุกคนต่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ น่าเศร้าที่ยิ่งเอ็งถลำลึกไปกับเนื้อเรื่องมากขึ้นเท่าไหร่ ชะตาชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ก็ยิ่งมืดหม่นขึ้นเรื่อย ๆ ประหนึ่งบทชีวิตของเสือร้ายวัยชราที่เริ่มจนตรอกจากการตามล่าของพรานฝ่ายกฎหมายและนักล่าค่าหัว

ทำความรู้จักกับผู้คนมากหน้าหลายตา เพี้ยนบ้างไม่เพี้ยนบ้าง

อย่างไรก็ตาม จังหวะการดำเนินเรื่องก็ไม่ได้มีแต่ความมืดหม่นเพียงอย่างเดียวเพราะระหว่างทาง Arthur จะได้พบกับบรรดาตัวละครเพี้ยน ๆ เกรียน ๆ ตามสไตล์ Rockstar ให้เกมเมอร์ได้ขบขันกันเป็นระยะ ๆ เช่น สิงห์อมควันผู้คลั่งไคล้การสะสมการ์ดภาพ ช่างถ่ายภาพสัตว์ป่าที่ไม่รู้ห่านอะไรเกี่ยวกับสัตว์เลย หรือนักประดิษฐ์ปากปีจอที่อยากจะประดิษฐ์เรือดำน้ำของเล่นมาขาย เป็นต้น เมื่อนำมาผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกันกับเรื่องราวซีเรียสก็จะพบว่าโดยรวมแล้วการเล่าเรื่องของเกมนี้ถือว่าน่าติดตามดี แต่ก็มีความช้าความเนิบตามสไตล์หนังคาวบอยยุคเก่าติดมาด้วย

ชีวิตในเมืองมันช่างเร่งรีบ มาสโลวไลฟ์รอบกองไฟกันเถอะ

เจ้าความช้าความเนิบที่ว่านี้แหละเอ็งเอ๋ยที่เป็นเหมือนดาบสองคมของ Red Dead Redemption 2 ก่อนที่เอ็งจะซื้อเกมนี้มาโจ้ โปรดรู้เอาไว้ว่าเอ็งควรจะเล่นเกมนี้แบบชิล ๆ ช้า ๆ ค่อย ๆ ดื่มด่ำกับโลกของมันเหมือนการจิบไวน์หรูกลิ่นหอมหวล ไม่ใช่รีบมาราธอนเล่นแบบแข่งกระดกเบียร์กับเพื่อนในวงเหล้า เพราะมันจะทำให้เอ็งพลาดอะไรเด็ด ๆ ไปมากมายและจะยิ่งทำให้เอ็งเข้าสู่โหมดหัวร้อนเกมมิ่งได้ง่าย ดังนั้นถ้าเอ็งเป็นแฟนเกมยิงแหลก ยิงเร็ว แบบ Call of Duty ก็มองข้ามเกมนี้ไปเสียเถิด จำใจฝืนเล่นไปก็มีแต่จะเบื่อซะเปล่า ๆ นอกจากนี้ระบบทั้งหลายในเกมที่ละเอียดยิบเกินไปก็รังแต่จะทำให้ความช้าของจังหวะการเล่นเกมยิ่งช้าลงไปกว่าเดิม เพราะทุกครั้งที่เปิดเกมขึ้นมาเอ็งก็ต้องให้อาหารม้า หาที่อาบน้ำ แล้วก็เอาน้ำมันมาขัดปืนบ้าง หาข้าวกินบ้าง ฯลฯ แค่นี้ก็น่าจะกินเวลาเกิน 10 นาทีกว่าจะได้เล่นจริงจังแล้ว

ให้ตายเหอะ! จะ Fast Travel ในเกมนี้มันต้องทำยังไงฟระ!!? อ๋อ? ให้ขึ้นรถไฟเอาเรอะ? โอเค ๆ

ที่ร้ายที่สุดคือระบบ Tutorial ของ Red Dead Redemption 2 ช่างไม่เอาอ่าวเอามาก ๆ ข้าไม่รู้ว่าอีตา Rockstar Studios มันหวังจะให้ข้าและผู้เล่นคนอื่น ๆ เรียนรู้วิธีการเล่นทั้งหมดจากช่วงต้นเรื่องหรือหาทางเรียนรู้ด้วยตัวเองจากการตะบี้ตะบันเล่นไปเรื่อย ๆ แต่บางครั้งผู้เล่นมันจะไปรู้ได้ไงล่ะโว้ยว่าต้องไปเริ่มงมจากตรงไหน ตัวข้าเองก็ต้องไปพึ่งอากู๋ Google อยู่บ่อย ๆ เพราะไม่รู้จริง ๆ ว่าเกมนี้มัน Fast Travel ยังไง แล้วเวลา Deadeye เลเวลอั้พทำไมมันถึงไม่ล็อคเป้าอัตโนมัติให้เองแล้วฟระ แล้วนี่ทำหมวกหล่นหายแล้วจะไปเก็บคืนได้จากตรงไหนเนี่ย ปริศนาโลกแตกพวกนี้จะทำให้คาวบอยหน้าใหม่ที่เพิ่งเปิดเกมนี้ขึ้นมาเล่นต้องงงเป็นไก่ตาแตก ซึ่งเมื่อเจอตุ๊ยท้องซ้ำด้วยโลกอันแสนจะเปิดกว้างแต่ละเอียดยิบเข้าไปอีกคงทำให้มีจำนวนไม่น้อยที่ขอเบือนหน้าหนีกลับกรุงดีกว่า

ความคลาสสิกที่ไม่ง้อท่านผู้ชม

จะรีบเล่นไปทำไม มาปิ้งไก่กันดีกว่า

เอาล่ะ ข้าก็สาธยายมาจนน้ำลายแห้งขนาดนี้ เอ็งคงพอจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้า Red Dead Redemption 2 มากขึ้นบ้างแล้วสินะ หมอนี่มันร้าย มันฝันเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ว่าต้องการสร้างโลก Open World ในวงการเกมที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้ได้ เพียงแต่ความสมบูรณ์แบบที่ว่ามันแฝงอยู่ในสิ่งละอันพันละน้อยที่เอ็งต้องเพ่งลงไปมองถึงจะเห็น มันไม่ได้ทำให้เกมการเล่นสนุก ตื่นเต้น หวือหวา ในเวลาสั้น ๆ ซ้ำร้ายยังทำให้เกมเชื่องช้าลงในหลายๆ ครั้ง แต่หมอนี่มันก็ไม่ง้อเกมเมอร์ที่ต้องการอะไรแบบนั้นหรอก เพราะมันแน่ใจดีอยู่แล้วว่าเส้นทางนี้คือทางที่ใช่ เส้นทางนี้แหละคือทางที่วงการเกมจะก้าวเดินต่อไป เกมเมอร์อย่างพวกเอ็งและพวกข้าเพียงแค่ต้องปรับตัวยอมรับกับจุดยืนอันแน่วแน่ของมันให้ได้ก็พอ หากเอ็งปรับใจให้พอดีกับจังหวะอันเนิบช้าแต่ละเมียดของมันได้ เอ็งก็จะพบกับโลกคาวบอยแสนมหัศจรรย์แบบที่เอ็งไม่เคยได้สัมผัสที่ไหนมาก่อน หากนั่นเป็นสิ่งที่เอ็งมองหาก็ควบม้าเข้าไปเลยไอ้เสือ!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Games

[Review] Soul Calibur VI: ประตูสำคัญบานแรกที่จะทำให้คุณโปรดปรานเกมแนวไฟติ้ง!

Published

on

Earth Atlantis

8

กราฟิก

8.0/10

ระบบการเล่น

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์เข้าใจง่าย
  • มีเรือดำน้ำหลายลำ
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • ยากเกินไปสำหรับมือใหม่

**รีวิวเกมนี้ในเวอร์ชั่น PlayStation 4 เครื่องธรรมดา**

บ่นนำ

ขอสารภาพตามตรงว่าเกมแนวไฟติ้งมันเต็มไปด้วยระบบการเล่นที่ผู้เขียนเองไม่ถนัดเลยสักอย่าง ทั้งการต้องแข่งขันกับผู้เล่นด้วยกันเอง, รูปแบบการเล่นของเกมที่เน้นการชิงจังหวะความได้เปรียบแบบฉับพลัน ไปจนถึงการต้องมาฝึกปรือคอมโบหรือจดจำปุ่มกดท่าพิเศษเฉพาะตัวละครต่างๆ 

แต่หลังจากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเล่น Soul Calibur VI ก็ได้ค้นพบว่าเกมภาคล่าสุดของซีรีส์ไฟติ้งศาสตราวุธนี้ คือ “ประตูสำคัญบานแรก” ที่จะชักชวนให้เกมเมอร์ผู้ไม่หือไม่อือในเกมแนวดังกล่าว ชื่นชอบไปจนถึงโปรดปรานเกมแนวไฟติ้งไปโดยปริยายเลยก็เป็นได้ แต่จะด้วยอะไร? และอย่างไร? เชิญหาคำตอบได้ในรีวิวนี้ได้เลย


ระบบการต่อสู้เข้าถึงง่าย และพร้อมจะต่อยอดสู่ขั้นสูง

อย่างที่บอกครับ ผู้เขียนไม่เคยมีโอกาสแตะซีรีส์นี้สักภาค เลยไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเกมมีอะไรที่เพิ่มเสริมหรือเปลี่ยนแปลงเข้ามา มีเพียงสิ่งเดียวที่กล้ายืนยัน คือระบบการเล่น “ที่เข้าถึงได้ง่ายเอามากๆ” โดยเบื้องต้นตัวเกมจะยืนพื้นการโจมตีหลักๆ ด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่ การโจมตีในแนวตั้ง แนวขวางและการเตะ ที่สามารถต่อยอดกลายเป็นท่าคอมโบที่สร้างความเสียหายได้ในระดับหนึ่งจากการรัวปุ่ม บรรดาท่าพิเศษเฉพาะตัวละครทั้งหลายที่จะมีวิธีการกดที่ใกล้เคียงกันด้วยการผสมปุ่มโจมตีและทิศทางอย่างละปุ่ม (เดินหน้าสองครั้งแล้วโจมตีแนวขวาง หรือถอยหลังแล้วโจมตีแนวตั้งต่อ เป็นต้น) ความเร็วของการต่อสู้ ที่ผู้เล่นจะยังพอกะจังหวะตั้งรับการโจมตีของอีกฝั่งได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ฯลฯ

แต่เมื่อผู้เล่นได้ขลุกอยู่กับเกมไปได้สักพัก ก็จะรู้ว่า Soul Calibur VI มีการเล่นขั้นสูงที่รองรับเราอยู่อีกทอดตามแบบฉบับเกมแนวไฟติ้ง โดยในเกมนี้ จะเน้นการตัดจังหวะในการต่อสู้เพื่อสร้างความได้เปรียบ ทั้งจากความเร็วในการออกท่าของการโจมตีต่างๆ ที่ฝั่งช้ากว่าจะติดสถานะชะงักเพียงชั่วครู่แต่มันก็เป็นระยะเวลามากพอที่จะถูกโจมตีประมาณหนึ่ง, การเคลื่อนที่หลายทิศทาง (เดินหน้า, ถอยหลัง, เดินวนรอบศัตรู, ฯลฯ) ที่จะใช้ในการหลบหลีกการโจมตีแนวตั้งและสวนกลับได้จนกว่าอีกฝั่งจะตั้งตัวได้

Reversal Edge ระบบที่จะพลิกโอกาสให้ฝั่งที่เสียเปรียบตีติ้นขึ้นมาได้อีกครั้ง

แต่หากการต่อสู้ยังไม่จบลง Reversal Edge และ Soul Charge จะไม่ยอมให้คุณเป็นผู้ตามเพียงฝ่ายเดียว เพราะทั้งสองคือระบบการต่อสู้ที่จะพลิกจังหวะให้ผู้เล่นตีตื้นขึ้นมาได้ โดย Reversal Edge จะเป็นการใช้ท่าแอนิเมชั่นชะลอเวลาให้ทั้งสองฝั่งได้เลือกท่าโจมตีเบื้องต้น (โจมตีแนวตั้ง แนวนอน และเตะ) ที่จะแพ้ชนะทางกันเป็นวัฏจักรตามกฎของการละเล่น ค้อน-กรรไกร-กระดาษ ซึ่งฝ่ายไหนที่เลือกท่ามาได้ชนะทาง ก็จะได้สิทธิในการสร้างความเสียหายจำนวนหนึ่งใส่อีกฝั่งพร้อมกลับมามีโอกาสแก้ตัวอีกครั้งเมื่อจบท่าลง

ส่วน Soul Charge จะเป็นท่าพิเศษที่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเกจของท่านี้เต็มอย่างน้อยหนึ่งหลอด โดยท่าที่ใช้เกจหลอดเดียวจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ให้กับตัวละครของเราชั่วขณะหนึ่ง แต่หากใช้เกจสองหลอดก็จะเป็นปล่อยคัทซีนท่าไม้ตายที่สร้างความเสียหายในระดับสูง

ระบบการต่อสู้อันเป็นหัวใจหลักของเกมนี้ ผู้เขียนมองว่าดีไซน์ออกมาดีใช้ได้เลย ไม่ว่าจะจากการวางตัวที่เป็นมิตรกับผู้เล่นที่แม้จะไม่เคยแตะต้องเกมแนวนี้มาก่อนหรือชำนาญนัก (อย่างผู้เขียน ฮ่าๆ) แต่ก็สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แถมยังสามารถต่อยอดความสนุกเข้าไปอีกขั้นจากการควบคุมทั้งหลายที่ไม่ได้ซับซ้อนแต่สามารถออกมามีเชิงลึกในการเล่นได้ ในส่วนของระบบการต่อสู้จึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนประทับใจมากที่สุดใน Soul Calibur VI เลยทีเดียว

มอบอิสระในการตามติดเรื่องราวตัวละครที่โปรดปราน แต่ดันมาตกม้าตายด้วยวิธีการนำเสนอ

ถ้าจะให้ว่ากันตามตรง ภาพรวมเนื้อเรื่องของ Soul Calibur VI ในโหมด Story คือจุดที่มีความน่าสนใจน้อยที่สุดของเกม ทั้งจากเนื้อเรื่องที่นำเสนอออกมาได้หลงยุคผิดสมัย ไม่มีชั้นเชิงในการเล่าใดๆ มีแต่ความเรียบง่ายที่ชวนให้เบื่อหน่าย และไหนจะวิธีการนำเสนอแบบหลักๆ ที่หากลองในมุมใจเขาใจเราดู ผู้เขียนเข้าใจว่าเกมภาคนี้น่าจะมีงบในการสร้างไม่มากมายเท่าไหร่นัก เพราะตัวเกมได้ใช้ภาพวาดสไตล์กราฟิกโนเวล (ที่เอาจริงๆ ก็ไม่ถึงกับแย่ เพียงแต่มันละเมียดหรือสวยงามได้มากกว่านี้) ถ่ายทอดเรื่องราวแทบจะทั้งหมด ที่มันก็พาลให้ผู้เขียนคิดขึ้นมาว่าถ้าไม่ใส่ใจแล้วจะทำโหมดนี้ขึ้นมาทำไมกัน?

อยากรู้เรื่องราวของใคร เลือกได้เลย!

แต่ในงานที่ดูสุกเอาเผากิน จริงๆ แล้วก็มีสิ่งที่ดูใส่ใจในรายละเอียดเหมือนกันนั่นคือ อิสระในการเลือกรับทราบเรื่องราวของตัวละครในเกม ที่ผู้เล่นจะสามารถรับรู้เนื้อเรื่องของตัวละครใดก่อนก็ได้ จะไล่เคลียร์จนหมดเพื่อนำเรื่องราวจากทุกตัวมาปะติดปะต่อกันโดยสมบูรณ์ หรือจะเลือกดูการเดินทางเฉพาะตัวละครที่ชอบก็ยังได้ (Geralt จาก the Witcher ยังมีเนื้อเรื่องในโหมดนี้เลยคิดดูละกัน!)

คัทซีนที่กำกับแอกชั่นได้ใช้เลยทีเดียว แต่ดั้นนนนมีน้อยโผล่มาในเกมน้อยมากๆ

และในส่วนของเส้นเรื่องหลัก บางจังหวะที่เป็นช่วงสำคัญของเรื่องราว ตัวเกมก็พอจะมีเรียลไทม์คัทซีนมารองรับเนื้อเรื่อง ณ ตอนนั้น ที่ก็ถือว่ากำกับฉากออกมาใช้ได้ น่าเสียดายที่มีออกมาน้อยมากๆ

อาจจะจริงที่ยังไงเสียระบบการเล่นคือ หัวใจหลักในเกมแนวไฟติ้งอยู่วันเย็นค่ำ แต่ถ้าหากดูในยุคสมัยปัจจุบันที่ตลาดของเกมต่อสู้กันอย่างดุเดือดด้วยอภิมหาสารพัดคอนเทนต์มัดใจผู้เล่นซึ่ง “เนื้อเรื่อง” ก็เป็นหนึ่งในนั้น  (ดูอย่าง Injustice 2 เป็นตัวอย่างก็ได้) และไหนจะทั้งจากที่ตัวเกมเอง ชูชัดด้านโหมดเนื้อเรื่อง แต่ทำไมถึงคุณภาพของวิธีการนำเสนอถึงต่ำกว่ามาตรฐานในเกมปัจจุบัน?

Libra of Souls โหมดการเล่นพระเอกของเกม

อาจกล่าวได้ว่านี่คือโหมดการเล่นที่เป็นพระเอกของเกมอย่างแท้จริง ด้วยการให้ผู้เล่นได้สร้างสรรค์ตัวละครที่เริ่มตั้งแต่การเลือกเผ่าพันธุ์คนปกติไปจนผิดแปลกเกินมนุษย์มนา (โครงกระดูก, มนุษย์กิ้งก่า ฯลฯ), การกำหนดสไตล์การต่อสู้ที่อ้างอิงจากตัวละครต้นตำรับของเกม, และการเนรมิตใบหน้าเสื้อผ้าหน้าผมและสีสันที่ “โคตรจะยืดหยุ่น”เพื่อนำไปผจญภัยยังโลกของ Soul Calibur VI ที่ตลอดทางเราจะได้พบตัวละครต้นฉบับจากเกม ในรูปแบบการเล่นลูกผสมเกมแนว RPG ที่ตัวละครของผู้เล่นจะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นจากการเก็บเกี่ยวเลเวล

เราจะสามารถเลือกปรับแต่งได้แทบจะทุกอย่างแบบละเอียดถี่ ไล่ตั้งแต่หมวกที่สวมใส่,สื้อซับในและเสื้อคลุม, ถุงมือหรือสนับเข่า ไปจนถึงการเลือกเสริมชิ้นส่วนติดบนร่างกาย ฯลฯ  จากบรรดาเสื้อผ้าที่มีให้เลือกในโหมดนี้โดยตรง หรือจะเป็นผสมเล็กปนน้อยจากชิ้นส่วนเสื้อผ้าของตัวละครต้นฉบับของเกม ที่ผู้เขียนรับรองได้ว่าผู้เล่นจะติดพันและเพลิดเพลินในส่วนนี้อย่างแน่นอน แต่ในส่วนของเนื้อเรื่องของโหมดดังกล่าว ก็ยังมีข้อเสียในแบบเดียวกันกับโหมดเนื้อเรื่องหลัก ที่วิธีการนำเสนอจะใช้เพียงแค่ภาพวาดและเสียงพากย์ในการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป ที่สำหรับผู้เขียนแล้ว “มันไม่สามารถสร้างความเข้าถึงในเนื้อเรื่องได้เลยสักนิด”

แต่หากชั่งน้ำหนักจากข้อดีและข้อด้อยใน Libra of Souls ดูแล้วละก็ จะพบว่าในโหมดการเล่นดังกล่าว ยังเต็มไปด้วยความสนุกที่ชวนให้ขลุกติดอยู่กับหน้าจอได้เป็นเวลานาน ทั้งจากระบบการเล่นโดยตรงเอง ที่ใส่องค์ประกอบ RPG เข้ามาให้ผู้เล่นได้ติดพันอยู่กับการไต่เลเวล และจากระบบสร้างตัวละครที่จะมอบอิสระให้ผู้เล่นได้ปั้นแต่งนักสู้ในแบบของเราขึ้นมาเพื่อออกผจญภัยไปยังดินแดนการต่อสู้ด้วยศาสตรานี้


สรุป

โดยรวม Soul Calibur VI คือเกมแนวไฟติ้งที่เป็นดั่งประตูสำคัญบานแรกให้ผู้เล่นที่ไม่ยี่ระในเกมแนวนี้ ได้ริ่เริ่มความสนุกไปกับความเข้าถึงง่ายของเกม ก่อนที่ในภายหลังจะรู้สึกท้าทายไปกับมิติการต่อสู้ที่ลึกไม่แพ้ซีรีส์ใดๆ และแม้ในส่วนของโหมดเนื้อเรื่อง จะไม่ได้งานละเมียดสักเท่าไหร่ แต่โหมด Libra of Souls จะลบความน่าผิดหวังในโหมดเนื้อเรื่องออกไปได้ด้วยความยืดหยุ่นที่โหมดนี้มอบให้ทั้งจากการสร้างตัวละครและองค์ประกอบ RPG

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Games

[Review] Assassin Creed’s Odyssey มหากาพย์ขนาดยักษ์ที่ใหญ่จนต้องอึ้ง ทึ่ง มึน!

Published

on

Earth Atlantis

8

กราฟิก

8.0/10

ระบบการเล่น

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์เข้าใจง่าย
  • มีเรือดำน้ำหลายลำ
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • ยากเกินไปสำหรับมือใหม่

หลังจากที่ Ubisoft พยายามปรับภาพลักษณ์ซีรี่ส์ Assassin’s Creed ให้เป็นเกมแอ็คชั่นสวมบทบาทจากภาค Origins ทั้งแฟนหน้าเก่าและหน้าใหม่ของซีรี่ส์ก็เริ่มกลับมานิยมชมชอบมือสังหารในลุคใหม่นี้มากขึ้น ในปีนี้ทางทีมพัฒนาจึงตัดสินใจใช้ปรัชญา “เมื่อของเดิมมันดีอยู่แล้วจะไปเปลี่ยนมันหาพระแสงอะไร” แล้วเน้นต่อยอดของเดิมให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น และที่สำคัญคือขยายขนาดของมันให้ใหญ่โตมโหฬารมากกว่าเดิม โดยเปลี่ยนฉากหลังเป็นโลกยุคกรีกโบราณ โลกที่เต็มไปด้วยนักรบสปาร์ตันซิกแพ็คแน่น นักปรัชญาเคราเฟิ้มในผ้าคลุม และสัญลักษณ์แห่งทวยเทพกรีกกับปีศาจในตำนาน

ซึ่งเราพูดได้เต็มปากตอนนี้เลยว่า Odyssey คือเกม Assassin’s Creed ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพียงแต่ความใหญ่มากของมันก็เป็นดั่งดาบสองคมเล่มมหึมา คือใหญ่จนต้องอึ้งแต่ก็ทำให้ผู้ถือดาบเมื่อยแล้วทำหลุดมือมาฟาดกบาลตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่าแล้วก็มาถกกันแบบลงรายละเอียดกันเถิด เหล่าเกมเมอร์นักสู้และเกมเมอร์นักปราชญ์ทั้งหลาย

ขอต้อนรับสู่ปกรณัมกรีกสุดอลังการ

ใหญ่แค่ไหน… ถามใจเธอดู

จุดแรกที่เด่นกระแทกตาเกมเมอร์ทุกคนตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดเกมนี้ขึ้นมาก็คือขนาดอันใหญ่โตมโหฬารของมันนี่แหละ เรียกได้ว่าสมน้ำสมเนื้อกับการใช้ฉากหลังเป็นมหากาพย์กรีกโบราณเสียจริง โดยเกมจะเล่าเรื่องราวการเดินทางสร้างชื่อเสียงของทหารรับจ้างสาว Kassandra หรือนักรบหนุ่มไร้นาย Alexios ผู้ออกตามหาสมาชิกในครอบครัวที่ต้องพลัดพรากกันแต่กาลก่อน และถึงแม้เนื้อเรื่องจะดำเนินเหมือนกันไม่ว่าคุณจะเลือกเล่นตัวเอกหญิงหรือตัวเอกชาย แต่ทั้งเสียงพากย์และบุคลิกของ Kassandra นั้นน่าสนใจกว่าพระเอกกล้ามบึ้ก ๆ ดาษ ๆ อย่าง Alexios เยอะ จนอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมทีมพัฒนาถึงไม่ใช้เธอเป็นตัวเอกขึ้นปกบนกล่องเกมแทนซะเลย

ครอบครัวสปาร์ตันก็มีโมเม้นท์ดราม่าเหมือนกันนะ

สำหรับเส้นเรื่องหลักก็ถือว่าสนุกน่าติดตามในระดับที่โอเค คือมีจุดหักมุมบ้าง มีอะไรมาให้เซอร์ไพรส์บ้างตามประสา แม้มันจะไม่ได้ยอดเยี่ยมกระเทียมดองจนต้องยกขึ้นหิ้ง แต่การที่เกมให้ความสำคัญกับเรื่องราวของครอบครัวตัวเอกมากกว่าสงครามระหว่างสปาร์ตาและเอเทนก็ช่วยทำให้เนื้อเรื่องลุ่มลึกมากขึ้น นอกจากนี้จุดที่แฟนหน้าใหม่น่าจะชอบก็คือเนื้อเรื่องของ Odyssey ค่อนข้างเป็นเอกเทศน์จาก Assassin’s Creed ภาคอื่น ๆ ทั้งหมด แถมยังแทบไม่พูดถึงเรื่องราวไซไฟในโลกอนาคตระหว่างฝ่ายมือสังหารและเทมปลาร์เลยซักนิด

ออกไปเจอผู้คนหน้าใหม่ เช่น นักปราชญ์กวนทีนนามว่า Sokrates

ในทันทีที่คุณได้พา Kassandra หรือ Alexios ออกจากเกาะแรกเมื่อไหร่ คุณจะได้รู้ซึ้งกับตัวว่าแผนที่ในเกมนี้มันใหญ่ผิดคาดขนาดไหน เพราะนอกจากขนาดของแผนที่ในเกมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ซีรี่ส์นี้เคยทำออกมาแล้ว กิจกรรมที่มีให้ทำยังมีจำนวนมากมายมหาศาลไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นภารกิจหลักตามเนื้อเรื่อง ภารกิจเสริมที่มาพร้อมกับเรื่องราวสั้น ๆ ที่น่าสนใจ จุดปีนชมวิวเพื่อเปิดตำแหน่ง Fast travel ถ้ำสมบัติและซากเรืออับปางให้ดำน้ำหาของ นักล่าค่าหัวที่เกมสุ่มมาให้คุณประมือเรื่อย ๆ ภารกิจอีเว้นท์จำกัดเวลา และอื่น ๆ อีกล้านแปดที่สาธยายเป็นชั่วโมงก็ไม่หมด ซึ่งกิจกรรมที่เยอะยิ่งกว่าเมืองไทยประกันชีวิตเหล่านี้จะถาโถมเข้ามาใส่คุณไม่ยั้งจนอาจทำให้เมาหมัดได้

สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

ความเยอะในจุดนี้อาจทำให้เกมเมอร์ที่ไม่ใช่สาย open-world หรือไม่เคยเล่น Assassin’s Creed มาก่อนยืนงง ๆ เหวอ ๆ เพราะไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดี อย่างไรก็ดี หากคุณได้ลองงมไปซักสองสามชั่วโมงจนเริ่มจับจังหวะของเกมได้ คุณจะพบว่ามันไม่แย่อย่างที่คิด เพราะแทบทุกกิจกรรมบนแผนที่จะส่งผลกลับมาสู่ตัวละครของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณอาจจะได้รางวัลเป็น xp ตอนนั้นเลย ได้เห็นตัวละครที่เราไปทำอะไรให้ย้อนกลับมาให้เห็นหน้า หรือบางครั้งมันอาจส่งผลกระทบกับเนื้อเรื่องหลักโดยตรงก็เป็นได้

This is Sparta!

เป็นเกมยุคกรีกทั้งทีจะไม่มีฉากจาก “300“ ได้ไง

แน่นอนว่าเกิดเป็นสปาร์ตันในยุคกรีกโบราณทั้งที จะหลีกหนีการประดาบประลองหอกไปได้เยี่ยงไร โดยระบบการต่อสู้ในภาคนี้ยังคงอิงจากภาค Origins ที่เปลี่ยนจากการเน้นกดโจมตีสลับกับฟันสวนใน Assassin’s Creed ภาคก่อนหน้ามาเป็นการกดคอมโบฟันหนัก ฟันเบา หลบหลีก และปัดป้องให้ต่อเนื่องเหมือนในเกมแอ็คชั่น นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเลือกใช้อาวุธได้หลากหลายและยังมีท่าไม้ตายให้เลือกสรรเหมือนในเกมสวมบทบาท (RPG) ซึ่งในจุดนี้ Odyssey ได้ยกระดับตัวเองให้เป็นเกมแนวสวมบทบาทที่ฮาร์ดคอร์ยิ่งกว่าภาค Origins เสียอีก เรียกได้ว่าระบบฟาร์มเลเวล ฟาร์มของ ตีบวก มากันให้ครบ โดยการโจมตีแต่ละครั้งก็จะมีเลขดาเมจขึ้นให้เห็นและศัตรูทุกตัวจะมีระดับเลเวลแสดงให้เห็นอยู่บนหัว เมื่อใดที่คุณทำภารกิจสำเร็จหรือกำราบศัตรูได้คุณก็จะได้รางวัลค่าประสบการณ์ เงิน และแร่ธาตุในเกม ค่าประสบการณ์จะเอาไว้ใช้เพื่อการอัพเลเวลแล้วนำแต้มไปซื้อท่าไม้ตายสายนักธนู (Hunter) นักรบ (Warrior) หรือมือสังหาร (Assassin) ซึ่งจะช่วยกำหนดแนวทางการเล่นของคุณได้ ส่วนเงินก็เอาไว้ใช้ซื้อเกราะซื้ออาวุธมาใช้ และแร่ธาตุก็เอาไว้ตีบวกของบนตัวคุณให้ดีขึ้นอีกนั่นเอง

เมื่อเจอศัตรูมากกว่าหนึ่งตัว ความมั่วนิ่มก็บังเกิด

ต้องยอมรับว่าความลุ่มลึกและความหลากหลายที่เพิ่มเข้ามานั้นทำให้การประดาบกับศัตรูในเกมสนุกตื่นเต้นขึ้นมาก และยังทำให้ผู้เล่นคันไม้คันมืออยากเข้าไปจัดหนักกับนักล่าค่าหัวเลเวลสูง ๆเพื่อปล้นข้าวของมันมาใช้อยู่เป็นนิจ แต่ระบบต่อสู้ของ Odyssey ก็ยังไม่สนุกขั้นสุดเหมือนเกมแอ็คชั่นเต็มตัวอย่าง God of War หรือ Spider-man อยู่ดี เพราะยังมีจุดเก้ ๆ กัง ๆ เวลาที่เราสู้กับศัตรูมากกว่าหนึ่งตัวขึ้นไป เพราะพวกมันมักจะแห่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังและรุมตีนพร้อมกันจนคุณออกคอมโบอะไรไม่ได้เลย ซ้ำร้ายท่าปัดป้องการโจมตีก็ไม่ช่วยอะไรหากคุณโดนศัตรูจิ้มจากด้านหลัง

ฉากการต่อสู้ที่ควรจะดูเท่แบบในหนังเรื่อง 300 จึงต้องกลายเป็นการ์ตูน Tom & Jerry ที่คุณวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หันกลับมาจิ้มศัตรูฉึกสองฉึก แล้วก็วิ่งหนีต่อจนกว่าศัตรูจะหมดกลุ่ม เจอแบบนี้มันทำให้ตัวเอกดูกระจอกพิกล นอกจากนี้เอฟเฟ็คการเฉือนเนื้อเถือหนังศัตรูก็ยังดูเบาไปนิด ขาดความสะใจที่ทำให้ทุกการโจมตีดูมีน้ำหนักและรุนแรงถึงตายแบบขวานของ Kratos เรื่องพวกนี้อาจจะฟังดูเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อันที่จริงมันมีผลต่อความสนุกของเกมไม่ใช่เล่นเลยนะ

ป้าบเข้าให้!

อีกจุดหนึ่งที่น่าประหลาดสำหรับเกมซึ่งมีชื่อขึ้นต้นว่า “มือสังหาร” กลับเป็นระบบการลอบสังหารในเกมภาคนี้ที่ทำ ออกมาได้เก้ ๆ กัง ๆ ซะอย่างนั้น เนื่องจากระบบการระบุตำแหน่งและติดตามทัศนวิสัยของศัตรูช่างไม่เอื้ออำนวยให้ผู้เล่นลอบเร้นเข้าไปหาเป้าหมายได้ง่าย ๆ เลย แถมการจะจิ้มหลังเป้าหมายให้ดับในทีเดียวได้ยังต้องพึ่งพาการอั้พเลเวล ไอเท็ม และการซื้อท่าพิเศษอีกพอสมควร ราวกับว่าเกมไม่ค่อยสนับสนุนให้ผู้เล่นสวมบทเป็นมือสังหารอย่างไรอย่างนั้น

โลกกรีกทั้งใบในมือคุณ

วันนี้ขี่ม้าไปก่อเรื่องอะไรดีน้าาา

จุดที่น่าทึ่งมาก ๆ อีกเรื่องหนึ่งใน Odyssey ก็คือการออกแบบฉากและภารกิจแทบทั้งหมดในเกมได้รับการออกแบบให้ผู้เล่นสามารถเลือกแนวทางการรับมือได้ตามแต่ใจต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการลอบเร้นเข้าไปขโมยของในค่ายโดยไม่ให้ใครเห็น การลอบเก็บศัตรูทีละตัวอย่างเงียบเชียบ หรือจะแกว่งดาบเข้าไปบู๊กับศัตรูตั้งแต่แรกเลยก็เชิญ

จุดนี้ให้ลองนึกถึงภารกิจตี Outpost ในเกม Far Cry แค่เปลี่ยนมาใช้ธนูกับดาบแทนปืนกลนั่นแล ซึ่งภารกิจที่เปิดกว้างและให้ความรู้สึกว่าคุณเป็นมือสังหารตัวจริงเสียงจริงมากที่สุดก็เห็นจะเป็นภารกิจล่าหัวสมาชิกลัทธิ Cult of Cosmos ที่คุณจะได้เจอช่วงกลางเกม โดยคุณจำเป็นต้องทำการบ้าน ออกสำรวจหาข้อมูล และพยายามเดาอย่างมีหลักการเพื่อเผยโฉมหน้าของเป้าหมายให้ได้ก่อน หลังจากหาตัวพบแล้วก็ต้องมากางแผนกันอีกว่าจะเข้าไปจิ้มหมอนี่ยังไงให้สะดวกโยธินที่สุด เพราะบางคนก็เลเวลสูงลิบแถมยังบู๊เก่งอีก บางคนก็ซุ่มอยู่หลังยามเป็นกองทัพ และบางคนก็ล่องเรืออยู่ท่ามกลางเรือบริวารเท่านั้น การให้ผู้เล่นได้คิดวิเคราะห์แล้วเลือกทางที่จะลุยเองตั้งแต่ต้นจนจบแบบนี้มันมอบทั้งความท้าทาย ความสนุกตื่นเต้น และมันยังทำให้ชัยชนะช่างหอมหวานยิ่งกว่าด่านไหน ๆ

แต่ถ้าก่อเรื่องมากไปก็จะโดนนักล่าค่าหัวไล่ตื้บนะจ๊ะ

นอกจากภารกิจที่เปิดกว้าง ระบบสังคมใน Odyssey ยังโต้ตอบกับการกระทำของผู้เล่นให้เห็นกันชัด ๆ หากคุณแอบจิ๊กข้าวของของตัวละคร NPC ในเกมบ่อย ๆ หรือไปอาละวาดใส่ทหารยามเมืองเอาสะใจ ผู้คนในละแวกนั้นก็จะเริ่มด่าทอคุณ วิ่งหนีคุณ หรือบางครั้งพวกเขาจะวิ่งไปหยิบอาวุธมาสู้กับคุณเลยทีเดียว ซึ่งหากคุณอาละวาดมากไปคุณก็จะโดนติดประกาศค่าหัว อันจะส่งผลให้บรรดานักล่าค่าหัวหลายแบบ หลากบุคลิก ที่เป็นเหมือนมินิบอสออกมาไล่กระทืบคุณด้วย

ผู้เล่นยังสามารถเข้าร่วมศึกระหว่างทัพ Spartan หรือ Athenian และบ่อนทำลายอิทธิพลของอีกชนชาติหนึ่งบนเกาะแต่ละแห่งได้ด้วย คุณอาจจะวิ่งไล่เสียบทหารชาติที่คุณไม่ชอบขี้หน้า ปล้นสะดม หรือตามเก็บผู้บัญชาการประจำป้อม ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอิทธิพลของชาตินั้นจะลดลงจนต่ำถึงขีดสุด จากนั้นค่อยเปิดศึกใหญ่เพื่อขับไล่ฝ่ายปรปักษ์ให้สิ้น ซึ่งหากคุณช่วยรบจนชนะ คุณก็จะได้เห็นทหารจากทัพที่คว้าชัยมาได้เข้ามายึดครองเกาะแห่งนั้นแทน ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เองที่ทำให้คุณรู้สึกว่าการกระทำของตัวเองส่งผลกระทบต่อโลกกรีกยุคโบราณจริง ๆ

ยุทธนาวีสไตล์ชนแหลกตามประสาสปาร์ตัน

ส่วนเกมเมอร์ผู้ใดที่เป็นแฟนสมรภูมิราชนาวีจากภาค Black Flag และ Rogue ก็น่าจะถูกใจกับระบบการต่อสู้ทางเรือที่กลับมาอย่างเต็มรูปแบบใน Odyssey แม้อาวุธบนเรือจะไม่ได้ทันสมัยอย่างภาค Black Flag แต่ก็มียุทโธปกรณ์ให้เลือกใช้ได้หลากหลาย ทั้งธนู หลาว และธนูไฟ ซึ่งศึกทางน้ำในยุคนี้ค่อนข้างเปลี่ยนอารมณ์จากเรือโจรสลัดยุคดินปืน มันเน้นการเข้าประชิดและใช้เรือดับเครื่องชนเป็นหลัก

นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเกณฑ์คนขึ้นเรือแล้วแต่งตั้งให้เป็นต้นหนเพื่อเพิ่มความสามารถพิเศษให้กับเรือได้ อย่างไรก็ตามการควบคุมเรือในยุทธศึกโบราณนั้นค่อนข้างยุ่งยากกว่าเรือโจรสลัดใน Black Flag พอสมควร เพราะวิธีการกดปาหลาวและใช้ไฟนั้นเรียกได้ว่างงไม่ใช่เล่น ซ้ำร้ายมันยังไม่มันส์สะใจเท่ากับการใช้ปืนใหญ่ดินดำอีกด้วย

ใหญ่ไปเป็นภัยแก่ตัว

เมืองใหญ่ขนาดนี้ก็ต้องมีบั๊กตามซอกหลืบกันบ้าง

มาถึงจุดนี้คงไม่ต้องบอกกันอีกรอบแล้วว่าเกมภาค Odyssey มันใหญ่ยักษ์คับฟ้าขนาดไหน (เพราะพูดมาจนปากเปียกปากแฉะประมาณ 25 รอบได้) ซึ่งความใหญ่เกินงามของมันนี่แหละที่ทำให้เกมเมอร์ “เล่นจนเหนื่อย” เหนื่อยกับการวิ่งข้ามฉากเป็น 10 นาที เหนื่อยกับการจัดชุดเกราะและอาวุธใหม่ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง เหนื่อยกับการเก็บเลเวลเพื่อให้เก่งพอไปฟาดกับศัตรูในฉากได้ แถมจะเล่นแต่ละทีก็ต้องนั่งแช่ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยหากต้องการให้เนื้อเรื่องเดิน หากเป็นสายตอดวันละครึ่งชม. นี่รับประกันว่าไม่มีอะไรกระเตื้องแน่นวล

ซ้ำร้ายกิจกรรมที่มีมากมายเหลือคณานับก็ซ้ำกันเยอะแยะ และระบบเซฟเกมอัตโนมัติของเกมก็ไม่ได้เอื้อเฟื้อให้ผู้เล่นเท่าไหร่ หลายครั้งที่การสู้กับบอสยาก ๆ แทบตายจนชนะแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แต่ดันถูกลูกระจ๊อกมันฟันตายหลังจากนั้นแป๊บนึงทำให้ต้องมาสู้ใหม่ทั้งหมดแต่แรก เจอแบบนี้มันยิ่งเหนื่อยนะเหวย ดังนั่นเราขอแนะนำให้คุณกด Quick Save บ่อย ๆ ไม่งั้นได้มีเขวี้ยงจอยกันแน่

สิ่งที่น่ากลัวกว่าลัทธิ Cult of Cosmos ก็คือการโหลดเกมนี่แหละ

สำหรับพระเอกชื่อดังประจำเกมยี่ห้อ Ubisoft นามว่า “บั๊ก” ก็ยังโผล่หน้ามาให้เห็นบ้างนาน ๆ ครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มันไม่ได้แผลงฤทธิ์หนักขนาดทำให้เกมเจ๊งเล่นไม่ได้ แค่ทำให้ NC บางตัวนั่งเข้าไปในกำแพงบ้าง ศพศัตรูเด้งไปเด้งมาบ้าง ตัวละคร NPC ร่างหายไปกับสายลมบ้างก็เท่านั้น จุดนี้ต้องขอชมเชยทีมพัฒนาว่าเก็บงานได้ดีสำหรับเกมสเกลบิ๊กเบิ้มขนาดนี้

แต่จุดที่น่าหน่ายใจที่สุดคือระยะเวลาในการโหลดเกมที่ค่อนข้างนานจนน่าหลับ (อย่างน้อยก็ในเครื่อง PS4 Pro) แถมเกมยังโหลดบ่อย สังเกตการณ์ผ่านนกอินทรีย์เสร็จก็โหลด เปิดเมนูแผนที่ขึ้นมาดูก็โหลด ที่สำคัญคือโหลดนานทุกครั้งที่ม่องเท่ง และคุณต้องตายบ่อยจนเบื่อแน่ ๆ ในช่วงต้นเกม นอกจากนี้ก็มีเกมค้างสองสามวินาทีบ้างในบางจุดเพราะโหลดไม่ทัน

ไม่น่าเชื่อว่าทะเลและระลอกคลื่นในกรีกโบราณจะสวยจับใจขนาดนี้

ส่วนงานภาพกราฟิกใน Odyssey ก็เรียกได้ว่าสวยดีแต่ไม่สวยสุด ความสวยงามของภาพมาจากงานออกแบบและการเล่นสีเป็นหลัก โดยเฉพาะภาพของน้ำทะเลและระลอกคลื่นกระทบชายฝั่งที่น่าทึ่งมาก สวยงามเหมือนทะเลจริงยิ่งกว่าหาดบางแสนซะอีก แต่ตัวกราฟิกเอนจิ้นนั้นค่อนข้างธรรมดาเนื่องจากรายละเอียดเท็กซ์เจอร์ที่จืดจางในหลาย ๆ จุด การแสดงออกทางสีหน้าหน้าท่าทางของตัวละครก็ยังดูแข็ง ๆ อนิเมชั่นก็ดูขัด ๆ ไม่ค่อยเนียน บางคนก็ทำท่าทางโอเวอร์แอ็คติ้งซะยังกับในละครน้ำเน่า ยิ่งเป็นฉากจีบ ๆ รัก ๆ ใคร่ ๆ นี่ไม่ต้องพูดถึง แข็งเป็นหินมากกกก จนดูน่าขนลุกเลยเจ้าข้าเอ๋ย

บทสรุปแห่ง Odyssey

โลกในเกมที่มีชีวิตชีวา และ AI ที่ชอบตีกันเองในยามว่าง…

Assassin’s Creed Odyssey มุ่งมั่นที่จะเป็นเกมที่ใหญ่ที่สุดโดยไม่มีการประนีประนอมถ่อมตัวใด ๆ อาจเป็นเพราะ Ubisoft วางแผนจะใช้เกมภาคนี้ต่ออีกหนึ่งปีด้วยการเพิ่มภาคเสริมเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งความยิ่งใหญ่เกินตัวที่ว่านี้ก็ต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างแบบช่วยไม่ได้ ดั่งมหากาพย์สุดอลังการที่ต้องมีช่วงยาวยืดน่าเบื่อปนอยู่บ้าง ดั่งบุฟเฟ่ต์ชั้นเลิศที่กินมากไปก็เริ่มไม่อร่อย และดั่งทริปเที่ยวตารางแน่นเอี้ยดที่ทำให้ความสนุกเริ่มกลายเป็นความเหนื่อย แม้กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ยังมอบประสบการณ์น่าประทับใจที่ควรค่าแก่การได้ลิ้มลองสักครั้ง หากคุณเป็นแฟน Assassin’s Creed ภาค Origins หรือกำลังมองหาเกมแอ็คชั่นผจญภัยใหญ่ ๆ ไว้นั่งเล่นยาว ๆ Odyssey ก็เป็นตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาดนะขอรับ

*ต้องขอขอบคุณทีมงาน Ubisoft ที่ช่วยสนับสนุนโค้ดเกมสำหรับการรีวิวบนแพลตฟอร์ม Playstation 4 มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!