Connect with us

Game Review

[Review] Sekiro: Shadow Die Twice เมื่อความตายคือบทเรียนของคุณ

Sekiro: Shadow Die Twice

8.5

GAMEPLAY

9.5/10

GRAPHICS

8.0/10

STORY

8.5/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.5/10

จุดเด่น

  • ระบบต่อสู้ที่ออกแบบมาดีมาก
  • การออกแบบ Level ที่ทำมาได้ดี
  • การสำรวจฉาก และการค้นหาความลับหลังจากเล่นจบ
  • เนื้อเรื่องที่น่าติดตาม

จุดสังเกต

  • กราฟิกที่ตกยุคไปบ้างเล็กน้อย
  • ตัวเกมสั้นมากๆ

สวัสดีท่านผู้ท่านทุกท่านครับ ในที่สุด Sekiro Shadow Die Twice ก็ได้วางขาย และสร้างความร้าวฉานให้กับเกมเมอร์มาทั่วโลกแล้ว ผลงานล่าสุดจาก From Sotfware ผู้ที่ให้กำเนิดแนวเกมใหม่ที่เรียกกันว่า Souls-Like Game โดยมี Dark Souls , Bloodborne ที่เป็นผลงานสร้างชื่อเสียงให้กับทีมจนทำให้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก

เหตุผลที่เกมแนว Souls-Like นั้นกลายเป็นกระแสถึงทุกวันนี้ตั้งแต่ Demon Souls วางขายไปในปี 2009 นั้นก็คือ “ความยาก” ของตัวเกม ที่เรียกได้ว่าทำเอาเกมเมอร์ร้องโอดครวญกันมาแล้วทั่วโลก แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ประสบความสำเร็จสูงมาก จนมีภาคต่อออกมา “Dark Souls” ในปี 2011 และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ตัวเกมได้หลุดจากการเป็นเกม Exclusive ของ PS3 ทำให้เกมเมอร์ชาว Xbox และ PC ก็มีโอกาสได้สัมผัสกับความยากที่โหดนักนี่

หลังจากนั้น From Software ก็ได้เอาแนวทางของเกมนี้มาพัฒนา โดยมีการทดลองอะไรใหม่ๆ และปรับเปลี่ยนตัวเกมให้เข้ากับยุคสมัย รวมไปถึงการฉีก theme ตัวเกมจากเดิมไป จนออกมากลายเป็น Bloodborne ที่น่าจะเป็นรักแรกพบสำหรับสาวก Playstation เนื่องจากว่ามันกลับมาเป็นเกม Exclusive ให้กับ PS4 อีกครั้ง โดยครั้งนี้น่าจะเป็นการดึงเกมเมอร์กลุ่มใหม่เข้ามา โดยลดระดับความยากลงไปนิดหน่อย ระบบการเล่นที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ก่อนที่จะออก Dark Souls 3 มาปิดท้ายตระกูล Souls โดยคำพูดสุดท้ายของ From Software ก็คือ พวกเขาจะลองทำอะไรใหม่ๆบ้าง และจะไม่มี Dark Souls ภาคต่อมาอีกแล้ว

Sekiro: Shadow Die Twice คือจดหมายรักที่ From Software ได้ส่งมอบให้กับแฟนๆเกมทั่วโลก และนี่เป็นอีกครั้งที่พวกเขาได้พยายามสร้างสิ่งใหม่ๆ โดยมีความต้องการที่จะดึงเอาเกมเมอร์หน้าใหม่เข้ามาเล่นเกมของพวกเขา เพียงแต่ว่า จดหมายฉบับนี้นั้น มันเต็มไปด้วยอุปสรรค ความโหดร้ายที่ใครก็ตามคิดจะเปิดจดหมายฉบับนี้ เขาคนนั้นจะต้องมีความพยายามและความอดทนสูงมาก ชนิดที่ว่ามันจะเป็นจดหมายที่ขัดเกลาจิตใจของผู้เล่นได้เลยล่ะ

“และแน่นอนว่า ต้องขอขอบคุณ Sony Interactive Entertainment ที่ได้เป็นผู้สนับสนุนตัวเกมที่ใช้ในการรีวิวในครั้งนี้ด้วยครับ”


One-armed Wolf


เรื่องราวของ Sekiro เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นยุคเซ็งโงกุ โดยเราจะได้รับบทเป็น “โอคามิ” นินจาที่รับใช้องค์ชายคุโระแห่งตระกูลฮิราตะ ซึ่งตัวองค์ชายนั้นมีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่ในตัว ซึ่งคนที่ได้รับพลังนี้จะมีความสามารถในการเป็นอมตะ ตายแล้วสามารถเกิดใหม่ได้ เมื่อเรื่องราวเหล่านี้แพร่กระจายออกไป ผู้คนต่างกันอยากได้พลังอมตะที่ว่านี้มาครอบครอง เมืองฮิราจะล่มสลายจากการบุกเข้าโจมตีของตระกูลอาชินะ โอคามิเองก็ได้ทำหน้าที่ปกป้ององค์ชายอย่างถึงที่สุด และเขาก็ถูกฆ่าตายภายในคืนนั้น

หลังจากคืนนั้น โอคามิได้ตื่นขึ้นมาในทางระบายน้ำแห่งหนึ่งที่ปราสาทเมืองอาชินะ โดยที่เขาจำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไร นอกจากการปกป้ององค์ชายคุโระให้ถึงที่สุดเท่านั้น โอคามิได้ถูกช่วยเหลือโดยหญิงปริศนารายหนึ่ง และในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยที่ตัวเราผู้เล่นเองนั้นจะต้องคอยตามหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา สืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในอาชินะ และความลับของวัดเซ็มโปจิที่อยู่บนหุบเขา การผจญภัยครั้งใหม่กำลังรอตัวคุณอยู่

การเล่าเรื่องของเกมนี้ก็จะเป็นเหมือนกับพวก Souls-like ไม่มีผิด ตัวเกมจะไม่มี Quest Marker หรือแผนที่อะไรมาบอกผู้เล่นทั้งนั้น แต่จะมีเพียงแค่คำพูด และคำอธิบายไอเท็ม เป็นคำบอกใบ้ให้ผู้เล่น ว่าต้องไปทำอะไรที่ไหนอย่างไรเท่านั้น โดยถ้าหากเราพูดถึงการดำเนินเรื่อง ผมรู้สึกว่าเกมนี้ดำเนินเรื่องค่อนข้างไวมากๆครับ ถ้าเล่นแค่เอาจบเนื้อเรื่องหลักเท่านั้น ก็จะพบว่ามันไม่มีอะไรมากเลย แถมเนื้อเรื่องยังเป็นเส้นตรงอีกด้วย

แต่ถ้าหากผู้เล่นทำเควสเสริม โดยปกติแล้วเควสเสริมของเกมแนวนี้ มักจะนำพาไปสู่ฉากจบอีกแบบเสมอ ใน Sekiro เองก็เช่นครับ โดยครั้งนี้เควสเสริมพวกนี้จะมีความเชื่อมโยงต่อกันเยอะมากเลยทีเดียว ทำให้เราได้รับรู้เนื้อเรื่องเยอะมากยิ่งขึ้นหากเราตัดสินใจที่จะทำเควสแทนการจบแบบปกติ การตัดสินใจของเราในบางฉาก แน่นอนว่าก็จะส่งผลถึงฉากจบเช่นกัน

ผมใช้เวลาเล่นเกมนี้ไปเกือบ 120 ชั่วโมงเต็ม โดยจบเกมครบทุกแบบแล้ว โดยผมใช้เวลาจบรอบแรกแค่ 25 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจากผ่าน New Game + มาเรื่อยๆก็พบเลยว่าเกมนี้มันสั้นมากๆ และไม่มีอะไรให้น่าจดจำ หรือมีเควสที่ส่งผลต่อการเล่นตลอดทั้งเกมให้ทำเลย ยกตัวอย่างใน Dark Souls 3 ที่จะมีเควสของ Yuria ที่จะส่งผลถึงการเล่นของเราไปตลอดทั้งเกม แต่ใน Sekiro นั้นไม่มีอะไรแบบนั้นเลยครับ หรือจะเรียกได้ว่าไม่มีเควสที่น่าสนใจ นอกจากเควสที่ต้องทำเพื่อฉากจบเท่านั้นเอง

และนอกจากการที่ตัวเกมนั้นสั้นมากๆ สิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งจะรู้สึกตัวหลังจากเล่นมานาน ก็คือฉาก สถานที่ภายในเกม ที่มีน้อยมากๆ ถ้าหากเราเอาไปเปรียบเทียบกับเกมก่อนๆในค่าย ตลอดทั้งเกมเราก็จะวนเวียนไปมาอยู่แต่ในสถานที่เดิมๆ รูปแบบเดิมๆ บรรยากาศเดิมๆ ซึ่งผมไม่ได้รู้สึกแบบนี้ตอนเล่น Dark Souls เลย ยกตัวอย่างในภาค 3 เราจะได้เห็น Lothric, Boreal Valley, Anor Londo, Archdragon Peak และอื่นๆอีกมากมาย โดยแต่ละสถานที่ มันจะให้ความรู้สึกและบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไปเป็นอย่างมาก รวมไปถึงศัตรูที่เราจะได้สู้ด้วย

แต่ใน Sekiro นั้น ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นเลยไม่ว่าจะอยู่ในฉากไหนก็ตาม หากเป็นในภายในเขตปราสาท ศัตรูของเราก็จะเป็นพวกซามูไร หรือหน่วยเหยี่ยวอินทรี ถ้าหากเป็นเขตวัด เราก็จะได้สู้กับหลวงพ่อที่มาพร้อมกับวิชาต่อสู้แล้วก็จะมีพวกลิงมากวนใจอยู่บ้าง นอกจากนี้ก็จะมีผีวิญญานที่อยู่ในคุกใต้ดิน และชาวบ้านที่ติดเชื้ออยู่ในหมู่บ้านเก่าๆลึกลงไปใต้หุบเขา นอกจากนี้ก็มีฉากใต้น้ำ โดยใน Sekiro นั้นเป็นครั้งแรกของเกมแนวนี้ ที่เราจะสามารถว่ายน้ำ และดำน้ำได้ แน่นอนว่าจะมีศัตรูใต้น้ำให้สู้ด้วยล่ะ

ตลอดทั้งเกม จะมีเพียงแค่สถานที่เดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว้าวกับมันได้เป็นครั้งแรกในเกม นั้นก็คือศาลเจ้ามินาโมโตะ ที่ออกแบบมาสวยงาม มีความเป็นญี่ปุ่นมากๆ และมันก็น่าจะเป็นสถานที่เดียวที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ได้ตลอดทั้งเกมล่ะครับ

ตัวอย่างการแปลคำอธิบายไอเท็ม

มาพูดถึงเรื่องแปลภาษาไทยกันบ้าง ผมต้องขอชมเชยทีมงานจากใจจริงที่สามารถ Localization ตัวเกมให้ออกมาได้ยอดเยี่ยม การวางคำพูด การแปลภาษา การเลือกใช้คำ ทุกอย่างทำออกมาได้ไร้ที่ติ ราวกับว่าคุณกำลังได้รับชมหนังซามูไรญี่ปุ่นอยู่เรื่องหนึ่งกันเลยทีเดียว ไม่มีการใช้คำแปลกๆแบบที่ว่าเอา Google Translate แปลมา แต่จะเป็นการเอาคำมาเรียบเรียงใหม่ให้เข้ากับภาษาไทยมากที่สุดครับ


Gameplay


เป็นอย่างที่รู้กันว่า Sekiro เป็นเกมที่ “ยาก” โดยเราจะเห็นได้จากตลาดซื้อขายแผ่นมือสองในบ้านเรา ที่มีคนขายแผ่นกันกระจายหลังเกมขาย ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเกมมันไม่สนุก แต่มันยากเกินไปสำหรับพวกเขาต่างหาก แต่มันจะยากขนาดนั้นจริงๆหรือ ?? ตอนแรกที่ผมได้เล่นผมก็รู้สึกได้เลยว่ามันยากกว่า Dark Souls, Bloodborne เสียอีก แต่หลังจากที่ได้เล่นไปจนจบเกมมาครบ 4 รอบแล้ว ผมกลับพบว่า Sekiro มันง่ายกว่าพวก Soulborn เสียอีกครับ


ในมุมมองของผู้เล่นหน้าเดิมๆ ในช่วงแรกผู้เล่นอาจจะติดนิสัยเดิมๆ วิธีการเล่นเดิมๆที่เคยใช้มาใน Soulborn ก็เลยอาจจะคิดว่ามันยาก แต่เอาเข้าจริงแล้วใน Sekiro เกมมันจะมีแนวทางเป็นของมันเอง ถึงแม้ว่าจะใช้ระบบการบังคับ และมี Gameplay ที่เหมือนๆกันก็ตาม แต่ถ้าหากได้ลองใช้เวลาเล่นไปสักพัก และค่อยๆเรียนรู้ระบบของเกม แค่แป๊บเดียวคุณก็จะเข้าใจ และเข้าถึงวิถีสู่การเป็นนินจา และก็จะพบว่ามันคือเกมใหม่ ที่ไม่ใช่ Soulborn ครับ

ในมุมมองของผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยเล่นเกมนี้เลย หากมาเริ่มเล่น Sekiro เป็นเกมแรก คุณก็อาจจะได้รับประสบการณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนักสักเท่าไร เพราะมันโหดและหินกว่า Soulborne เยอะมาก ทั้งในแง่ของ Gameplay ที่รวดเร็วกว่าเดิม ระบบการจัดการตัวละคร ที่ผู้เล่นไม่สามารถปั๊มของหรือเลเวลมาเยอะๆเพื่อสู้ง่ายๆ และแน่นอนกับระบบออนไลน์ที่ถูกตัดออกไป ทำให้ไม่สามารถเรียกคนมาช่วยจัดการบอสได้ ตอนที่เรารู้สึกจนมุมและไม่อยากจะเล่นต่อ


แล้วสรุปเกมมันง่ายหรือมันยากกันแน่ สำหรับตัวผมเองแล้ว Sekiro ไม่ใช่เกมที่เล่นยาก แต่ Sekiro เป็นเกมที่ท้าทาย คุณอาจจะไม่เชื่อหากผมบอกว่าบอสภายในเกมนี้จะต่อสู้กับผู้เล่นแบบแฟร์ๆ ไม่มีการขี้โกง หรืออะไรกวนเราแบบใน Soulborn เลยครับ เพียงแต่ว่าวิธีที่จะจัดการมันก็จะแตกต่างไปตามตัวนั้นๆเอง หากเราจับทางได้มันจะกลายเป็นเราต่างหาก ที่ไม่แฟร์กับบอสซะงั้น และมีบอสหลายตัวมาก ที่ผมรู้สึกว่ามันจัดการง่ายกว่าเหล่า Mini-Boss ในเกมเสียอีก

Sekiro นั้นพื้นฐานแล้ว มันเป็นเกม Action RPG ทั่วๆไป แต่รูปแบบการบังคับตัวละครทั้งหมดแถบจะยกเอาระบบของ Soulborn มาทั้งดุ้นเลย หากใครที่เล่นสาย DEX ใน Dark Souls แค่แป๊บเดียวคุณก็จะทำความเข้าใจกับมันได้ง่ายมากๆ สิ่งเดียวที่แตกต่างไปก็คือ การที่ตัวเกมตัดระบบ Stamina และการกลิ้งหลบ ออกไปจากเกม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเกมจะง่ายขึ้น แต่เพียงแค่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวเท่านั้นเองครับ

Combat System ของเกมนี้ก็จะเหมือน Dark Souls ทั้งหมด แต่ตัวละครเราจะสามารถออก Action ได้มากเท่าไรก็ได้ไม่จำกัด เพราะมันไม่มี Stamina แล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะวิ่ง จะหลบ จะกระโดด จะโจมตีแค่ไหนก็ได้ไม่มีวันเหนื่อย แต่ว่ามันจะมี Posture Bar เข้ามาเป็นตัวแปรในการต่อสู้ทั้งหมด โดยมันจะกำหนดความเป็นความตาย ใน Hit เดียวของเกมนี้เลยล่ะ

Posture Bar คือระบบใหม่ที่ถูกใส่เข้ามาของเกมแนวนี้ เข้าใจกันง่ายๆมันก็คือ ค่าความแข็งแกร่ง ของทั้งตัวเราและศัตรูทุกคน รวมไปถึงพวกบอสด้วย ทุกคนจะมี Posture Bar หมดครับ หากผู้เล่นทำการโจมตีใส่ศัตรูที่กำลังตั้ง Guard อยู่ Posture Bar ก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหากมันเพิ่มจนเต็มหลอดเมื่อไร ศัตรูตัวนั้นก็จะหมดแรง และเราจะสามารถเข้าไปจัดการฆ่ามันได้ในทีเดียว รวมไปถึงพวกบอสด้วยครับ

การทำให้ Posture Bar มันเต็มหลอดได้นั้นมีหลากหลายวิธีมาก และนั้นก็คือการมาของระบบ Guard แบบใหม่ โดยใน Sekiro นี่ ผู้เล่นจะสามารถตั้ง Guard ได้ โดยไม่เสียพลังโจมตีเลยแม้แต่นิดเดียวหากถูกโจมตีขณะตั้ง Guard แต่มันจะทำให้ Posture Bar ของเราเต็มหลอดเร็วขึ้นแทน แน่นอนว่าถ้าหากตัวเราหมดแรงเมื่อไร ก็เตรียมตัวกลับจุดเซฟได้เลย หากศัตรูมันพุ่งเข้ามาใส่ และเราไม่สามารถหลบให้ทันได้

เพราะฉะนั้นการต่อสู้ของเกมนี้ มันจะเป็นการเน้นช่วงชิงจังหวะขณะที่กำลังดวลดาบกับศัตรูแทนครับ ใครที่เคยเล่นเกมอย่าง For Honor ก็อาจจะพอเข้าใจอยู่บ้าง แต่ใน Sekiro นั้นมันจะแตกต่างไปคนละแบบกันเลย โดยเกมนี้ได้เอาระบบ Parry ของ Soulborne มาปรับใช้ใหม่ ขณะที่ผู้เล่นรู้ว่ากำลังจะถูกโจมตี ผู้เล่นจะต้องกด Guard ให้ทัน เพื่อทำการ Deflect โดยถ้าทำสำเร็จก็จะทำให้ Posture Bar ของศัตรูเพิ่มขึ้นไปอีก

แต่การกด Deflect ของเกมนี้มันจะไม่เหมือนกับเกม Action เกมอื่นๆอย่างเช่น Nier Automate หรือ Batman Arkham ที่แค่กดให้ตรงจังหวะก็พอแล้ว แต่มันจะเป็นการกดให้ตรงกับคมดาบของศัตรูครับ ยกตัวอย่างเช่นในการโจมตีของศัตรูตัวใหญ่ๆที่มักจะโจมตีช้า เราก็ต้องดูท่าทางของมันให้ดีๆ ก่อนที่จะกด Deflect ไป หรือถ้าเป็นศัตรูที่โจมตีเร็วๆ เราก็ต้องกด Deflect ให้เร็วตามไปด้วย แน่นอนว่าขณะป้องกัน เราก็ต้องโจมตีสวนกลับไปบ้างเพื่อสร้างความเสียหาย เรียกได้ว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนกับดวลดาบจริงๆเลยล่ะ

แน่นอนว่ามันจะต้องมีคำถามที่ว่า ถ้ากด Deflect ได้แบบนี้เกมก็เล่นง่ายขึ้นเลยล่ะสิ ใช่ครับมันเล่นง่ายขึ้นจริงๆ หากเราสามารถจับทางศัตรูได้หมด แม้ว่าจะเป็นบอสก็ตาม และนั้นก็คือคอนเซปของเกมแนวนี้อยู่แล้ว ที่การตายมันจะสอนคุณเอง แน่นอนว่าการกด Deflect นั้นมันมีความเสี่ยงอยู่ในตัวมันเสมอ เพราะถ้าหากเรากดไม่ทัน เช่นกดช้าไป ก็จะกลายเป็นโดนโจมตีฟรีๆเลยทีเดียว แต่หลังจากที่ผมเล่นมาก็พบว่าเราสามารถกด Guard ค้างไว้ได้ และ Tab ปุ่ม L1 เพื่อคอย Deflect การโจมตี เท่านี้ Guard เราก็จะไม่หลุดหากเราพลาดการ Deflect แล้วล่ะครับ

อีกหนึ่งสาเหตุที่จะช่วยให้ Posture Bar ของศัตรูเต็มหลอดเร็วขึ้น นอกจากการ Deflect แล้ว ก็จะเป็นการใช้ท่า Counter ต่างๆและการสร้างความเสียหายให้ศัตรูครับ ในเกมนี้ถ้าหากเรากำลังจะโดนท่าโจมตีที่ไม่สามารถ Guard ได้ มันจะมีตัวอักษรญี่ปุ่นสีแดงขึ้นมาที่ตัวเราเพื่อเตือนเราก่อนเสมอ ถ้าเรากด Guard ค้างไว้รอรับท่านั้นละก็เตรียมตัวกลับจุดเซฟได้เลย

การ Counter ในเกมนี้จะมีหลากหลายรูปแบบกันไป อย่างแรกเลยคือศัตรูที่ใช้อาวุธประเภทหอก ถ้าหากมันกำลังพุ่งโจมตีเข้ามาเราจะต้องใช้การสกิล Mikiri Counter โดยการกดปุ่มหลบ O แบบไม่ดันอนาล็อก หากทำสำเร็จ เราจะสามารถทำให้ Posture Bar ของศัตรูเพิ่มขึ้นไปสูงมาก บางตัวอาจจะฆ่าได้เลย แน่นอนว่ามาก็เสี่ยงเช่นกัน หากเราทำพลาด มันจะกลายเป็นเราที่โดนแทงแทน

อีกวิธีนึง ก็คือการใช้ “ของเล่นใหม่” ในเกมนี้ ซึ่งมันก็คือเจ้า แขนกลนินจา นั้นเองครับ โดยไอ่เจ้านี่เรียกได้ว่าเป็นเหมือนเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้กับผู้เล่นชนิดที่ว่าโกงเลยล่ะ ยกตัวอย่างเช่นศัตรูบางชนิดที่กำลังจะโจมตีเราด้วยท่าที่ไม่สามารถป้องกันได้ และไม่สามารถใช้ Mikiri Counter เลย แต่เราก็สามารถใช้ประทัดไฟใส่ศัตรู เพื่อให้มันตกใจและ Stun ไปเลยทีเดียว

นอกจากนี้เจ้าแขนกลนินจา ก็ยังมีอาวุธชนิดอื่นๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็น ปืนไฟ หอกยาว มีดอาบยาพิษ ดาวกระจายชนิดต่างๆ โดยอาวุธแต่ละอย่างมันจะมีประโยชน์ตามประเภทศัตรูที่เราใช้ต่อสู้ด้วย อย่างเช่นศัตรูที่ชอบกระโดดขึ้นที่สูงๆ ถ้าเราปาดาวกระจายไปขณะที่มันกำลังกระโดดมาโจมตีเรา มันจะ Stun และกลายเป็นเป้านิ่งให้เราทันที หรืออาวุธอย่างพวกขวานที่จะทำลายโล่ไม้ของศัตรูได้ง่ายๆใน Hit เดียว เป็นต้น

นอกจากเรื่องแขนกลนินจาแล้ว Sekiro เองก็ยังมีระบบ Skill เพิ่มเข้ามาสร้างทางเลือกให้กับผู้เล่นเช่นกันครับ อย่างที่รู้ๆกันว่าตัวเกมได้ตัดระบบ Level และระบบปรับแต่งตัวละครออกไป แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะถูกกำหนดอยู่แค่นั้น ระบบ Skill ก็จะเข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดไปได้ จะมีทั้งสกิลกดใช้ สกิลติดตัว สกิลอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จะทำให้ Moveset ของเรามีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งก็ยังมีสกิลโจมตีพิเศษ และสกิลวิชานินจา ที่จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้เล่นอีกด้วย

สกิลพวกนี้ เราจะได้มาจากการใช้ Skill Point ที่ได้มาจากการฆ่าศัตรู โดยถ้าหากเราฆ่าศัตรูได้ ก็จะได้แต้มมา EXP หากสะสมครบจนเต็ม เราก็จะได้ 1 Skill Point และก็ต้องทำการสะสม EXP ให้เต็มใหม่อีกรอบ ตรงนี้ก็จะคล้ายๆกับ Level นั้นแหละครับ แต่มันแค่ไม่มีตัวเลขบอกมาอย่างชัดเจนเท่านั้นเอง แน่นอนว่านอกจาก EXP แล้ว เราก็จะได้เงิน หรือ ไอเท็มจากศัตรูด้วย โดยในเกมนี้จะมีหน่วย EXP และหน่วยเงินแยกกันไป ของใครของมันครับ

และขึ้นชื่อว่าเป็นเกมของ From Software การตายในเกมนี้ มันก็เหมือนเป็นการลงโทษผู้เล่นอย่างนึงเช่นกัน ถ้าหากเราตาย คราวนี้เราจะเสีย EXP ไป 25% ของทั้งหมด และเสียเงินไปครึ่งนึงของจำนวนที่มีอยู่เลยทีเดียว แถมคราวนี้หากเราตาย เราจะไม่สามารถไปเก็บคืนได้ เหมือนกับเกมก่อนๆอีกแล้วด้วย เรียกได้ว่าหายแล้วหายเลย

และนั้นจึงเป็นที่มาของระบบตายแล้วเกิดใหม่ทันที ที่โผล่มาเป็นครั้งแรกของเกมแนวนี้ และมันก็เป็นที่มาของชื่อ Shadow Die Twice ถ้าหากผู้เล่นพลาดตายไปในรอบแรก ผู้เล่นจะเลือกได้ว่าจะตายไปเลย และกลับสู่ Bonfire (เกมนี้คือรูปปั้นเทวรูปมาร) หรือ เลือกใช้พลังเกิดใหม่อีกครั้งได้ ถ้าเลือกเกิดอีกครั้งแล้วมีตายอีกรอบ งานนี้ก็ได้กลับไปที่ Bonfire ของจริงล่ะ

ในตอนแรกผมเข้าใจว่าระบบนี้มันน่าจะทำให้เกมเล่นง่ายขึ้นมาบ้าง แต่เปล่าเลย มันกลับทำให้ผมรู้สึกว่าไม่อยากจะตายมากกว่าเดิมเสียอีก ถ้ามีการตายเกิดขึ้นจริงๆ ผมก็จะเลือกเกิดใหม่ และหาที่ปลอดภัย เพื่อใช้ไอเท็มกลับ Bonfire ให้เร็วที่สุดเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิตและพลังเกิดใหม่นั้นล่ะครับ และจากความรู้สึกส่วนตัว ระบบนี้เหมือนจะเข้ามาช่วยไม่ให้การออก Action ของผู้เล่นติดขัดเสียมากกว่าช่วยให้เกมมันง่ายขึ้นอีกด้วย

มาพูดถึงการ Stealth กันบ้าง ในตอนแรก Sekiro เปิดตัวมา หลายๆคนก็จะชอบพูดถึงเกมอย่าง Tenchu กัน ใน Sekiro เองนั้น มันก็จะให้ความรู้สึกคล้ายๆ Tenchu อยู่บ้างครับ ไม่ว่าจะเป็นการปีนป่าย การลอบสังหารจากด้านหลัง การโดดไปมาระหว่างสิ่งก่อสร้าง แต่เอาเข้าจริง Sekiro มันจะมีแนวทางของมันเอง จนทำให้ผมไม่รู้สึกอะไรถึงเกมอย่าง Tenchu เลยสักนิด

เอาเข้าจริงๆการ Stealth ในเกมนี้ ถ้าไม่ทำไปเพื่อสนุก ก็ทำเพื่อให้ตัวเองสบายขึ้นตอนที่กำลังจะสู้กับ Mini Boss ที่มีพลังชีวิตมากกว่า 1 หลอดนั้นล่ะ เพราะ AI ในเกมนี้ พูดตามตรงว่ามันไม่ฉลาดเอาเสียเลย ตัวเกมมันไม่ได้บังคับให้คุณต้องใช้การ Stealth ถึงจะผ่านจุดนี้ แต่มันเป็นแค่ “ทางเลือก” ให้ผู้เล่นเฉยๆเท่านั้นครับ


Graphics & Optimize


พูดตามตรงว่า ผมค่อนข้างจะรู้สึกเฉยๆกับ Graphic ในเกมนี้เป็นอย่างมาก หรือพูดให้ชัดที่สุดเลยก็คือมันไม่ค่อยสมกับเป็น Graphics ของเกมปี 2019 สักเท่าไร แต่นั่นมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะโดยรวมแล้วมันก็ไม่ได้แย่อะไรมากมายขนาดนั้นครับ แต่ผมแค่รู้สึกว่าเห็นภาพเดิมๆแบบนี้มาตั้งแต่ Dark Souls 2 แล้ว แถมยังมีปัญหาในการ Optimize อยู่บ้างสำหรับ Console อีกด้วย

“ขอบคุณภาพจาก Youtube VG Tech”

Sekiro สำหรับ PS4 นั้นจะรันที่ 30FPS 1080p สำหรับ PS4 Pro Uncapframe ที่ 1800p โดยมีการ downsamples มาออกภาพที่ 1080p ส่วน Xbox One นั้นจะรันที่ 30FPS 900P ต่อมาคือ Xbox One X รันที่ Native 1800p โดยมี Frame Rate โดยรวมที่แย่กว่า PS4 Pro เสียอีก

ถ้าหากถามถึงความนิ่ง หรือความ Stable ของ Frame Rate นั้น ผมต้องพูดตามตรงว่าแถบจะไม่มีเลย ตัวเกมที่ผมใช้รีวิวเป็นเวอร์ชัน PS4 โดยผมเล่นบนเครื่องรุ่นธรรมดา ถ้าถามว่ามันเล่นได้ไหม ก็ต้องตอบว่าเล่นได้ปกติครับ แต่มันจะมีช่วงที่ Frame Rate ตกอย่างเห็นได้ชัดมากๆ และดูเหมือนว่าทีมงานจะรู้ถึงปัญหานี้ดีอยู่บ้าง ก็เลยทำการ Optimize ตัวเกมให้มี Frame Rate นิ่งที่สุดขณะอยู่ในฉากต่อสู้

มาพูดถึง PC กันบ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะว่า Sekiro ใน PC นั้น ทำออกมาได้ดีมาก และมีการ Optimize ออกมาได้ดี เหมาะสมกับคุณภาพกราฟิกที่ได้รับ ตัวเกมรองรับการแสดงผลสูงสุดถึง 4K ถึงแม้ว่าในส่วนของ Graphics Setting ที่จะไม่ค่อยมีอะไรให้ปรับเยอะสักเท่าไร แต่แค่นี้ก็ถือว่าดีมากพอแล้ว และยังรองรับการใช้เมาส์คีย์บอร์ดได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย แต่ดูเหมือนว่าตัวเกมจะ Cap Frame Rate ไว้ที่ 60FPS ตลอดเวลา งานนี้ใครที่ใช้จอ 75Hz หรือ 144Hz ก็ต้องมีปรับกับให้ปวดหัวบ้างล่ะ

มาดูบรรยากาศ และการออกแบบของเกมกันบ้าง Sekiro ได้สร้างญี่ปุ่นยุคเซ็งโงกุออกมาได้ดีมากครับ ผมรู้สึกถึง Feeling ของยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ทั้งการออกแบบฉากที่ทำออกมาได้ดี ไม่ชวนปวดหัวและกวนผู้เล่นแบบใน Dark Souls 2 ผมรู้สึกสนุกที่ได้กระโดดไปตามหลังคาปราสาทในเมืองอาชินะ รู้สึกดีที่ได้ออกสำรวจวัดร้างกลางหุบเขา รู้สึกอิ่มกับบรรยากาศดีๆภายใต้แสงจันทร์ที่ศาลเจ้ามินาโมโตะ และได้อยู่ในห้อง 2 ต่อ 2 กับมิโกะสาวผู้น่าเอ็นดู (อุ๊ปส์)

สิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ของเกมนี้ ก็คือเรื่อง Texture ที่ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าเป็นเกมของ From Software ด้วยคุณภาพ Texture ที่ไม่สูงสักเท่าไร การลบรอยหยักที่ยังมีปัญหาบ้างในบางจุด แต่เรื่องที่เป็นจุดเด่นอยู่ตลอดของเกมค่ายนี้ ก็คือเรื่องการโหลดฉาก ที่เกมนี้จะไม่มีการโหลดฉากเลยถ้าหากเราเข้าไปอยู่ในสถานที่นั้นๆแล้ว เรียกได้ว่าโหลดครั้งเดียวจบ จนกว่าจะมีการใช้ Fast Travel ไปตาม Bonfire อื่นๆ หรือมีการโหลดจุดเซฟนั้นล่ะครับ

เรื่องแสงสีภายในเกมที่ทำออกมาได้ค่อนข้างธรรมดา แต่ตัวเกมมีระบบ HDR มาให้ด้วย ซึ่งผมก็ไม่ได้ลองเปิดใช้เนื่องจากว่าไม่มีจอที่รองรับ HDR (งานนี้ชาว PC ก็มีนะเออ) ความรู้สึกโดยรวม มันจะให้อารมณ์คล้ายๆกับ Dark Souls 3 ที่ภาพสว่างขึ้น และมี Setting อยู่ในญี่ปุ่นนั้นล่ะครับ


สรุป


Sekiro Shadow Die Twice เป็นเกมที่ดีมากๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบความท้าทาย หรือคนที่มองหาอะไรใหม่ๆ นอกจากเกมรูปแบบเดิมๆที่มีวางขายอยู่ในตลาดทั่วไป หากคุณได้ลองมาสัมผัสผลงานชิ้นนี้ละก็ คุณอาจจะกลายเป็นสาวกค่าย From Software ไปอีกคนเลยก็ได้ และมันจะทำให้คุณเล่นเกมเก่งขึ้นด้วยล่ะครับ

ในมุมของแฟนๆ ผมกลับรู้สึกว่าเกมนี้มัน น่าผิดหวัง อยู่บ้างนิดหน่อย ความรู้สึกตอนแรกที่เล่นจนจบรอบแรก ผมรู้สึกดีมากๆ และถึงกับลั่นเอาไว้ว่า นี่จะเป็นเกม Game ot the Year 2019 อย่างแน่นอน แต่หลังจากที่ได้ขึ้น New Game Plus ไป 4 รอบ ผมก็ได้พบว่าเกมมันไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้นเลย

อย่างแรกเลยก็คือ เกมมันสั้นมากครับ ผมเพิ่งจะมารู้ตัวก็ตอนที่เล่น New Game Plus ใช้เวลาไม่นานมากก็สามารถจบเกมได้อีกรอบแล้ว และเควสรองอื่นๆที่ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากขนาดนั้น การที่ตัวเกมตัดระบบ Online และระบบปรับแต่งตัวละครไป ถือเป็นเรื่องที่ผิดเป็นอย่างมาก เดิมที่แล้วเกมนี้ควรจะเป็นเกมที่ PVP กันได้อย่างสนุก เพราะระบบ Counter & Deflect แบบใหม่ โดยถ้าผมจะหยิบเกมอย่าง Nioh มาแนะนำก็คงไม่ผิดนัก เกมนั้นคือตัวอย่างที่ดีมากๆ ที่ From Software ควรจะปรับไปใช้ครับ

เรื่องต่อมาคือผมกลับรู้สึกว่าเกมนี้ มันออกแนวเป็นเกมทุนต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งเรื่องที่ตัวเกมสั้นที่พูดไปด้านบนแล้ว การออกแบบบอสรวมไปถึง Mini Boss ที่มีการ Reuse อยู่บ่อยครั้ง การออกแบบ Boss Fight ที่ไม่ได้น่าจดจำอะไรสักเท่าไร และเรื่องกราฟิกที่ค่อนข้างตกยุค และการ Optimize เกมที่ทำออกมาได้แย่ สาเหตุที่ตัวเกมได้ตัดระบบ Online และระบบปรับแต่งตัวละครออกไป สิ่งที่ผมคิดได้ก็คือเหมือนจะเป็นการประหยัดงบ ประหยัดเวลาเสียมากกว่าด้วยซ้ำครับ

แต่เอาเข้าจริงแล้ว Sekiro เองก็ไม่ได้เป็นเกมที่แย่นะครับ เพียงแต่ว่ามันควรจะ ทำได้ดีกว่านี้ เท่านั้นเอง หลายคนอาจจะคิดว่าผมเอาตัวเกมไปเปรียบเทียบกับ Dark Souls, Bloodborne มากเกินไป แต่เชื่อผมเถอะว่าผมไม่ได้เปรียบเทียบอะไรขนาดนั้น แต่แค่ยกตัวอย่างมันขึ้นมา บางเรื่องมันก็จะควรจะเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ในเกมนี้กลับทำไม่ได้ ทั้งๆที่ทีมงานเอง ก็มีประสบการณ์ทำเกมแนวนี้มามากแล้ว

บางทีแล้ว Sekiro Shadow Die Twice อาจจะเป็นการลองอะไรใหม่ๆของ From Software อย่างที่เขาว่าจริงๆ ตัวเกมยังไปไม่สุดอยู่หลายทาง แต่พื้นฐานมันก็เป็นเกมที่ดีอยู่เกมนึง และคู่ควรกับเกมที่ต้องหามาเล่นในปี 2019 นี้ แต่ถ้าพูดถึงรางวัล GOTY 2019 แล้ว ก็อาจจะยากสักหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม From Software ได้มาถูกทางแล้ว เพียงแต่ว่าเขาต้องใช้เวลาในการขัดเกลาให้มันเข้ากันเท่านั้นเองครับ (ส่วนผมก็รอเล่น Nioh 2 กันต่อไป)

Sekiro Shadow Die Twice วางขายแล้ววันที่ทั้ง PS4, Xbox One และ PC ผ่านระบบ Steam ครับ

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น