Connect with us

OPPO R9s

฿ 14,990
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0/10

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพกล้อง

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

ชื่อชั้นของ OPPO นั้นหลายคนอาจจะรับรู้ว่าเป็นมือถือเน้นกล้องในราคาสมเหตุสมผลนะครับ ซึ่ง OPPO R9s ก็ยังคงคอนเซปต์นี้อยู่ และปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมให้ดีขึ้นตามยุคสมัยครับ

OPPO ส่ง R9s มาให้แอดรีวิวตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมครับ ก็เลยใช้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้เป็นมือถือเครื่องหลักอยู่เดือนหนึ่ง (พูดง่ายๆ กว่าดองนั้นแหละ แหะๆ) จึงขอรีวิวประสบการณ์การใช้จริงให้อ่านกันครับ

สเปกของ OPPO R9s

  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 625 8-core
  • กราฟิก Adreno 506
  • RAM: 4 GB
  • ROM: 64 GB สามารถใส่ MicroSD ได้สูงสุด 128 GB
  • หน้าจอ AMOLED 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.7 เซนเซอร์ Sony IMX398 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วยซอฟต์แวร์
  • กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล f/2.0
  • มาพร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • แบตเตอรี่ 3010 mAh
  • น้ำหนัก 145 กรัม
  • ราคา 14,990 บาท

ใส่ Nano-sim ได้ 2 ซิม แต่ซิมสองต้องเลือกว่าจะใส่ซิมหรือ MicroSD

ประสิทธิภาพของ OPPO R9s

  • ใช้งานจริงลื่นไหลทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเปิดเว็บ ใช้เฟซบุ๊ก ใช้ไลน์
  • เล่นเกมกราฟิกพอประมาณอย่าง Sky Force ได้ลื่นไหลดี
  • ได้คะแนนทดสอบประสิทธิภาพต่ำไปนิดสำหรับราคานี้

ทดสอบประสิทธิภาพ 3Dmark ทดสอบ Sling Shot Extreme ได้ 459 คะแนน เทียบกับ iPhone 7 ที่ได้ 2,025 คะแนน, Huawei P9 ได้ 726 คะแนน, Samsung Galaxy S8 ได้ 3,294 คะแนน

ส่วน Antutu 6.2 เทสได้ 64,853 คะแนน เทียบกับ iPhone 7 ที่ได้ 173,642 คะแนน และ Huawei P9 ได้คะแนนไป 97,725 คะแนน

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single-core 879 คะแนน และ Multi-Core ที่ 3108 คะแนน ส่วนการทดสอบ Compute เพื่อวัดประสิทธิภาพ GPU ได้ 3,188 คะแนน

คลิกดูคะแนน Geekbench สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ
  • iPhone 7 ได้ Multi-Core ราว 5,500 คะแนน
  • Huawei P9 ได้ Multi-Core ราว 4,858 คะแนน
  • โดยรวมเทียบเท่ากับ Samsung Galaxy A5-2016, Galaxy Note 4 หรือ Nexus 6P

เล่นวิดีโอลื่นไหล สีสันสวยงามดีมาก

ก็ถือว่า OPPO R9s ได้คะแนนประสิทธิภาพน้อยไปนิดเมื่อเที่ยบสมาร์ทโฟนระดับราคานี้ครับ แต่ประสบการณ์การใช้งานจริงนั้นลื่นไหลดีทุกอย่างครับ จะ facebook, LINE, Youtube รวมถึงเล่นเกมอย่าง Sky Force ก็หลบกระสุนยานศัตรูอย่างลื่นไหลจริง ซึ่งก็เป็นข้อดีของระบบปฏิบัติการที่ OPPO ปรับแต่งมาได้แบบไม่กินสเปกเครื่องเยอะครับ

ดีไซน์ตัวเครื่อง คล้าย iPhone มาก

  • ตัวเครื่องบาง เบา จับถือง่าย
  • ปุ่มสลับแอป ปุ่ม Back อยู่นอกจอข้างปุ่มโฮม สลับตำแหน่งไม่ได้
  • ดีไซน์คล้าย iPhone มาก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าดีไซน์ของ OPPO R9s นั้นไปคล้ายกับ iPhone 6 เอามากๆ ตำแหน่งเสาสัญญาณ ตำแหน่งกล้องและแฟลชอยู่จุดเดียวกันเลย จะแตกต่างตรงโลโก้ Apple กับ OPPO เท่านั้นเอง นอกจากนี้การออกแบบหน้าตาของซอฟต์แวร์ภายในก็ได้กลิ่น iOS มาเยอะครับ โดยเฉพาะแอปกล้องที่ใช้การเลือกโหมดด้วยการปัดซ้าย-ปัดขวา เหมือนกล้องของ iPhone เลย

กล้องยังนูนออกมาแบบ iPhone เลย

ส่วนด้านหน้าก็คล้ายกับ Android ทั่วไป คือด้านล่างจะมีปุ่มโฮมที่สามารถอ่านลายนิ้วมือได้อยู่ตรงกลาง ซึ่งก็สามารถสแกนนิ้วได้รวดเร็วดีมากครับ ส่วนข้างๆ ปุ่มโฮมก็เป็นปุ่มสัมผัสที่มีแสงเรืองออกมาเวลาใช้งาน ด้านซ้ายจะเป็นปุ่มสลับแอป และด้านขวาเป็นปุ่ม Back ซึ่งสลับตำแหน่งของ 2 ปุ่มนี้ไม่ได้นะครับ ซึ่งพอปุ่ม Back อยู่ทางขวาก็ใช้งานสะดวกดีสำหรับคนถนัดขวาครับ

ตัวสแกนนิ้วมือทำงานรวดเร็ว ปลดล็อกได้แม้ไม่เปิดจอ ใช้ล็อกแอปได้

ถ้าตัดประเด็นความคล้ายกับ iPhone ออกไปก็ถือว่า OPPO R9s เป็นมือถือที่ออกแบบการจับถือได้ดี ใช้งานคล่องมือดี ตัวเครื่องบางแบบรู้สึกได้ (6.58 มม.) เบาด้วย ใช้งานเรื่อยๆ ได้ไม่ติดขัดครับ แล้วถ้ารู้สึกว่าจอขนาด 5.5 นิ้วมันใหญ่ไปสำหรับการใช้งานมือเดียวก็สามารถลากนิ้วจากมุมจอด้านล่างขึ้นมาตรงกลางเพื่อย่อจอมาให้ใช้มือเดียวได้ง่ายๆ ครับ

ปุ่มด้านหน้าเครื่อง R9s ที่เรืองแสงได้

คุณภาพภาพถ่ายและวิดีโอ

  • กล้องหลังดีมาก ถ่ายภาพออกมาได้สดใส ชัดเจน
  • ถ่ายวิดีโอได้ระดับ 4K
  • ไม่สามารถถ่ายภาพแบบ RAW ได้

กล้องเป็นเรื่องที่ OPPO เน้นกับรุ่น R9s มากนะครับ สโลแกนก็บอกว่า Now It’s Clear ซึ่งก็จริงตามนั้นครับ ภาพ 16 ล้านพิกเซลที่ได้จาก R9s นั้นค่อนข้างสดใสและสวยเคลียร์มาก โหมดถ่ายภาพมีไม่เยอะ เน้นให้ใช้งานง่ายแบบ iPhone แต่ก็มีโหมดจำเป็นๆ มาให้ครบ

  1. Expert Mode ก็สามารถปรับ White balance, ISO, ความเร็วซัตเตอร์, ความสว่าง รวมถึงตำแหน่งโฟกัสได้
  2. โหมด Panorama สำหรับถ่ายภาพตามยาว
  3. โหมด Beauty สำหรับถ่ายหน้าให้สวยทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  4. โหมด Time lapse สำหรับถ่ายวิดีโอเร่งเวลา
  5. โหมด Ultra HD เร่งความละเอียดภาพจาก 16 ล้านพิกเซลเป็น 64 ล้านพิกเซล (ซึ่งปกติจะไม่ใช้กันหรอก)
  6. โหมด Double Exposure สำหรับการถ่ายภาพซ้อนกัน 2 ภาพ (นี่ก็ไม่ค่อยได้ใช้)
  7. Various Filters ที่สามารถใส่ได้ทั้งกราฟิกซ้อนลงไปในภาพและใส่ฟิลเตอร์ให้ภาพได้
  8. โหมด GIF สำหรับสร้างไฟล์ GIF

ภาพจากกล้องหลังในที่แสงเยอะ

ภาพจากกล้องหลังตอนกลางวันนั้นเคลียร์มากครับ สีสันสดใสแต่ไม่ได้สดเด้งจนดูเกินจริงไป กล้องสามารถตรวจสอบ White-balance ได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพสวยเลยโดยไม่ต้องไปแต่งอะไรเยอะ และภาพมีคุณภาพพอที่จะเอาไปแต่งต่อในแอปต่างๆ ได้ดี

ภาพจากกล้องหลังตอนกลางคืน

OPPO R9s มีกล้องที่มีรูรับแสงกว้างถึง f/1.7 ทำให้การเก็บภาพยามค่ำคืนไม่ใช่เรื่องยากครับ ภาพในที่แสงน้อยก็ยังสวยคมอยู่ดี

ภาพจากกล้องหน้า

OPPO นั้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องกล้องหน้าสวยนะครับ มาถึง OPPO R9s ก็ไม่ทิ้งจุดเด่นนี้ ซอฟต์แวร์หน้าสวยของมือถือก็ยังทำงานได้ดี ค่ามาตรฐานก็สวยแบบเนียนๆ ไม่ได้เด้งจนหลอกตามากไปนัก สีสันโทนผิวก็ทำได้ดีครับ

ถ่ายวิดีโอ

เรื่องวิดีโอนี้เป็นไม้ตายของของ R9s มากๆ เลยแหละครับ สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 4K ด้วยโทนภาพที่สวยมาก ลองดูจากคลิปแรกที่ถ่าย 4K ตอนกลางวันมาให้ดูนะครับ สีดี สวยคมมาก ส่วนอีกคลิปเป็นการถ่ายยามค่ำคืนด้วยความละเอียด 1080p ครับ ซึ่งความละเอียดนี้ระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วยซอฟต์แวร์จะทำงาน ซึ่งทำให้กล้องสั่นน้อยลง

ประสบการณ์การใช้งานจริง

  • จอ AMOLED สีสันสดใสมาก จนคิดว่ามันสดไป
  • ระบบ GPS ทำงานดี ใช้นำทางไม่พลาด
  • แบตเตอรี่ทนมาก ใช้งานหนักๆ ไม่ต้องห่วงว่าจะอยู่ไม่ถึงวัน

ความโดดเด้งของจอ AMOLED ดูสีแดงนั้นสิ

จุดเด่นแรกที่สัมผัสจากเครื่องนี้คือจอ AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD นี่แหละครับ มันสดใสกว่าจอ IPS ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนทั่วไปจริงๆ ดูวิดีโอนี่ภาพสดใสทำให้ความน่าดูเพิ่มขึ้นเยอะ แต่ก็มีปัญหากับการใช้งานแอปทั่วไปครับ ที่สีมันสดเกินไปแบบรู้สึกได้ สีเขียวของ LINE กลายเป็นเขียวอี๋ สีแดงของ Youtube กลายเป็นแดงแจ๋ ทำให้มีความรู้สึกว่าจอนี้ไม่ได้ให้สีที่เที่ยงตรงกับมาตรฐานสีเท่าใดนัก

ระบบ GPS ของ OPPO R9s ทำงานได้ดี ใช้ร่วมกับ Google Maps นำทางหลายทริป วิ่งใต้ทางด่วนที่จะบังสัญญาณมาก็หลายรอบ ก็ยังนำทางได้แม่นยำในระดับที่พอใจ คือก็มีหลุดตำแหน่ง หรือขึ้นค้นหาสัญญาณ GPS บ้างแหละ แต่ก็แก้กลับมาได้เร็วพอที่จะไม่มีปัญหากับการขับรถ

หัวชาร์จ VOOC

แบตเตอรี่ความจุ 3010 mAh ใช้งานได้ทนทานมาก เมื่อเทียบกับความบางของเครื่องนี่เรียกว่าทึ่งเลยที่แบตทนขนาดนี้ เทสคร่าวๆ ถอดปลั้กชาร์จตอน 8.00 น. ใช้งาน ฟังเพลง เล่นเฟซบุ๊ก คุยโทรศัพท์ เปิด Bluetooth, Wifi ทั้งวัน จนถึง 23.38 น. แบตยังเหลืออยู่ 42% แล้วยังมาพร้อมระบบชาร์จ VOOC ที่จ่ายกระแสมากกว่าปกติ ชาร์จ 30 นาทีก็ได้แบตประมาณ 75% แล้ว

ลำโพงเดียวใต้เครื่อง

คุณภาพเสียง ลำโพงของ OPPO R9s นั้นมีตัวเดียวอยู่ด้านล่างของเครื่องนะครับ ไม่ได้ใช้ลำโพงแนบหูเป็นลำโพงอีกตัว ทำให้เสียงเป็น Mono ไม่ใช่เสียงสเตอริโอแบบสมาร์ทโฟนบางรุ่น ก็ให้เสียงได้ดังใช้ได้ เบสมีจางๆ แบบลำโพงสมาร์ทโฟนทั่วไป มีระบบปรับแต่งเสียง Dirac อยู่ใน Settings ของเครื่อง ซึ่งทำให้เสียงผ่านหูฟังดีขึ้นแบบรู้สึกได้ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเปิด Dirac กับลำโพงเครื่อง หรือหูฟัง Bluetooth ได้ ต้องเสียบผ่านช่อง 3.5 mm อย่างเดียว

เสาอากาศแบบ six-string มี 3 เส้นด้านบน และ 3 เส้นด้านล่าง ช่วยให้รับสัญญาณได้ดี

การเชื่อมต่อไร้สาย OPPO R9s ทำงานได้ดีครับ ดีไซน์เสาอากาศแบบ six-string ที่เคลมว่าช่วยให้รับสัญญาณได้ดีก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อยู่บนคอนโดสูงยังสามารถรับโทรศัพท์ได้ชัดเจนดี ในขณะที่พื้นที่เดียวกัน iPhone จะมีปัญหากับการโทรพอสมควร นอกจากนี้ยังรองรับ Wifi แบบ 5 GHz ด้วย แต่เสียอย่างเดียวที่หาตัวเลือกปล่อย Personal Hotspot แบบ 5 GHz ไม่เจอครับ ซึ่งฟังก์ชั่นนี้มีประโยชน์มาเวลาที่ต้องแชร์ไวไฟในพื้นที่ที่มีสัญญาณแน่นๆ อย่างตามห้าง ที่ Wifi 5 GHz จะถูกรบกวนน้อยกว่า ทำให้อุปกรณ์อื่นที่รับไวไฟไป เล่นเน็ตได้เร็วอย่างที่ควรจะเป็นครับ

ฟังก์ชั่นสนับสนุนการใช้งาน ฟังก์ชั่นที่ใช้บ่อยๆ ก็มีครบ ทั้งความสามารถในการบันทึกเสียงสนทนา สามารถบันทึกหน้าจอแบบยาวได้ด้วย (กดปุ่มเพิ่มเสียง พร้อมกับปุ่มล็อกจอ) มีโหมดตัดแสงสีฟ้าที่ทำงานดีมาก เปิดโหมดนี้ใช้ตอนกลางคืนสบายตามาก ส่วนฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่แอดไม่ค่อยได้ใช้อย่างวาด O ตอนจอดับเพื่อเปิดกล้อง หรือเคาะจอ 2 ครั้งเพื่อเปิดจอก็มีให้ใช้ครับ

จุดสังเกตที่เจอระหว่างใช้งาน

OPPO R9s ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทยครับ คือสเปกบอกว่ามี VoLTE แต่ลองใช้จริงกับซิม dtac ก็ไม่ขึ้นนะครับ เสียงคุยสายไม่ได้ระดับ HD (ค่ายอื่นไม่แน่ใจว่าขึ้นไหม) ส่วน VoWifi นั้นไม่ได้รองรับในตัวเครื่องครับ ก็ต้องอาศัยแอป VoWifi จากผู้ให้บริการเอา

อีกเรื่องหนึ่งที่ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ใช้จริงมันรำคาญมากคือระหว่างที่เราคุยโทรศัพท์แนบหู ถ้ามีโนติเข้ามา โทรศัพท์จะสั่นเพื่อเตือนทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่นั้นแหละ -_- พยายามค้นแล้วก็ไม่มีตัวเลือกปิดการแจ้งเตือนตอนคุยนะครับ มีแต่ปิดการสั่นเตือนทั้งหมดไปเลย

ตัวเครื่องมีแรม 4 GB แต่ระบบค่อนข้างปิดแอปที่อยู่เบื้องหลังรวดเร็ว แอปไหนที่กินแรมหนักๆ เช่นเกมก็มีแนวโน้มที่จะโดนปิดไปเร็วกว่ามือถือแรม 4 GB รุ่นอื่นๆ มองในแง่ดีคือทำให้ประหยัดแบตมากขึ้น แต่มองอีกแง่คือแทนที่แอปจะอยู่ให้ใช้นานๆ กลับต้องเสียเวลาโหลดใหม่อีก เหมือนใช้แรม 4 GB ไม่ค่อยคุ้ม

นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องที่ OPPO R9s ยังใช้พอร์ต MicroUSB แทนที่จะเป็น USB-C ครับ ก็ทำให้ใช้กับอุปกรณ์เสริมรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ แล้วเวลาเสียบชาร์จไฟ ก็ต้องเล็งพอร์ตให้ถูกด้านเหมือนเดิม

และ OPPO R9s ยังใช้ Android 6 Marshmallow ยังไม่ใช่ Android 7 Nougat ที่ประหยัดแบตมากกว่า มีระบบจัดการ Notification ดีกว่า และแบ่งครึ่งจอได้ง่ายกว่าด้วย ก็น่าเสียดายตรงนี้ครับ

สรุป OPPO R9s แอนดรอยเรียบๆ ใช้แฮปปี้

อุปกรณ์ที่ให้ภายในกล่อง และกล่องค่อนข้างใหญ่เลย

แอดถือว่า OPPO R9s เป็นสมาร์ทโฟนเรียบๆ รุ่นหนึ่งนะครับ ไม่ได้มีจุดเด่นที่หวือหวาในตลาด ไม่ได้เครื่องสวยมีเอกลักษณ์เหมือน Galaxy S8, ภาพลักษณ์กล้องไม่ได้เด่นแบบ Huawei P10 แต่เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้แล้วไม่มีปัญหาจุกจิก ใช้ไปได้เรื่อยๆ แอดใช้มาเดือนกว่า เครื่องก็เร็วเสมอต้นเสมอปลายดี กล้องใช้ง่าย ถ่ายแบบไม่ต้องคิด ภาพก็โอเค ถ่ายวิดีโอก็ดี ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องยุ่งกับความวุ่นวายของสมาร์ทโฟนนัก แฮปปี้ดีครับ (เว้นเรื่องเดียวคือเครื่องสั่นเวลาแนบหูนี่แหละ)

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

รีวิว Huawei nova 3 สมาร์ทโฟนครบเครื่องในราคาแค่ 16,990 บาท

สมาร์ทโฟนที่ว่าเป็นนักฆ่าของนักฆ่าเรือธงอีกที มันเป็นยังไง เรารีวิวให้อ่านกัน

Published

on

OPPO R9s

฿ 14,990
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0/10

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพกล้อง

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

ใครกำลังหามือถือราคากลางๆ แต่ประสิทธิภาพแรงแบบมือถือรุ่นท็อป ดีเกินพอสำหรับการใช้งานทั่วไป แถมได้กล้อง 4 ตัวพร้อม AI ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอีกฟังทางนี้! Huawei nova 3 มาแล้ว มาอ่านรีวิวกันเลย!

กล้อง 4 ตัวของ Huawei nova 3

เรื่องกล้องหน้าคู่และกล้องหลังคู่นั้นเป็นจุดเด่นของสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยหลายรุ่นนะครับ ซึ่งตัว nova 3 เองก็เช่นกัน โดยมาพร้อมกล้องสเปคดีใช้ได้เลยสำหรับมือถือระดับกลางตัวนี้ แถมยังเป็นสมาร์ทโฟน 4 กล้องพร้อม AI ช่วยปรับภาพรุ่นแรกอีกด้วย

  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์สี) และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์ขาวดำ) พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล

กล้องหลังคู่ โหมดถ่ายภาพเพียบ

มาดูกันที่กล้องหลังกันก่อน เป็นระบบเซนเซอร์สีคู่กับเซนเซอร์ขาว-ดำเหมือนกล้องในตระกูล P-Series และ Mate-Series เพียงแต่ชุดเลนส์และซอฟต์แวร์ไม่ได้ร่วมพัฒนาโดย Leica เหมือนรุ่นพี่ ทำให้โทนสีจาก nova 3 ไม่ใช่โทนเข้มๆ ลึกๆ เหมือนโทนไลก้า แต่เรื่องความสามารถในการถ่ายภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ที่ชอบมากคือมีโหมดถ่ายภาพหลากหลายในสไตล์หัวเว่ย ทั้งโหมด Light Painting เปิดหน้ากล้องนานเพื่อลากเส้นไฟหน้ารถ หรือเอาไว้ถ่ายน้ำตกให้นุ่มนวล หรือโหมด Pro ที่สามารถถ่ายเป็น Raw และปรับค่า ISO, ความเร็วชัตเตอร์หรือ White Balance ได้ด้วย

เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ยไปแล้วสำหรับโหมด AI ช่วยปรับแต่งภาพระหว่างถ่าย ซึ่งใน nova 3 สามารถแยกได้ 22 ซีน เช่นถ่ายหมีแพนด้า (ห๊ะ), ถ่ายหมา, ถ่ายแมว, ถ่ายพลุ, ถ่ายน้ำตก, ถ่ายอาหาร, ถ่ายท้องฟ้า, ถ่ายภาพบุคคลหมู่ เป็นต้น แล้วก็มีปุ่มให้เลือกเปิด-ปิด AI ได้ง่ายๆ จากหน้าถ่ายรูปเลย จะชอบไม่ชอบผลงานของ AI ยังไงจะได้เปิด-ปิดได้รวดเร็ว และทีเด็ดของ nova 3 คือแม้เราจะถ่ายรูปด้วย AI ไปแล้ว ก็ยังเลือกจากแอปดูรูปได้อีกว่าจะเอาภาพที่ AI ช่วยปรับแต่งหรือภาพต้นฉบับ บางทีถ่ายสวน ถ่ายใบไม้มาเขียวอี๋เพราะ AI เลือกโหมด Plant มาให้ ก็กดปิดทีหลังได้ ถ้าจะเปิดโอกาสให้ทางเลือกได้ตลอดเวลาแบบนี้ กดถ่ายด้วย AI ไปก่อน แล้วค่อยเลือกทีหลังก็ได้ครับ

ภาพถ่ายโหมด Portrait ธรรมดา สัดส่วน 4:3

Cinematic Portrait

โหมด Portrait ของ Huawei nova 3 ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง ตั้งแต่โหมด 3D Lighting ที่สามารถปรับทิศทางแสงที่เข้าใบหน้าได้ จะมาปรับหลังจากถ่ายแล้วก็ได้ และโหมดใหม่คือ Cinematic Portrait ถ่ายภาพบุคคลสัดส่วนภาพแนวนอนแบบยาวมากๆ (น่าจะเป็น 21:9) เหมือนสัดส่วนภาพยนตร์ ซึ่งก็ได้อารมณ์ภาพอีกแบบที่แตกต่างจากการถ่ายปกติครับ

ซึ่งกล้องหลังของ nova 3 ก็สามารถถ่ายวิดีโอได้ถึงความละเอียดระดับ 4K หรือถ่าย 1080p ได้ที่ 60 fps นะครับ ซึ่งก็ป้องกันการลั่นไหวเวลาถ่ายวิดีโอได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่โหมด 4K นั้นสามารถถ่ายได้ยาวสุดแค่ 10 นาทีต่อคลิปครับ แต่ 1080p จะถ่ายได้เรื่อยๆ จนเต็มความจุ ส่วนการถ่ายภาพ Slow Motion นั้นสามารถทำได้สูงสุดที่ 480 fps ที่ความละเอียด 720p และ 120 fps ที่ความละเอียด 1080p ครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Huawei nova 3

ภาพจากโหมดขาว-ดำ

กล้องหน้าคู่พร้อม HDR Pro

สำหรับกล้องหน้าของ Huawei nova 3 จะมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ HDR Pro เป็นความสามารถของเซนเซอร์รับภาพยุคใหม่ที่รับแสงได้ช่วงกว้างขึ้น ทำให้แก้ปัญหาฉากหลังสว่างเวอร์เวลาถ่าย Selfie ที่มักดันแสงในภาพให้สว่างขึ้นได้ ภาพ Selfie ของเราจึงได้รายละเอียดทั้งหน้าคนที่สว่างสดใส และฉากหลังที่ยังคงมีรายละเอียดอยู่ นอกจากนี้ AI ของกล้องก็ยังช่วยปรับแสงสีให้เหมาะสมเหมือนที่ทำได้กับกล้องหลัง

ด้วยความที่กล้องหน้านั้นเป็นกล้องคู่ จึงสามารถรับรู้ระยะตื้นลึกได้ ซึ่งหัวเว่ยก็นำความสามารถนี้ไปประยุกต์ใช้ได้หลายอย่างครับ ทั้งการถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอที่ดูเนียนตา หรือลูกเล่นแบบ AR ที่เปลี่ยนฉากหลังให้น่ารักฟรุ๊งฟริ๊งหรือทำเป็นตัวการ์ตูนที่ออกอารมณ์ตามสีหน้าของเราได้ (เรียกว่า Qmoji)

Qmoji

ลูกเล่น AR ของ nova 3

ประสิทธิภาพของ Huawei nova 3

ในเรื่องของความแรงไม่ต้องพูดถึงครับ แม้ว่า Huawei nova 3 จะวางตำแหน่งว่าเป็นสมาร์ทโฟนในราคาระดับกลาง เปิดตัวที่ราคาแค่ 16,990 บาท แต่สเปคนั้นก็จัดเต็มใช้ชิป Kirin 970 ตัวท็อปในตอนนี้ของหัวเว่ยมาใช้งาน แถมยังมีแรม 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มากเกินหน้าเกินตารุ่นพี่ไปอีก

เล่น Asphalt 9 อย่างลื่น

สเปคระดับนี้ แน่นอนว่าการใช้งานทั่วไปเช่นการท่องเว็บ เล่นเฟซบุ๊ก เล่นไลน์นั้นลื่นทั้งหมด ส่วนการเล่นเกมนั้น เราได้ทดสอบกับเกม Asphalt 9: Legends เกมแข่งรถยอดฮิตตัวล่าสุดที่ภาพสวยที่สุดตอนนี้ โดยปรับกราฟิกในระดับ High ก็ให้ประสบการณ์การเล่นที่ดี ไม่มีอาการกระตุกให้เห็นระหว่างเล่นเกมเลย

ส่วนคะแนนจากโปรแกรมทดสอบนั้นก็ทำได้น่าตกใจครับ

  • 3Dmark ชุดทดสอบ Sling Shot Extream ได้ไป 3,318 คะแนนในการใช้ Vulkan ซึ่งมากกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปหลายๆ รุ่นอีก
  • Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multicore ไป 6,653 คะแนน สูงกว่าเรือธงอย่าง Samsung Galaxy Note 8 หรือ Google Pixel 2 อีก

ก็ถือว่า Huawei nova 3 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีสเปคฆ่าเรือธงอย่างที่หัวเว่ยเน้นจริงๆ นั้นแหละครับ

ดีไซน์ Huawei nova 3 ดีเอ็นเอจาก P20 Series

งานออกแบบตัวเครื่องของ nova 3 นั้นได้กลิ่นอายจากตระกูล Huawei P20 มาเยอะนะครับ โดยเฉพาะเรื่องสีสันที่ได้สไตล์เครื่องแวววาวมีการไล่สีมาด้วย โดยเครื่องที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้นมีให้เลือก 3 สีคือ สีดำ, สีแดง และสี Iris Purple ที่เราได้มารีวิวนี่แหละ ซึ่งก็เป็นเฉดสีที่สวยงามเลยแหละ

ไฮไลท์ของดีไซน์ Huawei nova 3 นั้นอยู่ที่ความบางครับ จับดูจะรู้สึกบางกว่ารุ่นอื่นๆ น่าจะเป็นเพราะดีไซน์กระจกโค้งรับฝ่ามือที่หลังเครื่องทำให้เวลาจับถนัดมือและรู้สึกเครื่องบางลง และมีเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมืออยู่ที่ฝาหลัง ซึ่งน่าจะเป็นตำแหน่งการใช้งานที่หลายคนชอบ แต่ก็ยังสามารถสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่องได้ด้วย ที่สำคัญใน nova 3 ใช้ USB-C แล้ว แต่ยังไม่ตัดช่องหูฟัง 3.5 mm ออก ทำให้การใช้งานฟังเพลงหรือคุยโทรศัพท์ผ่านหูฟังแบบมีสายคล่องตัวกว่าหลายๆ รุ่นที่ตัดช่องหูฟังออกไปแล้ว

ในส่วนของหน้าจอนั้นมีขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9 แบบมีรอยแหว่ง ซึ่งแน่นอนว่าสามารถปิดรอยแหว่งนี้ได้จาก Settings ในเครื่อง ที่ประทับใจคือตัว EMUI สามารถจัดการกับความแหว่งของจอได้ดีครับ เวลาดูหนัง เล่นเกม ใช้งานอะไรที่ให้ภาพเต็มจอ จะสามารถขยายภาพไปจนสุดจอแต่ยังไม่ติดรอยแหว่งได้ แล้วที่มุมของภาพทั้ง 4 มุมก็มีการตัดมุมโค้ง ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมเข้าไปอีก ซึ่งตัวจอนี้เป็นแบบ IPS LCD ให้ภาพได้สดใสกำลังดี ไม่สดจัดจ้านเกินไปจนแสบตา แต่ในที่แสงแดดแรงๆ จออาจจะมืดหน่อย สู้แสงไม่ค่อยไหวครับ

ดู YouTube เต็มจอก็ไม่ทับรอยแหว่ง แถมยังตัดมุมโค้งให้อีก สวยงามจริงๆ

เรื่องจิปาฐะจากการใช้งาน Huawei nova 3 ในชีวิตประจำวัน

แน่นอนว่าเป็นรีวิวจากแบไต๋ เราทดสอบการใช้งานเครื่องเหมือนการใช้งานจริงเสมอ ใส่ซิมแล้วถือเป็นเครื่องหลักเครื่องเดียวมาตลอดสัปดาห์ ทำให้เรารู้ข้อมูลดังนี้ครับ

  • การนำทางด้วย GPS ทำได้โอเค สามารถระบุตำแหน่งเครื่องได้แม่นยำ นำทางใต้ทางด่วนได้โอเค ถ้าไม่ไปอยู่ในพื้นที่ปิดอย่างอุโมงค์นานๆ ก็ยังไม่ขึ้น GPS Lost จากการใช้นำทางประมาณ 200 กิโลเมตร มีช่วงหนึ่งที่เข็มทิศของเครื่องเพี๊ยนไป แต่เมื่อหยุดพักรถ และกลับมานำทางอีกครั้ง ก็ไม่เจอปัญหานี้แล้วครับ (อาการนี้แก้ด่วนๆ ได้ด้วยการถือเครื่องหมุนๆ เป็นเลข 8 ครับ)
  • nova 3 สามารถใส่ได้ 2 ซิม ซึ่งรองรับ 4G ทั้งคู่ แถมยังรองรับทั้ง VoLTE และ VoWiFi ด้วย ทำให้คุยโทรศัพท์ได้ชัดแม้อยู่ในที่สัญญาณไม่ดี โดยจับสัญญาณผ่าน WiFi
  • nova 3 รองรับเทคโนโลยี Huawei Fast Charge ทำให้ชาร์จเครื่องได้รวดเร็วด้วยกำลังไฟ 9V 2A ซึ่งนอกจากจะใช้หัวชาร์จของหัวเว่ยในกล่อง ยังสามารถใช้หัวชาร์จ USB-C บางรุ่น (เช่น Innergie PowerGear 60C) ชาร์จแบบ Fast Charge ได้ด้วย
  • ลำโพงของ nova 3 นั้นมีด้านล่างลำโพงเดียว ก็ให้เสียงได้ดังดี เพียงแต่ว่าไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ
  • ด้วยความที่ nova 3 ใช้ Android 8.1 จึงรองรับโค้ดเสียง Bluetooth หลายตัว คือ AAC, aptX, aptX HD รวมถึง HWA โค้ดเสียงตัวใหม่ของ Huawei เองด้วย ทำให้ต่อหูฟังไร้สายที่รองรับโค้ดเสียงพวกนี้ก็จะให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นกว่าปกติ แต่ดันไม่รองรับ LDAC โค้ดเสียงตัวท็อปของ Sony (สงสัยทับไลน์กับ HWA ของตัวเอง)

สเปคของ Huawei nova 3

  • หน่วยประมวลผล Kirin 970 ตัวท็อปของหัวเว่ยตอนนี้
  • RAM: 6 GB
  • หน่วยความจำ: 128 GB
  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรอง 2 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • ใช้พอร์ต USB-C พร้อม Huawei Quick Charge
  • Android 8.1

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

[Hand On] Honor Play เกมมิ่งโฟนตัวแรกจาก Honor จัดสเปคมาเต็มสูบ

Published

on

OPPO R9s

฿ 14,990
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0/10

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพกล้อง

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

วันนี้ทีมงานแบไต๋ได้สัมผัสกับ Honor Play ที่มาพร้อมกับ GPU Turbo ระบบการเล่นเกมแบบ 4D ระบบสั่น Smart Shock ระบบเสียง 3D Surround และขุมพลัง Kirin 970 เรียกได้ว่าจัดสเปคเต็มสูบเอาใจคอเกมเลย

มาดูดีกว่าว่าใน Honor Play มีอะไรเจ๋งสมเป็นเกมมิ่งโฟนบ้าง

GPU Turbo

ระบบนี้เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลย โดย GPU Turbo จะเร่งการประมวลผลกราฟิกของ GPU มากขึ้นถึง 60% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ให้เฟรมเรตที่สูงขึ้น และคงที่มากขึ้น หมดห่วงเรื่องการแลคการกระตุก จากการที่ทดลองเล่น PUBG แบบปรับสูงสุดคร่าว ๆ ค่อนข้างลื่นเลยครับ

4D Gaming, Smart Shock, 3D Surround

4D Gaming ทำงานร่วมกันกับ 2 เทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่ Smart Shock ที่ประมวลผลฉากต่างๆ เช่นการเปลี่ยนอาวุธ การใช้สกิล เพื่อสั่นแบบ force feedback ออกมา โดย Smart Shock ตอบสนองการสั่นกว่า 10 รูปแบบใน 30+ สถานการณ์ ส่วน 3D Surround เป็นการประมวลผลเสียงให้ออกมาเป็นแบบ 3 มิติ รอบทิศทางด้วยระบบ 7.1 Surround ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ในขณะใส่หูฟัง เพราะตัวเครื่องมีเพียงลำโพงเดียว

Game Suite Mode

ป้องกันการรบกวนขณะเล่นเกม เช่น การแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ หรือ การโทรเข้า

(มี 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black)

เครื่องที่ได้ทดลองเล่นเป็นสี Midnight Black หรือว่าสีดำด้าน (มีให้เลือก 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black) ตัวเครื่องเป็นแผ่นโลหะชิ้นเดียว ระบายความร้อนได้ดี และทนทานกว่ากระจก

ไม่ทิ้งเรื่องการถ่ายภาพ

แม้จะเป็นเกมมิ่งโฟน แต่เรื่องกล้องก็ยังเป็น 1 ในปัจจัยหลักในการเลือกซื้ออยู่ดี Honor Play จึงให้กล้องหน้ามาที่ความละเอียด 16MP และกล้องหลังคู่ 16MP + 2MP ที่ทำ Bokeh ได้ดีเลยทีเดียว

สเปค Honor Play

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว
  • ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080)
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970
  • GPU Mali-G72 MP12
  • Rom 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 64 GB
  • Ram สูงสุด 4 GB
  • กล้องหลังคู่ AI Camera + AR gestures ความละเอียด 16 (F/2.2) MP + 2 MP (F/2.4) ใช้วัดระยะชัดลึก Bokeh
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16 MP (F/2.0)
  • EMUI 8.2 base on Android 8.1 OREO
  • แบตเตอรี่ขนาด 3,750 mAh
  • ช่องหูฟัง 3.5mm
  • พอร์ต USB Type-C

เรียกได้ว่าสเปคน่าคบหาสำหรับการเล่นเกมเลยครับ ส่วนราคาและวันวางจำหน่าย ต้องรอติดตามต่อไป

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวแบบสรุป Vivo NEX S (ที่อาจไม่ขายในไทย) แบไต๋ชอบอะไร ไม่ชอบอะไรบ้าง

สมาร์ทโฟนที่เราคิดว่าให้เสียงผ่านการต่อสายหูฟังที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมา พร้อมกล้องเด้ง

Published

on

OPPO R9s

฿ 14,990
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0/10

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพกล้อง

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

หลังจากที่หนุ่ย พงศ์สุขได้รีวิว Vivo NEX S ให้เห็นภาพรวมชัดๆ กันไปแล้วว่าสมาร์ทโฟนตัวท็อปของวีโว่รุ่นนี้มีดียังไง ใช้พื้นที่หน้าจอเต็มแบบไร้แหว่งพร้อมกล้องที่ยื่นออกมาเป็นยังไงบ้าง วันนี้ทีมงานแบไต๋ที่มีโอกาสใช้งาน Vivo NEX ต่ออีกหลายวัน ขอสรุปเพิ่มเติมว่าเราชอบอะไร และไม่ชอบอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างภาพที่ได้จากกล้องของ Vivo NEX ว่าจะสวยขนาดไหน

ดีไซน์และหน้าจอของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX นั้นมีขนาดจอ 6.59 นิ้ว ก็ทำให้มีขนาดใหญ่เต็มไม้เต็มมืออยู่นะครับ แต่ฝาหลังที่โค้งเข้ามือก็ทำให้ยังจับถนัดอยู่
  • การที่ NEX ไม่มีติ่งหน้าจอแล้วคือดีงาม กลายเป็นมือถือที่แสดงภาพเกือบเต็มหน้าจออย่างแท้จริง มือถือจอใหญ่ๆ เครื่องไม่หนัก เปิดหนังดูนี่ฟินมาก ซึ่งสีสันจากจอก็สดใสตามสไตล์ Super AMOLED ครับ


  • กระจกด้านหน้าของ Vivo NEX นั้นเป็นกระจกแบนมีขอบโค้งนิดๆ ไม่ได้โค้งรับมือแบบ Samsung Galaxy S9 หรือ Oppo Find X ครับ ก็ทำให้ด้านหน้าดูธรรมดาไปหน่อย
  • ที่ดีงามคือยังมีพอร์ตหูฟังอยู่ด้านบนเครื่องแล้ว ส่วนพอร์ตชาร์จและพอร์ตเชื่อมต่อเป็น USB-C (สักที) ทำให้ใช้งานกับอุปกรณ์ยุคใหม่ๆ ได้สะดวกขึ้นอีกเยอะ

เซนเซอร์สแกนนิ้วมือของ Vivo NEX S

  • NEX S ใช้เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบเดียวกับที่อยู่ใน Vivo X21 UD นะครับ ซึ่งก็เป็นฟีเจอร์ที่ว้าวดี เพราะเอานิ้วยีไปในหน้าจอเพื่อปลดล็อกได้เลย แถมยังสามารถใช้ปลดล็อกการใช้งานแอปที่เรียกหาลายนิ้วมือได้ด้วย
  • แต่เซนเซอร์ไปอยู่ใต้หน้าจอก็ทำให้การสแกนนิ้วช้าลงแบบเดียวกับ Vivo X21 UD นิ้วเปียกๆ นี่สแกนจนเหนื่อย และอาจมีปัญหากับฟิล์มกันรอยบางประเภทด้วย
  • นอกจากนี้ Vivo NEX นั้นไม่มีฟังก์ชั่นสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกนะครับ (ก็เข้าใจว่ากล้องอาจจะเด้งขึ้นเด้งลงไม่เร็วพอ) ก็ใช้ตัวสแกนนิ้วมือไปลูกเดียวนะ

ประสิทธิภาพเครื่องของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX S นั้นใช้ Snapdragon 845 มาพร้อมแรม 8 GB และหน่วยความจำในเครื่อง 128 GB ในตัวที่เราได้มารีวิวนะครับ ซึ่งก็เป็นสเปกระดับท็อปของโลก Android ตอนนี้แหละ
  • ซึ่งทดสอบด้วย Geekbench 4.2 ก็ทำคะแนนไปโหดมาก ทำคะแนน Multicore ไป 9000 ที่สุดในตาราง Geekbench Browser ตอนนี้ (ที่ยังไม่มี Asus ROG Phone อยู่ในตารางตอนนี้) คือแซง Galaxy S9+ ที่ใช้ Snapdragon 845 เบอร์เดียวกันไปพันคะแนน
  • ส่วนทดสอบการแสดงผล 3 มิติด้วยแอป 3Dmark ก็ได้คะแนนจากชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ไปเกือบ 4000 คะแนน ถือว่าสูงมาก
  • และทดสอบความเร็วในการอ่านข้อมูลของหน่วยความจำในเครื่องด้วย AndroBench ได้ความเร็วอ่านต่อเนื่องไปราว 730 MB/s อันนี้ถือว่ากลางๆ

เรื่องเสียงคือที่สุดของ Vivo NEX S

  • NEX S กลับมาทวงบัลลังก์หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ให้เสียงดีได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากที่เราไม่ได้เห็นสมาร์ทโฟนระดับนี้จาก Vivo มาสักพักแล้ว
  • ตัว Vivo NEX S นั้นใช้ชิป DAC (ตัวสัญญาณดิจิตอลให้เป็นคลื่นเสียง) ของ Cirrus Logic รุ่น CS43199 ซึ่งเป็นชิปรุ่นพิเศษที่ Vivo ออกแบบร่วมกับ Cirrus Logic ชิปตัวนี้ถือเป็น DAC ระดับท็อปของบริษัท พร้อมชิป Analog Devices SSM6322 อีก 3 ตัวเป็นแอมป์
  • (แต่ NEX A สมาร์ทโฟนรุ่นรองนั้นใช้ชิป DAC อีกตัวหนึ่งเป็น AKM AK4376 ซึ่งก็ให้เสียงดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ไม่ได้เทพเท่าตัวที่ใช้ใน NEX S)
  • ระบบเสียงของ Vivo NEX S นั้นจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเราเสียบหูฟังแบบมีสายเข้ากับเครื่องครับ ชิป DAC พร้อมระบบเสียง Hi-Fi จึงจะทำงาน ซึ่งความพิเศษของชิปเหล่านี้จะไม่ทำงานกับหูฟังและลำโพง Bluetooth นะ

ใส่ได้ 2 ซิม แต่ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้นะ

  • เสียงของ NEX S นั้นมีความอิ่มแน่น ให้เสียงอบอุ่น แบบที่เอฟเฟกเสียงทั่วไปในสมาร์ทโฟนนั้นทำไม่ได้ เสียงแบบนี้ต้องเกิดจากชิปและวงจรเสียงที่ออกแบบอย่างใส่ใจ ถึงจะได้เสียงที่เป็นธรรมชาติเหมือนฟังดนตรีสดๆ อยู่ตรงหน้า
  • นอกจากนี้สำหรับ Audiophile กลุ่มคนหูทองที่ฟังเพลงแบบ DSD (Direct Stream Digital ไฟล์เสียงคุณภาพสูงแบบ Hi-res ที่บันทึกเสียงที่มีรายละเอียดสูงยิ่งกว่าแผ่น CD) ใน NEX S ยังมีความสามารถถอดรหัส DSD ภายในตัวชิปเสียง ไม่ต้องแปลงกลับมาเป็น PCM (เสียงที่เราได้ยินทั่วไปจากระบบคอมพิวเตอร์หรือแผ่น CD) ทำให้ไม่มีการสูญเสียคุณภาพจากต้นฉบับเลย ซึ่งก็เป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นทีมีความสามารถนี้ (เท่าที่รู้ก็มี LG V30 อีกรุ่นที่ Quad DAC สามารถทำแบบนี้ได้)
  • ซึ่งสำหรับใครที่มีไฟล์เพลงแบบ DSD เก็บไว้ นี่คือสมาร์ทโฟนของคุณครับ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อ DAC ภายนอกเพิ่มเลย (ถ้าจะซื้อ DAC เพิ่ม ก็ต้องดูรุ่นท็อปๆ ราคามากกว่าหมื่นไปเลย เพราะถ้าซื้อต่ำกว่านั้น ใช้ของที่มีมาใน NEX S ก็ได้)

แต่ลำโพงภายนอกและลำโพงแนบหูงั้นๆ

ด้านล่างของ Vivo NEX Sเป็นลำโพงตัวเดียว ส่วนด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟัง

  • ในขณะที่การฟังเพลงผ่านสายของ Vivo NEX S นั้นดีงามมากจนน้ำตาไหล ลำโพงภายนอกของเครื่องนั้นไม่ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป
  • คือมีแค่ลำโพงเดียวอยู่ด้านล่าง ไม่ได้มีลำโพงอีกตัวเป็นสเตอริโอ ซึ่งลำโพงตัวเดียวนี้ก็ให้เสียงได้ดังดี แต่เบสน้อย ตามสไตล์ลำโพงมือถือทั่วไปครับ

กล้องหน้า และลำโพงแนบหูที่ไม่มีรู

  • ในส่วนของลำโพงแนบหูนั้นเป็นแบบที่ไม่มีช่องลำโพงเพื่อส่งเสียงมาที่หูระหว่างคุยโทรศัพท์ ก็อาศัยการสั่นสะเทือนแผ่นกระจกบริเวณนั้นแทน ซึ่งก็ได้ยินเสียงสนทนาชัดเจนดีครับ แต่ถามว่าสู้ลำโพงแนบหูแบบมีรูปกติได้ไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ เพราะเสียงที่เราจะได้ลำโพงแนบหูตัวนี้จะอู้ๆ หน่อย ไม่สดใสเหมือนลำโพงจริงๆ ครับ

ว่าด้วยเรื่องการถ่ายภาพ

  • เรื่องถ่ายภาพเราไม่คอมเมนต์เพิ่มเติมเยอะ เพราะไม่ได้ลองมากนัก แต่โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติก็ให้คุณภาพภาพที่เชื่อใจได้ ด้วยกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม OIS ป้องกันภาพสั่นไหว พร้อมเลนส์คู่ 5 ล้านพิกเซล สำหรับตรวจจับความลึกของภาพ
  • ถ่ายโหมด Portrait หน้าชัดหลังเบลอก็ทำงานได้เป็นธรรมชาติดีครับ ไม่เบลอหลอกจนน่าเกลียด
  • ในขณะที่กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.0 ที่เด้งออกมาเพื่อถ่าย Selfie ก็ให้ผลลัพธ์ภาพที่ดี เอาเป็นว่าลองดูตัวอย่างภาพกันดีกว่าครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพโหมด Portrait กล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพในที่แสงน้อยของ Vivo NEX S

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ก็น่าเสียดายที่ Vivo NEX S อาจจะไม่ได้ขายในไทย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!