Connect with us

OPPO R9s

฿ 14,990
OPPO R9s
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0 /10

คุณภาพวัสดุ

8.0 /10

คุณภาพกล้อง

9.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.5 /10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

ชื่อชั้นของ OPPO นั้นหลายคนอาจจะรับรู้ว่าเป็นมือถือเน้นกล้องในราคาสมเหตุสมผลนะครับ ซึ่ง OPPO R9s ก็ยังคงคอนเซปต์นี้อยู่ และปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมให้ดีขึ้นตามยุคสมัยครับ

OPPO ส่ง R9s มาให้แอดรีวิวตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมครับ ก็เลยใช้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้เป็นมือถือเครื่องหลักอยู่เดือนหนึ่ง (พูดง่ายๆ กว่าดองนั้นแหละ แหะๆ) จึงขอรีวิวประสบการณ์การใช้จริงให้อ่านกันครับ

สเปกของ OPPO R9s

  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 625 8-core
  • กราฟิก Adreno 506
  • RAM: 4 GB
  • ROM: 64 GB สามารถใส่ MicroSD ได้สูงสุด 128 GB
  • หน้าจอ AMOLED 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.7 เซนเซอร์ Sony IMX398 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วยซอฟต์แวร์
  • กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล f/2.0
  • มาพร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • แบตเตอรี่ 3010 mAh
  • น้ำหนัก 145 กรัม
  • ราคา 14,990 บาท

ใส่ Nano-sim ได้ 2 ซิม แต่ซิมสองต้องเลือกว่าจะใส่ซิมหรือ MicroSD

ประสิทธิภาพของ OPPO R9s

  • ใช้งานจริงลื่นไหลทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเปิดเว็บ ใช้เฟซบุ๊ก ใช้ไลน์
  • เล่นเกมกราฟิกพอประมาณอย่าง Sky Force ได้ลื่นไหลดี
  • ได้คะแนนทดสอบประสิทธิภาพต่ำไปนิดสำหรับราคานี้

ทดสอบประสิทธิภาพ 3Dmark ทดสอบ Sling Shot Extreme ได้ 459 คะแนน เทียบกับ iPhone 7 ที่ได้ 2,025 คะแนน, Huawei P9 ได้ 726 คะแนน, Samsung Galaxy S8 ได้ 3,294 คะแนน

ส่วน Antutu 6.2 เทสได้ 64,853 คะแนน เทียบกับ iPhone 7 ที่ได้ 173,642 คะแนน และ Huawei P9 ได้คะแนนไป 97,725 คะแนน

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single-core 879 คะแนน และ Multi-Core ที่ 3108 คะแนน ส่วนการทดสอบ Compute เพื่อวัดประสิทธิภาพ GPU ได้ 3,188 คะแนน

คลิกดูคะแนน Geekbench สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ

เล่นวิดีโอลื่นไหล สีสันสวยงามดีมาก

ก็ถือว่า OPPO R9s ได้คะแนนประสิทธิภาพน้อยไปนิดเมื่อเที่ยบสมาร์ทโฟนระดับราคานี้ครับ แต่ประสบการณ์การใช้งานจริงนั้นลื่นไหลดีทุกอย่างครับ จะ facebook, LINE, Youtube รวมถึงเล่นเกมอย่าง Sky Force ก็หลบกระสุนยานศัตรูอย่างลื่นไหลจริง ซึ่งก็เป็นข้อดีของระบบปฏิบัติการที่ OPPO ปรับแต่งมาได้แบบไม่กินสเปกเครื่องเยอะครับ

ดีไซน์ตัวเครื่อง คล้าย iPhone มาก

  • ตัวเครื่องบาง เบา จับถือง่าย
  • ปุ่มสลับแอป ปุ่ม Back อยู่นอกจอข้างปุ่มโฮม สลับตำแหน่งไม่ได้
  • ดีไซน์คล้าย iPhone มาก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าดีไซน์ของ OPPO R9s นั้นไปคล้ายกับ iPhone 6 เอามากๆ ตำแหน่งเสาสัญญาณ ตำแหน่งกล้องและแฟลชอยู่จุดเดียวกันเลย จะแตกต่างตรงโลโก้ Apple กับ OPPO เท่านั้นเอง นอกจากนี้การออกแบบหน้าตาของซอฟต์แวร์ภายในก็ได้กลิ่น iOS มาเยอะครับ โดยเฉพาะแอปกล้องที่ใช้การเลือกโหมดด้วยการปัดซ้าย-ปัดขวา เหมือนกล้องของ iPhone เลย

กล้องยังนูนออกมาแบบ iPhone เลย

ส่วนด้านหน้าก็คล้ายกับ Android ทั่วไป คือด้านล่างจะมีปุ่มโฮมที่สามารถอ่านลายนิ้วมือได้อยู่ตรงกลาง ซึ่งก็สามารถสแกนนิ้วได้รวดเร็วดีมากครับ ส่วนข้างๆ ปุ่มโฮมก็เป็นปุ่มสัมผัสที่มีแสงเรืองออกมาเวลาใช้งาน ด้านซ้ายจะเป็นปุ่มสลับแอป และด้านขวาเป็นปุ่ม Back ซึ่งสลับตำแหน่งของ 2 ปุ่มนี้ไม่ได้นะครับ ซึ่งพอปุ่ม Back อยู่ทางขวาก็ใช้งานสะดวกดีสำหรับคนถนัดขวาครับ

ตัวสแกนนิ้วมือทำงานรวดเร็ว ปลดล็อกได้แม้ไม่เปิดจอ ใช้ล็อกแอปได้

ถ้าตัดประเด็นความคล้ายกับ iPhone ออกไปก็ถือว่า OPPO R9s เป็นมือถือที่ออกแบบการจับถือได้ดี ใช้งานคล่องมือดี ตัวเครื่องบางแบบรู้สึกได้ (6.58 มม.) เบาด้วย ใช้งานเรื่อยๆ ได้ไม่ติดขัดครับ แล้วถ้ารู้สึกว่าจอขนาด 5.5 นิ้วมันใหญ่ไปสำหรับการใช้งานมือเดียวก็สามารถลากนิ้วจากมุมจอด้านล่างขึ้นมาตรงกลางเพื่อย่อจอมาให้ใช้มือเดียวได้ง่ายๆ ครับ

ปุ่มด้านหน้าเครื่อง R9s ที่เรืองแสงได้

คุณภาพภาพถ่ายและวิดีโอ

  • กล้องหลังดีมาก ถ่ายภาพออกมาได้สดใส ชัดเจน
  • ถ่ายวิดีโอได้ระดับ 4K
  • ไม่สามารถถ่ายภาพแบบ RAW ได้

กล้องเป็นเรื่องที่ OPPO เน้นกับรุ่น R9s มากนะครับ สโลแกนก็บอกว่า Now It’s Clear ซึ่งก็จริงตามนั้นครับ ภาพ 16 ล้านพิกเซลที่ได้จาก R9s นั้นค่อนข้างสดใสและสวยเคลียร์มาก โหมดถ่ายภาพมีไม่เยอะ เน้นให้ใช้งานง่ายแบบ iPhone แต่ก็มีโหมดจำเป็นๆ มาให้ครบ

  1. Expert Mode ก็สามารถปรับ White balance, ISO, ความเร็วซัตเตอร์, ความสว่าง รวมถึงตำแหน่งโฟกัสได้
  2. โหมด Panorama สำหรับถ่ายภาพตามยาว
  3. โหมด Beauty สำหรับถ่ายหน้าให้สวยทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  4. โหมด Time lapse สำหรับถ่ายวิดีโอเร่งเวลา
  5. โหมด Ultra HD เร่งความละเอียดภาพจาก 16 ล้านพิกเซลเป็น 64 ล้านพิกเซล (ซึ่งปกติจะไม่ใช้กันหรอก)
  6. โหมด Double Exposure สำหรับการถ่ายภาพซ้อนกัน 2 ภาพ (นี่ก็ไม่ค่อยได้ใช้)
  7. Various Filters ที่สามารถใส่ได้ทั้งกราฟิกซ้อนลงไปในภาพและใส่ฟิลเตอร์ให้ภาพได้
  8. โหมด GIF สำหรับสร้างไฟล์ GIF

ภาพจากกล้องหลังในที่แสงเยอะ

ภาพจากกล้องหลังตอนกลางวันนั้นเคลียร์มากครับ สีสันสดใสแต่ไม่ได้สดเด้งจนดูเกินจริงไป กล้องสามารถตรวจสอบ White-balance ได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพสวยเลยโดยไม่ต้องไปแต่งอะไรเยอะ และภาพมีคุณภาพพอที่จะเอาไปแต่งต่อในแอปต่างๆ ได้ดี

ภาพจากกล้องหลังตอนกลางคืน

OPPO R9s มีกล้องที่มีรูรับแสงกว้างถึง f/1.7 ทำให้การเก็บภาพยามค่ำคืนไม่ใช่เรื่องยากครับ ภาพในที่แสงน้อยก็ยังสวยคมอยู่ดี

ภาพจากกล้องหน้า

OPPO นั้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องกล้องหน้าสวยนะครับ มาถึง OPPO R9s ก็ไม่ทิ้งจุดเด่นนี้ ซอฟต์แวร์หน้าสวยของมือถือก็ยังทำงานได้ดี ค่ามาตรฐานก็สวยแบบเนียนๆ ไม่ได้เด้งจนหลอกตามากไปนัก สีสันโทนผิวก็ทำได้ดีครับ

ถ่ายวิดีโอ

เรื่องวิดีโอนี้เป็นไม้ตายของของ R9s มากๆ เลยแหละครับ สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 4K ด้วยโทนภาพที่สวยมาก ลองดูจากคลิปแรกที่ถ่าย 4K ตอนกลางวันมาให้ดูนะครับ สีดี สวยคมมาก ส่วนอีกคลิปเป็นการถ่ายยามค่ำคืนด้วยความละเอียด 1080p ครับ ซึ่งความละเอียดนี้ระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วยซอฟต์แวร์จะทำงาน ซึ่งทำให้กล้องสั่นน้อยลง

ประสบการณ์การใช้งานจริง

  • จอ AMOLED สีสันสดใสมาก จนคิดว่ามันสดไป
  • ระบบ GPS ทำงานดี ใช้นำทางไม่พลาด
  • แบตเตอรี่ทนมาก ใช้งานหนักๆ ไม่ต้องห่วงว่าจะอยู่ไม่ถึงวัน

ความโดดเด้งของจอ AMOLED ดูสีแดงนั้นสิ

จุดเด่นแรกที่สัมผัสจากเครื่องนี้คือจอ AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD นี่แหละครับ มันสดใสกว่าจอ IPS ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนทั่วไปจริงๆ ดูวิดีโอนี่ภาพสดใสทำให้ความน่าดูเพิ่มขึ้นเยอะ แต่ก็มีปัญหากับการใช้งานแอปทั่วไปครับ ที่สีมันสดเกินไปแบบรู้สึกได้ สีเขียวของ LINE กลายเป็นเขียวอี๋ สีแดงของ Youtube กลายเป็นแดงแจ๋ ทำให้มีความรู้สึกว่าจอนี้ไม่ได้ให้สีที่เที่ยงตรงกับมาตรฐานสีเท่าใดนัก

ระบบ GPS ของ OPPO R9s ทำงานได้ดี ใช้ร่วมกับ Google Maps นำทางหลายทริป วิ่งใต้ทางด่วนที่จะบังสัญญาณมาก็หลายรอบ ก็ยังนำทางได้แม่นยำในระดับที่พอใจ คือก็มีหลุดตำแหน่ง หรือขึ้นค้นหาสัญญาณ GPS บ้างแหละ แต่ก็แก้กลับมาได้เร็วพอที่จะไม่มีปัญหากับการขับรถ

หัวชาร์จ VOOC

แบตเตอรี่ความจุ 3010 mAh ใช้งานได้ทนทานมาก เมื่อเทียบกับความบางของเครื่องนี่เรียกว่าทึ่งเลยที่แบตทนขนาดนี้ เทสคร่าวๆ ถอดปลั้กชาร์จตอน 8.00 น. ใช้งาน ฟังเพลง เล่นเฟซบุ๊ก คุยโทรศัพท์ เปิด Bluetooth, Wifi ทั้งวัน จนถึง 23.38 น. แบตยังเหลืออยู่ 42% แล้วยังมาพร้อมระบบชาร์จ VOOC ที่จ่ายกระแสมากกว่าปกติ ชาร์จ 30 นาทีก็ได้แบตประมาณ 75% แล้ว

ลำโพงเดียวใต้เครื่อง

คุณภาพเสียง ลำโพงของ OPPO R9s นั้นมีตัวเดียวอยู่ด้านล่างของเครื่องนะครับ ไม่ได้ใช้ลำโพงแนบหูเป็นลำโพงอีกตัว ทำให้เสียงเป็น Mono ไม่ใช่เสียงสเตอริโอแบบสมาร์ทโฟนบางรุ่น ก็ให้เสียงได้ดังใช้ได้ เบสมีจางๆ แบบลำโพงสมาร์ทโฟนทั่วไป มีระบบปรับแต่งเสียง Dirac อยู่ใน Settings ของเครื่อง ซึ่งทำให้เสียงผ่านหูฟังดีขึ้นแบบรู้สึกได้ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเปิด Dirac กับลำโพงเครื่อง หรือหูฟัง Bluetooth ได้ ต้องเสียบผ่านช่อง 3.5 mm อย่างเดียว

เสาอากาศแบบ six-string มี 3 เส้นด้านบน และ 3 เส้นด้านล่าง ช่วยให้รับสัญญาณได้ดี

การเชื่อมต่อไร้สาย OPPO R9s ทำงานได้ดีครับ ดีไซน์เสาอากาศแบบ six-string ที่เคลมว่าช่วยให้รับสัญญาณได้ดีก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อยู่บนคอนโดสูงยังสามารถรับโทรศัพท์ได้ชัดเจนดี ในขณะที่พื้นที่เดียวกัน iPhone จะมีปัญหากับการโทรพอสมควร นอกจากนี้ยังรองรับ Wifi แบบ 5 GHz ด้วย แต่เสียอย่างเดียวที่หาตัวเลือกปล่อย Personal Hotspot แบบ 5 GHz ไม่เจอครับ ซึ่งฟังก์ชั่นนี้มีประโยชน์มาเวลาที่ต้องแชร์ไวไฟในพื้นที่ที่มีสัญญาณแน่นๆ อย่างตามห้าง ที่ Wifi 5 GHz จะถูกรบกวนน้อยกว่า ทำให้อุปกรณ์อื่นที่รับไวไฟไป เล่นเน็ตได้เร็วอย่างที่ควรจะเป็นครับ

ฟังก์ชั่นสนับสนุนการใช้งาน ฟังก์ชั่นที่ใช้บ่อยๆ ก็มีครบ ทั้งความสามารถในการบันทึกเสียงสนทนา สามารถบันทึกหน้าจอแบบยาวได้ด้วย (กดปุ่มเพิ่มเสียง พร้อมกับปุ่มล็อกจอ) มีโหมดตัดแสงสีฟ้าที่ทำงานดีมาก เปิดโหมดนี้ใช้ตอนกลางคืนสบายตามาก ส่วนฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่แอดไม่ค่อยได้ใช้อย่างวาด O ตอนจอดับเพื่อเปิดกล้อง หรือเคาะจอ 2 ครั้งเพื่อเปิดจอก็มีให้ใช้ครับ

จุดสังเกตที่เจอระหว่างใช้งาน

OPPO R9s ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทยครับ คือสเปกบอกว่ามี VoLTE แต่ลองใช้จริงกับซิม dtac ก็ไม่ขึ้นนะครับ เสียงคุยสายไม่ได้ระดับ HD (ค่ายอื่นไม่แน่ใจว่าขึ้นไหม) ส่วน VoWifi นั้นไม่ได้รองรับในตัวเครื่องครับ ก็ต้องอาศัยแอป VoWifi จากผู้ให้บริการเอา

อีกเรื่องหนึ่งที่ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ใช้จริงมันรำคาญมากคือระหว่างที่เราคุยโทรศัพท์แนบหู ถ้ามีโนติเข้ามา โทรศัพท์จะสั่นเพื่อเตือนทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่นั้นแหละ -_- พยายามค้นแล้วก็ไม่มีตัวเลือกปิดการแจ้งเตือนตอนคุยนะครับ มีแต่ปิดการสั่นเตือนทั้งหมดไปเลย

ตัวเครื่องมีแรม 4 GB แต่ระบบค่อนข้างปิดแอปที่อยู่เบื้องหลังรวดเร็ว แอปไหนที่กินแรมหนักๆ เช่นเกมก็มีแนวโน้มที่จะโดนปิดไปเร็วกว่ามือถือแรม 4 GB รุ่นอื่นๆ มองในแง่ดีคือทำให้ประหยัดแบตมากขึ้น แต่มองอีกแง่คือแทนที่แอปจะอยู่ให้ใช้นานๆ กลับต้องเสียเวลาโหลดใหม่อีก เหมือนใช้แรม 4 GB ไม่ค่อยคุ้ม

นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องที่ OPPO R9s ยังใช้พอร์ต MicroUSB แทนที่จะเป็น USB-C ครับ ก็ทำให้ใช้กับอุปกรณ์เสริมรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ แล้วเวลาเสียบชาร์จไฟ ก็ต้องเล็งพอร์ตให้ถูกด้านเหมือนเดิม

และ OPPO R9s ยังใช้ Android 6 Marshmallow ยังไม่ใช่ Android 7 Nougat ที่ประหยัดแบตมากกว่า มีระบบจัดการ Notification ดีกว่า และแบ่งครึ่งจอได้ง่ายกว่าด้วย ก็น่าเสียดายตรงนี้ครับ

สรุป OPPO R9s แอนดรอยเรียบๆ ใช้แฮปปี้

อุปกรณ์ที่ให้ภายในกล่อง และกล่องค่อนข้างใหญ่เลย

แอดถือว่า OPPO R9s เป็นสมาร์ทโฟนเรียบๆ รุ่นหนึ่งนะครับ ไม่ได้มีจุดเด่นที่หวือหวาในตลาด ไม่ได้เครื่องสวยมีเอกลักษณ์เหมือน Galaxy S8, ภาพลักษณ์กล้องไม่ได้เด่นแบบ Huawei P10 แต่เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้แล้วไม่มีปัญหาจุกจิก ใช้ไปได้เรื่อยๆ แอดใช้มาเดือนกว่า เครื่องก็เร็วเสมอต้นเสมอปลายดี กล้องใช้ง่าย ถ่ายแบบไม่ต้องคิด ภาพก็โอเค ถ่ายวิดีโอก็ดี ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องยุ่งกับความวุ่นวายของสมาร์ทโฟนนัก แฮปปี้ดีครับ (เว้นเรื่องเดียวคือเครื่องสั่นเวลาแนบหูนี่แหละ)

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

รีวิว Huawei nova 3e สมาร์ทโฟนราคาแค่หมื่น เน้นกล้องหน้าพร้อมความจุ 128 GB

สมาร์ทโฟนรุ่นกลางตัวใหม่ของหัวเว่ย จะให้ภาพจากกล้องเป็นยังไง มาดูกัน

Published

on

OPPO R9s

฿ 14,990
OPPO R9s
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0 /10

คุณภาพวัสดุ

8.0 /10

คุณภาพกล้อง

9.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.5 /10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

ปีนี้สมาร์ทโฟนช่วงราคาหมื่นบาทแข่งกันดุมากครับ แน่นอนว่าเจ้าตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางอย่าง Huawei ก็ไม่ยอมปล่อยให้การแข่งขันในตลาดนี้ง่ายเกินไป ส่ง Huawei nova 3e สมาร์ทโฟนที่เน้นกล้องหน้าและให้ความจุเครื่องสูงถึง 128 GB ออกมาในราคาแค่ 10,990 บาท ซึ่งแบไต๋ได้ทดลองใช้เครื่องมาเกือบสัปดาห์ จึงรีวิวให้อ่านกันครับ

รูปลักษณ์ของ Huawei nova 3e

Huawei nova 3e มีอีกชื่อหนึ่งคือ Huawei P20 Lite ที่ขายในตลาดต่างประเทศ เพราะงั้นเลยไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมหน้าตามันคล้ายกับตระกูล P20 จัง สิ่งที่ nova 3e ต่างจาก P20 คือไม่มีปุ่มโฮมที่เป็นตัวสแกนนิ้วด้านหน้าครับ บริเวณนี้จะถูกแทนด้วยโลโก้ Huawei แทน แล้วตัวสแกนนิ้วมือก็ไปอยู่ด้านหลังแทน ก็ใช้งานสะดวกไปอีกแบบนะครับ

สีสันของ nova 3e ก็เป็นชุดสีแวววาวตามสมัยนิยมนะครับ โดยสีที่จำหน่ายในไทยนั้นมี 3 สีคือ Midnight Black, Sakura Pink และ Klein Blue ซึ่งตัวที่เราได้รับมารีวิวคือสีน้ำเงิน Klein Blue ที่เครื่องจริงก็ส่องประกายเห็นเป็นแฉกแสงแนวตั้งเหมือนในรูปเลย สัมผัสของตัวเครื่องก็พรีเมี่ยมด้วยฝาหลังแก้วจับถือแล้วให้ความรู้สึกมั่นใจและรู้สึกว่าเป็นของแพง อีกจุดที่ชอบคือกล้องหลังไปอยู่ตรงมุมบนซ้าย และไม่นูนมากแบบ nova 2i แล้ว ทำให้ดีไซน์โดยรวมนั้นดูดีมาก

มาที่เรื่องของหน้าจอบ้าง แน่นอนมือถือในยุคนี้มันต้องเป็นจอแหว่งแล้ว ถ้าไม่แหว่งตอนนี้จะดูเหมือนเป็นมือถือดีไซน์เก่าทันที แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบจอแหว่งก็สามารถเข้าไปปิดโดยการถมดำได้จาก Settings ของระบบนะครับ โดยหน้าจอของ nova 3e นั้นเป็นจอ IPS ความละเอียด 2280 x 1080 pixel ขนาด 5.8 นิ้วสัดส่วน 19:9 ครอบคลุมพื้นที่ด้านหน้าของเครื่องไปจนเกือบสุดขอบด้านล่างที่เป็นพื้นที่ของโลโก้ Huawei (ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมมือถือ Android ถึงไม่สามารถปูจอไปจนสุดขอบทุกด้านได้จริงๆ)

สีดำของหน้าจอ Huawei nova 3e มันดำดีจริงๆ

จอตัวนี้หัวเว่ยเคลมว่ารองรับขอบเขตสี NTSC 96% หรือขอบเขตสีที่แสดงในโทรทัศน์ระบบมาตรฐานครับ เมื่อลองใช้งานจริงก็พบว่าเป็นจอที่ดีมากสำหรับมือถือในระดับราคานี้เลยแหละครับ ให้ Contrast ภาพได้ดี เอาไปเปิดแอปที่ฉากหลังดำสนิทอย่าง Wikipedia ในโหมด Black (ที่ออกแบบไว้ใช้กับจอ OLED) ก็รู้สึกว่าสีดำด้านหลังมันดำลึกจริงๆ ตัดกับตัวอักษรสีขาวได้อย่างสบายใจ ไม่ใช่ดำแบบเทาๆ อย่างที่จอ LED จะเป็นกัน ก็พอได้ใช้จอแบบนี้รู้สึกว่าเต็มตาดีนะครับ เครื่องก็ไม่ใหญ่เกินไปจนจับลำบาก

ส่วนการชมภาพยนตร์บนจอ Full View รุ่นนี้ก็ทำได้ดีครับ อย่าง Youtube ก็สามารถยืดจอไปจนสุดขอบซ้าย-ขวาได้ แต่ไม่ได้ยืดเกินจนไปทับกับบาก ก็ให้ประสบการณ์การรับชมที่ดี ส่วน LINE TV ก็ยืดภาพได้จนเต็มจอเหมือนกัน แต่จะไม่ได้ครอปส่วนบนกับส่วนล่างออกนะครับ ทำให้ได้สัดส่วนภาพที่ดูยืดๆ หน่อย

กล้องหน้าเน้น Selfies ของ Huawei nova 3e

จุดเด่นของแบรนด์ Huawei คือเรื่องความฉลาดของกล้องครับโดยกล้องหน้าของ Huawei nova 3e นั้นใช้เซนเซอร์ Sony IMX576 ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมซอฟต์แวร์ปรับปรุงภาพให้เหมาะสำหรับการ Selfie โดยเฉพาะ ซึ่งจากภาพตัวอย่างจะเห็นว่ากล้องของ Huawei nova 3e เก็บรายละเอียดผิวได้ดี การปรับมาตรฐานยังคงเหลือรายละเอียดของผิวพรรณเอาไว้ให้ดูจริง และมีการปรับสีผิวให้ดูสุขภาพดีด้วย

ภาพจากกล้องหน้า Huawei nova 3e

แต่เนื่องจากกล้องหน้าของ nova 3e นั้นมีแค่กล้องเดียว ก็จะเห็นว่าบางส่วนของภาพหลุดไม่เบลอไปเหมือนกัน และการปรับเอฟเฟกความงามนั้นยังไม่ได้แยกรายละเอียดให้ปรับได้อิสระระหว่างการปรับผิวกับการปรับโครงสร้างใบหน้า ทำให้บางทีถ่ายในโหมดหน้าสวยจะรู้สึกว่าโครงหน้าหรือดวงตาแปลกไปบ้างครับ

AR Effect ถ่ายตัวคนและตัดฉากหลังได้สนุกๆ

ในส่วนของกล้องหลังนั้นมี 2 เลนส์ ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.2 และกล้องรอง 2 ล้านพิกเซลเอาไว้ตรวจสอบความลึกของภาพเพื่อเบลอฉากหลัง ซึ่งคุณภาพภาพที่ได้ก็ดีในระดับหนึ่งครับ ให้สีสันสดใส ภาพสวยงามดี ก็ไม่ได้ดีระดับตะลึงแบบที่ Huawei P20 ถ่ายได้นะครับ

โหมดถ่ายภาพสารพัดตามสไตล์หัวเว่ย

  • เลนส์ AR ตัดฉากหลัง ใส่ฉากฟรุ้งฟริ้งแบบกล้องหน้า
  • โหมดวาดภาพด้วยแสงที่สามารถถ่ายน้ำตกให้นุ่ม หรือไฟรถให้เป็นเส้นยาวตามสไตล์ของหัวเว่ย
  • โหมดโปรก็สามารถปรับความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุดได้ 8 วินาที, ISO สูงสุด 3200 แถมยังสามารถบันทึกออกมาเป็น Raw File ได้ด้วย
  • โหมดวิดีโอถ่ายได้สูงสุด 1080p 30fps
  • โหมด Slow Motion ถ่ายได้ความละเอียด 640 x 480 pixel ที่ 120 fps

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง Huawei nova 3e

โหมดหน้าชัด หลังละลาย

ภาพถ่ายกลางคืนในพื้นที่แสงน้อยสุดๆ

ภาพถ่ายในอาคาร

ประสิทธิภาพของ Huawei nova 3e

Huawei nova 3e นั้นใช้ชิปตัวเดียวกับ nova 2i และ Y9 2018 คือ Kirin 659 ของหัวเว่ยเอง พร้อมแรมอีก 4 GB เมื่อทดสอบกับเกมมหานิยมอย่าง ROV ก็เล่นได้ลื่นๆ ที่ 30 fps ครับ เฟรมเรตค่อนข้างนิ่ง ไม่ได้มีการตกลงมามากนัก แต่ก็ไม่มีตัวเลือกให้ปรับเป็น 60 fps ครับ

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพด้วย Geekbench 4.2 ก็ได้คะแนน Single-core 933 และ Multi-core ที่ 3703 คะแนน ก็เป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่เราทดสอบไว้กับ Huawei nova 2i เมื่อครึ่งปีก่อนครับ ก็เป็นคะแนนพอๆ กับ Snapdragon 820 ที่ใช้ใน Galaxy Note 7 ครับ ส่วนทดสอบประสิทธิภาพกราฟิก 3 มิติด้วย 3Dmark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ก็ได้คะแนนสูงสุดที่ 371 กับการใช้ Vulkan เป็นตัวประมวลผลกราฟิก

ที่แปลกใจคือการใช้งานทั่วไป เช่นการเปิดกล้อง หรือสลับแอปแบบด่วนๆ จะรู้สึกหน่วง ต้องรอสักอึดใจหนึ่ง ก็หวังว่าหัวเว่ยจะออกเฟิร์มแวร์ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพต่อไปในอนาคตนะครับ

สเปกที่น่าสนใจของ Huawei nova 3e คือมาพร้อมความจุเครื่อง 128 GB ซึ่งก็ทำให้เก็บรูปและสื่อต่างๆ ได้เยอะมาก แถมยังสามารถใส่ MicroSD ได้เพิ่มอีก 256 GB ซึ่งเมื่อทดสอบความเร็วของหน่วยความจำภายในเครื่องด้วยแอป AndroBench ก็ความเร็วอ่านต่อเนื่องราว 280 MB/s ครับ ก็ไม่น่าแปลกใจสำหรับเครื่องในราคานี้ที่ใส่หน่วยความจำเยอะขนาดนี้มาให้ครับ

ว่าด้วยเรื่องของเสียง

Huawei nova 3e มาพร้อมลำโพงภายนอกตัวเดียว อยู่ที่ท้ายเครื่องด้านขวานะครับ ซึ่งลำโพงตัวนี้ก็ให้เสียงได้ดังดี อาจจะแหลมๆ ฟุ้งๆ บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรของเสียงจากลำโพงมือถือตัวเล็กๆ ครับ

ที่น่าชื่นใจคือ nova 3e ยังมีช่อง 3.5 mm อยู่ ทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 mm เดิมของตัวเองได้ทันที ซึ่งถ้าเราฟังเพลงผ่านสาย ก็สามารถเปิดระบบเสียง Histen ของหัวเว่ยได้ ซึ่งเสียงที่ผ่านช่อง 3.5 mm และระบบเสียง Histen นั้นจะเน้นเสียงที่โอบล้อม สร้าง Sound Stage ที่กว้างขึ้น ไม่ได้เป็นเสียงโทนสุขุมนุ่มลึกเหมือนอย่างสมาร์ทโฟนที่มี DAC แยกทำได้นะครับ

ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Bluetooth เพราะว่า Huawei nova 3e เป็น Android 8.0 แล้ว ทำให้รองรับ codec เสียงได้หลายตัว ทั้ง SBC, aptX หรือ AAC แต่ไม่รองรับ LDAC ระบบเสียงตัวท็อปของโซนี่นะครับ แต่ก็มากพอที่จะรองรับหูฟังและลำโพงในท้องตลาดให้ได้เสียงดีกว่าปกติแล้ว

การเชื่อมต่อกับเครือข่าย ข้อจำกัดของ nova 3e

แม้ว่า Huawei nova 3e จะสามารถเชื่อมต่อเครือข่าย 4G และรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เฉพาะซิม 1 เท่านั้นครับ น่าเสียดายที่ซิม 2 นั้นรองรับแค่ 2G เท่านั้น ใครที่ต้องการซื้อไปใช้งานแบบ 2 ซิม ก็ต้องเช็คกับค่ายมือถือที่เราใช้ให้ดีๆ ว่ายังให้บริการแบบ 2G อยู่หรือไม่นะครับ ซึ่งแบไต๋ลองเช็คดูแล้ว ตอนนี้ AIS ไม่มีบริการ 2G แล้ว ส่วน dtac จะใช้งาน 2G 1800 MHz ได้ถึง 15 ก.ย. 61 และ Truemove H ให้บริการ 2G ที่ความถี่ 900 MHz โดยยังไม่มีกำหนดเลิกให้บริการ และผู้ใช้ต้องเลือกระหว่างการใช้งานซิม 2 หรือจะใส่ MicroSD ครับ

นอกจากนี้ Huawei nova 3e ยังไม่รองรับ Wifi 5 GHz ด้วย ซึ่งอาจมีปัญหาสำหรับบางพื้นที่ที่สัญญาณไวไฟหนาแน่น (เช่นในคอนโด) อาจจะทำความเร็วอินเทอร์เน็ตได้ไม่เร็วนัก และตอนนี้ nova 3e ยังไม่รองรับทั้ง VoLTE และ VoWifi เทคโนโลยีที่ช่วยให้เสียงสนทนาคมชัดขึ้น ก็ต้องรอการอัปเดทต่อไปครับ น่าจะรองรับ VoLTE ได้เร็วๆ นี้

ประเด็นอื่นๆ ที่เจอระหว่างรีวิว Huawei nova 3e

พอใช้พอร์ต USB-C ก็ใช้กับอุปกรณ์ที่เป็นพอร์ตใหม่นี่อย่างกล้อง 360 องศาของหัวเว่ยได้เลย

  • nova 3e เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางที่ใช้พอร์ท USB-C สักที ทำให้ใช้กับอุปกรณ์เช่นกล้อง 360 องศาของหัวเว่ยได้เลย
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh นั้นใช้ได้จริงได้เกินวัน หมดวันแบตก็ยังเหลืออยู่เยอะพอสมควร
  • สเปกบอกว่ารองรับ Fast Charge 2.0 (9V 2A) แต่ทดลองชาร์จด้วยหัวชาร์จของ Mate 10 Pro ก็ไม่ได้ขึ้นว่าชาร์จเร็วนะ
  • ที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล nova ไปแล้วคือ Huawei nova 3e ไม่มี Gyro ในตัว ทำให้ไม่รองรับการใช้งานแอปบางตัวเช่น Google Street view ที่ต้องใช้ Gyro วิเคราะห์การหมุนกล้องไปรอบตัว รวมถึงแอปประเภท VR น่าจะมีปัญหา

โปรโมชั่น Pre-Order!

Huawei Nova 3e เปิดตัวที่ราคา 10,990 บาท โดย Pre-order ระหว่างวันที่ 11 ถึง 23 พฤษภาคมนี้ โดยคนที่จองก่อนจะได้รับหูฟัง Huawei Bluetooth Sport มูลค่า 1,990 บาท พร้อมเครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะมูลค่า 2,990 บาท และเริ่มขายจริงวันที่ 24 พฤษภาคม (วันแรกของงาน Thailand Mobile Expo 2018) หรือใครจะจองออนไลน์ก็ได้ที่ Lazada และ Shopee เลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

[Review] HONOR 7C จอใหญ่ สเปคแรง สแกนใบหน้า ในราคา 5 พัน

Published

on

OPPO R9s

฿ 14,990
OPPO R9s
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0 /10

คุณภาพวัสดุ

8.0 /10

คุณภาพกล้อง

9.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.5 /10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

HONOR 7C ชูฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า และมาพร้อม Android 8.0 Oreo ซึ่งจะถูกครอบด้วย EMUI 8.0 และ CPU Octa-Core 1.8GHz Snapdragon 450

Honor 7C ชูโรงการปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้า (Face Unlock) เป็นเอกลักษณ์ระดับเรือธง ซึ่งสแกนได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้เป็นแบบ Depth Sensor อีกอย่างที่มีมาให้คือการสแกนนิ้ว ซึ่งปลดล็อกไวมากเช่นกัน แต่จากการใช้งาน นิ้วไปสแกนปลดล็อกก่อนจะมองจออีก เลยไม่มีความจำเป็นต้องสแกนใบหน้าเลย ก็มีไว้ 2 อย่างให้เลือกไม่เสียหาย แต่เราก็ยังชอบสแกนนิ้วมากกว่านะ เพราะปลดล็อกด้วยใบหน้าจะปลอดภัยน้อยกว่า

รูปจากกล้องหลัง Honor 7C

กล้องหลัง : 13 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยระบบโบเก้ (Bokeh) ให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ พร้อมไฟแฟลช LED ที่เรียงเป็นแนวนอน

  • ความละเอียดภาพถ่าย: 4160 x 3120
  • ความละเอียดภาพวิดีโอ: 1920 x 1080 30fps

รูปจากกล้องหน้า Honor 7C

กล้องหน้า: 8 ล้านพิกเซล

  • ความละเอียดภาพถ่าย: 3264 x 2448
  • ความละเอียดภาพวิดีโอ: 1920 x 1080 30fps

แม้กล้องของ Honor จะไม่ได้ให้มาหวือหวาเหมือนกล้องคู่ของรุ่นพี่ยี่ห้ออื่น ๆ แต่เทียบกับราคาแล้ว ถือว่าให้มาเยอะพอสมควร โฟกัสเร็ว ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ มีโหมดให้เลือกปรับหลากหลาย เช่น HDR พาโนรามา ใส่ลายน้ำ หรือ Mode Bokeh Focus After

Honor 7C มาพร้อม Snapdragon 450 และ RAM 3GB เล่นเกมหนัก ๆ อย่าง PUBG ปรับสเปคต่ำ ๆ พอเล่นได้ ส่วน ROV, Yulgang หรือเกมอื่น ๆ ที่ไม่กินสเปคโหดมากก็เล่นได้ลื่นสบาย

จอกว้างใช้งานแบบเต็มตากับ FullView Display ขนาด 5.99 นิ้ว ในอัตราส่วน 18:9 ด้วยความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล ถือว่าไม่มีปัญหาในการดูหนัง เล่นเกม โดยมีฟังก์ชั่น Screen Split สำหรับคอหนัง คอเกม ให้ใช้งานได้แบบแบ่งหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็น Youtube, iflix, Netflix และสามารถแชทไปด้วย เล่นโซเชียลไปด้วยได้

การวัดผลด้วย Benchmark และ Antutu

ที่ชาร์จเป็น Huawei (เนื่องจากเป็นแบนด์ลูกของ Huawei)

น้ำหนักเบาใช้งาน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือคุยโทรศัพท์นาน ๆ ได้สบายด้วยน้ำหนักแค่ 164 กรัม


ด้านบนวางกล้องหน้า และลำโพงสนทนา

ด้านขวามีปุ่มลด/เพิ่มเสียง ที่อยู่เหนือปุ่มล็อค-ปิดเครื่อง

ด้านซ้าย 2 Sim 3 Slot (2 sim + SD Card) คือ ช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง และช่องใส่ MicroSD อีก 1 ช่อง รวมทั้งหมด 3 ช่อง

ตัวเครื่องบางและยังคงช่องหูฟัง 3.5 มม. แต่ไม่มีหูฟังแถมมาให้ ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง มีช่องเชื่อมต่อข้อมูลหรือชาร์จแบตเตอรี่แบบ Micro USB 2.0 ไมโครโฟนตัวหลัก และลำโพง

ด้านหลังวางกล้องคู่ และแฟลช เรียงเป็นแนวนอน และวางปุ่มสแกนนิ้วไว้ตรงกลางด้านบน ตำแหน่งพอดีวางนิ้ว

มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดํา น้ำเงิน ทอง ตัวเครื่องใช้วัสดุโลหะ

สเปค HONOR 7C

  • หน้าจอ LCD ขนาด 5.9 นิ้ว ความละเอียด HD+
  • ความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล อัตราส่วน 18:9
  • ขนาด 158.3 x 76.7 x 7.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 164 กรัม
  • CPU : Octa-Core 1.8GHz Snapdragon 450
  • GPU : Adreno 506
  • RAM : 3GB
  • ROM : 32GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องหลังคู่ : 12MP + 3MP
  • กล้องหน้า : 8MP
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 b/g/n, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 4.2
  • MicroUSB 2.0
  • ช่องหูฟัง : 3.5 มิลลิเมตร
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint (ด้านหลัง), Accelerometer, Proximity, Compass
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 8.0 ครอบด้วย EMUI 8.0
  • สีที่วางจำหน่าย : สีน้ำเงิน สีดำ สีทอง

Honor 7C จะวางจําหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ทาง Lazada ในราคา 5,290.00 บาท โดยมีโปรโมชั่นในช่วง Flash Sale ลดราคา 600 บาท เหลือ 4,690 บาท ตั้งแต่เวลา 12.00น. ถึง 16.00 น. ในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้เท่านั้น

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิว Sony Xperia XZ2 เรือธงเปลี่ยนดีไซน์ ใช้แล้วเวิร์คไหมนะ

สมาร์ทโฟนตัวท็อปของ Sony (อย่างน้อยก็ก่อน XZ2 Premium จะขาย) ดีแค่ไหน อ่านรีวิวกัน

Published

on

OPPO R9s

฿ 14,990
OPPO R9s
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0 /10

คุณภาพวัสดุ

8.0 /10

คุณภาพกล้อง

9.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.5 /10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

เมื่อนึกถึงสมาร์ทโฟนจาก Sony เรื่องที่เราคิดถึงเป็นอันดับแรกคือเรื่องของดีไซน์นะครับ ที่โซนี่จะอ้างอิงดีไซน์พื้นฐานลักษณะหนึ่ง แล้วแตกย่อยเป็นหลายๆ รุ่น ซึ่งดีไซน์พื้นฐานตัวนี้ก็ใช้กันอยู่หลายปีเลยกว่าจะเปลี่ยนสักครั้ง สมาร์ทโฟนจากโซนี่เลยค่อนข้างมีเอกลักษณ์มาก และใน Sony Xperia XZ2 ก็เป็นการเปลี่ยนดีไซน์ครั้งสำคัญจากเครื่องแบนหน้า-หลัง ขอบโค้งที่เรียกว่า OmniBalance มาสู่ Ambient Flow ดีไซน์หลังเต่าครับ ซึ่งเราจะเจาะลึกรายละเอียดของ XZ2 ในรีวิวนี้กัน

ดีไซน์ใหม่ของ Xperia XZ2 “Ambient Flow”

  • ดีไซน์ใหม่ คืนความรู้สึกแปลกใหม่กับมือถือของโซนี่ ทำให้รุ่นนี้เป็นที่สนใจมาก
  • ฝาหลังโค้งแบบหลังเต่าทำด้วยกระจกที่ดัดโค้งด้วยความร้อน เข้ารูปกับฝามือ ทำให้จับแล้วเกาะมือดี
  • แต่ด้วยความที่ฝาหลังโค้งและเป็นแก้ว การใช้งานแบบไม่มีเคส เครื่องจะลื่นมาก ต้องมีสติเวลาจับเครื่องออกจากกระเป๋า และวางเครื่องก็ต้องระวังลื่นตก

Sony Xperia XZ2 เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นแรกที่ใช้ดีไซน์เครื่องแบบใหม่ที่เรียกว่า Ambient Flow โดยฝาหลังเครื่องจะเป็นแบบหลังเต่า เข้ารูปกับอุ้งมือ

ซึ่งหลังจากใช้ในชีวิตประจำวันมาครึ่งเดือนก็พบว่า ดีไซน์ใหม่นี้จับถนัดมือดี เพราะจอปรับเป็นจอยาวสัดส่วน 18:9 แล้ว ทำให้เครื่องไม่กว้างเกินไป ฝาหลังเป็นหลังเต่าก็กระชับอุ้งมือ ขอบมนก็ทำให้ถือมือถือแล้วไม่เจ็บมือ ความรู้สึกของวัสดุที่เป็นแก้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้สัมผัสที่ดีและพรีเมี่ยมมาก มีความลื่น มีความหนักแน่น จับแล้วรู้สึกทนทาน และด้วยความที่ฝาหลังเป็นแก้วทำให้ XZ2 รองรับการชาร์จไร้สายด้วย โดยรวมถือว่าดีไซน์ใหม่ทำให้หยิบจับโทรศัพท์เข้าฝ่ามือได้ดีกว่าเดิม

ดีไซน์ให้ความรู้สึกเป็นโทรศัพท์เกรดพรีเมี่ยม หรูหรา

แต่ข้อเสียคือด้วยความที่ด้านหลังเครื่องทำจากแก้วและดีไซน์หลังเต่าแบบนี้ ทำให้เครื่องลื่นมาก ต้องมีสติเวลาหหยิบเครื่องออกจากกระเป๋า วางที่ไหนก็ต้องมีสติดูว่าพื้นเอียงไหม เพราะต้องระวังเครื่องลื่นตกให้ดี แต่ถ้าใส่เคสก็น่ายึดเกาะดีขึ้น (พอดีเครื่องรีวิวไม่มีเคสมาด้วย ทีมงานเลยต้องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างระมัดระวังที่สุด)

นอกจากนี้ตำแหน่งสแกนลายนิ้วมือ ที่อยู่ด้านหลัง กลางเครื่อง ตรงจุดสูงสุดของหลังเต่า ใช้แรกๆ ไม่ถนัดเลย ต้องถือเครื่องต่ำๆ เพื่อจะสแกนนิ้ว ไม่งั้นไปแตะสแกนที่กล้องตลอด ใช้ไปสักพักจะเริ่มชิน แต่ก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีอยู่ดี เพราะเป็นจุดที่นูนที่สุดในฝาหลัง ทำให้เครื่องมักไปสแกนนู้นสแกนนี่ เช่นหยิบเครื่องออกจากกระเป๋าก็อาจจะสแกนฝ่ามือแล้ว และเครื่องก็จะสั่นๆ บอกว่าสแกนไม่ผ่าน

หน้าจอ Sony Xperia XZ2 ดีงามพร้อม HDR

  • หน้าจอ XZ2 ทำได้ไม่ทิ้งลายความเป็นโซนี่ ใส่เทคโนโลยีจาก Bravia TV มาเต็ม ให้ภาพสวยมาก
  • เป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นในโลกที่รองรับเนื้อหา HDR จาก Netflix และจอยังสามารถเปิดเนื้อหา HDR จากแหล่งอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
  • บางทีเราอาจจะไม่ต้องการจอ 4K หรือจอ OLED บนมือถือ ถ้ามันสามารถแสดงสีสันและ Contrast ได้เนี๊ยบเหมือนจอ XZ2

แม้ว่า Xperia XZ2 จะมีหน้าจอ 5.7 นิ้วในระดับ Full HD+ ความละเอียด 1080 x 2160 pixel แบบ 18:9 ยังไม่ได้กระโดดเป็นจอ 4K เหมือนตระกูล XZ Premium รุ่นพี่ แถมยังไม่ใช่จอ OLED แบบสมัยนิยม แต่ขึ้นชื่อว่า Sony ราชาแห่งวงการจอ TV หน้าจอของ XZ2 จึงไม่ธรรมดาครับ

Netflix รองรับ HDR บน XZ2

ด้วยเทคโนโลยี TRILUMINOS ของโซนี่ที่ขึ้นชื่อจากวงการทีวี ทำให้แม้ XZ2 จะไม่ใช่จอ OLED แต่ก็แสดงสีสันได้เยี่ยม Contrast สูง และการแสดงผลวิดีโอก็ใช้เทคโนโลยี X-Reality เข้ามาช่วยปรับการแสดงผล ทำให้ตัววิดีโอสดใสไปด้วย ซึ่ง XZ2 ถือเป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นในโลกที่ Netflix รองรับการแสดงภาพ HDR เต็มตัว ทำให้เวลาเปิดหนังที่รองรับ HDR จะให้ภาพที่สวยงามมาก

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถปรับรูปแบบการแสดงสีได้ 3 แบบ คือ

  • โหมดโปรจะให้สีจืดหน่อย เหมือนที่สายตาเรามองเห็น ก็ใช้ขอบเขตสีมาตรฐาน sRGB
  • โหมดมาตรฐาน ใช้เทคโนโลยี TRILUMINOS เข้ามาปรับปรุงการแสดงสีสัน ทำให้ได้ภาพจากหน้าจอที่ชวนมอง แต่ไม่สดจนแสบตา ซึ่งเราชอบโหมดนี้มากครับ
  • โหมดสีจัด เร่งความสดของสีและ Contrast ไปสูงสุดที่จะไม่หลอกตาเกินไปนัก ก็เหมาะสำหรับคนที่ชอบจอสีสดๆ จริงๆ

สเปก Sony Xperia XZ2 แรงแถวหน้าของวงการ

  • ใช้ซีพียูตัวท็อปของวงการแอนดรอยด์ตอนนี้ ประสิทธิภาพเครื่องเลยหายห่วง
  • เล่นเกมลื่นมาก เป็นสมาร์ทโฟนระดับท็อปๆ ของวงการเล่นเกมได้
  • แต่ราคานี้ น่าจะได้ RAM 4 GB และหน่วยความจำ 128 GB นะ

Sony Xperia XZ2 นั้นใช้หน่วยประมวลผลตัวท็อปของยุคนี้คือ Snapdragon 845 พร้อม Ram 4 GB และหน่วยความจำในเครื่องแบบ UFS อีก 64 GB

ตัว CPU ไม่ต้องพูดถึง คือแรงมาก แรงที่สุดในโลก Android ตอนนี้แล้ว ทดสอบด้วย Geekbench 4 จัดคะแนน multi-core จัดไปเกือบ 8500 เร็วกว่า Pixel 2 เกือบ 2000 คะแนน (แต่ถ้านับตัวเลขอย่างเดียว ก็ยังไม่เร็วเท่า Apple A11 ใน iPhone 8 ที่ได้คะแนนไปหมื่นกว่านะ)

การใช้งานเครื่องทุกอย่างจึงลื่นหมด พวก facebook, line ไม่ต้องพูดถึง ลื่นมาก เล่น PUBG Mobile ในโหมด High ก็ลื่นไหลตลอดทั้งเกม คือด้วยซีพียูที่เป็น Snapdragon แถมยังเป็นตัวท็อป มันจึงเหมาะสำหรับการเล่นเกมมาก ถ้าเป็นซีพียูค่ายอื่นๆ แม้จะเป็นตัวท็อป แต่ก็ยังอาจกระตุกได้อยู่ดี

แต่ในสเปกนี้ติดอยู่ตรง RAM ที่ให้มาแค่ 4 GB กับหน่วยความจำ 64 GB คือด้วยราคาเปิดตัว 26,000 บาท เราก็อยากให้เป็นแรม 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB อย่างคู่แข่งนะ แม้ว่า XZ2 จะยังใส่ MicroSD ได้สูงสุด 400 GB (ต้องเลือกระหว่างใส่ MicroSD หรือใส่ซิม 2) แต่เราก็อยากได้ความจุเยอะกว่านี้อยู่ดีนะ

เทคโนโลยีเสียงของโซนี่ จัดเต็มใน Xperia XZ2

  • เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีเสียงจาก Sony
  • ลำโพงเครื่องเป็นสเตอริโอและดังขึ้นกว่าเดิม 20%! (น้ำตาจะไหล)
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm แล้ว ต้องแปลงจาก USB-C อย่างเดียว

โซนี่นั้นเป็นแบรนด์ที่มีเทคโนโลยีด้านเสียงอยู่ในตัวเยอะมากอยู่แล้ว (ค่ายอื่นอาจจะใช้ Dolby กัน แต่โซนี่มีของดีของตัวเองที่เจ๋งพอเลยไม่แคร์ Dolby ก็ได้) ซึ่งใน Sony Xperia XZ2 ก็ใส่เทคโนโลยีเสียงมาหลายตัว ที่เลือกเปิด-ปิดได้ใน Settings คือ

  • DSEE HX ปรับปรุงคุณภาพเสียงเพลงจากไฟล์ที่ถูกบีบอัดให้กลับมาใกล้เคียงกับไฟล์เสียงระดับ Hi-Res แต่ไม่สามารถใช้ได้กับลำโพงหรือหูฟัง Bluetooth นะโหมดนี้ ต้องฟังจากลำโพงเครื่อง หรือต่อสายหูฟังผ่านพอร์ต USB-C ก็แนะนำให้เปิดสำหรับเวลาฟังเพลงนะครับ ถ้าใช้งานอื่นๆ อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ ก็ลองฟังดู
  • ClearAudio+ ปรับรูปแบบเสียงให้เหมาะสำหรับสิ่งที่เราจะใช้โดยอัตโนมัติ อันนี้เปิดใช้งานได้ตลอด แต่ไม่สามารถเปิดพร้อมกับ DSEE HX ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • S-Force Front Surround ปรับปรุงเสียงจากลำโพงสเตอริโอของเครื่องให้เซอร์ราวมากขึ้น ซึ่งจะเปิดเองเมื่อใช้ ClearAudio+ หรือถ้าปิด ClearAudio+ ก็เข้าไปเปิดจากหน้า Sound Effect ได้

โดยรวมแล้วเราพอใจคุณภาพเสียงจาก XZ2 โดยเฉพาะเสียงที่ผ่านหูฟังแบบสายครับ ไม่ทิ้งความเป็นโซนี่ผู้นำเรื่องเครื่องเสียงเลย ส่วนใครที่ฟังลำโพงหรือหูฟัง Bluetooth ที่ใช้เทคโนโลยีการปรับแต่งเสียงของโซนี่ไม่ได้ Xperia XZ2 ก็ยังรองรับ Bluetooth Codec ตัวท็อปทั้ง LDAC ซึ่งรองรับในลำโพงและหูฟังไร้สายของโซนี่เอง และ aptX HD สำหรับอุปกรณ์ระดับท็อปค่ายอื่นๆ เพื่อให้อุปกรณ์ที่รองรับสามารถนำเสียงจาก XZ2 ไปเล่นได้ดีที่สุด

ซึ่งตัวลำโพงของ Xperia XZ2 โซนี่เคลมว่าดังกว่า XZ Premium 20% ถือเป็นสมาร์ทโฟน Xperia ที่มีลำโพงดังที่สุดแล้ว แถมเป็นลำโพงสเตอริโอบนล่างด้วย ซึ่งเราทดสอบแล้วก็จริงตามนั้นครับ ให้เสียงดังจริง แม้จะยังไม่ดังเท่าคู่แข่งหลายตัว แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ดีมาก แถมเสียงจากลำโพงคู่นี้ยังดีใช้ได้อีกด้วย

ระบบเสียงพร้อมระบบสั่น ทำให้การถือ Sony Xperia XZ2 ฟังเพลงสุนทรีย์กว่าเดิม

  • Dynamic Vibration System ทำให้ประสบการณ์การดูหนัง ฟังเพลงเปลี่ยนไป เพราะเครื่องสั่นตามจังหวะเพลงได้
  • รองรับการสั่นจากเกมด้วย แต่ไม่ใช่ทุกเกม ก็ต้องรอนักพัฒนาปรับปรุงให้รองรับ
  • แต่ถ้าถามว่าเป็นฟีเจอร์จำเป็นแบบขาดไม่ได้ไหม ก็ยังไม่ใช่นะ คือมีก็ดี ใช้สนุกดี แต่ถ้าไม่มีระบบสั่นก็ไม่เป็นไร

กิมมิกล่าสุดของ Sony Xperia XZ2 คือ Dynamic Vibration System หรือระบบสั่นเครื่องตามเสียงที่เล่นครับ ซึ่งระบบนี้ทำให้การดูหนังได้อารมณ์มากขึ้น เพราะมันสั่นตามเสียงเบสของหนัง ใครที่ชอบถือมือถือดู Youtube, Line TV ก็น่าจะชอบระบบนี้แน่ๆ เพราะทำให้ประสบการณ์ชมแตกต่างไปเลย แม้จะฟังเพลงจาก Spotify หรือแอปเล่นเพลงในเครื่อง XZ2 ก็สั่นตามจังหวะเพลงไปด้วย โดยผู้ใช้จะสามารถเลือกระดับความแรงได้ 3 ระดับ คือสั่นน้อย สั่นปกติ สั่นมาก แต่ถ้าใครไม่ชอบก็ปิดฟังก์ชัี่นสั่นนี้ได้ครับ

แต่การใช้งานร่วมกับแอปอื่นๆ อย่างเกม อาจจะต้องรอผู้พัฒนาปรับปรุงเกมให้รองรับกันสักนิดครับ ตอนนี้ก็มีเกมที่รองรับอย่าง Angry Bird, Clash of Clans, Clash Royale, Boom Beach, Mini Guns, Mini Metro และเกมอื่นๆ ที่รองรับแล้ว เวลาเล่นนั้นได้อารมณ์เหมือนถือจอย Dual Shocked ของ PlayStation เลย แต่บางเกมอย่าง PUBG Mobile ช่วงที่เราทดสอบก็ยังไม่สั่น ก็ต้องรอการพัฒนาต่อไป

เรามองว่า Dynamic Vibration System เป็นกิมมิกที่น่าสนใจ สร้างอารมณ์ร่วมระหว่างชมเนื้อหาได้ดี แต่ก็ไม่ใช่จุดเด่นที่มีน้ำหนักมากพอจนทำให้ตัดสินใจซื้อรุ่นนี้นะ เพราะหลายคนก็ไม่ได้ดูเนื้อหาผ่านหน้าจอมือถือนานๆ เท่าไหร่ เป็นความสามารถที่มีก็ตื่นเต้นดี ได้ใช้เรื่อยๆ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร

กล้องใหม่ สู่ความคมชัดใหม่ๆ ฟีเจอร์ใหม่ แต่ยังช้าเหมือนเดิม

  • คุณภาพกล้องทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • สามารถถ่ายวิดีโอแบบ HDR ได้ในตัว ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกและรุ่นเดียวที่ทำได้ตอนนี้
  • แต่แอปกล้องหน้าตายังโบราณ ฟีเจอร์น้อย และช้าเหมือนเดิม

ระบบกล้องตัวใหม่ของ Sony Xperia XZ2 นั้นเรียกว่า Motion Eye Advance นะครับ โดยกล้องหลังความละเอียด 19 ล้าน f/2.0 เป็นกล้องเดี่ยว ส่วนกล้องหน้านั้นมีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล f/2.2

ที่กล้องตัวใหม่นี้เรียกว่า Motion Eye Advance เพราะมีความสามารถสุดเจ๋งคือสามารถถ่ายวิดีโอแบบ HDR ออกมาได้เลยในรูปแบบ HLG (Hybird Log Gamma) ซึ่งเราทดสอบแล้ว สำหรับสภาพแสงที่โอเค คือมีความแตกต่างกันระหว่างส่วนมืดกับส่วนสว่างเยอะๆ วิดีโอที่ออกมาสวยจริง สามารถเก็บรายละเอียดแสงได้ดี และใช้งานได้เลย ไม่ต้องไปผ่านกระบวนการอะไรอีก เปิดดูได้ทั้งจากจอของ Xperia XZ2 ที่รองรับ HDR อยู่แล้ว และจอทีวีที่รองรับ HDR ทั่วไป

วิดีโอ HDR จาก XZ2 (ตัวบน) เทียบกับการถ่าย SDR ธรรมดา (วิดีโอตัวล่าง)

จุดที่แตกต่างชัดๆ คือวิดีโอ HDR สามารถเก็บรายละเอียดคำว่า Xperia ในหน้าจอทีวีที่มีความสว่างสูงมาได้ แต่วิดีโอ SDR ทำไม่ได้ แต่สีสันวิดีโอ HDR จะชัดเจนเมื่อดูในจอ HDR นะครับ ถ้าดูบนจอปกติจะรู้สึกว่ามันหม่น

แต่สำหรับซีนธรรมดาที่ไม่ได้มีความแตกต่างของแสงเยอะๆ เราก็ยังแนะนำให้ถ่ายแบบ SDR หรือถ่ายแบบเดิมครับ จะให้ภาพที่สดใสกว่า เพราะไม่ต้องดึงช่วงแสงกว้างๆ เหมือน HDR นอกจากนี้การถ่าย SDR นั้นยังทำงานได้ดีกับระบบป้องกันภาพสั่นไหวของเครื่อง ซึ่งถ้าถ่าย HDR เราแนะนำให้ปิดโหมดป้องกันภาพสั่นไหวเพื่อให้ได้ผลลัทธ์ที่ดีที่สุดครับ และวิดีโอแบบ HDR จะสามารถ Trim คลิปได้อย่างเดียวนะครับ ไม่สามารถใช้แอปในเครื่องตัดต่อให้ออกมาเป็นไฟล์ HDR ได้ ก็ต้องเอาไฟล์ HDR มาใส่ในโปรแกรมตัดต่อดีๆ ของคอมพิวเตอร์เพื่อจะคงคุณลักษณะ HDR เอาไว้

นอกจากนี้ Xperia XZ2 ยังสามารถถ่าย Super Slow Motion แบบ 960 fps ได้ที่ความละเอียดสูงสุด Full HD 1080P จากรุ่นเดิมที่ได้แค่ HD 720P แต่การใช้โหมดนี้ต้องเข้าใจการทำงานพอสมควร คือต้องถ่ายในที่แสงเยอะ และกดจังหวะให้ทันนะครับ ไม่งั้นภาพจะแตกๆ เพราะมันต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงมาก

ด้านข้างเครื่องมีปุ่มซัตเตอร์ให้กดแยก

ที่นี้มาถึงเรื่องการถ่ายภาพนิ่งธรรมดากันบ้าง คุณภาพไฟล์จากกล้องหลังของ Xperia XZ2 นั้นถือว่าดีมาก ให้ภาพที่เป็นธรรมชาติ สีสันสดใสแบบไม่เกินจริง ดูแล้วไม่เบื่อ ส่วนการถ่ายภาพกลางคืนก็ทำได้ดีครับ ภาพเนียนสวยงาม เก็บแสงสีสันได้ดีกว่า Xperia รุ่นก่อนๆ แถมตัวกล้องยังมาพร้อมปุ่มซัตเตอร์ที่ตัวเครื่อง ก็ทำให้การใช้งานง่ายขึ้นไปอีก ส่วนคุณภาพไฟล์จากกล้องหน้า อันนี้ยังไม่ได้ลองมากนัก แต่ภาพที่ได้มา ก็ถือว่าโอเคเลย

ความเร็วชัตเตอร์ได้สูงสุดแค่ 1 วินาที

ที่นี้ส่วนที่ไม่ชอบในกล้องของ Xperia XZ2 คือหน้าตาและฟังก์ชั่นที่เหมือนตกยุคไปหน่อย แอปกล้องของ Xperia ก็ยังคงหน้าตาแบบเดิม รูปแบบการใช้งานแบบเดิมที่มีแอปย่อยหลายๆ ตัวสนับสนุนการถ่ายภาพ เหมือนสมาร์ทโฟนโซนี่เมื่อหลายปีก่อน ในขณะที่คู่แข่งก้าวไปสู่การแข่งขันถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอแบบถ่าย Portrait มืออาชีพ แต่โซนี่ก็ยังใช้การถ่าย 2 ครั้งเพื่อละลายฉากหลัง ซึ่งมันเก่าไปมากแล้ว รวมถึงการควบคุมแบบมืออาชีพที่เลือกเซฟเป็น RAW File ได้ หรือตั้งซัตเตอร์นานๆ ได้ แต่ XZ2 ก็ยังบันทึกเป็น RAW File ไม่ได้ แถมซัตเตอร์ในโหมดโปรลากยาวสุดได้แค่ 1 วินาทีเท่านั้น

แอปกล้องแบบเดิมๆ

ส่วนที่เราขัดใจที่สุดในแอปกล้องของ Xperia XZ2 คือแม้เราจะใช้ซีพียูตัวท็อปเบอร์ไหน แต่กล้องของ Xperia ก็ยังเป็นกล้องที่ต้องรอเสมอ ถ่ายแล้วจะต้องรออึดใจหนึ่ง สัก 1-2 วินาที กว่าภาพจะขึ้น ซึ่งบางทีแอปกล้องก็แฮงค์ไปเลยโดยที่ยังไม่ทันเซฟภาพ ทำให้ภาพนั้นหายไป และจังหวะที่กดถ่ายรูปก็ต้องรอหน่วงแป๊บหนึ่ง อย่างมากก็เกือบวินาทีกว่ากล้องจะบันทึกภาพตรงหน้าให้ ก็ทำให้ต้องเป็นคนใจเย็นนิดหนึ่งเวลาจะใช้กล้องของ Xperia ครับ

ตัวอย่างภาพจาก Sony Xperia XZ2

 

แต่ถ้าแสงเข้าหน้ากล้อง จะเจอแสงแฟลร์ที่โหดมาก ต้องเอามือบังแสงให้เลนส์หน่อย

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ภาพหน้าชัดหลังเบลอแบบถ่าย 2 ครั้งด้วยกล้องหลัง

เรื่องอื่นๆ จากการใช้งาน Sony Xperia XZ2

  • แบตเตอรี่ 3,180mAh เทสใช้งานจริงแล้ว อยู่ได้ทั้งวัน
  • 3D Creator เป็นฟังก์ชั่นที่ยังว้าวอยู่ เป็นจุดขายของ Sony Xperia ตัวท็อปก็ยังอยู่ใน XZ2 พร้อมสามารถถ่าย 3D ด้วยกล้องหน้าแบบ Selfie ได้ แชร์ขึ้น facebook ก็ได้ เล่นสนุกขึ้นเยอะ
  • เครื่องที่ได้มารีวิวยังไม่รองรับทั้ง VoLTE และ VoWiFi ก็ต้องรอซอฟต์แวร์ปรับปรุงอีกนิด (แต่เห็นว่าเครื่องขายจริงนั้นรองรับทั้งคู่แล้ว)
  • หนัก 198 กรัม ก็รู้สึกเครื่องหนาๆ หนักๆ กว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ให้ความรู้สึกว่างานประกอบดี ดูหนักแน่น
  • กันน้ำระดับ IP65/68 อันนี้ยังไม่เคยทำตกน้ำ เลยไม่รู้ว่ากันได้ดีจริงแค่ไหน
  • ไม่มีฟังก์ชั่นแฟนซีอย่าง บันทึกเสียงสนทนาโทรศัพท์ บันทึกภาพหน้าจอตามแนวยาว หรือฟังก์ชั่นตกแต่งภาพหลังจากแคปหน้าจอทันที ซึ่งทำให้การใช้งานลำบากขึ้นอีกหน่อย
  • ช่วงที่ทดสอบมีปัญหากับเซนเซอร์ปรับแสงหน้าจอ เมื่อเซนเซอร์ไม่ได้รับแสงจากแหล่งกำเนิดแสงโดยตรงหน้าจอจะมืดลง เช่นถ้าเรานั่งมุมหลังหลอดไฟ หน้าจอจะมืดเพราะคิดว่าเราอยู่ในที่มืด ทั้งที่จริงๆ ควรจะสว่างกว่านี้ ซึ่งก็เป็นปัญหาที่น่ารำคาญในการใช้

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!