Connect with us

OPPO R9s

฿ 14,990
OPPO R9s
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0/10

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพกล้อง

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

ชื่อชั้นของ OPPO นั้นหลายคนอาจจะรับรู้ว่าเป็นมือถือเน้นกล้องในราคาสมเหตุสมผลนะครับ ซึ่ง OPPO R9s ก็ยังคงคอนเซปต์นี้อยู่ และปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมให้ดีขึ้นตามยุคสมัยครับ

OPPO ส่ง R9s มาให้แอดรีวิวตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมครับ ก็เลยใช้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้เป็นมือถือเครื่องหลักอยู่เดือนหนึ่ง (พูดง่ายๆ กว่าดองนั้นแหละ แหะๆ) จึงขอรีวิวประสบการณ์การใช้จริงให้อ่านกันครับ

สเปกของ OPPO R9s

  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 625 8-core
  • กราฟิก Adreno 506
  • RAM: 4 GB
  • ROM: 64 GB สามารถใส่ MicroSD ได้สูงสุด 128 GB
  • หน้าจอ AMOLED 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.7 เซนเซอร์ Sony IMX398 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วยซอฟต์แวร์
  • กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล f/2.0
  • มาพร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • แบตเตอรี่ 3010 mAh
  • น้ำหนัก 145 กรัม
  • ราคา 14,990 บาท

ใส่ Nano-sim ได้ 2 ซิม แต่ซิมสองต้องเลือกว่าจะใส่ซิมหรือ MicroSD

ประสิทธิภาพของ OPPO R9s

  • ใช้งานจริงลื่นไหลทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเปิดเว็บ ใช้เฟซบุ๊ก ใช้ไลน์
  • เล่นเกมกราฟิกพอประมาณอย่าง Sky Force ได้ลื่นไหลดี
  • ได้คะแนนทดสอบประสิทธิภาพต่ำไปนิดสำหรับราคานี้

ทดสอบประสิทธิภาพ 3Dmark ทดสอบ Sling Shot Extreme ได้ 459 คะแนน เทียบกับ iPhone 7 ที่ได้ 2,025 คะแนน, Huawei P9 ได้ 726 คะแนน, Samsung Galaxy S8 ได้ 3,294 คะแนน

ส่วน Antutu 6.2 เทสได้ 64,853 คะแนน เทียบกับ iPhone 7 ที่ได้ 173,642 คะแนน และ Huawei P9 ได้คะแนนไป 97,725 คะแนน

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single-core 879 คะแนน และ Multi-Core ที่ 3108 คะแนน ส่วนการทดสอบ Compute เพื่อวัดประสิทธิภาพ GPU ได้ 3,188 คะแนน

คลิกดูคะแนน Geekbench สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ

เล่นวิดีโอลื่นไหล สีสันสวยงามดีมาก

ก็ถือว่า OPPO R9s ได้คะแนนประสิทธิภาพน้อยไปนิดเมื่อเที่ยบสมาร์ทโฟนระดับราคานี้ครับ แต่ประสบการณ์การใช้งานจริงนั้นลื่นไหลดีทุกอย่างครับ จะ facebook, LINE, Youtube รวมถึงเล่นเกมอย่าง Sky Force ก็หลบกระสุนยานศัตรูอย่างลื่นไหลจริง ซึ่งก็เป็นข้อดีของระบบปฏิบัติการที่ OPPO ปรับแต่งมาได้แบบไม่กินสเปกเครื่องเยอะครับ

ดีไซน์ตัวเครื่อง คล้าย iPhone มาก

  • ตัวเครื่องบาง เบา จับถือง่าย
  • ปุ่มสลับแอป ปุ่ม Back อยู่นอกจอข้างปุ่มโฮม สลับตำแหน่งไม่ได้
  • ดีไซน์คล้าย iPhone มาก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าดีไซน์ของ OPPO R9s นั้นไปคล้ายกับ iPhone 6 เอามากๆ ตำแหน่งเสาสัญญาณ ตำแหน่งกล้องและแฟลชอยู่จุดเดียวกันเลย จะแตกต่างตรงโลโก้ Apple กับ OPPO เท่านั้นเอง นอกจากนี้การออกแบบหน้าตาของซอฟต์แวร์ภายในก็ได้กลิ่น iOS มาเยอะครับ โดยเฉพาะแอปกล้องที่ใช้การเลือกโหมดด้วยการปัดซ้าย-ปัดขวา เหมือนกล้องของ iPhone เลย

กล้องยังนูนออกมาแบบ iPhone เลย

ส่วนด้านหน้าก็คล้ายกับ Android ทั่วไป คือด้านล่างจะมีปุ่มโฮมที่สามารถอ่านลายนิ้วมือได้อยู่ตรงกลาง ซึ่งก็สามารถสแกนนิ้วได้รวดเร็วดีมากครับ ส่วนข้างๆ ปุ่มโฮมก็เป็นปุ่มสัมผัสที่มีแสงเรืองออกมาเวลาใช้งาน ด้านซ้ายจะเป็นปุ่มสลับแอป และด้านขวาเป็นปุ่ม Back ซึ่งสลับตำแหน่งของ 2 ปุ่มนี้ไม่ได้นะครับ ซึ่งพอปุ่ม Back อยู่ทางขวาก็ใช้งานสะดวกดีสำหรับคนถนัดขวาครับ

ตัวสแกนนิ้วมือทำงานรวดเร็ว ปลดล็อกได้แม้ไม่เปิดจอ ใช้ล็อกแอปได้

ถ้าตัดประเด็นความคล้ายกับ iPhone ออกไปก็ถือว่า OPPO R9s เป็นมือถือที่ออกแบบการจับถือได้ดี ใช้งานคล่องมือดี ตัวเครื่องบางแบบรู้สึกได้ (6.58 มม.) เบาด้วย ใช้งานเรื่อยๆ ได้ไม่ติดขัดครับ แล้วถ้ารู้สึกว่าจอขนาด 5.5 นิ้วมันใหญ่ไปสำหรับการใช้งานมือเดียวก็สามารถลากนิ้วจากมุมจอด้านล่างขึ้นมาตรงกลางเพื่อย่อจอมาให้ใช้มือเดียวได้ง่ายๆ ครับ

ปุ่มด้านหน้าเครื่อง R9s ที่เรืองแสงได้

คุณภาพภาพถ่ายและวิดีโอ

  • กล้องหลังดีมาก ถ่ายภาพออกมาได้สดใส ชัดเจน
  • ถ่ายวิดีโอได้ระดับ 4K
  • ไม่สามารถถ่ายภาพแบบ RAW ได้

กล้องเป็นเรื่องที่ OPPO เน้นกับรุ่น R9s มากนะครับ สโลแกนก็บอกว่า Now It’s Clear ซึ่งก็จริงตามนั้นครับ ภาพ 16 ล้านพิกเซลที่ได้จาก R9s นั้นค่อนข้างสดใสและสวยเคลียร์มาก โหมดถ่ายภาพมีไม่เยอะ เน้นให้ใช้งานง่ายแบบ iPhone แต่ก็มีโหมดจำเป็นๆ มาให้ครบ

  1. Expert Mode ก็สามารถปรับ White balance, ISO, ความเร็วซัตเตอร์, ความสว่าง รวมถึงตำแหน่งโฟกัสได้
  2. โหมด Panorama สำหรับถ่ายภาพตามยาว
  3. โหมด Beauty สำหรับถ่ายหน้าให้สวยทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  4. โหมด Time lapse สำหรับถ่ายวิดีโอเร่งเวลา
  5. โหมด Ultra HD เร่งความละเอียดภาพจาก 16 ล้านพิกเซลเป็น 64 ล้านพิกเซล (ซึ่งปกติจะไม่ใช้กันหรอก)
  6. โหมด Double Exposure สำหรับการถ่ายภาพซ้อนกัน 2 ภาพ (นี่ก็ไม่ค่อยได้ใช้)
  7. Various Filters ที่สามารถใส่ได้ทั้งกราฟิกซ้อนลงไปในภาพและใส่ฟิลเตอร์ให้ภาพได้
  8. โหมด GIF สำหรับสร้างไฟล์ GIF

ภาพจากกล้องหลังในที่แสงเยอะ

ภาพจากกล้องหลังตอนกลางวันนั้นเคลียร์มากครับ สีสันสดใสแต่ไม่ได้สดเด้งจนดูเกินจริงไป กล้องสามารถตรวจสอบ White-balance ได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพสวยเลยโดยไม่ต้องไปแต่งอะไรเยอะ และภาพมีคุณภาพพอที่จะเอาไปแต่งต่อในแอปต่างๆ ได้ดี

ภาพจากกล้องหลังตอนกลางคืน

OPPO R9s มีกล้องที่มีรูรับแสงกว้างถึง f/1.7 ทำให้การเก็บภาพยามค่ำคืนไม่ใช่เรื่องยากครับ ภาพในที่แสงน้อยก็ยังสวยคมอยู่ดี

ภาพจากกล้องหน้า

OPPO นั้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องกล้องหน้าสวยนะครับ มาถึง OPPO R9s ก็ไม่ทิ้งจุดเด่นนี้ ซอฟต์แวร์หน้าสวยของมือถือก็ยังทำงานได้ดี ค่ามาตรฐานก็สวยแบบเนียนๆ ไม่ได้เด้งจนหลอกตามากไปนัก สีสันโทนผิวก็ทำได้ดีครับ

ถ่ายวิดีโอ

เรื่องวิดีโอนี้เป็นไม้ตายของของ R9s มากๆ เลยแหละครับ สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 4K ด้วยโทนภาพที่สวยมาก ลองดูจากคลิปแรกที่ถ่าย 4K ตอนกลางวันมาให้ดูนะครับ สีดี สวยคมมาก ส่วนอีกคลิปเป็นการถ่ายยามค่ำคืนด้วยความละเอียด 1080p ครับ ซึ่งความละเอียดนี้ระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วยซอฟต์แวร์จะทำงาน ซึ่งทำให้กล้องสั่นน้อยลง

ประสบการณ์การใช้งานจริง

  • จอ AMOLED สีสันสดใสมาก จนคิดว่ามันสดไป
  • ระบบ GPS ทำงานดี ใช้นำทางไม่พลาด
  • แบตเตอรี่ทนมาก ใช้งานหนักๆ ไม่ต้องห่วงว่าจะอยู่ไม่ถึงวัน

ความโดดเด้งของจอ AMOLED ดูสีแดงนั้นสิ

จุดเด่นแรกที่สัมผัสจากเครื่องนี้คือจอ AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD นี่แหละครับ มันสดใสกว่าจอ IPS ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนทั่วไปจริงๆ ดูวิดีโอนี่ภาพสดใสทำให้ความน่าดูเพิ่มขึ้นเยอะ แต่ก็มีปัญหากับการใช้งานแอปทั่วไปครับ ที่สีมันสดเกินไปแบบรู้สึกได้ สีเขียวของ LINE กลายเป็นเขียวอี๋ สีแดงของ Youtube กลายเป็นแดงแจ๋ ทำให้มีความรู้สึกว่าจอนี้ไม่ได้ให้สีที่เที่ยงตรงกับมาตรฐานสีเท่าใดนัก

ระบบ GPS ของ OPPO R9s ทำงานได้ดี ใช้ร่วมกับ Google Maps นำทางหลายทริป วิ่งใต้ทางด่วนที่จะบังสัญญาณมาก็หลายรอบ ก็ยังนำทางได้แม่นยำในระดับที่พอใจ คือก็มีหลุดตำแหน่ง หรือขึ้นค้นหาสัญญาณ GPS บ้างแหละ แต่ก็แก้กลับมาได้เร็วพอที่จะไม่มีปัญหากับการขับรถ

หัวชาร์จ VOOC

แบตเตอรี่ความจุ 3010 mAh ใช้งานได้ทนทานมาก เมื่อเทียบกับความบางของเครื่องนี่เรียกว่าทึ่งเลยที่แบตทนขนาดนี้ เทสคร่าวๆ ถอดปลั้กชาร์จตอน 8.00 น. ใช้งาน ฟังเพลง เล่นเฟซบุ๊ก คุยโทรศัพท์ เปิด Bluetooth, Wifi ทั้งวัน จนถึง 23.38 น. แบตยังเหลืออยู่ 42% แล้วยังมาพร้อมระบบชาร์จ VOOC ที่จ่ายกระแสมากกว่าปกติ ชาร์จ 30 นาทีก็ได้แบตประมาณ 75% แล้ว

ลำโพงเดียวใต้เครื่อง

คุณภาพเสียง ลำโพงของ OPPO R9s นั้นมีตัวเดียวอยู่ด้านล่างของเครื่องนะครับ ไม่ได้ใช้ลำโพงแนบหูเป็นลำโพงอีกตัว ทำให้เสียงเป็น Mono ไม่ใช่เสียงสเตอริโอแบบสมาร์ทโฟนบางรุ่น ก็ให้เสียงได้ดังใช้ได้ เบสมีจางๆ แบบลำโพงสมาร์ทโฟนทั่วไป มีระบบปรับแต่งเสียง Dirac อยู่ใน Settings ของเครื่อง ซึ่งทำให้เสียงผ่านหูฟังดีขึ้นแบบรู้สึกได้ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเปิด Dirac กับลำโพงเครื่อง หรือหูฟัง Bluetooth ได้ ต้องเสียบผ่านช่อง 3.5 mm อย่างเดียว

เสาอากาศแบบ six-string มี 3 เส้นด้านบน และ 3 เส้นด้านล่าง ช่วยให้รับสัญญาณได้ดี

การเชื่อมต่อไร้สาย OPPO R9s ทำงานได้ดีครับ ดีไซน์เสาอากาศแบบ six-string ที่เคลมว่าช่วยให้รับสัญญาณได้ดีก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อยู่บนคอนโดสูงยังสามารถรับโทรศัพท์ได้ชัดเจนดี ในขณะที่พื้นที่เดียวกัน iPhone จะมีปัญหากับการโทรพอสมควร นอกจากนี้ยังรองรับ Wifi แบบ 5 GHz ด้วย แต่เสียอย่างเดียวที่หาตัวเลือกปล่อย Personal Hotspot แบบ 5 GHz ไม่เจอครับ ซึ่งฟังก์ชั่นนี้มีประโยชน์มาเวลาที่ต้องแชร์ไวไฟในพื้นที่ที่มีสัญญาณแน่นๆ อย่างตามห้าง ที่ Wifi 5 GHz จะถูกรบกวนน้อยกว่า ทำให้อุปกรณ์อื่นที่รับไวไฟไป เล่นเน็ตได้เร็วอย่างที่ควรจะเป็นครับ

ฟังก์ชั่นสนับสนุนการใช้งาน ฟังก์ชั่นที่ใช้บ่อยๆ ก็มีครบ ทั้งความสามารถในการบันทึกเสียงสนทนา สามารถบันทึกหน้าจอแบบยาวได้ด้วย (กดปุ่มเพิ่มเสียง พร้อมกับปุ่มล็อกจอ) มีโหมดตัดแสงสีฟ้าที่ทำงานดีมาก เปิดโหมดนี้ใช้ตอนกลางคืนสบายตามาก ส่วนฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่แอดไม่ค่อยได้ใช้อย่างวาด O ตอนจอดับเพื่อเปิดกล้อง หรือเคาะจอ 2 ครั้งเพื่อเปิดจอก็มีให้ใช้ครับ

จุดสังเกตที่เจอระหว่างใช้งาน

OPPO R9s ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทยครับ คือสเปกบอกว่ามี VoLTE แต่ลองใช้จริงกับซิม dtac ก็ไม่ขึ้นนะครับ เสียงคุยสายไม่ได้ระดับ HD (ค่ายอื่นไม่แน่ใจว่าขึ้นไหม) ส่วน VoWifi นั้นไม่ได้รองรับในตัวเครื่องครับ ก็ต้องอาศัยแอป VoWifi จากผู้ให้บริการเอา

อีกเรื่องหนึ่งที่ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ใช้จริงมันรำคาญมากคือระหว่างที่เราคุยโทรศัพท์แนบหู ถ้ามีโนติเข้ามา โทรศัพท์จะสั่นเพื่อเตือนทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่นั้นแหละ -_- พยายามค้นแล้วก็ไม่มีตัวเลือกปิดการแจ้งเตือนตอนคุยนะครับ มีแต่ปิดการสั่นเตือนทั้งหมดไปเลย

ตัวเครื่องมีแรม 4 GB แต่ระบบค่อนข้างปิดแอปที่อยู่เบื้องหลังรวดเร็ว แอปไหนที่กินแรมหนักๆ เช่นเกมก็มีแนวโน้มที่จะโดนปิดไปเร็วกว่ามือถือแรม 4 GB รุ่นอื่นๆ มองในแง่ดีคือทำให้ประหยัดแบตมากขึ้น แต่มองอีกแง่คือแทนที่แอปจะอยู่ให้ใช้นานๆ กลับต้องเสียเวลาโหลดใหม่อีก เหมือนใช้แรม 4 GB ไม่ค่อยคุ้ม

นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องที่ OPPO R9s ยังใช้พอร์ต MicroUSB แทนที่จะเป็น USB-C ครับ ก็ทำให้ใช้กับอุปกรณ์เสริมรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ แล้วเวลาเสียบชาร์จไฟ ก็ต้องเล็งพอร์ตให้ถูกด้านเหมือนเดิม

และ OPPO R9s ยังใช้ Android 6 Marshmallow ยังไม่ใช่ Android 7 Nougat ที่ประหยัดแบตมากกว่า มีระบบจัดการ Notification ดีกว่า และแบ่งครึ่งจอได้ง่ายกว่าด้วย ก็น่าเสียดายตรงนี้ครับ

สรุป OPPO R9s แอนดรอยเรียบๆ ใช้แฮปปี้

อุปกรณ์ที่ให้ภายในกล่อง และกล่องค่อนข้างใหญ่เลย

แอดถือว่า OPPO R9s เป็นสมาร์ทโฟนเรียบๆ รุ่นหนึ่งนะครับ ไม่ได้มีจุดเด่นที่หวือหวาในตลาด ไม่ได้เครื่องสวยมีเอกลักษณ์เหมือน Galaxy S8, ภาพลักษณ์กล้องไม่ได้เด่นแบบ Huawei P10 แต่เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้แล้วไม่มีปัญหาจุกจิก ใช้ไปได้เรื่อยๆ แอดใช้มาเดือนกว่า เครื่องก็เร็วเสมอต้นเสมอปลายดี กล้องใช้ง่าย ถ่ายแบบไม่ต้องคิด ภาพก็โอเค ถ่ายวิดีโอก็ดี ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องยุ่งกับความวุ่นวายของสมาร์ทโฟนนัก แฮปปี้ดีครับ (เว้นเรื่องเดียวคือเครื่องสั่นเวลาแนบหูนี่แหละ)

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

หนุ่ย พงศ์สุขเปิดร้านตู้มือถือ แนะนำ AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เปลี่ยนได้สารพัดโปร

Published

on

OPPO R9s

฿ 14,990
OPPO R9s
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0/10

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพกล้อง

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

นอกจากหนุ่ย พงศ์สุขจะทำสารพัดคลิปให้ความรู้ปรนเปรอสมาชิกแบไต๋แล้ว ยังแอบเปิดร้านตู้มือถือสำรวจตลาดอีกด้วย คราวนี้มาแนะนำ AIS The One Sim ซิมเติมเงินแบบใบเดียวจบ ซื้อไปก่อน ค่อยไปเลือกโปรที่ใช่ทีหลัง ไม่ต้องเหนื่อยตามหาซิมโปรที่ต้องการแล้ว!

AIS The One Sim

เพราะ AIS รู้ใจปัญหาผู้ใช้ ที่เหนื่อยตามหาซิมประเภทที่ต้องการ ต้องเดินไปถามหลายร้านกว่าจะได้ซิมที่ใช่ เลยออก AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เลือกเบอร์เสร็จก็ซื้อไปเลย แล้วค่อยไปเลือกโปรโมชั่นที่ต้องการด้วยตัวเอง จะเน้นโทร เน้นอินเทอร์เน็ต เน้นความบันเทิง หรือเน้นโซเซียล ก็มีแพ็กเกจให้เลือกได้ทุกความต้องการ แถมให้มาเป็นซิม 3 ขนาด ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นด้วยนะ AIS The One Sim ง่ายและสะดวกจริงๆ

Package เริ่มต้น

แพ็กเกจเริ่มต้นของ AIS The One Sim นั้นก็แจ่มไม่ใช่เล่นนะ เล่นโซเซียลพวก facebook, line, twitter, instagram และอื่นๆ ฟรี 2 GB, ดู AIS Play ฟรี 2 GB ใช้ AIS Super Wifi ฟรี 3 GB ได้เน็ต 4G/3G 1 GB และเน็ตสามารถมือถือที่รองรับ 4G เพิ่มอีก 1 GB ค่าโทรนาทีละ 64 สตางค์ แค่เติมเงินอย่างน้อยเดือนละ 150 บาทเท่านั้นเอง

โปรฯ อื่น ๆ ที่มี

แต่ถ้าไม่อยากใช้แพ็กเริ่มต้นแล้ว ก็สามารถเลือกแพ็กเกจใหม่ได้อีกหลากหลาย เช่นถ้าอยากให้โซเซียลเยอะๆ ใช้ facebook, line, twitter และเครือข่ายอื่นๆ ได้ไม่อั้นก็เลือกแพ็กเกจหลักของ AIS The One Sim เป็น Super Social, หรืออยากฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ดูทีวีเยอะๆ ก็เลือกแพ็กหลักเป็น Super Play, หรือถ้าอยากได้ซิมราคาประหยัด ค่าโทรถูก ใช้แล้วเน็ตไม่รั่วก็เลือกแพ็กเป็น Easy Net Sim ก็ได้

ก็เรียกได้ว่าทำออกมาให้ครบจริง ๆ สำหรับซิมเติมเงิน AIS The One Sim ตัวนี้ บอกเลยว่าใช้ซิมเดียวจบแน่นอน!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวมือถือ Redmi 5A จัดเต็มสเปคดีในราคาเบาเว่อ 2,790 บาท!

าดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้

Published

on

OPPO R9s

฿ 14,990
OPPO R9s
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0/10

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพกล้อง

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

ตลาดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้ จะมีอะไรบ้าง เรามาแบไต๋ให้คุณอ่านกันที่นี่

สเปค XIAOMI REDMI 5A

  • หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD
  • CPU : Snapdragon 425
  • RAM : 2GB
  • ROM : 16GB
  • กล้องหลัง : 13MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 7.1.2 ครอบด้วย MIUI 9

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • มือถือ Xiaomi Redmi 5A
  • คู่มือ
  • ปลั๊ก / สายชาร์จ Micro USB
  • เข็มสำหรับจิ้ม SIM

รูปลักษณ์ภายนอก/ Sensor

ก็เรียกได้ว่าตัวมือถือ Redmi 5A ออกแบบมาสวยงามตามมาตรฐานของ Xiaomi สัมผัสเรียบเนียน ขอบมนไม่บาดมือ มี Infrared สำหรับใช้งานเป็นรีโมทพ่วงกับแอป Mi Remote แต่ไม่มี Gyroscope, Temperature และ Pressure Sensor

Redmi 5A มาพร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวน เรียกได้ว่ามาเต็มสุด ๆ เสียงโทรเข้า – รับสายค่อนข้างชัด สามารถบันทึกเสียงระหว่างการสนทนาได้ด้วย

ซึ่ง 2 Sim สามารถใช้งาน 4G 1 ซิมและ 3G อีก 1 ซิมได้ด้วย (ระบบนี้ไม่ใช่ Full Netcom 3.0 นะ)

ลำโพงอยู่ด้านหลังเสียงค่อนข้างดัง แต่คุณภาพไม่ได้ดีมาก เสียงเบสน้อยมาไม่เต็ม ส่วนด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เสียงออกมาค่อนข้างดีตามคุณภาพของหูฟัง

หน้าจอ,กราฟิก

มาพูดถึงในส่วนของหน้าจอ มาพร้อมความละเอียดระดับ HD ขนาด 5 นิ้ว คุณภาพของเม็ด Pixel ของหน้าจอค่อนข้างดี ไม่เห็นเป็นเส้น ทำให้มองแล้วสบายตา เล่นโซเชียลลื่นไหลด้วย Ram ที่ให้มาถึง 2GB มีระบบปรับแสงอัตโนมัติที่ค่อนข้างฉลาด ไม่ปรับแสงวูบวาบ ในส่วนของกราฟิก Snapdragon 425 ตอบโจทย์คนหามือถือระดับ Minimum Price ที่สามารถเล่น ROV ได้ลื่น ๆ เพราะตัวนี้เล่นได้ค่อนข้างลื่นไม่มีสะดุดตลอดทั้งเกม (ตบยับเลยทีเดียว) แต่มีจุดสังเกตที่โหลดก่อนเข้าเกมค่อนข้างช้า อาจทำให้เพื่อนร่วมทีมหงุดหงิดได้

และทางเราได้ลองเทสอีก 1 เกมที่กินสเปคสูงกว่า RoV คือเกม Honkai Impact 3rd เกมนี้เป็นเกมรูปแบบ 3RD Action RPG พอเล่นไหวแต่ค่อนข้างกระตุกอยู่พอสมควร เฟรมหล่นไปอยู่ที่ประมาณ 10 – 20 fps ในระหว่างการเล่น

Antutu Test

จากการทดสอบโดยใช้แอป Antutu ซึ่งเป็นแอปเทสความเร็วมือถือที่เราคุ้นเคยกันดีก็บอกได้เลยว่า คะแนนออกมาไม่ขี้เหร่ สูงถึง 43,770 เลยทีเดียว ส่วนการทดสอบ Stress Test 15 นาที CPU Performance มีความเสถียรสูง วิ่งอยู่ในช่วง 80 – 100% ไม่มีตก

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh ของ Redmi 5A ตัวนี้จากที่ใช้งานก็เรียกได้ว่าสามารถอยู่ได้เกิน 1 วันหลังจากชาร์จเต็ม ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดระหว่างวันอย่างแน่นอน

กล้อง

สำหรับคนชอบการถ่ายภาพ Redmi 5A ตัวนี้ตอบโจทย์ให้คุณได้ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายไป ด้วยกล้องหลังขนาด 13 ล้าน ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามตามท้องเรื่องทั้งถ่ายปกติ ถ่าย HDR และถ่าย Panorama และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ถ่ายออกมาค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว (แต่ภาพออกมาอาจจะขาวเนียนเว่อนิด ๆ ตามสเปคของมือถือฝั่งจีน) และในส่วนของวีดิโอ ไม่มีระบบกันสั่น ทำให้ถ่ายออกมาถ้าไม่มี OSMO หรือตัวช่วยกันสั่น ภาพจะสั่นไหวมาก ๆ จนมึนเลยทีเดียว

ภาพกล้องหลัง

กล้องหน้า

รีโมท Mi

อีก 1 แอปที่แนะนำสำหรับคนที่ซื้อมือถือให้คุณพ่อ คุณแม่ใช้ เพราะแอปนี้จะช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่ เปิดทีวี เปิดแอร์ ได้โดยไม่ต้องหารีโมตอีกต่อไป ใช้งานง่ายมาก เข้าไปเลือกที่ เพิ่มรีโมต แล้วเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งในนั้นเรียกได้ว่ามีแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าของทั้งโลกให้คุณได้เลือกเลยก็ว่าได้ (เยอะมาก)

วิธีตั้งค่าเพียงแค่เลือกว่าเราจะเชื่อมกับอะไร แล้วเลือกแบรนด์ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจะให้เราทดสอบปุ่มว่าปุ่มนี้ควบคุมได้หรือไม่ ถ้ากดไว้ซักพักแล้วเจออันที่ใช่ก็ให้ปล่อยแล้วเลือกใช่

หลังจากเลือกเรียบร้อยก็ให้เลือกจับคู่ เป็นอันเสร็จพิธี สามารถใช้งานได้เหมือนรีโมตบ้านเราเลย


ราคา

ปิดท้ายด้วยราคาที่ไม่ธรรมดากับ Flash Sale ครั้งใหญ่ของ Redmi 5A ครั้งที่ 2 บน LAZADA จะเกิดขึ้นในวันเเห่งความรัก 14 ก.พ นี้ เวลา 12:00 น. (เที่ยงวัน) มีโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่บอกได้คำเดียวว่า “เบาเว่อ!!” เพียงแค่ 2,790 บาท แถมสามารถใส่ Code ลดราคาได้อีก 5% เหลือเพียง 2,650.50 บาเท่านั้น เทียบราคากับมือถือค่ายอื่น ก็บอกได้เลยว่า

“สเปคแรง คุ้มด้วยราคาสุด ๆ”

สรุป

มือถือ Xiaomi Redmi 5A ตัวนี้เป็น 1 ในมือถือราคาระดับกลาง – ระดับล่างที่ออกมาตอบโจทย์คนหามือถือเครื่องที่ 2 หรือซื้อให้ที่บ้านใช้ ด้วยคุณภาพของมือถือที่ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายและ ROM ที่ค่อนข้างเสถียร ใช้งานได้ลื่นไม่มีสะดุด

และที่สำคัญ Redmi 5A ตัวนี้เล่น ROV ได้แน่นอน ฟันธง!!!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

Published

on

OPPO R9s

฿ 14,990
OPPO R9s
7.9

ดีไซน์ตัวเครื่อง

6.0/10

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพกล้อง

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ
  • กล้องใช้ง่าย ถ่ายสวย เคลียร์ โดยไม่ต้องคิดเยอะ ถ่ายวิดีโอได้สวยประทับใจ
  • สแกนนิ้วมือได้รวดเร็ว ทำงานได้แม้ไม่เปิดจอ
  • แบตเตอรี่ทน ใช้งานข้ามวันสบายๆ
  • เครื่องบาง จับถือสะดวก

จุดสังเกต

  • ดีไซน์คล้าย iPhone เกินไป
  • เวลาคุยโทรศัพท์ เมื่อโนติเข้า ทำให้เครื่องสั่นทั้งๆ ที่เครื่องแนบหูอยู่
  • เท่าที่ทดสอบ ยังไม่รองรับ VoLTE ในไทย
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C
  • ยังเป็น Android 6.0 อยู่

ห่างหายไปนานกับ “แบไต๋ Battle” ที่จับเอา Gadget เทคโนโลยีมาสู้กัน เหตุผลง่ายๆ เพราะไม่มีสปอนเซอร์ครับ จะไปขอสปอนเซอร์จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ยอมให้เอามาสู้กับแบรนด์อื่น แต่วันนี้ แบไต๋ Battle กลับมาแล้ว! ก็เพราะเราได้สปอนเซอร์ที่การันตีว่า Beartai Battle ครั้งนี้เป็นกลางแน่ๆ คือ “ฟิล์มและกระจกกันรอยโฟกัส” ที่เชียร์มือถือทุกค่ายอย่างเท่าเทียมมานานแล้ว เอาแหละ สมาร์ทโฟนก็พร้อมแล้ว เริ่มต้น Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

ประสิทธิภาพเครื่อง

iPhone X ใช้ชิปตัวแรง Apple A11 Bionic ส่วน Samsung Galaxy Note 8 เครื่องในไทยใช้ชิป Exynos 8895

  • ผลคะแนน Geekbench 4
    • Note 8 ได้ Single-core: 2019 และ Multi-core 6753
    • iPhone X ได้ Single-core: 4270 และ Multi-core 10447
    • ตัวเลขเร็วกว่าเกือบเท่าตัว!
  • วัด 3Dmark Sling Shot Extreme
    • Note 8 ได้คะแนน 2644 คะแนน
    • iPhone X ได้คะแนน 2886 คะแนน
    • iPhone X เร็วกว่านิดหนึ่ง

แต่การใช้งานจริง ความเร็วในการโหลดเว็บ ความเร็วในการเปิดแอปก็พอๆ กัน iPhone X จึงชนะไปเพราะให้ตัวเลขดีกว่า แต่ใช้จริงๆ มันก็ถือว่าเครื่องแรงทั้งคู่ ไม่ต่างกัน

คุณภาพหน้าจอ

ตามสเปกจอของทั้งคู่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนกัน

  • iPhone X เป็นจอ OLED 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2436 x 1125 px ซึ่งเป็นจอที่ละเอียดที่สุดตั้งแต่ใช้ใน iPhone
  • Note 8 เป็นจอ AMOLED 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 px

เมื่อเทสการเปิดคลิปทั่วไป เช่นคลิปจาก Youtube หรือหนัง HD ของ Netflix Note 8 จะให้ภาพสีสดกว่า สดแบบฝรั่งหน้าขาวๆ ก็แดงได้ Contrast สูงกว่า แต่เมื่อเปิดหนัง HDR ของ Netflix เทียบกัน จอ iPhone ให้สีสันและความเข้มของแสงที่สมบูรณ์กว่า จอ Note 8 ให้สีจืดลงไปเลย

แต่ iPhone ก็มีปัญหารอยบากด้านบน ทำให้ไม่สามารถขยายภาพใหญ่สุดได้เต็มตานักเมื่อเทียบกับ Note 8 เพราะติดบาก ซึ่งถ้าเป็น Youtube จะสามารถขยายภาพได้เองจนติดบาก แต่ถ้าเป็น Netflix แอปจะคำนวณภาพที่ดีที่สุดมาให้แล้ว ทำให้บางครั้งภาพเล็กกว่ามากๆ

สรุป จอ iPhone X ดีกว่า Note 8 เพราะสีสันเป็นธรรมชาติกว่า แสดงวิดีโอ HDR ได้ดีกว่า แต่จอ Note 8 ใหญ่กว่าและใช้พื้นที่ได้เต็มที่กว่า

งั้นให้เสมอกันแล้วกัน

รูปลักษณ์และดีไซน์

เรื่องดีไซน์คงต้องแล้วแต่คนชอบ แต่ดีไซน์ของ Note 8 นั้นดูใหญ่แบบยังถือได้ถนัดอยู่เพราะความกว้างของเครื่องมีไม่มาก และใช้พื้นที่จอได้เต็มที่กว่า ทำให้การใช้งานจริงจอของ Note 8 ดูไม่ขัดตา ที่สำคัญกล้อง iPhone X นั้นนูนมาก ในขณะที่กล้อง Note 8 เรียบไปกับเครื่องเลย

Note 8 จึงชนะไปในเรื่องรูปลักษณ์และดีไซน์

กล้อง

ผมไปถ่ายภาพเทียบมาให้แล้ว กล้อง iPhone ยังไงก็คือ iPhone นะครับ เน้นความ Real สีสันไม่ได้สดเกินจริง ถ่าย Selfie ก็ได้หน้าที่จริงมากๆ (แต่ก็สามารถปรับโหมดแสง Studio ได้นะ)

ถ่ายยามเย็นนอกสถานที่

ถ่ายภาพเปรียบเทียบสี

ถ่ายภาพกลางคืน

เทียบภาพถ่ายกล้องหน้า

กล้องหลังโหมด Portait

สีสันวิดีโอ Note 8 ก็ทำได้น่าดูกว่า ส่วนระบบป้องกันภาพสั่นไหวพอๆ กัน แต่ Slow Motion ของ iPhone ทำได้มีรายละเอียดมากกว่า ภาพไม่แตก

สรุปเรื่องกล้อง หนักใจมาก iPhone X ก็ถ่ายแล้วจริงมาก (สมจริงเกิ้น สิวเห็นหมด) ส่วน Note 8 ก็สวยเลย แต่สรุปให้ iPhone X ชนะไป เพราะเราชอบความสมจริง

เสียง

ลำโพงของ iPhone ดีกว่าชัดเจน ให้เสียงครบกว่า แถมยังเป็นลำโพงสเตอริโอ แยกซ้ายขวาได้ ในขณะที่ Note 8 เป็นลำโพงโมโน ออกด้านล่างอย่างเดียว ส่วนเสียงออกจากสายฟังด้วยหูฟังเดียวกัน iPhone ก็ดีกว่า แต่ที่ต่างคือ Note 8 มีช่องหูฟัง ส่วน iPhone X ไม่มีแล้วจ้า

สรุป iPhone X ชนะเรื่องเสียงด้วยลำโพงตัวเครื่องที่ดีกว่า

ระบบปฎิบัติการและแอป

iOS เด่นกว่าที่เรื่องแอป แอปตัวเดียวกันฝั่ง iOS ยังเก่งกว่า เช่นแอป facebook ของ Android เลือกบัญชีผู้โพสต์ไม่ได้ จะโพสต์ในนามเพจก็เลือกไม่ได้ นอกจากนี้ Android ยังมีแอปที่เกี่ยวกับงาน Production น้อยกว่า เช่นแอปตัดต่อวิดีโอมีทางเลือกน้อย แอปไลฟ์ facebook ก็ไม่ค่อยมี เกม AR ที่ละเอียดจริงๆ ฝั่ง Android ก็มีน้อยกว่ามาก

แต่ Android เด่นที่ความยืดหยุ่นและการแชร์ แอปแบบสาย Dev เช่นใช้ GPS ภายนอกผ่าน Bluetooth ก็ต้องมองที่ Android นี้แหละ

สรุป สำหรับผู้ใช้ทั่วไป iPhone X มีระบบปฏิบัติการที่เหนือกว่า Note 8 จ้า

ความสามารถพิเศษ

  • iPhone X เรามีกล้อง True Depth และ Animoji เล่นได้สนุกๆ ปลดล็อกด้วยใบหน้าได้
  • ส่วน Note 8 มีปากกาที่จดบันทึกได้จริงจัง

ไม่ต้องตัดสินใจอะไรให้ยากเลยครับ ปากกาของ Note 8 คือที่สุดแล้วในสมาร์ทโฟน เป็นลูกเล่นที่มีประโยชน์ใช้ได้จริงจังกว่า True Depth และ Animoji ด้านความสามารถพิเศษ Note 8 จึงชนะไป

ราคา

  • iPhone X เริ่มต้น 40,500 บาท สำหรับรุ่น 64 GB
  • Note 8 ราคา 33,900 บาท 64 GB
  • ถ้าเทียบราคาแล้ว Note 8 คุ้มกว่าเห็นๆ

สรุป Samsung Galaxy Note 8 ชนะ iPhone X ไป 4 ต่อ 3 ยก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!