Connect with us

ZenPad C 7.0

4,490 บาท
ZenPad C 7.0
7.2

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพ

6.0/10

คุณภาพกล้อง

6.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • รูปลักษณ์ ขนาดเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • สามารถโทรออกได้ ใส่ได้ 2 ซิม
  • มีแอปที่จำเป็นติดตั้งมาพร้อมเครื่อง ทั้งปรับปรุงการแสดงผล ปรับปรุงเสียง
  • ราคากับสิ่งที่ได้ถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพไม่มากนัก
  • กล้องไม่เหมาะสำหรับการใช้งานจริงจัง
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ราวๆ 6 ชั่วโมง

ที่ผ่านมาแท็บเล็ตจาก Asus นั้นประสบความสำเร็จอย่างดีในตลาดนะครับ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม FonePad และ ZenPad ที่มีขนาดเหมาะมือและสามารถโทรออกได้ ซึ่งวันนี้เว็บแบไต๋ขอรีวิว ZenPad รุ่นเล็กในซี่รี่ย์ล่าสุดอย่าง ZenPad C 7.0 ให้ดูกันว่าประสิทธิภาพที่ได้นั้นจะเหมาะสมกับราคาหรือไม่

ว่ากันด้วยสเปก

ZenPad-inside

  • CPU: Intel x3-C3230 4 แกน ความเร็ว 1.2 GHz
  • GPU: Mali-450
  • RAM: 1 GB
  • ROM: 16 GB พร้อมพื้นที่บน ASUS Webstorage อีก 5 GB
  • หน้าจอ 7″ LED Backlight IPS panel, 1024 x 600 (WSVGA); 16:9 รองรับ Multitouch 10 จุด
  • Android 5.0
  • กล้องหน้า 0.3 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลัง 2 ล้านพิกเซล แบบ fix-focus
  • ใส่ Micro Sim 2 ช่อง
  • รองรับ MicroSD ความจุ 64 GB
  • น้ำหนัก 265g
  • ราคา 4,490 บาท

รูปลักษณ์และการจับถือ

ZenPad-back

จุดเด่นของ ZenPad ตระกูลล่าสุดที่เพิ่งออกมาในปีนี้คือการออกแบบครับ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากกระเป๋าคลัทช์ (Clutch Bags) หรือกระเป๋าหนีบของคุณผู้หญิง ใน ZenPad C 7.0 ก็เช่นกัน ฝาหลังเป็นพลาสติกทำลวดลายเลียนแบบหนัง ทำให้จับถือได้สะดวกไม่ลื่น เว้นพื้นที่บริเวณขอบด้านขวา (เมื่อมองจากหลังเครื่องนะครับ) เอาไว้ให้ได้ดีไซน์แบบกระเป๋า ที่สำคัญคือด้วยจอ 7 นิ้วสัดส่วน 16:9 ทำให้ด้านกว้างของเครื่องไม่กว้างเกินไป สามารถใช้มือเดียวถือเครื่องได้สะดวก แม้จะเป็นคุณผู้หญิงที่มือเล็กๆ ครับ โดยถ้าเทียบกับ iPad Mini แล้ว ZenPad C จะแคบกว่าร่วม 1 นิ้วเลย

คุณสมบัติการจับถือมือเดียวได้สะดวกนี้จำเป็นมากสำหรับแท็บเล็ตที่โทรออกได้

ในส่วนด้านหน้าของเครื่องก็เป็นหน้าจอเกือบทั้งหมด ไม่มีปุ่ม Back, Home, Recent App แล้ว ทุกอย่างกดบนจอหมด ด้านบนก็เป็นลำโพงของเครื่อง ซึ่งใช้ทั้งคุยโทรศัพท์และใช้ส่งเสียงยามเล่นแอปและเล่นเกม ไม่ได้มีลำโพงเฉพาะแยกออกไป และมีกล้องหน้าอยู่ด้านบนนี้ด้วย

และด้านข้างเครื่องต้องบอกว่า ZenPad รุ่นนี้หนักขวา เพราะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นปุ่มเร่ง-ลดเสียง ล็อกจอ รวมถึงช่องใส่ไมโครซิม 2 ช่องและ MicroSD (สามารถใส่พร้อมกันได้หมด ไม่ต้องเลือกสลับ ซิมหรือ MicroSD) อีกหนึ่งช่องจะอยู่ด้านนี้หมดเลย

ความเร็วของเครื่อง

ต้องบอกว่า ZenPad C นั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งถ้าถามว่ามันลื่นปรู๊ดป๊าดไหม ก็คงไม่ลื่นเท่าแท็บเล็ตราคาเป็นหมื่น ซึ่งเราขอถ่ายเป็นคลิปวิดีโอให้ดูว่าเมื่อเปิดเว็บแบไต๋ด้วยเบราว์เซอร์ Chrome อ่านหน้าเว็บตามปกติ แล้วสลับไปใช้ facebook อ่านเนื้อหา ดูวิดีโอ และปิดท้ายด้วยการเปิดเกม Ski Safari 2 เครื่องจะมีการตอบสนองเป็นอย่างไร

จากวิดีโอก็จะเห็นว่าระหว่างการใช้งานแอปต่างๆ นั้น ZenPad C ทำได้ดีครับ เลื่อนหน้าเว็บได้ลื่น การเปิดเนื้อหาต่างๆ ในเฟซบุ๊กก็ติดมือดี ภาพเคลื่อนไหวและการตอบสนองในเกมก็ทำได้รวดเร็ว ไม่มีช่วงหน่วงจนเกมเสียจังหวะ ก็จะมีช่วงช้าๆ บ้างระหว่างเปลี่ยนแอปเท่านั้นเอง ซึ่งเมื่อทดสอบด้วยแอปวัดประสิทธิภาพก็ได้ผลออกมาดังนี้

  • Antutu – 23,000 คะแนน
  • Geekbench 3 – Single-core 354 คะแนน Multi-core 1026 คะแนน

ก็ถือเป็นคะแนนในระดับที่รับได้สำหรับการใช้งานทั่วไปในปัจจุบันครับ พวก facebook, line, Youtube, ท่องเน็ต หรือเล่นเกมที่นิยมๆ กันก็ใช้งานได้หมด แต่ถ้าเอาไปเล่นเกม 3 มิติหนักๆ อาจจะต้องลุ้นนิดหนึ่ง บางเกมอย่าง Lara Croft Relic Run ติดตั้งไม่ได้เลยก็มี

ประสิทธิภาพแบตเตอร๊่จาก Geekbench

ประสิทธิภาพแบตเตอร๊่จาก Geekbench

ในส่วนของแบตเตอรี่ ทดสอบด้วย Geekbench 3 จากแบตเตอรี่ 100% เปิดจอและทำงานตลอดจนเครื่องดับไปเอง ใช้เวลาเกือบ 6 ชั่วโมง ได้คะแนนแบตเตอรี่ไป 1603 คะแนน ซึ่งก็ถือว่าประสิทธิภาพแบตเตอรี่อยู่กลางๆ ในหมวดแท็บเล็ตครับ ก็ใช้ข้ามวันได้สบายๆ แต่ก็ไม่ได้อึดแบบแท็บเล็ตจริงจังที่โทรออกไม่ได้

ZenPadC-front

คุณภาพในการใช้งาน

เริ่มต้นจากการคุยโทรศัพท์ ZenPad C นั้นทำได้ดี ได้ยินเสียงชัดเจน เสียงที่พูดกลับไปอีกฝ่ายก็ได้ยินชัดเจนครับ ไม่ต้องเป็นห่วงว่าเป็นแท็บเล็ตแล้วฟังก์ชั่นโทรศัพท์จะทำงานไม่ค่อยดี ตัวแอปโทรศัพท์ก็อินเทอร์เฟซคล้ายๆ ของ ZenFone

Zenpad-UI

การปรับสีหน้าจอ, ตัวเลือก Bluelight Filter ใน Notification Center และแอปโทรศัพท์

เรื่องคุณภาพหน้าจอ ZenPad C นั้นใช้เป็นจอ IPS ซึ่งถึงจะมีความละเอียดไม่มากนักแค่ 1024 x 600 แต่ก็ให้สีสันสดใส มุมมองภาพกว้าง เอียงเครื่องไปมากๆ สีก็ไม่เหลือบ เหมาะมากสำหรับการใช้ดูวิดีโอ นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์สำหรับปรับสีสันหน้าจอให้ตรงกับที่ต้องการ ต้องการให้จอแสดงสีโทนฟ้าหรือโทนเหลืองมากขึ้นก็เลือกได้ ที่สำคัญมีโหมด Bluelight filter หรือโหมดกรองแสงสีฟ้าที่สามารถเปิดปิดได้ง่ายๆ จาก Notification Center ที่ลากลงมา ก็ทำให้การอ่านเนื้อหายาวๆ ผ่าน ZenPad C ทำได้สบายตามากขึ้น

Music

แอปเล่นเพลง และตัวปรับเสียงของเครื่อง

ในเรื่องของเสียง ต้องบอกว่าลำโพงของ ZenPad C นั้นไม่ได้ดังมาก และมีแค่ลำโพงเดียวตรงบริเวณที่เอาหูแนบเท่านั้น แต่ข้อดีของมันคือเป็นลำโพงที่หันมาหาผู้ใช้ครับ ไม่เหมือนพวก iPad ที่ลำโพงอยู่ข้างเครื่อง เวลาต้องการฟังอะไรชัดๆ ก็ต้องเอามืออังให้เสียงสะท้อนมาหาตัว ส่วน ZenPad C แค่จับเครื่องให้มือไม่ปิดลำโพงก็ชัดเจนดีแล้ว นอกจากนี้ในส่วนของซอฟต์แวร์ในเครื่องยังมีแอป AudioWizard สำหรับปรับปรุงเสียงเพลง เสียงจากภาพยนตร์ให้สดใส กังวาลขึ้นด้วยเทคโนโลยีของ DTS แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้แหละครับว่าจะชอบเสียงปกติหรือเสียงที่ปรับแต่งมาแล้ว

การถ่ายภาพและภาพตัวอย่าง

ZenPad C ไม่ใช่แท็บเล็ตที่เน้นการถ่ายภาพครับ ด้วยความละเอียดกล้องหลังแค่ 2 ล้านพิกเซล (1600 x 1200) และกล้องหน้า 0.3 ล้านพิกเซล (640 x 480) แถมกล้องยังเป็นแบบ Fix Focus ด้วย ถ่ายวัตถุใกล้ๆ ก็จะเบลอนิดหนึ่ง ได้มันจึงเหมาะกับการนำไปใช้งานอย่าง Video Call มากกว่า

แต่ถึงจะมีข้อจำกัดในส่วนของ Hardware เยอะตามค่าตัวที่ถูกแสนถูกของมัน ในส่วนซอฟต์แวร์นั้นยกมาจาก ZenFone เลยนะครับ ทำให้รูปที่ถ่ายออกมาได้สีสันที่โอเค และมีฟังก์ชั่นช่วยเหลือในการถ่ายรูปเยอะ ทั้งโหมด Selfie หน้าเนียน, Selfie Panorama, โหมดถ่ายกลางคืนที่ทำให้ได้ภาพสว่างขึ้นเยอะ โหมด Time Lapse และโหมดอื่นๆ อีกมากมาย ในส่วนของการถ่ายวิดีโอทำได้ที่ 720p คุณภาพก็ถือว่าใช้ได้ครับ ลองดูภาพและวิดีโอตัวอย่างกันเลย

สรุป ZenPad C คุ้มค่ากับราคา

ZenPad C 7.0 เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการโทรศัพท์หน้าจอใหญ่ยักษ์ และใช้แอปทั่วไปในชีวิตประจำวันเป็นหลักอย่าง facebook, line, youtube หรือการท่องอินเทอร์เน็ต ไม่ได้ต้องการเล่นเกม 3 มิติหนักๆ หรือใช้แอปที่กินพลังเครื่องมากๆ ด้วยราคาไม่ถึง 5,000 บาท แต่สามารถใส่ได้ 2 ซิม รูปลักษณ์และขนาดที่เหมาะมือ ก็ทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยากครับ

โปรโมชั่นร่วมกับ DTAC

ตั้งแต่วันนี้ถึงมกราคม 2559 ซื้อ Asus ZenPad C ในราคา 4,490 บาทพร้อมรับซิม Happy จาก DTAC และโปรโมชั่นเติมเงินเดือนละ 150 บาท รับโบนัสค่าโทรเพิ่มอีก 200 บาททุกเดือน เป็นระยะเวลา 2 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,800 บาท รวมถึงสามารถเล่นโซเชียล Line และ Facebook ได้นานถึง 10 เดือน (โบนัส 200 บาท ต้องใช้ภายใน 15 วัน ตามข้อกำหนดของ DTAC)

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

หนุ่ย พงศ์สุขเปิดร้านตู้มือถือ แนะนำ AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เปลี่ยนได้สารพัดโปร

Published

on

ZenPad C 7.0

4,490 บาท
ZenPad C 7.0
7.2

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพ

6.0/10

คุณภาพกล้อง

6.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • รูปลักษณ์ ขนาดเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • สามารถโทรออกได้ ใส่ได้ 2 ซิม
  • มีแอปที่จำเป็นติดตั้งมาพร้อมเครื่อง ทั้งปรับปรุงการแสดงผล ปรับปรุงเสียง
  • ราคากับสิ่งที่ได้ถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพไม่มากนัก
  • กล้องไม่เหมาะสำหรับการใช้งานจริงจัง
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ราวๆ 6 ชั่วโมง

นอกจากหนุ่ย พงศ์สุขจะทำสารพัดคลิปให้ความรู้ปรนเปรอสมาชิกแบไต๋แล้ว ยังแอบเปิดร้านตู้มือถือสำรวจตลาดอีกด้วย คราวนี้มาแนะนำ AIS The One Sim ซิมเติมเงินแบบใบเดียวจบ ซื้อไปก่อน ค่อยไปเลือกโปรที่ใช่ทีหลัง ไม่ต้องเหนื่อยตามหาซิมโปรที่ต้องการแล้ว!

AIS The One Sim

เพราะ AIS รู้ใจปัญหาผู้ใช้ ที่เหนื่อยตามหาซิมประเภทที่ต้องการ ต้องเดินไปถามหลายร้านกว่าจะได้ซิมที่ใช่ เลยออก AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เลือกเบอร์เสร็จก็ซื้อไปเลย แล้วค่อยไปเลือกโปรโมชั่นที่ต้องการด้วยตัวเอง จะเน้นโทร เน้นอินเทอร์เน็ต เน้นความบันเทิง หรือเน้นโซเซียล ก็มีแพ็กเกจให้เลือกได้ทุกความต้องการ แถมให้มาเป็นซิม 3 ขนาด ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นด้วยนะ AIS The One Sim ง่ายและสะดวกจริงๆ

Package เริ่มต้น

แพ็กเกจเริ่มต้นของ AIS The One Sim นั้นก็แจ่มไม่ใช่เล่นนะ เล่นโซเซียลพวก facebook, line, twitter, instagram และอื่นๆ ฟรี 2 GB, ดู AIS Play ฟรี 2 GB ใช้ AIS Super Wifi ฟรี 3 GB ได้เน็ต 4G/3G 1 GB และเน็ตสามารถมือถือที่รองรับ 4G เพิ่มอีก 1 GB ค่าโทรนาทีละ 64 สตางค์ แค่เติมเงินอย่างน้อยเดือนละ 150 บาทเท่านั้นเอง

โปรฯ อื่น ๆ ที่มี

แต่ถ้าไม่อยากใช้แพ็กเริ่มต้นแล้ว ก็สามารถเลือกแพ็กเกจใหม่ได้อีกหลากหลาย เช่นถ้าอยากให้โซเซียลเยอะๆ ใช้ facebook, line, twitter และเครือข่ายอื่นๆ ได้ไม่อั้นก็เลือกแพ็กเกจหลักของ AIS The One Sim เป็น Super Social, หรืออยากฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ดูทีวีเยอะๆ ก็เลือกแพ็กหลักเป็น Super Play, หรือถ้าอยากได้ซิมราคาประหยัด ค่าโทรถูก ใช้แล้วเน็ตไม่รั่วก็เลือกแพ็กเป็น Easy Net Sim ก็ได้

ก็เรียกได้ว่าทำออกมาให้ครบจริง ๆ สำหรับซิมเติมเงิน AIS The One Sim ตัวนี้ บอกเลยว่าใช้ซิมเดียวจบแน่นอน!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวมือถือ Redmi 5A จัดเต็มสเปคดีในราคาเบาเว่อ 2,790 บาท!

าดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้

Published

on

ZenPad C 7.0

4,490 บาท
ZenPad C 7.0
7.2

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพ

6.0/10

คุณภาพกล้อง

6.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • รูปลักษณ์ ขนาดเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • สามารถโทรออกได้ ใส่ได้ 2 ซิม
  • มีแอปที่จำเป็นติดตั้งมาพร้อมเครื่อง ทั้งปรับปรุงการแสดงผล ปรับปรุงเสียง
  • ราคากับสิ่งที่ได้ถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพไม่มากนัก
  • กล้องไม่เหมาะสำหรับการใช้งานจริงจัง
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ราวๆ 6 ชั่วโมง

ตลาดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้ จะมีอะไรบ้าง เรามาแบไต๋ให้คุณอ่านกันที่นี่

สเปค XIAOMI REDMI 5A

  • หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD
  • CPU : Snapdragon 425
  • RAM : 2GB
  • ROM : 16GB
  • กล้องหลัง : 13MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 7.1.2 ครอบด้วย MIUI 9

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • มือถือ Xiaomi Redmi 5A
  • คู่มือ
  • ปลั๊ก / สายชาร์จ Micro USB
  • เข็มสำหรับจิ้ม SIM

รูปลักษณ์ภายนอก/ Sensor

ก็เรียกได้ว่าตัวมือถือ Redmi 5A ออกแบบมาสวยงามตามมาตรฐานของ Xiaomi สัมผัสเรียบเนียน ขอบมนไม่บาดมือ มี Infrared สำหรับใช้งานเป็นรีโมทพ่วงกับแอป Mi Remote แต่ไม่มี Gyroscope, Temperature และ Pressure Sensor

Redmi 5A มาพร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวน เรียกได้ว่ามาเต็มสุด ๆ เสียงโทรเข้า – รับสายค่อนข้างชัด สามารถบันทึกเสียงระหว่างการสนทนาได้ด้วย

ซึ่ง 2 Sim สามารถใช้งาน 4G 1 ซิมและ 3G อีก 1 ซิมได้ด้วย (ระบบนี้ไม่ใช่ Full Netcom 3.0 นะ)

ลำโพงอยู่ด้านหลังเสียงค่อนข้างดัง แต่คุณภาพไม่ได้ดีมาก เสียงเบสน้อยมาไม่เต็ม ส่วนด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เสียงออกมาค่อนข้างดีตามคุณภาพของหูฟัง

หน้าจอ,กราฟิก

มาพูดถึงในส่วนของหน้าจอ มาพร้อมความละเอียดระดับ HD ขนาด 5 นิ้ว คุณภาพของเม็ด Pixel ของหน้าจอค่อนข้างดี ไม่เห็นเป็นเส้น ทำให้มองแล้วสบายตา เล่นโซเชียลลื่นไหลด้วย Ram ที่ให้มาถึง 2GB มีระบบปรับแสงอัตโนมัติที่ค่อนข้างฉลาด ไม่ปรับแสงวูบวาบ ในส่วนของกราฟิก Snapdragon 425 ตอบโจทย์คนหามือถือระดับ Minimum Price ที่สามารถเล่น ROV ได้ลื่น ๆ เพราะตัวนี้เล่นได้ค่อนข้างลื่นไม่มีสะดุดตลอดทั้งเกม (ตบยับเลยทีเดียว) แต่มีจุดสังเกตที่โหลดก่อนเข้าเกมค่อนข้างช้า อาจทำให้เพื่อนร่วมทีมหงุดหงิดได้

และทางเราได้ลองเทสอีก 1 เกมที่กินสเปคสูงกว่า RoV คือเกม Honkai Impact 3rd เกมนี้เป็นเกมรูปแบบ 3RD Action RPG พอเล่นไหวแต่ค่อนข้างกระตุกอยู่พอสมควร เฟรมหล่นไปอยู่ที่ประมาณ 10 – 20 fps ในระหว่างการเล่น

Antutu Test

จากการทดสอบโดยใช้แอป Antutu ซึ่งเป็นแอปเทสความเร็วมือถือที่เราคุ้นเคยกันดีก็บอกได้เลยว่า คะแนนออกมาไม่ขี้เหร่ สูงถึง 43,770 เลยทีเดียว ส่วนการทดสอบ Stress Test 15 นาที CPU Performance มีความเสถียรสูง วิ่งอยู่ในช่วง 80 – 100% ไม่มีตก

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh ของ Redmi 5A ตัวนี้จากที่ใช้งานก็เรียกได้ว่าสามารถอยู่ได้เกิน 1 วันหลังจากชาร์จเต็ม ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดระหว่างวันอย่างแน่นอน

กล้อง

สำหรับคนชอบการถ่ายภาพ Redmi 5A ตัวนี้ตอบโจทย์ให้คุณได้ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายไป ด้วยกล้องหลังขนาด 13 ล้าน ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามตามท้องเรื่องทั้งถ่ายปกติ ถ่าย HDR และถ่าย Panorama และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ถ่ายออกมาค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว (แต่ภาพออกมาอาจจะขาวเนียนเว่อนิด ๆ ตามสเปคของมือถือฝั่งจีน) และในส่วนของวีดิโอ ไม่มีระบบกันสั่น ทำให้ถ่ายออกมาถ้าไม่มี OSMO หรือตัวช่วยกันสั่น ภาพจะสั่นไหวมาก ๆ จนมึนเลยทีเดียว

ภาพกล้องหลัง

กล้องหน้า

รีโมท Mi

อีก 1 แอปที่แนะนำสำหรับคนที่ซื้อมือถือให้คุณพ่อ คุณแม่ใช้ เพราะแอปนี้จะช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่ เปิดทีวี เปิดแอร์ ได้โดยไม่ต้องหารีโมตอีกต่อไป ใช้งานง่ายมาก เข้าไปเลือกที่ เพิ่มรีโมต แล้วเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งในนั้นเรียกได้ว่ามีแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าของทั้งโลกให้คุณได้เลือกเลยก็ว่าได้ (เยอะมาก)

วิธีตั้งค่าเพียงแค่เลือกว่าเราจะเชื่อมกับอะไร แล้วเลือกแบรนด์ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจะให้เราทดสอบปุ่มว่าปุ่มนี้ควบคุมได้หรือไม่ ถ้ากดไว้ซักพักแล้วเจออันที่ใช่ก็ให้ปล่อยแล้วเลือกใช่

หลังจากเลือกเรียบร้อยก็ให้เลือกจับคู่ เป็นอันเสร็จพิธี สามารถใช้งานได้เหมือนรีโมตบ้านเราเลย


ราคา

ปิดท้ายด้วยราคาที่ไม่ธรรมดากับ Flash Sale ครั้งใหญ่ของ Redmi 5A ครั้งที่ 2 บน LAZADA จะเกิดขึ้นในวันเเห่งความรัก 14 ก.พ นี้ เวลา 12:00 น. (เที่ยงวัน) มีโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่บอกได้คำเดียวว่า “เบาเว่อ!!” เพียงแค่ 2,790 บาท แถมสามารถใส่ Code ลดราคาได้อีก 5% เหลือเพียง 2,650.50 บาเท่านั้น เทียบราคากับมือถือค่ายอื่น ก็บอกได้เลยว่า

“สเปคแรง คุ้มด้วยราคาสุด ๆ”

สรุป

มือถือ Xiaomi Redmi 5A ตัวนี้เป็น 1 ในมือถือราคาระดับกลาง – ระดับล่างที่ออกมาตอบโจทย์คนหามือถือเครื่องที่ 2 หรือซื้อให้ที่บ้านใช้ ด้วยคุณภาพของมือถือที่ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายและ ROM ที่ค่อนข้างเสถียร ใช้งานได้ลื่นไม่มีสะดุด

และที่สำคัญ Redmi 5A ตัวนี้เล่น ROV ได้แน่นอน ฟันธง!!!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

Published

on

ZenPad C 7.0

4,490 บาท
ZenPad C 7.0
7.2

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพ

6.0/10

คุณภาพกล้อง

6.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • รูปลักษณ์ ขนาดเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • สามารถโทรออกได้ ใส่ได้ 2 ซิม
  • มีแอปที่จำเป็นติดตั้งมาพร้อมเครื่อง ทั้งปรับปรุงการแสดงผล ปรับปรุงเสียง
  • ราคากับสิ่งที่ได้ถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพไม่มากนัก
  • กล้องไม่เหมาะสำหรับการใช้งานจริงจัง
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ราวๆ 6 ชั่วโมง

ห่างหายไปนานกับ “แบไต๋ Battle” ที่จับเอา Gadget เทคโนโลยีมาสู้กัน เหตุผลง่ายๆ เพราะไม่มีสปอนเซอร์ครับ จะไปขอสปอนเซอร์จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ยอมให้เอามาสู้กับแบรนด์อื่น แต่วันนี้ แบไต๋ Battle กลับมาแล้ว! ก็เพราะเราได้สปอนเซอร์ที่การันตีว่า Beartai Battle ครั้งนี้เป็นกลางแน่ๆ คือ “ฟิล์มและกระจกกันรอยโฟกัส” ที่เชียร์มือถือทุกค่ายอย่างเท่าเทียมมานานแล้ว เอาแหละ สมาร์ทโฟนก็พร้อมแล้ว เริ่มต้น Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

ประสิทธิภาพเครื่อง

iPhone X ใช้ชิปตัวแรง Apple A11 Bionic ส่วน Samsung Galaxy Note 8 เครื่องในไทยใช้ชิป Exynos 8895

  • ผลคะแนน Geekbench 4
    • Note 8 ได้ Single-core: 2019 และ Multi-core 6753
    • iPhone X ได้ Single-core: 4270 และ Multi-core 10447
    • ตัวเลขเร็วกว่าเกือบเท่าตัว!
  • วัด 3Dmark Sling Shot Extreme
    • Note 8 ได้คะแนน 2644 คะแนน
    • iPhone X ได้คะแนน 2886 คะแนน
    • iPhone X เร็วกว่านิดหนึ่ง

แต่การใช้งานจริง ความเร็วในการโหลดเว็บ ความเร็วในการเปิดแอปก็พอๆ กัน iPhone X จึงชนะไปเพราะให้ตัวเลขดีกว่า แต่ใช้จริงๆ มันก็ถือว่าเครื่องแรงทั้งคู่ ไม่ต่างกัน

คุณภาพหน้าจอ

ตามสเปกจอของทั้งคู่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนกัน

  • iPhone X เป็นจอ OLED 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2436 x 1125 px ซึ่งเป็นจอที่ละเอียดที่สุดตั้งแต่ใช้ใน iPhone
  • Note 8 เป็นจอ AMOLED 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 px

เมื่อเทสการเปิดคลิปทั่วไป เช่นคลิปจาก Youtube หรือหนัง HD ของ Netflix Note 8 จะให้ภาพสีสดกว่า สดแบบฝรั่งหน้าขาวๆ ก็แดงได้ Contrast สูงกว่า แต่เมื่อเปิดหนัง HDR ของ Netflix เทียบกัน จอ iPhone ให้สีสันและความเข้มของแสงที่สมบูรณ์กว่า จอ Note 8 ให้สีจืดลงไปเลย

แต่ iPhone ก็มีปัญหารอยบากด้านบน ทำให้ไม่สามารถขยายภาพใหญ่สุดได้เต็มตานักเมื่อเทียบกับ Note 8 เพราะติดบาก ซึ่งถ้าเป็น Youtube จะสามารถขยายภาพได้เองจนติดบาก แต่ถ้าเป็น Netflix แอปจะคำนวณภาพที่ดีที่สุดมาให้แล้ว ทำให้บางครั้งภาพเล็กกว่ามากๆ

สรุป จอ iPhone X ดีกว่า Note 8 เพราะสีสันเป็นธรรมชาติกว่า แสดงวิดีโอ HDR ได้ดีกว่า แต่จอ Note 8 ใหญ่กว่าและใช้พื้นที่ได้เต็มที่กว่า

งั้นให้เสมอกันแล้วกัน

รูปลักษณ์และดีไซน์

เรื่องดีไซน์คงต้องแล้วแต่คนชอบ แต่ดีไซน์ของ Note 8 นั้นดูใหญ่แบบยังถือได้ถนัดอยู่เพราะความกว้างของเครื่องมีไม่มาก และใช้พื้นที่จอได้เต็มที่กว่า ทำให้การใช้งานจริงจอของ Note 8 ดูไม่ขัดตา ที่สำคัญกล้อง iPhone X นั้นนูนมาก ในขณะที่กล้อง Note 8 เรียบไปกับเครื่องเลย

Note 8 จึงชนะไปในเรื่องรูปลักษณ์และดีไซน์

กล้อง

ผมไปถ่ายภาพเทียบมาให้แล้ว กล้อง iPhone ยังไงก็คือ iPhone นะครับ เน้นความ Real สีสันไม่ได้สดเกินจริง ถ่าย Selfie ก็ได้หน้าที่จริงมากๆ (แต่ก็สามารถปรับโหมดแสง Studio ได้นะ)

ถ่ายยามเย็นนอกสถานที่

ถ่ายภาพเปรียบเทียบสี

ถ่ายภาพกลางคืน

เทียบภาพถ่ายกล้องหน้า

กล้องหลังโหมด Portait

สีสันวิดีโอ Note 8 ก็ทำได้น่าดูกว่า ส่วนระบบป้องกันภาพสั่นไหวพอๆ กัน แต่ Slow Motion ของ iPhone ทำได้มีรายละเอียดมากกว่า ภาพไม่แตก

สรุปเรื่องกล้อง หนักใจมาก iPhone X ก็ถ่ายแล้วจริงมาก (สมจริงเกิ้น สิวเห็นหมด) ส่วน Note 8 ก็สวยเลย แต่สรุปให้ iPhone X ชนะไป เพราะเราชอบความสมจริง

เสียง

ลำโพงของ iPhone ดีกว่าชัดเจน ให้เสียงครบกว่า แถมยังเป็นลำโพงสเตอริโอ แยกซ้ายขวาได้ ในขณะที่ Note 8 เป็นลำโพงโมโน ออกด้านล่างอย่างเดียว ส่วนเสียงออกจากสายฟังด้วยหูฟังเดียวกัน iPhone ก็ดีกว่า แต่ที่ต่างคือ Note 8 มีช่องหูฟัง ส่วน iPhone X ไม่มีแล้วจ้า

สรุป iPhone X ชนะเรื่องเสียงด้วยลำโพงตัวเครื่องที่ดีกว่า

ระบบปฎิบัติการและแอป

iOS เด่นกว่าที่เรื่องแอป แอปตัวเดียวกันฝั่ง iOS ยังเก่งกว่า เช่นแอป facebook ของ Android เลือกบัญชีผู้โพสต์ไม่ได้ จะโพสต์ในนามเพจก็เลือกไม่ได้ นอกจากนี้ Android ยังมีแอปที่เกี่ยวกับงาน Production น้อยกว่า เช่นแอปตัดต่อวิดีโอมีทางเลือกน้อย แอปไลฟ์ facebook ก็ไม่ค่อยมี เกม AR ที่ละเอียดจริงๆ ฝั่ง Android ก็มีน้อยกว่ามาก

แต่ Android เด่นที่ความยืดหยุ่นและการแชร์ แอปแบบสาย Dev เช่นใช้ GPS ภายนอกผ่าน Bluetooth ก็ต้องมองที่ Android นี้แหละ

สรุป สำหรับผู้ใช้ทั่วไป iPhone X มีระบบปฏิบัติการที่เหนือกว่า Note 8 จ้า

ความสามารถพิเศษ

  • iPhone X เรามีกล้อง True Depth และ Animoji เล่นได้สนุกๆ ปลดล็อกด้วยใบหน้าได้
  • ส่วน Note 8 มีปากกาที่จดบันทึกได้จริงจัง

ไม่ต้องตัดสินใจอะไรให้ยากเลยครับ ปากกาของ Note 8 คือที่สุดแล้วในสมาร์ทโฟน เป็นลูกเล่นที่มีประโยชน์ใช้ได้จริงจังกว่า True Depth และ Animoji ด้านความสามารถพิเศษ Note 8 จึงชนะไป

ราคา

  • iPhone X เริ่มต้น 40,500 บาท สำหรับรุ่น 64 GB
  • Note 8 ราคา 33,900 บาท 64 GB
  • ถ้าเทียบราคาแล้ว Note 8 คุ้มกว่าเห็นๆ

สรุป Samsung Galaxy Note 8 ชนะ iPhone X ไป 4 ต่อ 3 ยก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!