Connect with us

บทความ

5 เรื่องขำ ๆ ที่แฟน Resident Evil 2 อาจจะยังไม่รู้ (แต่ไม่รู้ก็ไม่เป็นไรมั้ง)

ในที่สุด RE2 ภาคแปลงโฉมใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้าก็คืบคลานออกมาให้เราเล่นกันเสียที ซึ่งฟังจากกระแสที่ปังจนไม่รู้จะปังยังไงขนาดนี้ก็พอจะฟันธงได้ว่าเกมทำออกมาได้เหนือความคาดหมายมั่ก ๆ และในระหว่างที่แฟนหน้าเก่าและเกมเมอร์หน้าใหม่กำลังสนุกปนกับกรีดร้องไปตาม ๆ กัน เรามาเฉลิมฉลองการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ RESIDENT EVIL 2 ในเพลานี้ด้วย 5 เรื่องเด็ด ๆ ที่คุณอาจจะไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับ RE2 กันดีกว่า แล้วคุณจะสนุกไปกับการพา Leon และ Claire ทัวร์กรมตำรวจ R.A.P.D. มากกว่าเดิม (ล่ะมั้ง?)

กรุ๊ปเลือดของนาย Leon

เริ่มกันด้วยเกร็ดไร้สาระที่รู้ไว้ก็ไม่เสียหลายเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดของนายหน้าใส Leon S. Kennedy น้อยคนนักที่รู้ว่าทีมเขียนบทของ Resident Evil 2 ภาคต้นตำรับได้ระบุกรุ๊ปเลือดของพระเอกคนนี้เอาไว้ด้วย โดยข้อมูลเก่าเก็บในหนังสือบทสรุปเกม Resident Evil 2 ของประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1998 (ซึ่งที่นู่นรู้จักกันในชื่อ Biohazard 2) ได้ระบุไว้ว่า Leon เป็นคนเลือดกรุ๊ป A… ว่าแต่ทำไมต้องเลือดกรุ๊ป A? ในประเด็นนี้ทีมพัฒนาเกมเคยอธิบายไว้ว่าตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น กรุ๊ปเลือดจะเป็นตัวบ่งชี้ลักษณะนิสัยของคนคนนั้นในระดับหนึ่ง เหมือนอย่างที่พี่ไทยมองว่าคนเลือดกรุ๊ป B จะเป็นสายเฮฮาร่าเริง เลือดกรุ๊ป O เป็นคนสุขุมเยือกเย็นอะไรประมาณนี้แหละ

ทีนี้ที่ญี่ปุ่นเขาก็มองว่าคนเลือดกรุ๊ป A มักจะเป็นคนที่ทำอะไรต้องไร้ที่ติและทำงานร่วมกับคนอื่นได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อเสียคือเป็นพวกขี้ระแวงและวิตกกังวลง่าย ซึ่งบุคลิกที่ว่ามานี้มันดันเข้ากับตัวละครที่มีความเป็นพระเอ๊กพระเอกแต่ยังอยู่ในวัยละอ่อนและขาดประสบการณ์แบบที่ CAPCOM อยากให้ Leon เป็นพอดี Leon ก็เลยกลายเป็นคนเลือดกรุ๊ป A ด้วยประการฉะนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าไอ้การที่เขาเป็นคนกรุ๊ป A มันเป็นสาเหตุที่ทำให้หมอนี่โดนซอมบี้กัดแล้วไม่กลายร่างหรือไร

……………………………………………….

ทำไมชุดของ Leon และ Claire ถึงเปลี่ยนไป๋?

คอสตูมของ Leon และ Claire ใน RE2 ภาคดั้งเดิมนั้นโดดเด่นติดตาแฟน ๆ จนเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเกมภาคนี้เลยด้วยซ้ำ นั่นทำให้หลายคนสงสัยว่า CAPCOM เปลี่ยนดีไซน์เสื้อผ้าของพระเอกนางเอกคู่นี้ทำไม สำหรับ Leon แม้ในฉากเปิดเรื่องจะใส่เสื้อโค้ทหนังกับกางเกงยีนส์ แต่เขาก็เปลี่ยนไปสวมชุดตำรวจกับเสื้อเกราะอย่างรวดเร็วในทันทีที่ถึงสถานีตำรวจ R.P.D. ตัวชุดอาจจะไม่เหมือนเดิมเด๊ะแต่ก็ยังเหมือนที่เราจำกันได้ในหัว ชุดสีฟ้าเข้ม ตัวอักษร R.P.D. ตัวเบ้อเริ่ม และเสื้อแขนยาวสีขาวคลุมท่อนแขน แต่รายละเอียดยิบย่อยของชุดเปลี่ยนไปเยอะมากหากคุณสังเกตดี ๆ ทั้งเสื้อเกราะที่เปลี่ยนเป็นแบบ Kevlar เกราะบ่าก็หายไป ซึ่งทีมพัฒนาจำเป็นต้องปรับเพื่อให้ชุดดูสมจริงและเข้ากับกราฟิกในเกมที่สวยและเต็มไปด้วยรายละเอียดยิ่งกว่าภาคดั้งเดิมไม่รู้กี่เท่า

ส่วนชุดของ Claire นี่เรียกได้ว่าดีไซน์ใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดเท้าจนเหลือ แฟน ๆ อาจคิดถึงเสื้อกั๊กสีแดงอมชมพู ยีนส์ขาสั้น และรองเท้าบู้ทหนังสีน้ำตาล แต่ทีม CAPCOM เขาให้เหตุผลสั้น ๆ ว่าชุดนั้นมันดูไม่เข้ากับบรรยากาศในเกมภาคใหม่นี้เอาเสียเลย และด้วยความละเอียดของภาพกราฟิกยุคปัจจุบันที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในเกมดูเหมือนภาพถ่าย ยิ่งทำให้ชุดเก่าของ Claire ดูโดดตัดกับฉากในภาพรวมเข้าไปใหญ่ ทางทีมจึงตัดสินใจออกแบบชุดใหม่ให้ดูเหมือนกับเสื้อผ้าที่สาวนักบิดในชีวิตจริงน่าจะใส่ และคงไว้แค่สีดำแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Claire เท่านั้น

แม้กระนั้นทีม CAPCOM ก็ยังมิวายเก็บคอสตูมเก่าแบบเหมือนเดิมเด๊ะเอาไว้เอาใจแฟน ๆ อยู่ดี โดยเหล่าแฟนเดนตายสามารถปลดล็อคชุดจาก RE2 ภาคต้นตำรับสำหรับทั้ง Leon และ Claire ได้เมื่อเล่นโหมดเนื้อเรื่องจบ ซึ่งทีมงานยังอัพเกรดให้ชุดเวอร์ชั่นดั้งเดิมดูคมชัดระดับ HD ขึ้นมาด้วย แต่ถ้าแฟนคนไหนฮาร์ดคอร์กว่านั้นก็สามารถหาชุดดั้งเดิมแบบที่เหลี่ยมเป็นโพลิกอนแบบเครื่องเพลย์หนึ่งมาใช้ได้ด้วยนะ ใครอยากได้ก็ไปหาซื้อบัตรเติมเงิน Playstation Store แบบพิเศษตามร้านเกมทั่วไปจ้ะ

……………………………………………….

เจ๊ Jill และบัก Chris หายไปไหน?

เกมเมอร์หลายคนอาจมีคำถามในใจว่าคู่พระคู่นางอย่าง Jill Valentine และ Chris Redfield จากภาคแรกหายหัวไปไหนกันหมดในช่วงเหตุการณ์ภาค 2? ทำไม Leon และ Claire ถึงไม่ได้พานพบ? คำตอบง่าย ๆ ก็คือความซวยนั่นเองที่บันดาลให้พวกเขาไม่ได้เจอหน้ากัน เริ่มจากความซวยของ Claire ที่ตัดสินใจแว้นรถมาหาพี่ชายช้าไปหน่อย เลยคลาดกับ Chris ที่เพิ่งลาพักร้อนไปเที่ยวยุโรปสด ๆ ร้อน ๆ ส่วนตัวเธอต้องมาพักร้อนด้วยการวิ่งหนีซอมบี้แทน

อย่างไรก็ตาม Claire หารู้ไม่ว่าการลาพักร้อนของ Chris เป็นแค่ข้ออ้างในการออกสืบเบื้องลึกเบื้องหลังบริษัทยา Umbrella Corporation ในยุโรป โดยหลังจากเหตุการณ์ในภาคหนึ่ง Chris ได้เบาะแสเกี่ยวกับเชื้อไวรัสตัวใหม่นามว่า G-Virus เขาจึงแอบส่งข้อมูลไปให้ FBI สืบสวนโดยตรง เนื่องจากเขาระแคะระคายว่าสารวัตร Brian Irons แห่งกรมตำรวจ R.P.D. รับสินบนจาก Umbrella และพยายามปิดข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน Spencer Mansion หลังจากนั้น Chris จึงทำทีเป็นตำรวจเกเรจนถึงขั้นมีเรื่องกับเจ้าพนักงานด้วยกัน แน่นอนว่าเขาโดนสั่งพักงานตามแผน และใช้โอกาสนี้ขอลาไปพักร้อน โดยแอบนัด Barry Burton เจ้าหน้าที่หน่วย S.T.A.R.S. ที่รอดชีวิตมาด้วยกันจากภาคแรกให้ไปเจอกันที่บริษัทแม่ของ Umbrella ในยุโรป และยังแอบให้ Jill ช่วยสืบสวนเรื่องราวใน Raccoon City ต่อไป


ส่วนความซวยของ Jill คือนอกจากจะถูกเพื่อนทิ้งให้นั่งเฝ้าโต๊ะอยู่ในเมือง Raccoon ยังไม่ทันที่เธอจะได้พักหายใจหายคอก็ดันเกิดเหตุการณ์น้ำประปาใน Raccoon City ปนเปื้อน t-Virus ขึ้นมาอีก ชาวเมืองนับพันกลายสภาพเป็นซอมบี้ และ Jill ที่ดูเหมือนปีนี้จะชงหนักก็ต้องมาติดแหง็กอยู่ในอพาร์ทเมนท์ตัวเอง หลังจากหาทางออกมาได้ เธอก็มุ่งหน้าไปที่สถานีตำรวจ R.P.D. ในทันที ซึ่งฟ้าคงมองว่าเธอยังซวยไม่พอเลยให้ไปจ๊ะเอ๋กับอาวุธชีวภาพตัวใหม่ที่มีชื่อว่า “Nemesis” เข้าให้ เจ้านี่ถูก Umbrella ส่งมาเพื่อทำการทดสอบภาคสนามกับผู้เหลือรอดชีวิตในเมือง Raccoon และไม่รู้ว่า Jill ถูกสเป็คของมันหรืออย่างไร เจ้าหมอนี่เลยวิ่งไล่เธอไปทั่วเมือง ในการปะทะกับครั้งหนึ่ง Jill พลาดท่าโดนเชื้อ t-Virus สายพันธุ์พิเศษจาก Nemesis เข้าไป และทำให้เธอหมดสติไปนาน 2 วันเต็ม ๆ ที่ใต้หอนาฬิกาของเมือง ซึ่งในระหว่างนี้นาย Leon ก็ได้ขับรถเข้าเมืองตอนต้นเกมและหนีออกจากเมืองตอนจบเกมพอดี ทำให้เขาอดเจอเธอโดยปริยาย (แต่ก็ไม่ต้องเจอ Nemesis ด้วยอะนะ)

……………………………………………….

เซ็ต “เครื่องพิมพ์ดีด” โคตะระพรีเมี่ยม

รู้หรือไม่ว่านอกจาก Resident Evil จะมาพร้อมกับชุด Collector’s Edition ที่แถมหุ่นคุณพี่ Leon หน้าใสกิ๊งมาให้ด้วยแล้ว มันยังมีชุดโคตรพิเศษสำหรับแฟนพันธุ์แท้ที่แท้ทรูด้วยนะ แล้วอะไรมันจะพิเศษไปกว่าเซ็ตเกมแถมของราคา 7,000 บาทได้อีก? คำตอบก็คือเซ็ตเกมแถมของที่ให้พิมพ์ดีด Lexington รุ่นเดียวกับในเกมมาด้วยยังไงล่ะ!

ถึงเจ้าเครื่องพิมพ์ดีดตัวนี้จะไม่ใช่พิมพ์ดีดของจริง (แหงอยู่แล้วสิ) แต่ตัวมันก็ทำหน้าที่เป็นคีย์บอร์ดบลูทูธไร้สายที่โดนแปลงโฉมจนดูเหมือนจุดเซฟในเกมมาก ๆ ลอกมาแม้กระทั่งทั้งปุ่มตัวอักษรแบบลอยและลูกบิดนำกระดาษด้านบนแบบที่มีในพิมพ์ดีด เกมเมอร์สามารถนำไปใช้งานกับเครื่อง PC เครื่อง Mac หรือมือถือ iOS และ Android ได้เลย นอกจากนี้ช่องใส่กระดาษจำลองด้านบนยังออกแบบมาให้ใช้วางเครื่อง Tablet ขนาด 10 นิ้วได้พอดิบพอดี ยังไม่พอ! ในกล่องยังแถมตลับหมึก 4 ตลับ หุ่น Leon แล้วก็หนังสือรวมภาพอาร์ตเวิร์คมาให้จนแทบจะล้นกล่องด้วยนะ!

ทุกอย่างดูดีงามไปหมดแต่ติดอยู่อย่างเดียวคือค่าตัวมันนี่แหละ ความโคตะระพรีเมี่ยมขนาดนี้ก็มาพร้อมกลับราคาที่โคตะระแพงเช่นกัน โดยเซ็ต Premium Edition ตัวนี้มีสนนราคาอยู่ที่เกือบ 30,000 บาท และยังมีจำหน่ายแค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น นั่นหมายความว่าคุณจะต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบินอีกประมาณ 15,000 บาทเพื่อบินไปหาซื้อเจ้านี่ เบ็ดเสร็จพลังทำลายล้างอยู่ที่ 45,000 บาท ตบหนักจนกระเป๋าตังค์กระจุยขนาดนี้ แม้แต่ G กับ Tyrant ก็ยังต้องอาย

……………………………………………….

Resident Evil 2 ฉบับกลายพันธุ์

Resident Evil 2 ที่พวกเราต่างหลงรัก (ปนกลัว) ในวัยเด็กเกือบจะเป็นเกมที่มีโฉมหน้าต่างออกไปจนแทบจำไม่ได้แล้ว หากไม่เป็นเพราะมีใครบางคนไปหยุดยั้งมันไว้เสียก่อน เรื่องมีอยู่ว่าหลังจาก Resident Evil ภาคแรกพัฒนาเสร็จสมบูรณ์เพียงหนึ่งเดือน โปรดิวเซอร์ Shinji Mikami ก็นำทัพทีมพัฒนาลุยงานภาค 2 ต่อทันที โดยตัวเกมต้นแบบยังใช้พระเอกเป็นนาย Leon S. Kennedy เหมือนเดิม แต่นางเอกในตอนนั้นคือสาวนักบิด Elza Walker แทนหนู Claire

พวกเขาทั้งสองคนยังมาพร้อมแก๊งเพื่อนที่จะคอยให้ความช่วยเหลือไปตลอดทั้งเกม Leon จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ Marvin Branagh และนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Linda คอยระวังหลังให้ ส่วน Elza จะมี Sherry Birkin และพลเมืองหน้าจืดนามว่า John คอยช่วยรับมือสถานการณ์ จุดที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างเกมเวอร์ชั่นนี้กับ RE2 ที่เราเห็นกันก็คือตัวเอกทั้งสองคนมีเส้นเรื่องที่แยกกันอย่างชัดเจน และพวกเขาไม่มีโอกาสได้เฉียดกรายมาใกล้กันเลย ส่วนสถานีตำรวจ R.P.D. ก็มีขนาดเล็กกว่าและมีสภาพเหมือนกับสถานีตำรวจทั่วไป นอกจากนี้มันยังได้รับการออกแบบมาให้เป็นภาคปิดฉากซีรี่ส์ Resident Evil อย่างเป็นทางการด้วย ซึ่งแฟน ๆ และทีมพัฒนาเกมก็ตั้งชื่อเล่นให้ Resident Evil เวอร์ชั่นนี้ว่า RE 1.5

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกมพัฒนาไปแล้วเกือบ 80% ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ของเกมก็เกิดความเห็นต่างกันขึ้นมา โดยโปรดิวเซอร์ Shinji Mikami มองว่าเกมน่าเบื่อเกินไปจนไม่ได้มาตรฐานของซีรี่ส์ ส่วนผู้บริหารระดับสูงของ Capcom ก็ไม่ค่อยแฮปปี้กับเนื้อเรื่องที่ตัดจบทุกสิ่งทุกอย่างจนปิดโอกาสไม่ให้มีภาคต่อได้เลย นั่นทำให้ Resident Evil 2 ที่ผิดแปลกตัวนี้โดนรื้อทำใหม่หมดตั้งแต่ต้น เหลือเอาไว้แค่ตัวละครบางตัวและสถานที่บางแห่งให้เห็น

โชคยังดีที่ทีมพัฒนา RE2 ภาคใหม่นี้ยังอุตส่าห์ไปกู้ชุดนักบิดแนบเนื้อของ Elza Walker กลับมาให้แฟน ๆ ดูกันด้วย ใครอยากเห็นว่านางเอกผู้เกือบจะมาแทนที่ Claire Redfield รูปร่างหน้าตายังไงก็ไปซื้อ DLC ชุดนี้มาใส่กันได้ สนนราคาแค่ประมาณ 70 บาทเท่านั้น (แต่ถ้าใครซื้อเกมเวอร์ชั่น Deluxe Edition มาก็รับฟรีไปเลยจ้า)

……………………………………………….

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

C internet BY CAT ให้คุณเลือก “เน็ตแรง” ได้ “ทั้งวัน” “ทั้งคืน”

Published

on

ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตหลากหลายค่ายก็เริ่มแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุก ๆ คน บ้างก็เน็ตราคาเบาที่ได้ความแรงพอประมาณ หรือหากแรงแบบจัดเต็ม แต่ราคาก็แรงตามไปด้วย แต่บางคนก็คงคิดว่า เน็ตแรง ๆ มีไว้ทำอะไร? แค่เท่าที่ใช้อยู่ก็ดีพอแล้ว วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ

เน็ตฯ แรง ทำอะไรได้บ้าง?

  • เกมเมอร์สายสตรีมมิ่ง (Streaming) ต้องการเน็ตที่มีขา Upload สูง ๆ เพื่อให้การส่งภาพไปยังอินเตอร์เน็ตมีความเสถียรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น YouTube Twitch หรือแม้แต่ Facebook Gaming ก็กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน
  • คนค้าขายออนไลน์สมัยนี้ก็ใช้การ Live สดบน Social Media เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย ถ้าเน็ตแรง ๆ ภาพชัด ๆ ก็สามารถกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี
  • คนชอบดูหนัง โดยเฉพาะการรับชมผ่าน NetFlix iFlix หรือ Video Provider เจ้าอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถรับชมคุณภาพระดับ 4K ได้ ถ้าเน็ตฯ คุณไม่แรงพอ หนังก็จะกระตุก ทำให้อารมณ์ของเราสะดุดไปด้วย
  • คนทำงานด้านต่าง ๆ ที่ต้องมีการรับ / ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ ถ้าเน็ตแรงไม่พอ กว่าจะส่งงาน รับงาน อาจจะชักช้าไม่ทันการได้

เรียกได้ว่าไลฟ์สไตล์ยุคใหม่นี้ต้องการพลังความเร็วของอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งสำคัญนอกเหนือจากความแรง คือความเสถียรที่ดีบนอินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ ออฟติค แท้ 100% และจะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถเลือกช่วงเวลา “เน็ตแรง” ในราคาที่ “เบาสุด ๆ” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเราได้ แบไต๋ขอแนะนำ C internet BY CAT อีกหนึ่งทางเลือกของการเล่นเน็ตในรูปแบบแพ็คเกจ Work all day play all night เน็ตบ้านเลือกได้ จะแรงส์ทั้งวัน หรือ จะมันส์…ทั้งคืน ก็คุ้มด้วยราคา 590 บาทต่อเดือนเท่านั้น

Work all Day

อินเตอร์เน็ตแพ็คเกจตอบโจทย์คนเน้นทำงานที่บ้าน ที่อยากได้เน็ตแรง ๆ เพื่อให้คุณสามารถอัปโหลด/ดาวน์โหลดงานได้อย่างทันท่วงที หรือจะซื้อ/ขายของออนไลน์ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเน็ตสะดุด พร้อมให้ความเร็วจัดเต็ม 100/100 Mbps ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ช่วงเวลา 07.00-19.00 น. และ 30/30 Mbps ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00-07.00 น. และในวันเสาร์-อาทิตย์ สามารถติดสปีดเน็ตสูงสุด 100/100 Mbps ตลอด24 ชั่วโมง

Play all Night

อินเตอร์เน็ตแพ็คเกจตอบโจทย์คนต้องการเน็ตแรง ๆ หลังกลับมาจากการทำงานเหนื่อย ๆ ให้คุณตะลุยโลกของเกมและภาพยนตร์ระดับ 4K ได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด บนความเร็วจัดเต็ม 100/100 Mbps ได้ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00-07.00 น. และ 30/30 Mbps ตั้งแต่ช่วงเวลา 07.00-19.00 น. และในวันเสาร์-อาทิตย์ สามารถติดสปีดเน็ตสูงสุด 100/100 Mbps ตลอด24 ชั่วโมง

ทั้ง 2 แพ็คเกจนี้ C internet BY CAT ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่เน้นการใช้งานอินเตอร์เน็ตภายในบ้านทั้งทำงาน เล่น Social Media หรือเล่นเกมหนัก ๆ และแม้แต่ดูหนัง 4K ภาพคม ๆ ผ่านสตรีมมิ่งก็จัดเต็มได้อย่างลื่นไหลผ่านสายไฟเบอร์ ออพติค แท้ 100% บน Internet Gateway ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย แถมยังเลือกการใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ของเราอีกด้วย

แล้วสำหรับบ้านไหนที่มีคนใช้เน็ตเยอะ ๆ จนคิดว่า 100/100 Mbps ยังไม่พอ เขาก็มีแพ็คเกจ 200/200 Mbps ในราคาสุดคุ้ม 890 บาทต่อเดือนให้คุณได้เลือกอีกด้วย งานนี้แรงสะใจแน่นอน

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้สมัครแพ็คเกจ

  • ยกเว้นค่าแรกเข้า : ค่าติดตั้ง 2,000 บาท และค่าลงทะเบียน 1,500 บาท
  • ยกเว้นค่าเช่าอุปกรณ์ปลายทาง (CPE) 300 บาท/เดือน/เครื่อง (ไม่รวม Vat) และผู้ใช้บริการได้รับสิทธิยกเว้นค่าประกันอุปกรณ์ 2,500 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) กรณียกเลิกบริการ C internet ต้องคืนอุปกรณ์ ให้กับบริษัทในวันที่ทำการยกเลิก

ถือได้ว่าแพ็คเกจ Work all Day Play all Night เป็นอีก 1 ทางเลือกที่ตอบโจทย์คนชอบใช้อินเตอร์เน็ตตลอดเวลา (Always On) เพื่อการรับข่าวสารที่รวดเร็ว ฉับไว ตอบโจทย์คนไทยยุคใหม่อย่างแท้จริง สุดท้ายนี้สำหรับใครที่สนใจสามารถสมัครแพ็คเกจได้ที่นี่ http://bit.ly/CinternetBYCAT

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

สรุปตัวอย่าง CGI ยาว 5 นาทีของ “Rainbow Six Siege” หรือนี่จะเป็นการมาของโหมดเนื้อเรื่อง ?? มาวิเคราะห์กัน

Published

on

ในงาน Six Invitational 2019 จัดขึ้นที่ Montreal, Canada ณ วันที่ 11-17 กุมภาพันธ์ 2019 เป็นงานแข่งขัน E-SPORT ของเกม Rainbow Six Siege มีทีมต่างๆจากทั่วโลก รวมไปถึงเอเชียเองด้วยก็ได้ไปเข้าร่วม และดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่เมื่อมีการจัด Event E-SPORT เมื่อไร ก็จะมีการเปิดตัวโชว์เนื้อหาของเกมใหม่ๆออกมา และอย่างที่แฟนๆเกมรู้กันดีว่าภายในงานนี้จะมีการเปิดตัว Operation Burnt Horizon เนื้อหาเสริมแรกสำหรับ Year 4 Pass ที่วางจำหน่ายไปแล้วในเดือนธันวาคม 2018

แต่แล้ว Ubisoft ก็ได้เซอร์ไพรส์แฟนๆอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดโชว์ตัวอย่างใหม่ในรูปแบบ CGI กลางงาน Six Invitational 2019 แบบสดๆ ให้คนดูตกใจกัน และถือว่าไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นตัวอย่าง CGI จาก Rainbow Six Siege ยาวขนาด 5 นาที แสดงว่านี่จะต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเกมอย่างแน่นอน หลายๆคนที่ไม่เคยเล่นก็อาจจะสงสัยว่า ไอ่ Rainbow Six Siege เนี่ยมันเกมที่เน้น Multiplayer แล้วมันมีเนื้อเรื่องกับเขาด้วยหรอ ?? ก็ต้องขอบอกว่า มีครับ และมีเยอะมากด้วย

ขอแนะนำให้รู้จัก Harishva “Harry” Pandey หรือ The New Six ของทีม Rainbow เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วสำหรับคนที่เล่นเกม ทีม Rainbow จะมีผู้อำนวยการ หรือจะเรียกว่าหัวหน้าหน่วยก็ได้อยู่ ซึ่งในภาค Siege ผู้อำนวยการของทีม Rainbow ก็คือ Aurelia “Six” Arnot โดยเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับชื่อ Six เธอมีหน้าที่ดูแลและคัดเลือกคนมาเข้าร่วมทีม โดยการรวมตัวของทีม Rainbow ครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อร่วมกันต่อต้านผู้ก่อการร้ายนามว่า “White Masks” ที่ก่อเหตุไปทั่วโลก

ซึ่งตรงนี้ผู้เล่นจะได้ต่อสู้กับพวก White Masks ก็ในโหมด Terrorist Hunt นั้นเองครับ โดย AI พวกนั้นก็คือ White Masks นั้นแหล่ะ โดยหน้าที่ของเราก็แล้วแต่เช่น จัดการหยุดระเบิด ช่วยเหลือตัวประกัน ปราบศัตรูให้หมด อะไรพวกนี้เป็นต้น ส่วนในโหมด Multiplayer ที่เราเห็นเหล่า Operators มาแบ่งทีมยิงกันเองนั้น มันเป็นการฝึกซ้อมใน Virtual reality ของทีม Rainbow ครับ โดยเหตุการณ์ในช่วง Outbreak ของ Operation Chimera จะเป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นเห็นเหล่า Operators ต่างฝ่ายมาร่วมมือกัน

กลาง คุณ Lucien Soulban ขวา คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle

และการมาของ Harry หรือ The New Six นั้นจะหมายถึงอะไรกันแน่ ? จากที่ผมได้ดู Live สดๆ มาโดยเป็นการพูดคุยของ Chief Writer คุณ Lucien Soulban และ Narrative Director คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle (ชื่อโคตรยาว) มาพูดถึงแนวทางของเนื้อเรื่องภายในเกม ที่ตลอด 3 ปีตั้งแต่วางขายมานั้น ทีมงานพยายามใส่ความลึกล้ำของตัวละครทั้งหมดทั้ง Lore และเสียงพากย์ ให้มีความเชื่อมโยงกันนั้นเอง


 The Hammer and the Scalpel


เปิดตัวอย่างมา เราจะเห็นการฝึกซ้อมของทีม Rainbow ปกติ โดยเราจะเห็น Thatcher และ Dokkaebi กำลังจะบุก Dokkaebi ได้ใช้ Tablet ของเธอเข้า Hack กล้องวงจรปิดของฉากเพื่อที่จะได้เห็นวิสัยทัศน์โดยรวมก่อนบุกเข้าไป แต่ Thatcher นั้นรอไม่ไหว และกลับใช้ระเบิด EMP บุกเข้าห้องแทน แน่นอนว่ามันทำให้ทั้งกล้อง และแสงไฟในห้องดับหมด หลังจากฝึกเสร็จ Dokkaebi นั้นไม่พอใจเป็นอย่างมาก เธอได้เข้ามาคุยกับ Thatcher และมีการเถียงกันเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับ Harry

Harishva “Harry” Pandey เขานั้นมีบทบาทอยู่ในทีม Rainbow มาตั้งแต่เริ่มรวมทีมใหม่แล้ว เขาเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของ Aurelia “Six” Arnot ผู้อำนวยการทีม Rainbow นอกจากนี้เขายังเป็นที่ปรึกษาด้าน จิตวิทยา และ การทหารให้กับตัวเธอเอง และคนในทีม Rainbow ทุกคนอีกด้วย หน้าที่หลักๆของเขา ก็คือช่วยเหลือ Aurelia ในการคัดกรองและคัดเลือกผู้สมัครเข้าทีม เพื่อให้แน่ใจว่าเขาสามารถเข้ากันได้ดีกับทีม Rainbow ได้เป็นอย่างดี

ตลอดเวลาที่ผ่านมา Harry เป้าหมายที่จะรวบรวมทีมที่มีโดดเด่นและหลากหลายมากที่สุดในโลก โดยภารกิจในครั้งนี้จะประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์หลัก 3 อย่าง ได้แก่ “To be the best, train with the best, joint training exercises, and comradery.” โดยเขามีแผนจะคัดเลือก Operators ที่มีความสามารถในการต่อต้านกับภัยคุกคามด้านเทคโนโลยี (เช่น Drone, อุปกรณ์สวมใส่, อาวุธไฮเทค, นาโนเทคโนโลยี) โดย Operators อย่าง Clash และ Finka นั้นตรงตามกับสิ่งที่เขาตามหาเป็นอย่างมาก

สำหรับเรื่องการเป็นที่ปรึกษาให้กับทีม Rainbow นั้น เราจะเห็นได้จากตอน Operation Para Bellum ที่ทั้งสองตัวละครใหม่อย่าง Alibi และ Maestro มีการประเมินผลทางจิตวิทยาเพิ่มเข้ามาในส่วนของประวัติตัวละคร ซึ่งตรงนี้หากผู้เล่นไม่สังเกตให้ดีก็อาจจะไม่เห็น ตัวอย่างนี้เตรียมการมาทั้งหมด 8 เดือนเต็ม โดยได้คุณ Andy McQueen นักแสดงทีวีซีรี่ส์ชื่อดังมารับบทพากย์เสียง Harry ให้ในครั้งนี้อีกด้วยครับ

จากการพูดคุยกันของ ของ Chief Writer คุณ Lucien Soulban และ Narrative Director คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle เขาได้บอกว่า ในตัวอย่างเราจะเห็นถึงการขัดแย้งกันของ 2 Operators Thatcher และ Dokkaebi ที่ทั้งสองคนนั้นอายุห่างกันมาก ใช้ภาษาต่างกัน ทัศนคติและความคิดต่างกัน บ้านเกิดก็ต่างกัน วัฒนธรรมและการเป็นอยู่ก็ต่างกัน แต่สิ่งที่ทั้งสองคนเหมือนกัน ก็คืออยู่ทีม Rainbow เหมือนกัน และต้องทำงานร่วมกันตลอดเวลา

ซึ่งตรงนี้มันก็เหมือนกับตัวผู้เล่นเกมทั่วโลกเอง ที่ต่างคนต่างมีอายุที่ห่างกัน ใช้ภาษาไม่เหมือนกัน อยู่คนละประเทศ แต่ก็ต้องมาเล่นเกมร่วมกันในทีมเดียวกัน โดยในตัวอย่างที่เราได้ดูไปนั้น มันคือภาพสะท้อนของสังคมใน Rainbow Six Siege นั้นเองครับ

“Outbreak” โหมดการเล่นแบบ Coop ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Operation Chimera”

แล้วตกลงมันจะสื่อถึงอะไรกันแน่ ?? เรื่องนี้เองพวกเขาไม่ได้ให้คำตอบเอาไว้ และเราเองก็คงไม่มีทางรู้จนกว่าจะได้เห็นประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเรื่องนี้ก็น่าจะคาดเดากันได้ง่ายๆอยู่แล้ว เพราะในช่วงต้นปีที่แล้วนั้น Operation Chimera ซึ่งเป็นอัปเดตแรกของ Year 3 ได้มีการเพิ่มโหมด Outbreak ซึ่งเป็นโหมดเสริมที่ทำออกมาให้ผู้เล่นได้สนุกกัน แถมยังมีการเติมเต็มเนื้อเรื่องของ Rainbow Six เข้าไปอีกด้วย

และแน่นอนว่าอัปเดตแรกของ Year 4 นั้นได้ประกาศออกมาแล้วในชื่อ Operation Burnt Horizon จะต้องมีโหมดอะไรสักอย่างมาให้เราเล่นในช่วงต้นปีนี้อย่างแน่นอน และจากที่เราเห็นตัวอย่างล่าสุดที่เป็น Teaser ล่าสุดไปก็จะเห็นว่า ไอ่ Operators ใหม่สองตัวนี้มันค่อนข้างจะหลุดความเป็นทหาร หรือ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ไปมากเลยทีเดียว ซึ่งมันก็น่าจะเข้าทางกับการที่ Harry ต้องการอะไรใหม่ๆจากทีม Rainbow นั้นเองครับ

และแน่นอนว่าหากมีการเคลื่อนไหวอะไรใหม่ๆเกี่ยวกับ Rainbow Six Siege ทีมงาน Beartai เองจะรีบนำมาอัปเดตกันให้ทราบอย่างแน่นอน !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

คุยกับคุณกระทิงประธาน KBTG คนใหม่ ถึงอนาคตเทคโนโลยีกสิกรไทย และความเสถียรระบบในปัจจุบัน

Published

on

กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG

หนึ่งในเนื้อหาจากงานแถลงวิสัยทัศน์ของกสิกรไทย ที่ 5 ผู้บริหารของธนาคาร ชูการผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตรเพื่อก้าวสู่ธนาคารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันในสมรภูมิที่เทคโนโลยีแข่งกัน Disrupt ธุรกิจเดิม ซึ่งพื้นฐานสำคัญสำหรับองค์กรยุคใหม่คือระบบไอทีที่รองรับงานยุคใหม่ได้ และมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ สำหรับธนาคารกสิกรไทย หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงคือ กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG ซึ่งวันนี้แบไต๋ได้คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน KBTG ถึงอนาคตที่กำลังจะมุ่งไปครับ

ปี 2562 KBTG ชูนวัตกรรม 3 ด้าน

1. Cognitive Banking หรือธนาคารอัจฉริยะ

ธนาคารอัจฉริยะคือการนำข้อมูลและ insight ต่างๆ มาทำให้เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น เหมือนเอาพนักงานแบงค์ 20,000 คน มาร่วมให้บริการลูกค้าโดยอยู่ในมือถือตลอดเวลา และให้บริการที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น ซึ่งแอปต่างๆ จะต้องทำหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น KPlus ที่มีความสามารถหลายอย่างในแอปเดียว และให้ข้อมูลได้ทั้งในส่วนที่คิดว่าลูกค้าต้องการ และในส่วนที่ลูกค้ายังไม่สนใจ แต่คาดว่าน่าจะสนใจเมื่อได้รู้ข้อมูลได้ด้วย

2. Augmented Intelligence (AI)

กสิกรไทยไม่ได้มองว่าปัญญาประดิษฐ์คือคู่แข่งขันสำหรับแรงงาน แต่ AI ในความหมายของกสิกรไทยคือ Augmented Intelligence ที่หมายถึงการที่คนกับเครื่องจักรจะทำงานด้วยกัน เพราะบุคลากรของกสิกรไทยนั้นสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจ และความต้องการของลูกค้ามายาวนาน ส่วนปัญญาประดิษฐ์ก็ให้ความรู้ที่ครบรอบด้าน ซึ่งถ้าทำงานร่วมกันก็จะได้สุดยอดพนักงานที่เข้าใจลูกค้า และรอบรู้

แทนที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ชนะคน ก็สร้างเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือคนให้ดีขึ้น

3. inclusive innovation นวัตกรรมที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้แก่ทุกคน

แบงค์จะต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง เทคโนโลยีจะช่วยให้แบงค์เข้าใจคนมากขึ้น สามารถให้บริการคนได้ทุกระดับ เช่นนำเสนอสินเชื่อรูปแบบใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัลให้กับลูกค้ากลุ่ม Underbanked ที่ในอดีตไม่สามารถรับบริการสินเชื่อจากธนาคารได้เพราะขาดคุณสมบัติ เช่น การเดินบัญชีไม่เพียงพอ หรือไม่มีรายได้ที่สม่ำเสมอ

ซึ่งภารกิจเหล่านี้ กสิกรไทยไม่อาจทำได้คนเดียว จึงมีการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ผ่านนวัตกรรมการร่วมมือใหม่ที่ทำให้เชื่อมต่อระหว่างกันง่ายขึ้นคือ

  • Open Banking API ความสามารถในการต่อเชื่อมบริการของธนาคารให้แก่พันธมิตรโดยสะดวกและปลอดภัย
  • Innovation Sandbox คือ สนามทดลองเพื่อรองรับการทดสอบไอเดียทางนวัตกรรมใหม่ ๆ ของพันธมิตรโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ได้อย่างประหยัดและรวดเร็ว
  • K PLUS Business Platform การสร้างความหมายใหม่ของ K PLUS จากการเป็นธนาคารบนโทรศัพท์มือถือไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจที่พันธมิตรสามารถนำไปต่อยอดสร้างบริการแบบดิจิทัล โดยการประยุกต์ใช้คุณสมบัติที่มีอยู่แล้วอย่างเต็มศักยภาพ

ซึ่งในปี 2562 นี้จะทุ่มงบลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และบุคลากร กว่า 5,000 ล้านบาท (ซึ่งคุณกระทิงบอกว่า งบ IT 5,000 ล้านต่อปี ก็ถือว่าเยอะ แต่ถ้าคิดเป็น USD ก็ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับองค์กรระดับโลก) เพื่อเป้าหมายการพัฒนา KBTG ไปสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนแกนเทคโนโลยีของโลกมาสู่ประเทศไทย ภายในปี 2565

คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์เกี่ยวกับแง่มุมเทคโนโลยีใน KBTG

ความเสถียรของระบบธนาคารไทยเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

คุณกระทิง: เรามีการวางแผนปรับปรุงขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมมากขึ้นอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ทำแอป K Plus ใหม่ก็มีการปรับ back-end ใหม่ด้วย ซึ่งตอนนี้ได้ถึงระดับใกล้หมื่นธุรกรรมต่อวินาทีแล้ว (TPS) ก็จะไปให้ถึงหลักหมื่น TPS ต่อไป และช่วงก่อนตรุษจีนจะมีการขยายขึ้นระบบขึ้นไปอีกเพื่อรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมากขึ้น

ที่เราทำตอนนี้คือเน้นวางสถาปัตยกรรมระบบใหม่ ป้องกันรักษาความปลอดภัยให้ดี ปรับปรุง Core banking ต่อไปถ้าย้ายจากระบบจาก On Premise (เซิร์ฟเวอร์ในบริษัท) ไปบน Cloud มากขึ้น ก็จะรองรับการใช้งานได้เยอะขึ้น เพราะสามารถขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานขึ้นลงได้ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้ทุกแบงค์ต้องช่วยกันในการวางสถาปัตยกรรมกลางด้วย

แรงงานด้านเทคโนโลยีในไทยเป็นอย่างไร และการจ้างงานสายเทคโนโลยีโดยกสิกรเป็นอย่างไรบ้าง

คุณกระทิง: ตอนนี้ KBTG มีพนักงานมากกว่า 1,200 คน และยังจะจ้างเพิ่ม 300 อัตรา ตอนนี้รับทุกสายของไอที ซึ่งรับประกันว่าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรียนรู้เทคโนโลยี รูปแบบการทำงานใหม่ๆ ที่นี่แน่นอน

KBTG ก็มีการใช้แนวทางการบริหารงานใหม่ๆ เสมอ อย่าง Flat Organization ที่การทำงานเสมอกันระหว่างผู้มีตำแหน่งสูงกับต่ำ หรือแนวคิด One KBTG รวมเป็นหนึ่ง ตัดงานต่างๆ ให้ไวขึ้น ลดขอบกั้นระหว่างแผนกต่างๆ เพื่อให้งานเดินไวขึ้น ซึ่งตอนนี้เริ่มใช้ OKR ควบคู่ไปกับ KPI แบบเดิม และกำลังขยายให้ใช้มากขึ้น เพื่อวัดผลในรูปแบบสมัยใหม่ หรือกระบวนการพัฒนาที่ปกติ KBTG ทำในรูปแบบ Agile อยู่แล้ว ก็เริ่มก้าวไปสู่กระบวนการใหม่ๆ ให้ Beyond Aglie มากขึ้น

ซึ่ง KBTG ต้องเป็นอันดับหนึ่งขององค์กรด้านเทคโนโลยีในไทยให้ได้ ปัจจุบันในไทยก็มีคู่แข่งด้านองค์กรเทคโนโลยีอย่าง Agoda หรือ LINE ที่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนกัน

ใครที่สนใจก็ส่งใบสมัครมาได้เลยที่ recruitment@kbtg.tech

กสิกรไทยมองภาพ Super App ไว้อย่างไร

คุณกระทิง: Super App หรือแอปใหญ่ ความสามารถเยอะๆ ลูกค้าจะใช้เวลาอยู่กับแอปใหญ่ๆ แบบนี้นานขึ้น ซึ่ง KPlus จะเหนือแอปอื่นๆ กว่าตรงที่เข้าไปอยู่ใน Super App อื่นๆ ด้วย (เช่นระบบจ่ายเงินของ K Plus ไปอยู่ในเฟซบุ๊กให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินผ่านบัญชีของกสิกรได้) ซึ่งเราเรียกว่ากลยุทธ์แบบนี้ว่า Omni Presense ไปอยู่ทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการร่วมงานกับพาร์ทเนอร์เยอะมาก พอกสิกรไทยไปอยู่ในทุกที่ ก็จะ Disrupt ยากขึ้น เพราะเราพร้อมให้บริการจากทุกทาง

ซึ่ง KBTG จะโฟกัสที่เทคโนโลยี และเชื่อมต่อต่างๆ เพื่อการพัฒนา ซึ่งจะไม่ได้เน้นสนับสนุน Startup มากนัก เพราะมีหน่วยงานอื่นๆ ในกสิกรไทยที่ดูแลเรื่องนี้อยู่

อนาคตของ KADE (K PLUS AI-Driven Experience) จะเป็นอย่างไร

คุณกระทิง: ระบบ AI ของกสิกรไทยก็ต้องเก่งขึ้น ด้วยข้อมูลต่างๆ ที่มีมากขึ้น มีการอ้างอิงสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เช่นไปอยู่ใน Grab หรือ LINE ก็ต้องให้ผลต่างกันตามสภาพแวดล้อมของแอป

ซึ่งปีที่แล้วข้อมูลที่กสิกรไทยเก็บได้ เท่ากับที่เคยเก็บกันมา 60 ปี ซึ่งปีนี้ก็จะมากขึ้น จึงต้องมีการวางยุทธศาสตร์และรากฐานการจัดเก็บข้อมูลให้ดี ซึ่งเรื่องความปลอดภัยและความเสถียรถือว่าเป็น 2 เรื่องที่สำคัญมาก เราถึงมีการตั้ง Cyber Security Office เพื่อดูแลความปลอดภัยโดยเฉพาะ

Q: เราได้เรียนรู้อะไรได้จากจีน?

A: จีนเป็นประเทศที่มี Data มากที่สุดในโลก เรื่อง IoT ก็เป็นระดับโลก เราเรียนรู้เพื่อเอามาเทียบและพัฒนา ไม่ได้รู้เพื่อกลัว อย่างประกันในจีนสามารถเคลมได้ใน 8 วินาที เพราะเอาข้อมูลต่างๆ มาประกอบการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งของ 400,000 ชิ้นใน 3 ชั่วโมง เรื่อง Fintech จีนก็เก่งกว่าอเมริกา มี QR มีการปล่อยกู้ผ่านแอป รวมถึง AI ก็น่าจะนำได้เร็วๆ นี้

แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ต้องการให้ AI ทดแทนคน แต่ทำให้คนเก่งขึ้น และสงครามเทคโนโลยีจีน-อเมริกาไม่จบเร็วๆ นี้แน่ๆ ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งของ Trade War ซึ่งเราก็ไม่ควรเลือกข้าง เพราะก็ต้องอิงธุรกิจและเทคโนโลยีจากทั้ง 2 ฝั่งอยู่ดี

เมื่อเทคโนโลยีแข็งแกร่งเป็นรากฐาน กสิกรไทยก็มุ่งสู่วิสัยทัศน์ใหม่ได้

ซึ่งการแถลงข่าว K Bank Vision 2019 ยังมีทีมผู้บริหาร ขึ้นให้รายละเอียดของวิสัยทัศน์ที่จะใช้ AI เข้ามาเสริมการทำงานของธนาคาร ทั้งการทำงานเชิงรับที่พนักงานธนาคารจะเก่งขึ้น รอบรู้มากขึ้นจากความช่วยเหลือของ AI หรือการใช้งานเชิงรุกที่นำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์ถึงผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าน่าจะสนใจและนำเสนอออกไป นอกจากนี้ยังบุกตลาดในกลุ่ม CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ให้มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีพื้นฐานอย่าง QR Code มาตรฐานไทยเพื่อให้ผู้ใช้แอปธนาคารไทยสามารถใช้สแกนชำระเงินนอกประเทศได้ หรือการพัฒนา National Digital ID (NDID) ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ เพื่อให้ระบุตัวผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ ผู้ใช้จึงสามารถใช้งานธุรกรรมสำคัญๆ อย่างการเปิดบัญชีหรือการขอสินเชื่อ โดยไม่ต้องไปธนาคารได้

ซึ่งผู้บริหารที่ขึ้นให้ข้อมูลในงานนี้มี 5 ท่านดังนี้

  1. ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม inCorporate “แกร่งในไทย ก้าวไกลข้ามเขตแดน เป็นหนึ่งในอาเซียน”
  2. ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในแง่มุม insight “มหัศจรรย์บิ๊กดาต้า เจาะลึกแบบรู้ใจรายคน ดันปล่อยกู้ 3 หมื่นล้านบาท”
  3. พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม ignite “ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจในต่างประเทศ โตกว่า 8 เท่าใน 3 ปีภายใต้เศรษฐกิจผสานมิติ”
  4. พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย แง่มุม integrate“เดินหน้าหาลูกค้าใหม่ มุ่งรายย่อยโต 9-12%”
  5. เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กับ innovate “เตรียม 5,000 ล้านลงทุนนวัตกรรมการเงิน ชู KBTG บริษัทไอทีอันดับหนึ่ง”

วิดีโอภาพรวมวิสัยทัศน์จาก 5 ผู้บริหารของกสิกรไทย

ซึ่งเนื้อหาในงานวัน Kbank A year of i ก็มีทั้งวิสัยทัศน์จากผู้บริหาร และโซนซื้อของแบบไม่ใช่เงินสดให้ได้ทดลองกันด้วย สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดงานจากผู้บริหารท่านอื่นๆ ว่ากสิกรไทยในปี 2019 จะรุกตลาดอย่างไรบ้าง ก็สามารถอ่านรายละเอียดได้จากบทความ “สรุปวิสัยทัศน์ 2562 กสิกรไทย ผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตร สู่ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่ พร้อมขยายสู่ต่างประเทศ” เลยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!