คนซื้อไม่บ่น คนบ่นก็ยังซื้อรวมเกมที่ใช้ระบบเดิมแต่ยังขายได้ขายดี

เมื่อพูดถึงความเคยชินของมนุษย์ เรามักจะผูกพันหรือรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้ทำอะไรที่เราคุ้นเคย  หรือทำอยู่เป็นประจำ เช่นการทานอาหารร้านที่เคยกินหรือยี่ห้อเดิม ๆ เพราะติดใจในรสชาติที่คุ้นเคยจนไม่อยากไปทานยี่ห้ออื่น หรือการทำงานที่หลายคนมักจะยึดติดกับเรื่องเดิม ๆ แบบเดิม ๆ จนไม่กล้าออกไปเจอหรือหาประสบการณ์ใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่งเรื่องแบบนี้มันก็มีอยู่ในวงการเกม แต่สิ่งที่ตรงข้ามกับการออกไปหาสิ่งใหม่ ๆ ก็คือการทำอยู่แบบเดิมแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมก็ไม่มาก แต่กลับกลายเป็นว่าการไม่เปลี่ยนแปลงทำแบบเดิม ๆ กลับเป็นสิ่งดีที่แฟน ๆ ชื่นชอบโอเคและอยากให้คงอยู่แบบนั้นไปเรื่อย ๆ ที่จนถึงตอนนี้ตัวเกมเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิมและเป็นที่รักของแฟน ๆ มาดูกันดีกว่าว่ามีเกมอะไรที่ยังคงระบบเดิม ๆ แต่ยังขายได้ขายดีอยู่ จนมีวลีที่ว่า “คนบ่นไม่ซื้อคนซื้อไม่บ่น” ออกมาในวงการเกม จะมีเกมอะไรที่เป็นแบบนี้บ้างมาดูไปพร้อมกันเลย

Tetris

Tetris

เริ่มต้นเกมแรกที่เพียงแค่เห็นรูปทุกคนก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเกมนี้คือเกมอะไร มีรูปแบบการเล่นแบบไหน กับเกม ‘Tetris’ เกมที่มีรูปแบบการเล่นง่าย ๆ แค่เรียงตัวบล็อกที่หล่นลงมาเพื่อให้มันเรียงกันเต็มช่องตัวบล็อกเหล่านั้นก็จะหายไป ซึ่งตั้งแต่ที่ตัวเกมซีรีส์นี้ถูกปล่อยออกมาให้เราได้เล่นตั้งแต่ปี 1984 ตัวเกมก็มีรูปแบบการเล่นแบบนี้ไม่เคยเปลี่ยนมาเลยจนถึงตอนนี้ ที่แม้ตัวเครื่องเกมจะพัฒนากราฟิกไปสวยสมจริงขนาดไหนก็ตาม เกม ‘Tetris’ ก็ยังคงใช้รูปแบบนี้เรื่อยมา ซึ่งถ้าเราลองคิดดูว่าถ้าเกม ‘Tetris’ เปลี่ยนรูปแบบการเล่นมันควรจะเป็นแบบไหน แน่นอนว่าใครก็คงคิดไม่ออก เพราะสิ่งที่เรียกว่า ‘Tetris’ คือการเรียงบล็อกที่หล่นลงมา ที่แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงก็แค่เปลี่ยนจากตัวบล็อกเหลี่ยม ๆ มาเป็นหน้าตาตัวละครเท่านั้นอย่างซีรีส์ ‘Puyo Puyo’ หรือ ‘Dr.Mario’ ที่นักเล่นเกมรุ่นเก่าคุ้นเคย แต่รูปแบบการเล่นก็ยังคงเป็นแบบ ‘Tetris’ ดั่งเดิม แต่ถึงแบบนั้นก็ยังมีนักพัฒนาที่สามารถค้นหาความสนุกของสิ่งที่มีอยู่เดิมให้น่าเล่นมากขึ้นอย่าง ‘Tetris 99’ ที่มาในรูปแบบ Battle Royale ที่เรากับผู้เล่นอีก 99 คนต้องแข่งกันลบบล็อกใส่ผู้เล่นคนอื่นให้เต็ม จนเราคือผู้เหลือรอดคนสุดท้าย หรือจะเป็น ‘Tetris’ แบบ ‘VR Game’ ที่ต้องใส่แว่นและเห็นภาพเกม ‘Tetris’ ที่สวยมีมิติที่นับว่าเป็นการเพิ่มเติมจากสิ่งที่มีได้อย่างลงตัว ใครสนใจก็ไปหาสองเกมนี้มาเล่นได้สนุกทุกเกมบอกเลย

Puyo Puyo
Dr.Mario

Uncharted

Uncharted

มาต่อกันที่เกมแอ็กชันน้ำดีที่จบตำนานของตัวเองอย่างสมบูรณ์ในภาคที่ 4 กับเกมที่แอ็กชันผจญภัยล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในซีรีส์ ‘Uncharted’ ที่ถ้าใครเป็นแฟนซีรีส์นี้มาตลอดทั้งภาคหลักภาคแยกภาคเสริมที่ออกมาทุกภาค จะรู้ว่าตัวเกมที่กล่าวมานั้นใช้รูปแบบการเล่นเหมือนเดิมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการปีนป่ายตามจุดที่เกมกำหนด ระบบคู่หู สมุดพกที่บอกใบ้ปริศนาทุกอย่าง การเล็งยิงทั้งแบบแอบที่กำบังหรือเดินยิงที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการแก้ปริศนาที่ต้องขยับนั่นใส่นี่หมุนนั่น ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือความดีงามที่เกมแอ็กชันทั่วไปก็มี แต่สิ่งที่ ‘Uncharted’ มีมากกว่าเกมอื่นคือเนื้อเรื่องกับความตื่นเต้นที่เกมประเคนใส่ให้เรา จนทำให้นักเล่นเกมแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ หรือจะเป็นฉากสบาย ๆ อย่างการสำรวจฉากตัวเกมก็จัดฉากที่กว้างใหญ่และสวยงามของธรรมชาติจนเราต้องหยุดมอง แถมตัวละครทุกคนก็ดูเป็นมนุษย์มีมิติ จนทำให้เราคนเล่นผูกพันแม้จะเป็นตัวละครใหม่ที่เพิ่งเข้ามา หรือตัวละครเก่าจากภาคก่อน นั่นเป็นการใช้ของเดิมที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาให้ดีงามมากขึ้น จนหลายคนต่างอยากให้มีภาคที่ 5 ต่อ และเอาระบบการเล่นแบบเดิมกลับมาอีกครั้ง เพราะถ้าเกม ‘Uncharted’ เปลี่ยนระบบการเล่นเกมคงไม่สนุกอย่างนี้แน่นอน

Uncharted

Mario Kart

Mario Kart

นับเป็นเรื่องแปลกที่หาได้ยากในวงการเกม ที่เมื่อเกม ๆ หนึ่งประกาศภาคใหม่ออกมา แฟน ๆ ทั่วโลกต่างดีใจและนับวันรอคอย ทั้งที่เมื่อตัวเกมออกมาก็แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากภาคที่แล้วเลย หนึ่งในนั้นก็คือเกม ‘Mario Kart’ ที่ตั้งแต่ภาคแรกสุดของซีรีส์ที่วางจำหน่ายออกมา จนกลายเป็นการปฏิวัติเกมแข่งรถธรรมดาให้กลายเป็นเกมแข่งรถที่สามารถแกล้งกันได้อย่างสนุก จนมีเกมอื่น ๆ เอาไปทำตามมากมาย ซึ่งจนถึงตอนนี้ซีรีส์ ‘Mario Kart’ ก็ไม่ได้ก้าวไปไหนจากภาคแรกที่ออกมาเลย นอกจากกราฟิกที่พัฒนาขึ้น จะมีก็แค่การเพิ่มตัวละครเพิ่มรถเพิ่มฉากและมินิเกมแบบต่าง ๆ ออกมา แถมในบางภาคยังแอบเอาสนามเก่าจากภาคก่อน ๆ มาใส่ด้วย แต่ตัวเกมกลับสนุกที่ไม่ว่าคุณจะเอาเกมภาคไหนในซีรีส์ ‘Mario Kart’ มาเล่นก็ยังคงความสนุกคุ้นเคยไม่ต่างกัน และเราก็เชื่อว่าถ้าเกม ‘Mario Kart’ ออกภาคใหม่แฟน ๆ ก็ยังคงรอเล่นกันอีกแน่นอน   

Mario Kart

 Grand Theft Auto

Grand Theft Auto

อีกหนึ่งซีรีส์เกมที่มีการพัฒนาก็จริง แต่ก็พัฒนาไปน้อยมาก ๆ เพราะถ้าใครที่เคยเล่นหรือรู้จักเกมซีรีส์ ‘Grand Theft Auto’ หรือ ‘GTA’ จะทราบดีว่าตัวเกมนั้นพัฒนาตัวเองไปน้อยมาก ๆ (ถ้าไม่นับกราฟิก) ตั้งแต่ภาคแรกสุดของซีรีส์ที่ยังเป็นมุมมองด้านบนที่เห็นตัวละครเหมือนเม็ดถั่ววิ่งไปมาในฉาก กับการทำภารกิจต่าง ๆ ที่เกมกำหนด โดยระหว่างทางที่เราทำภารกิจก็สามารถเอาปืนไปไล่ยิงคนขโมยรถจนดาวขึ้นและมีตำรวจทหารมายิง ที่ในทุกภาคก็สามารถทำแบบนั้นได้ และมันก็เป็นแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงภาคที่ 5 แต่ถ้าเราจะพูดว่าเกมซีรีส์นี้ไม่พัฒนาเลยก็ไม่ใช่ เพราะในทุกภาคตัวเกมจะมีระบบเป็นของตัวเองที่ภาคเก่าไม่มี อย่างภาค ‘Grand Theft Auto San Andreas’ ซึ่งเป็นภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงเยอะที่สุดในซีรีส์ ทั้งการเปลี่ยนตัวละครให้อ้วนผอม การเรียนรู้ความสามารถใหม่ ๆ แบบเกมภาษา ไปจนถึงระบบจีบสาวที่ภาคอื่น ๆ ไม่มี จนมาถึงภาคที่ 5 ที่ตัวเกมก็เพิ่มระบบ 3 ตัวละคร (รวมตัวละครออนไลน์ด้วยก็ 4 คน) ที่เราสามารถเปลี่ยนไปมาได้ เรียกว่ามีการพัฒนาแต่ก็พัฒนาไม่มาก แต่สิ่งที่ทำให้แฟน ๆ เกมนี้ชื่นชอบคือเนื้อเรื่องที่สนุกฉากที่กว้างและอิสระให้เราทำอะไรก็ได้ทั้งในเนื้อเรื่องปกติหรือในระบบออนไลน์ ซึ่งเราก็คิดว่าใน ‘GTA Vl’ ตัวเกมก็คงจะใช้รูปแบบการเล่นเหมือนเดิม และถามว่าซื้อไหม ตอบสั้น ๆ คำเดียวซื้อ

Grand Theft Auto

Dynasty Warriors

Dynasty Warriors

ถ้าจะว่ากันจริง ๆ เกม ‘Dynasty Warriors’ หรือที่บ้านเรารู้จักในชื่อเกม “3 ก๊ก” นั้นเดิมทีเป็นเกมแนวต่อสู้ ‘Fighting Game’ 1 ต่อ 1 แบบ ‘Virtua Fighter’ หรือ ‘Soul Blade’ ที่ใช้ตัวละครในนิยาย 3 ก๊กมาต่อสู้กัน ก่อนที่ในภาค 2 ของซีรีส์ตัวเกมเริ่มเปลี่ยนแนวทางมาเป็นโหมดการเล่นแบบใหม่ที่ชื่อว่า “ Musou Mode” ที่จะเป็นการส่งขุนพลหนึ่งคนไปลุยในกองทัพศัตรู ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจแฟน ๆ เป็นอย่างมาก จนในภายหลังโหมด Musou ก็กลายเป็นระบบหลักของเกมนี้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ที่มาจนถึงตอนนี้ตัวเกมก็ยังคงใช้ระบบการเล่นแบบเดิม แต่มีการเพิ่มเติมตัวละครใหม่ ๆ ลงไปพร้อมกับจำนวนศัตรูที่มากขึ้นในฉาก ส่วนเนื้อหาในเกมก็เป็นเรื่องราวตามประวัติศาสตร์ของ 3 ก๊กในนิยาย ที่หลายคนต่างก็รู้เรื่องราวของนิยาย 3 ก๊กจากการเล่นเกมนี้ เพราะเกือบทุกภาคในเกมจะใช้เนื้อเรื่องเดิมฉากเดิมแต่เพิ่มเติมรายละเอียดและกราฟิกลงไป แต่สิ่งที่ยังทำให้แฟน ๆ ซื้อเกมนี้คือความสนุกสะใจตอนสู้กับศัตรู พร้อมกับตัวละครสวยหล่อยิ่งใครที่อ่านนิยายหรือดูซีรีส์มาจะยิ่งอิน จนถึงตอนนี้แม้ตัวเกมจะเหมือนเดิมแต่คนเล่นก็ยังคงชื่นชอบ

Dynasty Warriors

The Sims

The Sims

เมื่อพูดถึงเกมใช้ชีวิตที่สมจริง(รึเปล่า) ที่ทำให้เราสนุกกับชีวิตประจำวันที่แสนน่าเบื่อให้สนุกขึ้นมาได้ในเกม ‘The Sims’ ที่เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงแฟน ๆ เกมนี้คงจะถามเราคืนว่า “แล้วจะให้เกมนี้เปลี่ยนตรงไหน” เพราะทุกอย่างในเกมซีรีส์นี้มันสมบูรณ์แบบในตัวเองแล้ว จนแทบไม่มีจุดที่ทีมพัฒนาจะเพิ่มไปได้ นอกจากเพิ่มกราฟิกให้สวยสมจริงขึ้นซึ่งทุกเกมก็คงจะเป็นแบบนั้น แต่ถึงแบบนั้นในเกมซีรีส์ ‘The Sims’ ก็ยังมีการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นการแต่งานมีลูกการเปลี่ยนเพศที่สามเพื่อเอาใจผู้เล่นทุกกลุ่ม และหนึ่งในความฉลาดของทีมพัฒนาที่เราต้องยกนิ้วให้ นั่นคือการออกภาคเสริมภาคแยกภาคย่อยออกมาขายแบบรัว ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหม่สถานที่ใหม่ ที่ถ้าคุณไม่ซื้อมาเล่นก็สามารถเล่นเกมนี้ได้ แต่คุณจะไม่สามารถไปยังจุดที่คนอื่น ๆ เขาไปหรือทำได้ ดังนั้นถ้าคุณอยากจะไปมีส่วนร่วมกับคนอื่น ๆ ในฉากใหม่ ๆ ก็จงซื้อภาคแยกซะ และมันจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยมาจนกว่าจะมีภาคใหม่ ซึ่งระบบการเล่นการขายของก็ยังเหมือนเดิมแต่คนก็ยังเล่น ถ้าคุณที่ไม่เคยเล่นซีรีส์นี้ลองไปถามคนที่เล่นดูแล้วคุณจะพบข้อดีมากมายในเกมนี้จนคุณต้องไปหามาเล่น และคุณจะเข้าใจความหมายที่ว่าเหมือนเดิมแต่สนุกคืออะไร

The Sims

Pokemon

Pokemon

อีกหนึ่งซีรีส์เกมที่ภาคหลักนั้นยังใช้ระบบการเล่นที่เรียกว่าย่ำอยู่กับ ที่แม้จะมีภาคใหม่ออกมาแต่เกมซีรีส์ ‘Pokemon’ก็ยังคงรูปแบบการเล่นเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ถูกเลือกให้ทิ้งครอบครัว เพื่อไปเลือกโปเกมอนตัวแรกในการออกเดินทางไปแข่งชิงแชมป์โปเกมอน โดยมีเพื่อนที่เป็นคู่แข่งเลือกตัวโปเกมอนที่ต่างกับเรา ซึ่งระหว่างทางเราก็จะเจอเหล่าคู่แข่งยืนนิ่ง ๆ รอเราให้เดินผ่านและขอท้าสู้ที่มีการพนันแอบแฝงอยู่ (เมื่ออีกฝ่ายแพ้ก็จะเสียเงินให้เรา) หรือถ้าคุณเดินในพงหญ้าหนา ๆ ก็จะเจอโปเกมอนมาท้าสู้ ที่เราสามารถจับมันมาเลี้ยงหรืออัดจนมันสู้ต่อไม่ได้หรือมันหนี และระหว่างทางที่เราเดินทางก็จะต้องเจอเหล่าร้ายที่จะใช้โปเกมอนในตำนานสร้างความวุ่นวาย ซึ่งเราก็ต้องเป็นไปจัดการขณะที่ตำรวจหรือผู้รักษาความปลอดภัยไม่รู้เรื่องนี้ จนเมื่อชนะเราก็จะไปแข่งชิงแชมป์ชนะจบเกม ที่เหลือกก็คือการออกมาจับโปเกมอนให้ครบวนเวียนแบบนี้ทุกภาค จะมีการเพิ่มเติมที่น่าสนใจก็แค่ระบบการต่อสู้แบบใหม่ หรือตัวโปเกมอนใหม่ ๆ ให้จับ ซึ่งก็วนไปวนมาแค่นี้แต่เมื่อเกมออกภาคใหม่มาคนก็ยังเล่นกัน ด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือมันสนุก

Pokemon

Assassin’s Creed

Assassin's Creed

คราวนี้จะย้อนเวลาไปยุคไหนอีกนั่นคือคำจำกัดความของแฟน ๆ ซีรีส์ ‘Assassin’s Creed’ เมื่อมีการประกาศภาคใหม่ออกมา เพราะนอกจากเรื่องราวของฉากที่สมจริงกับการย้อนเวลาไปในอดีตของตัวละครในเกมภาคต่าง ๆ แล้ว ตัวเกมซีรีส์ ‘Assassin’s Creed’ ก็แทบไม่มีการพัฒนาอะไรที่เป็นรูปเป็นร่าง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเป็นนักฆ่าในยุคนั้น ๆ กับการวนเวียนต่อสู้ที่ไม่มีวันจบของกลุ่ม ‘Templar’ และ ‘Assassins’ ที่แย่งกันออกตามหาบางสิ่งบางอย่าง ที่พอจบภาคเมื่อค้นพบของวิเศษชิ้นหนึ่งแล้วก็จบ ก่อนที่จะขึ้นภาคใหม่แล้วก็หาของชิ้นใหม่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกภาค ซึ่งสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาในแต่ละภาคก็คือระบบต่อสู้ การพัฒนาตัวละครที่ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ว่าตัวเกมได้เพิ่มเข้ามา นี่ยังไม่นับระบบเปิดแผนที่ในเกม การสวมใส่ชุดเกราะที่เพิ่มพลัง การปีนป่ายและกระโดดลงกองฟางที่เป็นเอกลักษณ์ แต่สิ่งที่ทำให้เกมซีรีส์  ‘Assassin’s Creed’ ยังไปต่อได้เพราะความละเอียดของฉากที่ทำได้สวยงามสมจริง จนหลายคนเอารูปในเกมไปเทียบกับสถานที่จริงที่หลงเหลืออยู่ได้อย่างแม่นยำ  ที่เมื่อเล่นแล้วคุณจะรู้สึกเหมือนได้นั่งเครื่องย้อนเวลาเลยทีเดียว จนเมื่อมีการประกาศภาคใหม่แฟน ๆ จึงสนใจว่าคราวนี้เราจะได้ย้อนเวลาไปที่ไหนอีก มากกว่าจะสนใจว่าภาคนี้จะมีระบบอะไรเพิ่มมา แต่ถ้าถามว่าเล่นไหมซื้อไหมตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าซื้อ

Assassin's Creed

Dragon Quest

Dragon Quest

เชื่อว่าแฟนเก่าและแฟนใหม่คงจะต้องถกเถียงกันแน่ ๆ ว่าเกมซีรีส์ ‘Dragon Quest’ มีการเปลี่ยนแปลงหรือวนอยู่ที่เดิม เพราะถ้าถามแฟนใหม่ที่เพิ่งเล่นเกมซีรีส์นี้มาตั้งแต่ภาค 8 ขึ้นมา ก็คงจะบอกว่าตัวเกมได้พัฒนาจากการเล่นแบบมุมมองบุคคลที่ 1 มาเป็นเกมมุมมองบุคคลที่ 3 ที่จะเห็นตัวละครออกท่าไปโจมตี (รูปประกอบด้านล่าง) แต่สำหรับแฟนเก่าที่เล่นเกมซีรีส์นี้มาตั้งแต่ภาคแรกมาจนถึงภาคล่าสุดในภาค 11 คงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเกมนี้ไม่ได้พัฒนาไปไหนเลย ซึ่งใช่การเปลี่ยนมุมมองการต่อสู้จากมุมมองบุคคลที่ 1 ที่เห็นแต่ตัวมอนสเตอร์ในภาคเก่า ๆ มาเป็นการต่อสู้แบบเห็นตัวละครมันคือการเปลี่ยนแปลง แต่มันก็มีเท่านั้นจริง ๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในภาคแรกอย่างการเดินทางไปปราบปีศาจของผู้กล้า อาวุธในตำนาน ชาวบ้านเดือดร้อน ได้เพื่อนร่วมทีมตามเนื้อเรื่องแบบเกมภาษาทั่วไปมี ไปจนถึงระบบการเล่นที่จะวนใช้แบบเดิม ๆ อยู่ไม่กี่แบบ ยกตัวอย่างก็การเลือกเพื่อนร่วมทีมในร้านเหล้า การเปลี่ยนอาชีพตัวละครในวิหาร กับเวทมนตร์ที่ใช้ก็แบบเดิม ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ที่พอเห็นตัวละครเพื่อนร่วมทีมที่ประกาศออกมา แฟน ๆ ก็รู้ทันทีว่าคนนี้อยู่อาชีพอะไรและจะมีท่าต่อสู้ท่าไหนบ้าง เพราะทุกท่าที่เกม ‘Dragon Quest 11’ ใช้คือท่าที่มีในเกมภาคก่อน ๆ ทุกท่า  ดังนั้นถ้าเราจะพูดว่าเกมนี้มีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องบอกว่าไม่ใช่เลย แต่ถามว่ามันดีไหมที่ใช้ของเดิมก็บอกเลยว่าดี และขอให้เป็นแบบนี้ต่อไปด้วยซ้ำ เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่แฟน ๆ ชื่นชอบ

Dragon Quest

Super Smash Bros

Super Smash Bros

ยังคงอยู่กับเกมในค่ายปู่ ‘Nintendo’ กับการทำเกมออกมาทีเดียว พอสร้างภาคใหม่ก็แค่เปลี่ยนนั่นนิดเพิ่มนี่หน่อย ก็สามารถสร้างภาคต่อที่เรียกกระแสให้แฟน ๆ เกมทั่วรอต่างตั้งตารอคอยได้ ซึ่งไม่ใช่แค่เกมหนึ่งหรือสองซีรีส์แต่มีหลายซีรีส์ที่ทาง ‘Nintendo’ ทำแบบนี้ได้ หนึ่งในนั้นก็คือซีรีส์ ‘Super Smash Bros’ ที่ถ้าคุณรู้จักหรือเคยเล่นเกมซีรีส์นี้มาตั้งแต่ภาคแรกบนเครื่อง ‘Nintendo 64’ มาจนถึงตอนนี้ คุณแทบจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรในซีรีส์นี้เลย ไม่ว่าจะเป็นระบบการเล่นที่นับเปอร์เซ็นต์แทนแถบพลังชีวิตแบบเกมอื่น รวมถึงท่าต่อสู้ของตัวละครตัวเดิมที่ก็ใช้ท่าเดิมมาตั้งแต่ภาคแรกมาจนถึงภาคล่าสุด รวมถึงฉากที่ก็ใช้ฉากเดิม ๆ จากภาคเก่ามาผสมกับฉากภาคใหม่ จะมีการเปลี่ยนแปลงก็แค่กราฟิกกับการเพิ่มตัวละครและระบบต่าง ๆ เข้ามาอีกนิดหน่อย ที่ถ้าทาง ‘Nintendo’ ไม่บอกคนเล่นก็แทบไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันมีสิ่งที่เพิ่มเข้ามา แต่ถึงเราจะบอกแบบนั้นแต่เชื่อไหมว่าทุกครั้งที่ซีรีส์ ‘Super Smash Bros’ ประกาศภาคใหม่ แฟน ๆ เกมนี้ทั่วโลกต่างออกมาดีใจโห่ร้องเหมือนกับตัวเองถือหุ้น ‘Nintendo’ อยู่เลยก็ไม่ปาน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ค่าย ‘Nintendo’ ทำได้ ซึ่งจนถึงตอนนี้หลายคนก็ยังไม่รู้เลยว่าอะไรคือตัวดึงดูดให้แฟน ๆ เสพติดค่ายเกมนี้ทั้งที่ตัวเกมก็แทบไม่พัฒนาเลยในแต่ละภาค ซึ่งมันก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป

Super Smash Bros

Football

Football

ปิดท้ายกับซีรีส์เกมที่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยแม้แต่กราฟิก แต่ตัวเกมก็สามารถเอามาขายได้รายปีแถมยังขายได้ขายดีเหมือนแจกฟรี นั่นก็คือเกม ‘Football’ ทุกเกมในตลาด ซึ่งเราไม่ขอเจาะจงซีรีส์ใดเป็นพิเศษ เพราะทุกเกมในแนวนี้ต่างใช้การตลาดเดียวกันหมด  เพราะตัวเกมนั้นได้อ้างอิงตัวนักเตะและทีมต่าง ๆ ที่มีอยู่จริง ซึ่งสิ่งที่เกมเหล่านี้ต้องทำคือการไปซื้อสิทธิ์รายชื่อการแข่งมา และปั้นโมเดลตัวละครให้ตรงกับนักเตะจริง ๆ ที่บางเกมนั้นทำเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอ เพราะในภาคต่อไปเราก็ยังคงใช้ผู้เล่นคนเดิมแต่อาจจะย้ายไปอยู่ทีมอื่นตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาดนักเตะ นอกนั้นก็นอนกินไปยาว ๆ เพราะสิ่งที่จะเพิ่มเข้ามาจริง ๆ ในซีรีส์นี้ก็คือกราฟิกที่พัฒนาขึ้น ท่วงท่าของนักเตะที่เปลี่ยนไปค่าพลังของนักเตะที่ปีนี้จะมีการเล่นดีหรือแย่ นอกนั้นก็มีการเพิ่มมิติคนดูกรรมการที่ยืนข้างสนามกับในสนามที่เพิ่มเข้ามา  นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งคนที่เล่นเกมซีรีส์นี้ก็รู้อยู่เต็มอกในเรื่องนี้ แต่เมื่อออกภาคใหม่ก็ยังซื้ออยู่ดี ซึ่งไม่ใช่แค่ ‘Football’ แต่ยังรวมถึงกีฬาอื่น ๆ ด้วยที่ทำแบบนี้ เรียกว่าใครได้สิทธิ์ทีมการแข่งไปก็นอนกินยาว ๆ

Football

ก็จบกันไปแล้วกับ 11 เกมคนซื้อไม่บ่นส่วนคนบ่นก็ยังซื้อ กับเกมที่ใช้ระบบการเล่นแบบเดิมแต่ก็ยังมีคนเล่น ซึ่งเป็นการขยายเนื้อหามาจากบทความ “รวมซีรีส์เกมย่ำอยู่กับที่จนตายสนิทกับซีรีส์เกมที่เปลี่ยนตัวเองจนได้ดี” ซึ่งเอาจริง ๆ ก็มีอีกหลายเกมที่เราไม่ได้หยิบยกมาพูดถึง แต่เราได้คัดเกมที่มีระบบการเล่นเนื้อเรื่องที่ซ้ำกันที่เห็นชัดเจนมานำเสนอ และถ้าใครมีเกมที่ย่ำอยู่กับที่แต่ได้ดิบได้ดีซีรีส์ไหนอีกก็บอกกันมาได้ ส่วนคราวหน้าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรในวงการเกมก็ติดตามกันได้ที่นี่ที่เดียว

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส