Connect with us

แบไต๋ไอซีทีกับพี่มาร์ช 4G

Disruption ในอุตสาหกรรมยานยนต์จาก EV สู่ AI รูปแบบงานในอนาคตจะเปลี่ยนไป

กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากที่ไม่เคยมีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่เขย่าขวัญอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมพลังงานแบบดั้งเดิมเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่รถสปอร์ตแบรนด์ดังก้องโลกอย่าง Porche ก็มีแผนพัฒนารถยนต์ EV อย่างเต็มรูปแบบที่มีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง และเตรียมแผนออกจำหน่ายแล้ว

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจากรถพลังงานไอน้ำมาเป็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันก็เกิดขึ้นมาแล้วในปี 1886 ซึ่งหากพวกเราอยู่ในยุคนั้นคงคิดเช่นกันว่า “เหลือเชื่อ” ที่มนุษย์มีความชาญฉลาดและมุมานะ คิดได้อย่างไรว่ามนุษย์เราจะขุดของเหลวจากใต้ดินเอามาเติมใส่รถยนต์ให้วิ่งได้

และในที่สุด ช่วงเวลาในทศวรรษนี้ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ตื่นเต้นอีกครั้ง ที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ใช้น้ำมัน กลายเป็นรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนักอนาคตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ก็ออกมาให้ความเห็นว่า โลกของเรากำลังจะเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2020-2030 และจะเปลี่ยนอย่างสมบูรณ์แบบภายในปี 2035 (ปีที่คาดว่าจะมีการยุติการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันอย่างสิ้นเชิง)

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์ได้มีความร่วมมือกับอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยมีแผนที่จะทำให้รถยนต์เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตบนระบบ 5G และจะทำให้รถยนต์สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันผ่านระบบคลาวด์ (cloud) แบบ realtime จนทำให้รถมองเห็นกันและกัน มองเห็นถนนหนทางและสถานที่ต่างๆ กลายเป็นรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (self-driving car) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยในการตัดสินใจเพื่อทำให้รถขับเคลื่อนด้วยตัวเองมีความปลอดภัยที่สูงมาก ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองจะออกมาจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2030-2035 และเราจะเห็นการขับเคลื่อนยานยนต์แบบ Fully-automated ใน step ต่อไปช่วงปี 2035-2040

จากการวิเคราะห์ของ Gartner พบว่าภายในปี 2020 จะมีรถยนต์ที่เชื่อมต่อกันถึง 250 ล้านคันบนแพลตฟอร์ม ซึ่งนอกจากรถยนต์จะเชื่อมต่อกันเองแล้ว แพลตฟอร์มยังทำให้รถยนต์เชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ อีกมากมาย โดยชื่อทางเทคนิคของระบบแพลตฟอร์มนี้คือ V2X (vehicle-to-everything communication) โดยจะทำให้รถยนต์จับข้อมูลที่บ่งบอกตำแหน่งและการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่รถยนต์เดินทางไปตลอดเวลาและ realtime จนในที่สุด รถยนต์ทุกคันบนแพลตฟอร์มสามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเองจากการมองเห็นสิ่งแวดล้อมอย่าง realtime ด้วยการตัดสินใจจาก AI นั่นเอง

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว จึงทำให้รูปแบบการทำงานและอาชีพต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนจะทำให้แรงงานแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำงานร่วมกับเครื่องจักรแบบอัตโนมัติและ AI ได้ ดังนั้น สถาบันการศึกษาทุกระดับ ก็จะต้องเปลี่ยนนโยบายและหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเช่นกัน เช่น การเปิดกว้างต่อความรู้ใหม่ๆ, หลักสูตรการเรียนรู้ที่วัดผลทักษะผ่านการทำกิจกรรม ที่ไม่ได้วัดด้วยการสอบ เพราะการสอบวัดได้แค่ความรู้เพียงอย่างเดียว อีกทั้งหลักสูตรผลิตบุคลากรครูที่จะช่วยเติมทักษะของการเป็น Facilitator นั้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเติมเต็มทักษะในศตวรรษที่ 21 เข้าไปในหลักสูตรได้อย่างรวดเร็ว

เพิ่มเติม : แผนการยุติการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

  • รัฐสภาเนเธอร์แลนด์ โหวตให้ยุติการขายรถยนต์ที่ใช้แก๊สและน้ำมันภายในปี 2025
  • อินเดียประกาศว่าจะยุติการขายรถยนต์ที่ใช้แก๊สและน้ำมันเชื้อเพลิงภายในปี 2030 และจะเริ่มขายรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2030
  • นอร์เวย์ประกาศว่าจะยุติการขายรถยนต์ที่ใช้แก๊สและน้ำมันภายในปี 2025 ซึ่งปัจจุบันนอร์เวย์เป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้า โดยเกือบ 40% ของรถยนต์ที่จดทะเบียนใหม่ในปี 2017 เป็นรถยนต์ประเภทไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า และรถไฮโดเจน
  • ฝรั่งเศสประกาศว่าจะยุติการขายรถยนต์ที่ใช้แก๊สและน้ำมันเชื้อเพลิงภายในปี 2040
  • สหราชอาณาจักรประกาศว่าจะยุติการขายรถยนต์ที่ใช้แก๊สและน้ำมันภายในปี 2040 โดยมีเป้าหมายว่าภายในปี 2050 รถทุกคันที่อยู่บนท้องถนนจะต้องมีการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์
  • เยอรมนีมีเป้าหมายคร่าวๆ ว่าจะยุติการขายและผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันภายในปี 2030 และได้มีเป้าหมายว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้า 1 ล้านคันบนถนนในปี 2020 ทำให้การวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น และมีแนวทางลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากเยอรมันพยายามจะเป็นผู้นำตลาดในด้านนี้
  • รัฐบาลสก็อตแลนด์ได้ประกาศว่าจะทำการลดการใช้รถที่ใช้แก๊สและน้ำมัน จนหมดไปภายในปี 2032
  • รัฐบาลจีน ได้ออกกฎห้ามขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ซึ่งจะเริ่มต้นในปี 2030 และมีกฎระเบียบเพื่อบังคับว่าตั้งแต่ปี 2019 ให้บริษัทผลิตรถยนต์เพิ่มโควต้าการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริด
  • Volkswagen ประกาศว่าจะนำเอารถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาด ภายในปี 2025 โดยมีเป้าหมายว่าจะมียอดขายประมาณ 25% ของยอดขายรวม
  • Daimler ประกาศว่ากำลังเร่งโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และจะมีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆออกมาประมาณ 10 รุ่น ออกสู่ตลาดภายในปี 2022
  • Volvo ประกาศว่ารถทุกรุ่นที่ออกสู่ตลาดภายหลังจากปี 2019 จะเป็นไฮบริดหรือรถยนต์ไฟฟ้า
  • BMW ประกาศว่าภายในปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ 12 รุ่น และรถไฮบริด 13 รุ่น ออกสู่ตลาด
  • Jaguar Land Rover ประกาศว่ารถยนต์รุ่นใหม่ๆทุกรุ่น ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไปจะเป็นรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้า
  • Tesla บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ กำลังวางแผนที่จะเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
  • Subaru จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในญี่ปุ่น ตั้งแต่ ปี 2021 และมีแนวโน้มที่จะหยุดการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลในตลาดยุโรปและออสเตรเลียในช่วงปี 2020 และมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า
  • บริษัทฮอนด้ามอเตอร์ได้แถลงว่ากำลังวางแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กสำหรับขับขี่ในเมือง ในตลาดภายในประเทศญี่ปุ่น ในปี 2020
  • เกาหลีใต้มีแผนจะไม่ให้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันวิ่งบนถนน ภายในปี 2030

——————
บทความโดย
พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
medium.com/vnV4JVinWR
28 พ.ย. 61

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววิทยาการ

“Telemedicine” พลิกวงการแพทย์ “ทำได้จริง ทำได้เลย”

Published

on

Photo by Rosie Andre

วันที่ 14 ธ.ค. 2561 พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ได้บรรยายในหัวข้อ “Disruption in Cancer Health care” ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพ  ซึ่งจัดโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute )

โดยหลังจากการบรรยาย พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า โทรเวชกรรม หรือ Telemedicine ทำให้เกิดทางเลือกใหม่ๆ ที่น่าสนใจในวงการสาธารณสุข โดยการรักษาโรคสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาได้ ซึ่งในยุคดิจิทัลมีความชัดเจนแล้วว่า telemedicine จะสามารถเปลี่ยนแปลงจากการรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิกไปเป็นการรักษาพยาบาลที่บ้าน และจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ที่จะพบกับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงในอนาคตอันไกลได้ด้วย

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลในกรณีที่ไม่ได้ป่วยหนัก การเดินทางเพื่อมาโรงพยาบาลโดยต้องใช้เวลาเดินทางเป็นหลักชั่วโมง และต้องรอหมอ 2-3 ชั่วโมงกว่าจะได้พบแพทย์ เป็นเรื่องที่เริ่มจะไร้เหตุผล แต่ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงสำหรับผู้ป่วย ที่แม้จะเบื่อหน่ายแต่ก็ต้องทนรับสภาพ ทั้งเรื่องความแออัด และเวลาที่สูญเสียไปทั้งวัน

โทรเวชกรรม หรือ Telemedicine ทำให้เกิดทางเลือกใหม่ๆ ที่น่าสนใจในวงการสาธารณสุข โดยการรักษาโรคสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาได้ ซึ่งในยุคดิจิทัลมีความชัดเจนแล้วว่า telemedicine จะสามารถเปลี่ยนแปลงจากการรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิกไปเป็นการรักษาพยาบาลที่บ้าน และจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ที่จะพบกับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงในอนาคตอันไกลได้ด้วย

เราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่า ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เซนเซอร์ที่ราคาถูกลงมาก จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการดูแลสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ หากผู้บริหารประเทศเข้าใจและรู้ว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

แบไต๋ไอซีทีกับพี่มาร์ช 4G

ผู้นำประเทศในยุคนี้ต้องเข้าใจ เทคโนโลยี “AI”

Published

on

ความตึงเครียดระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งคาดว่าความตึงเครียดระหว่างสองประเทศจะทวีความรุนแรงขึ้นในเรื่องสงครามการกีดกันทางการค้า (trade war) โดยสหรัฐอเมริกาได้ทำการกดดันประเทศจีนในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีไมโครชิพ AI ซึ่งประเทศจีนมีนโยบายให้การสนับสนุนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านไมโครชิพ AI เป็นอย่างมาก โดยบริษัท Huawei ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำทางด้านอิเล็กทรอนิกส์และระบบสื่อสารโทรคมนาคม กำลังครอบครองส่วนแบ่งการตลาดในระดับ Top 3 ของโลกแล้วในวันนี้ โดยประเทศจีนได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นผู้นำด้าน AI อันดับหนึ่งของโลกภายในปี 2030

โดย GSMA ได้คาดการณ์ว่า ภายใน 2020 โลกของเราจะมีผู้ใช้สมาร์ตโฟนถึง 73% ของประชากรโลกทั้งหมด (5.7 พันล้านคน) และข้อมูล Big Data เฉพาะบนโครงข่ายสมาร์ตโฟนจะมีการเชื่อมโยงอย่างหนาแน่นถึง 112% ของประชากรโลกทั้งหมด นั่นคือจะมีจำนวน SIM ของสมาร์ตโฟนถึง 9.7 พันล้านการเชื่อมต่อบนโครงข่าย (คาดว่าประเทศไทยจะมีจำนวนเลขหมายสมาร์ตโฟนกว่า 150 ล้านเลขหมายภายในปี 2020)

เมื่อ AI ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพบนอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และสมาร์ตโฟน ก็จะเริ่มส่งผลกระทบนับจากนี้ไปในธุรกิจต่างๆ ที่กำลังจะถูกพลิกผัน หรือที่เราเรียกว่า “disruption” ในหลายอุตสาหกรรม เช่น สื่อ, โทรคมนาคม, การบริการทางการเงิน, โลจิสติกส์, ค้าปลีก, การแพทย์และสุขภาพ ไปจนถึงการศึกษา ตามลำดับ ซึ่ง AI จะส่งผลอย่างมากและชัดเจนในช่วงปี 2023 เนื่องจาก World Economic Forum ได้วิเคราะห์ว่าเป็นช่วงเวลาที่ Big data จะถึงจุดทะยานในปีดังกล่าว และจะส่งผลกระทบในการพลิกผันรูปแบบอุตสาหกรรมต่างๆ ในปีที่ AI และ Big data ทะยานขึ้นพร้อมกันจนเกิดโมเมนตัมที่สุดในช่วงปี 2025

ด้วยเหตุนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ และรัสเซีย ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะเป็นผู้นำด้าน AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน ได้มีความชัดเจนว่า AI เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งจีนมีเป้าหมายว่าจะเป็นหนึ่งในด้าน AI ของโลกภายในปี 2030 จึงทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรป ต่างหวาดระแวงที่ประเทศจีนจะครอบครองตลาดอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และสามารถที่จะควบคุมการทำงานของเครือข่ายต่างๆ ในประเทศ จนทำให้สามารถที่จะโจมตีทางไซเบอร์ รวมทั้งยึดการทำงานบนระบบคลาวด์ของทั้งประเทศทุกประเทศได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้น AI จึงเป็นประเด็นสำคัญทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคงของประเทศ จึงทำให้ความขัดแย้งในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นนับจากนี้เป็นต้นไป

“ผู้นำและผู้บริหารประเทศในยุคจากนี้ไป จะไม่สามารถที่จะกำหนดทิศทางของประเทศได้อย่างถูกต้อง หากไม่มีความรู้และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน ซึ่งมีผลกระทบจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยอัตราเร่งของเทคโนโลยี AI”


ประวัติผู้เขียน พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

การศึกษา

  • ปริญญาเอก วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Ph.D. in EE) (วิศวกรรมโทรคมนาคม), Florida Atlantic University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (MS in EE) (วิศวกรรมโทรคมนาคม), The George Washington University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (MS in EE) (วิศวกรรมไฟฟ้า) Georgia Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร (เกียรตินิยมเหรียญทอง), โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26, จปร. รุ่น 37)
  • มัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

หลักสูตรประกาศนียบัตร

  • หลักสูตรส่งทางอากาศ กองทัพบก
  • หลักสูตรจู่โจม กองทัพบก
  • หลักสูตรชั้นนายร้อยเหล่าทหารสื่อสาร กองทัพบก
  • หลักสูตรอบรมกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เพื่อดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง รุ่นที่ 3
  • หลักสูตรชั้นนายพันเหล่าทหารสื่อสาร กองทัพบก
  • หลักสูตรหลักประจำเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 84 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก
  • หลักสูตรเสนาธิการทหาร วิทยาลัยเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 51
  • หลักสูตรการบริหารทรัพยากรเพื่อความมั่นคง (Defense Resourse Management) โดยทุน International Military Education and Training (IMET) program, Naval Postgraduate School ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตร Streamlining Government Through Outsourcing Course โดยทุน International Military Education and Training (IMET) program, Naval Postgraduate School ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตรเสนาธิการร่วม Joint and Combined Warfighting Course โดยทุนกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ในโครงการต่อต้านก่อการร้ายสากล (Counter Terrorism Fellowship Program), National Defense University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วตท. รุ่นที่ 18 สถาบันวิทยาการตลาดทุน
  • หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 57 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
  • หลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 6 สถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

เกียรติประวัติ

  • ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการสื่อสารดิจิทัล มหาวิทยาลัยแม่โจ้
  • จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารโทรคมนาคมจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ด้วยอันดับที่ 1 (เกียรตินิยมเหรียญทอง)
  • ได้รับทุนจากกองทัพบกเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก
  • ได้รับโล่ห์เกียรติยศจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าด้วยคะแนนสูงสุดในวิชาผู้นำทหาร
  • ได้รับเกียรตินิยมปริญญาเอก Outstanding Academic Achievement จาก Tau Beta Pi Engineering Honor Society และ Phi Kappa Phi Honor Society
  • ได้รับทุนการศึกษาระดับประกาศนียบัตรด้านความมั่นคง จากรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ได้รับทุนวิจัยระดับปริญญาเอกจาก EMI R&D LAB (Collaboration between Florida Atlantic University and Motorola, Inc.), Florida Atlantic University. ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2556 จากมูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหารได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 25 Young Executives ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในปี 2555 จากนิตยสาร GM
  • ประกาศเกียรติคุณ “โครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ” พ.ศ. 2556 จากคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร และโทรคมนาคม วุฒิสภา
  • ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 30 นักยุทธศาสตร์แห่งปีที่อยู่ในระดับผู้นำองค์กร ปี พ.ศ. 2556 จากนิตยสาร Strategy + Marketing Magazine.
  • รับพระราชทานรางวัลเทพทอง ครั้งที่ 16 ในฐานะองค์กรดีเด่น ประจำปี 2557
  • ได้รับรางวัล “คนดี ความดี แทนคุณแผ่นดิน” ประจำปี 2558 สาขาการสื่อสารโทรคมนาคม จากคณะกรรมการรางวัลไทย
  • ได้รับรางวัล “ผู้นำเสนองานวิจัยดีเด่น” จากสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2558
  • ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในนักยุทธศาสตร์ในระดับประเทศ ปี พ.ศ. 2558 จากนิตยสาร Strategy + Marketing Magazine
  • ได้รับรางวัล “นักบริหารดีเด่นแห่งปี” ประจำปี 2559 Executive of the Year 2016 สาขานวัตกรรมด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม จากคณะกรรมการรางวัลไทย
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

แบไต๋ไอซีทีกับพี่มาร์ช 4G

2019 ปีแห่งการปรากฏตัวที่ชัดเจนของ AI

Published

on

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนรู้ของเครื่องจักร (machine learning) และการเรียนรู้แบบลึกซึ้ง (deep learning) เริ่มมีอยู่ในทุกหนแห่งรอบตัวเราแล้วอย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา แล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปในปี 2019?

AI ทำให้เกิดความสามารถใหม่ ซึ่งไม่เคยทำได้มาก่อนในอดีตที่เริ่มปรากฏขึ้นอย่างมหัศจรรย์ โดยในอนาคต AI ไม่เพียงแต่ทำให้เครื่องจักรทำในสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อนตั้งแต่ช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ยังสามารถทำการคิด การวางแผน วางกลยุทธ์ และการตัดสินใจ ได้อย่างน่าทึ่ง และ AI กำลังจะเข้ามาอยู่บนอุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, อุปกรณ์ของใช้ต่างๆ, หุ่นยนต์ในโรงงาน ไปจนถึง social media ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเด่นชัด เกี่ยวกับ AI ในปี 2019 สามารถสรุปได้ดังนี้

1. AI กลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น

เครดิตภาพ: https://unsplash.com/collections/3155110/ai

การกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น กำแพงภาษีและข้อจำกัดในการส่งออกสินค้าและบริการ ที่ใช้ในการสร้าง AI ที่กำหนดโดยรัฐบาลสหรัฐฯ จึงทำให้จีนได้พยายามที่จะพึ่งพาตนเองในการวิจัยและพัฒนาด้าน AI มากขึ้นอย่างมาก จนในที่สุดรัฐบาลจีนได้ประกาศว่า จะเป็นประเทศชั้นนำอันดับหนึ่งของโลกด้าน AI ภายในปี 2030

บริษัท Huawei ผู้ผลิตสินค้าไฮเทคของจีน ได้ประกาศแผนการพัฒนาไมโครชิพประมวลผล AI ของตัวเอง ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาอุตสาหกรรม AI จากผู้ผลิตเทคโนโลยีในสหรัฐฯ อย่างเช่น Intel และ Nvidia

ในเวลาเดียวกัน Google ได้เผชิญหน้ากับการวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะ เกี่ยวกับการมุ่งมั่นทำธุรกิจกับบริษัทด้านเทคโนโลยีของจีน (ซึ่งบริษัทหลายแห่งของสหรัฐฯ มีการเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน) ในขณะเดียวกันก็ต้องถอนตัวออกจากการทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นชั้นความลับของทางการทหาร

ดังนั้น การช่วงชิงความเหนือชั้นด้านเศรษฐกิจใหม่ ที่เริ่มใช้ AI ในการขับเคลื่อน จะทำให้ทั้งสองประเทศมีความตึงเครียดมากขึ้น

2. AI และระบบอัตโนมัติแทรกซึมเข้าไปในทุกธุรกิจ

เครดิตภาพ: https://unsplash.com/collections/3155110/ai

หลังจากใช้เวลาไม่กี่ปี พบว่า AI สามารถแทรกตัวเข้ามามีอิทธิพลกับภาคธุรกิจต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนมากมักจะมีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยการริเริ่มใช้ AI จากโครงการนำร่อง สู่การปรับใช้และแพร่ขยายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ในภาคบริการทางการเงิน สามารถทำการบันทึกข้อมูลได้แบบเรียลไทม์จำนวนหลายพันรายการต่อวินาที จะถูกแยกแยะ และวิเคราะห์โดยอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องจักร (machine learning) ไปจนถึงภาคค้าปลีกจะสามารถการซื้อขาย โดยใช้ AI เพื่อหาวิธีการที่จะทำให้สามารถขายสินค้าได้ดีขึ้นในรูปแบบเฉพาะราย (personalization)

โรงงานผู้ผลิตจะใช้เทคโนโลยี AI ในการทำนายได้อย่างแม่นยำว่าเครื่องจักร เช่น หุ่นยนต์ มีขีดความสามารถในการผลิตอย่างไร และมีแนวโน้มจะเสียหายหรือทำงานล้มเหลวเมื่อใด ซึ่งในปี 2019 เราจะได้เห็นว่าความเชื่อมั่นที่เพิ่มมากขึ้นว่าเทคโนโลยีอันชาญฉลาดสามารถคาดการณ์ได้แม่นยำ และสามารถทำงานในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการใช้แรงงานมนุษย์

ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าในภาคธุรกิจจำนวนมากมีการใช้ข้อมูลของตนเพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ การสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในการทำธุรกรรม และกิจกรรมของลูกค้าภายในอุตสาหกรรมทำให้ธุรกิจมีการใช้ข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และพยากรณ์เป็นจำนวนมาก จนทำให้ธุรกิจในรูปแบบ data-as-a-service สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งในปี 2019 บริษัทต่างๆ จะใช้กลยุทธ์นี้เพื่อสร้างคุณค่าของข้อมูลที่ได้สร้างไว้ด้วยมูลค่ามหาศาล

3. AI จะสร้างตำแหน่งงานได้มากกว่าตำแหน่งงานที่ AI เข้าไปแทนที่และสูญหายไป

เครดิตภาพ: https://unsplash.com/photos/K21Dn4OVxNw

การเพิ่มขึ้นของเครื่องจักรและหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม อาจจะนำไปสู่การว่างงานของมนุษย์ และเกิดประเด็นขัดแย้งทางสังคม แรงงานมนุษย์อาจจะไร้ประโยชน์ในอนาคต ซึ่งเริ่มเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้ว

อย่างไรก็ตาม Gartner ได้คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2019 นี้ AI จะสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ โดยรายงานของ Gartner พบว่า ตำแหน่งงานทางด้านการศึกษาเฉพาะทางและด้านการดูแลสุขภาพจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

พนักงานคลังสินค้าและพนักงานในธุรกิจค้าปลีก จะเป็นตำแหน่งงานที่จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติมากที่สุด แต่เมื่อพูดถึงแพทย์และนักกฎหมาย ผู้ให้บริการ AI ได้พยายามที่จะนำเสนอเทคโนโลยีของตน ที่สามารถทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นมากกว่าการเข้าแทนที่แรงงานดังกล่าว

ซึ่งหมายความว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตำแหน่งงานที่ทำร่วมกับเทคโนโลยี ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการปรับใช้เทคโนโลยี และฝึกอบรมเพิ่มทักษะพนักงานในการทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ ด้วยการปรับกระบวนการการศึกษาและเรียนรู้ใหม่ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

สำหรับการให้บริการทางด้านการเงิน ที่อดีตซีอีโอของ Citigroup คาดการณ์ในปี 2017 ว่าแรงงานมนุษย์ในภาคส่วนการเงินจะมีจำนวนลดลง 30% ภายในห้าปี ด้วยฟังก์ชั่น back-office ที่เข้ามาแทนที่แรงงานดั้งเดิมด้วยระบบอัตโนมัติที่จัดการโดย AI มากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นการคาดการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจริงภายในปลายปี 2019

4. ผู้ช่วย AI จะมีประโยชน์อย่างแท้จริง โดยถึงมือผู้คนทั่วไป

เครดิตภาพ: https://unsplash.com/photos/g29arbbvPjo

AI มีการผสมผสานกันอย่างลงตัวกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา หรือแม้แต่ในการทำงาน ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มาถึงจุดที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้กังวล หรือให้ความสำคัญว่าในการค้นหาด้วย Google ซื้อสินค้าที่ Amazon หรือชม Netflix นั้นมีการขับเคลื่อนด้วย AI ด้วยการคาดการณ์พยากรณ์พฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีความแม่นยำอย่างสูง

ความรู้สึกที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์อัจฉริยะ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเรามีการโต้ตอบกับผู้ช่วยที่เป็น AI เช่น Siri, Alexa หรือ Google Assistant เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยเหลือเรา และสามารถเข้าใจแหล่งข้อมูลที่มีอยู่มากมายในโลกยุคใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการด้วยเสียงของเรา หรือการใช้นิ้วสัมผัส

นอกจากนี้ ผู้ช่วยที่เป็น AI ยังได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการทำความเข้าใจผู้ใช้ที่เป็นมนุษย์ เนื่องจากอัลกอริทึมภาษามนุษย์ (natural language algorithms) ที่ใช้ในการเข้ารหัสคำพูดให้ออกมาเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ทำให้มนุษย์และคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้มากขึ้น และมีโอกาสความผิดพลาดลดลงเกือบเข้าใกล้ศูนย์

เห็นได้ชัดว่าการสนทนาระหว่าง Alexa หรือ Google Assistant กับมนุษย์ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากในปัจจุบันและเริ่มเป็นที่ยอมรับ ทำให้เป็นไปได้ว่า ภายในปี 2019 มนุษย์จะเริ่มมีการพูดคุยกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวด้วยภาษาพูดมากขึ้น และเครื่องจักรก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ได้มากขึ้น จนเป็นเรื่องธรรมดา


ประวัติผู้เขียน พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

การศึกษา

  • ปริญญาเอก วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Ph.D. in EE) (วิศวกรรมโทรคมนาคม), Florida Atlantic University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (MS in EE) (วิศวกรรมโทรคมนาคม), The George Washington University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (MS in EE) (วิศวกรรมไฟฟ้า) Georgia Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร (เกียรตินิยมเหรียญทอง), โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26, จปร. รุ่น 37)
  • มัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

หลักสูตรประกาศนียบัตร

  • หลักสูตรส่งทางอากาศ กองทัพบก
  • หลักสูตรจู่โจม กองทัพบก
  • หลักสูตรชั้นนายร้อยเหล่าทหารสื่อสาร กองทัพบก
  • หลักสูตรอบรมกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เพื่อดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง รุ่นที่ 3
  • หลักสูตรชั้นนายพันเหล่าทหารสื่อสาร กองทัพบก
  • หลักสูตรหลักประจำเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 84 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก
  • หลักสูตรเสนาธิการทหาร วิทยาลัยเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 51
  • หลักสูตรการบริหารทรัพยากรเพื่อความมั่นคง (Defense Resourse Management) โดยทุน International Military Education and Training (IMET) program, Naval Postgraduate School ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตร Streamlining Government Through Outsourcing Course โดยทุน International Military Education and Training (IMET) program, Naval Postgraduate School ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตรเสนาธิการร่วม Joint and Combined Warfighting Course โดยทุนกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ในโครงการต่อต้านก่อการร้ายสากล (Counter Terrorism Fellowship Program), National Defense University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วตท. รุ่นที่ 18 สถาบันวิทยาการตลาดทุน
  • หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 57 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
  • หลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 6 สถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

เกียรติประวัติ

  • ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการสื่อสารดิจิทัล มหาวิทยาลัยแม่โจ้
  • จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารโทรคมนาคมจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ด้วยอันดับที่ 1 (เกียรตินิยมเหรียญทอง)
  • ได้รับทุนจากกองทัพบกเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก
  • ได้รับโล่ห์เกียรติยศจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าด้วยคะแนนสูงสุดในวิชาผู้นำทหาร
  • ได้รับเกียรตินิยมปริญญาเอก Outstanding Academic Achievement จาก Tau Beta Pi Engineering Honor Society และ Phi Kappa Phi Honor Society
  • ได้รับทุนการศึกษาระดับประกาศนียบัตรด้านความมั่นคง จากรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ได้รับทุนวิจัยระดับปริญญาเอกจาก EMI R&D LAB (Collaboration between Florida Atlantic University and Motorola, Inc.), Florida Atlantic University. ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2556 จากมูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหารได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 25 Young Executives ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในปี 2555 จากนิตยสาร GM
  • ประกาศเกียรติคุณ “โครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ” พ.ศ. 2556 จากคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร และโทรคมนาคม วุฒิสภา
  • ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 30 นักยุทธศาสตร์แห่งปีที่อยู่ในระดับผู้นำองค์กร ปี พ.ศ. 2556 จากนิตยสาร Strategy + Marketing Magazine.
  • รับพระราชทานรางวัลเทพทอง ครั้งที่ 16 ในฐานะองค์กรดีเด่น ประจำปี 2557
  • ได้รับรางวัล “คนดี ความดี แทนคุณแผ่นดิน” ประจำปี 2558 สาขาการสื่อสารโทรคมนาคม จากคณะกรรมการรางวัลไทย
  • ได้รับรางวัล “ผู้นำเสนองานวิจัยดีเด่น” จากสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2558
  • ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในนักยุทธศาสตร์ในระดับประเทศ ปี พ.ศ. 2558 จากนิตยสาร Strategy + Marketing Magazine
  • ได้รับรางวัล “นักบริหารดีเด่นแห่งปี” ประจำปี 2559 Executive of the Year 2016 สาขานวัตกรรมด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม จากคณะกรรมการรางวัลไทย
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!