Connect with us

Game Review

[Review] Call of Duty: Black Ops 4 หวนคืนสู่เหย้า ซีรี่ส์เกมเดินหน้ายิงอันดับ 1 ของโลกกลับมาแล้ว !!

Call of Duty: Black Ops 4

8

GAMEPLAY

9.0/10

GRAPHICS

8.0/10

STORY

7.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.0/10

จุดเด่น

  • Gameplay สนุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาไม่อยากลุกจากหน้าจอคอมเลย
  • มีโหมดให้เล่นหลากหลาย เล่นได้ทั้งวันไม่เบื่อ
  • ความสมดุลของตัวเกมที่ออกแบบมาได้ดีมาก
  • ฉากภายในเกมที่ไม่กั้กไว้ใน DLC แบบภาคก่อนๆ
  • Dedicated Server

จุดสังเกต

  • เสียงโดยรวมทุกอย่างยังทำมาได้ไม่ดีเช่นเดิม
  • ไม่มี Story Mode

ย้อนกลับไปในปี 2007 Call of Duty 4: Modern Warfare ได้ฉีกแนวทางของตัวเองจากการทำเกม FPS ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กลายมาเป็นสงครามในยุคปัจจุบัน ณ ตอนนั้น Story ของตัวเกมก็ยังไม่มีอะไรให้น่าจดจำมากสักเท่าไร นอกจากตัวละครอมตะอย่าง Captain John Price ที่โผล่มาตั้งแต่ภาคแรกของซีรี่ส์ ตัวเกมมาพร้อมกับระบบ Multiplayer ที่มีระบบล้ำยุคเป็นอย่างมาก จนทำให้เกมนี้ติดอันดับเกมที่มีผู้เล่นออนไลน์สูงที่สุดในโลก ณ เวลานั้นเลยทีเดียว (นึกถึง PUBG สมัยนี้)

ปี 2009 Call of Duty: Modern Warfare 2 ได้ตอกย้ำความสำเร็จของซีรี่ส์ไปอีกขั้น ด้วยยอดขาย 24 ชั่วโมงแรกที่ 4.7 ล้านชุดทั่วโลก ตัวเกมมาพร้อมกับ Story Mode ขั้นเทพ และมีฉากจบที่ข้างคาใจผู้เล่นทั่วโลก พร้อมกับระบบ Multiplayer ที่ปรับปรุงไปอีกขั้น ชื่อของ Call of Duty ได้กระจายออกไปกว้างมากยิ่งขึ้น สร้างฐานแฟนๆหน้าใหม่ได้ทั่วโลก และผู้คนต่างรอคอยการมาของ Modern Warfare 3 ที่จะมาเขย่าวงการเกมอีกครั้ง

จนกระทั่ง

Call of Duty: Black Ops วางขายปี 2010 ณ ตอนนั้นทั่วโลกได้ทุกหยุดเอาไว้ ด้วยยอดขายวันแรกที่ 5.6 ล้านชุด ตัวเกมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยกับ Modern Warfare 2 แต่ในภาคนี้ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Alex Mason ที่ถูกบังคับล้างสมอง และถูกส่งไปทำภารกิจลับ (ไม่ดีเท่าไร) จากคนระดับสูงของ CIA หรือที่เรียกที่ได้ว่า Black Operations อยู่ในยุค 60-70 อีกสิ่งนึงที่แตกต่างจากซีรี่ส์ Modern Warfare นั้นก็คือ ตัวเกมจะมีความดิบ เถื่อน และโหดขึ้นมาก

แน่นอนว่าตัวเกมก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีครับ ในปี 2012 Black Ops 2 ได้วางจำหน่าย ณ เวลานั้นตัวเกมต้องเจอกับมรสุมใหญ่อย่าง Battlefield 3 ที่ทำให้เกิดสงครามในโลกจริงๆ เช่นการตีกันระหว่างแฟนเกมทั้ง 2 ฝ่าย แต่ Call of Duty ก็ยังมีจุดยืนของตัวเอง แต่ถึงแบบนั้นเอง ตัวเกมก็ยังโดนคำวิจารณ์จากหลายๆสื่อว่า ไม่มีการพัฒนาอะไรใหม่ๆเลยก็เถอะ

ตรงนี้เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า ทีมพัฒนาที่รับผิดชอบทำ Call of Duty นั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ทีมด้วยกัน ประกอบไปด้วย

  • Infinity Ward ( ทีมผู้ให้กำเนิดซีรี่ส์ 2003-ปัจจุบัน) : Modern Warfare, Ghosts, Infinite Warfare
  • Treyarch (2005–ปัจจุบัน) : World at War, Black Ops
  • Sledgehammer Games (2011-ปัจจุบัน) : Advanced Warfare, WWII

หลังจากนั้นก็มีสารพัด Call of Duty ออกมาวางขายให้เหล่าสาวกเสียตังกันหลายภาคจนนับไม่ถ้วน หลังจาก Black Ops 2 ซีรี่ส์นี้ก็พบเจอกับวิกฤตหลายอย่างมากมาย ที่ส่วนมากจะเป็นคำวิจารณ์ในแง่ลบ พร้อมกับกระแส Hater จากทั่วโลก เนื่องจากว่าตัวเกมออกวางขายรายปี แถมยังมีการนำเอาไปเปรียบเทียบกับเกมคู่แข่งอย่าง Battlefield อีกด้วย

“the disappointment”

Call of Duty: Black Ops 3 เปิดตัววางขายในปี 2015 นี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเกมซีรี่ส์ Black Ops ได้ถูกวิจารณ์ไปในทางที่แย่ ซึ่งมันก็แย่จริงๆในทุกๆ ด้าน สิ่งที่ไม่น่าให้อภัยที่สุด ก็น่าจะเป็นเนื้อเรื่องของเกม ที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องอะไรกับ 2 ภาคแรก แถมยังมี Timeskip จากภาค 2 มากถึง 40 ปี ตัวเกมในโหมด Multiplayer และ Zombie ดันถูกวิจารณ์หนักกว่าเข้าไปอีก ทั้งเรื่องความสมดุลของอาวุธปืน การออกแบบฉากภายในเกมที่ทำออกมาได้แย่ ระบบ Micro-transaction ปลดล็อคปืน และฉากในโหมด Zombie ที่มีเพียงแค่ฉากเดียว (ที่เหลือก็ DLC) ยังไม่นับปัญหาของ Performance ในเวอร์ชั่น PC ที่แย่สุดๆอีกด้วย

จนตอนนี้ผ่านมา 3 ปีเต็มแล้วก็ถึงเวลาที่ Black Ops 4 จะกลับมา หลังจากปล่อยให้ทีมอื่นๆปล่อยของมาหลายปี Treyarch มีเวลามากถึง 3 ปีเต็มในการพัฒนาตัวเกมภาคใหม่ให้กลับมาเข้าสู่ยุค Next Gen อย่างแท้จริงกันสักที

และพวกเขาก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ


Black Ops.. IS Back !!


Call of Duty: Black Ops 4 เป็นเกม FPS วางจำหน่ายในแบบ Multi Platform หากเรานับแค่ตัวเลขของเกมภาคหลักๆ Black Ops 4 ถือเป็นภาคที่ 15 และตั้งแต่ซีรี่ส์ Call of Duty เปิดตัวมาในปี 2003 ปีนี้ก็ถือว่าครบรอบ 15 ปีพอดีครับ ตัวเกมในภาคนี้ได้ตัด Story Mode ที่เป็นเหมือนลายเซ็นหลักๆของตัวเกมออกไป เหลือไว้เพียงแค่ Multiplayer Mode, Zombie Mode, และแน่นอน Blackout Mode หรือ Battle Royale โหมดการเล่นที่เป็นกระแสหลักของเกมในยุคนี้ครับ

ในตอนแรกที่ตัวเกมประกาศออกมาว่า Black Ops 4 จะไม่มีโหมดเนื้อเรื่อง แต่จะเพิ่มโหมด Blackout เข้ามาแทน ผมเองที่ชอบภาค Black Ops มากที่สุดถึงกับสาปส่งตัวเกมตั้งแต่ยังไม่ได้วางจำหน่าย เพราะหลังจากที่ผิดหวังกับ Black Ops 3 ไป ตัวผมก็หมดหวังกับซีรี่ส์นี้อย่างจริงจังแล้ว สิ่งที่ไม่น่าให้อภัยที่สุดก็คือการที่ตัวเกมมันดันใช้ชื่อ Black Ops ภาคที่ 4 แต่ไม่มี Story Mode ให้เล่นนี่ล่ะ (แล้วจะทำภาคต่อทำ….อะไร)

จนเมื่อผมได้ดูตัวอย่างเกมครั้งแรก ทันทีที่ได้ดูผมกลับรู้สึกชอบมันขึ้นมาซะงั้น ตัวเกมได้โชว์ให้เห็นถึง Gameplay รูปแบบใหม่ๆ ที่ยังคงความดั้งเดิมของ Call of Duty เอาไว้ โดยการเพิ่มระบบ Class Skill เข้ามา และเน้นการเล่นแบบ Team Work มากยิ่งขึ้น อีกทั้งสิ่งนึงที่ผมสังเกตได้เลยก็คือ การกระโดดไต่กำแพง หรืออาวุธปืนโคตร Hi-Tech มันหายไปแล้ว !!

สิ่งหนึ่งที่ทำให้แฟนๆเกมส่วนมากไม่ชอบ Call of Duty ยุคใหม่ๆ นั้นก็คือการที่ตัวเกมมันเล่นแต่ธีมโลกอนาคต ที่ผู้เล่นต่างกันใส่ชุดไอร่อนแมน มาพร้อมกับปืนอนาคตสุดล้ำที่ไม่ได้มีในชีวิตจริง และ Gameplay ที่เร็วซะจนมองไม่ทัน แฟนๆเกมยังคงโหยหาถึงบรรยากาศเดิมๆ แบบในภาค Modern Warfare 2 หรือบรรยากาศยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และ สงครามเย็น แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับตลอดหลายปีก็คือโลกอนาคตของ Call of Duty นี่ล่ะครับ

ใน Black Ops 4 นั้นตัวเกมจะย้อนเวลากลับไปในช่วงของ Timeskip 40 ปีระหว่าง Black Ops 2 และ Black Ops 3 โดยธีมภายในเกมนี้ก็จะเรียกว่าเป็นยุคอนาคตก็ได้ แต่ก็ไม่เวอร์วังถึงขนาดฝังชิบไว้ในหัว หรือมีแขนกลพิเศษฟังอยู่ในตัวอะไรแบบนั้น ตัวละครในเกมก็ยังคงเป็นทหารธรรมดาๆ ที่มีอุปกรณ์พิเศษสุด Hi-Tech ตามยุคนั้นแหล่ะครับ โดยในภาคนี้เราจะได้เห็นตัวละครจาก Black Ops 3 กลับมาร่วมแจมในสนามรบแบบครบเซ็ตอีกด้วย


Story Mode ??


ถึงแม้ว่าตัวเกมจะตัด Story Mode ออกไป ก็ใช่ว่าเกมนี้จะไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย ภายในเกมจะมีโหมด Specialist HQ ให้ได้เล่นกันเป็นตัวละครต่างๆภายในเกม โดยก่อนเริ่มและหลังจบภารกิจ เราก็จะได้ดู Cutscene ต่างๆ โดยไอ่เจ้า Cutscene พวกนี้แหล่ะ คือการเล่าเรื่องของ Black Ops 4 ครับ

ตัวเกมเปิดมาจะพูดถึง Savannah Mason ลูกสาวของ David Mason (ตัวละครหลักภาค 2) ที่เป็นลูกชายของ Alex Mason (ตัวละครหลักภาคแรก) ที่ได้จัดตั้งหน่วยรบพิเศษขึ้นมา และมีการฝึกผ่านเครื่องจำลองที่จะมี ตัวละครหลักอีกหนึ่งตัวอย่าง Woods (เวอร์ชั่นจำลอง) มาช่วยสอน Basic ให้กับเรา หรือเข้าใจง่ายๆ มันก็คือ Tutorial mode ดีๆนั้นเอง

จากการคำนวนของผมแล้ว ใน Black Ops 4 น่าอยู่ในช่วงเวลาหลักจากผ่านเหตุการณ์ในภาค 2 ประมาณ 20 กว่าปี และเป็นเหตุการณ์ก่อนภาค 3 20 กว่าปี แต่ถึงแบบนั้น ผมก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่าทำไมตัวละครในโหมด Multiplayer ของ Black Ops 3 (ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก) มาโผล่ใน Black Ops 4 โดยดูเหมือนว่าจะกลายเป็นตัวละครของเนื้อเรื่องหลักไปแล้ว

และข้อมูลจาก wikia ก็แสดงให้เห็นว่าตัวละครจากภาค 3 นั้นเกิดในช่วงปี 2040 กันส่วนมาก แต่เหตุการณ์ใน Black Ops 2 คือช่วงปี 2025 และตัวละครใหม่ของ Black Ops 4 ก็เกิดในช่วงปี 2023 เข้าไปอีก จนถึงจุดนี้ผู้อ่านก็น่าจะงงกันบ้าง บางคนอาจจะงงเนื้อเรื่องภายในเกม หรือบางคนอาจจะงงสิ่งที่ผมกำลังพูดอยู่ก็เป็นได้ครับ

แต่สิ่งที่น่าจะอธิบายได้ง่ายที่สุด ก็คือ Black Ops 3 อาจจะไม่ใช่เนื้อเรื่อง Canon หรือไม่ก็เป็นตัว Black Ops 4 เองที่ไม่ใช่ Canon เพราะอย่าลืมครับว่าใน Black Ops 2 มีฉากจบมากถึง 5 แบบ และก็ไม่มีการยืนยันอะไรจากปาก Treyarch เลยว่าแบบไหนคือ Canon Ending แต่การเปิดตัวของ Savannah Mason ลูกสาวของ David Mason นั้นก็อาจจะเป็นตัวบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างที่เรายังไม่รู้จนกว่าจะมี Black Ops 5 นั้นล่ะครับ


Multiplayer Mode


เป็นครั้งแรกของซีรี่ส์ ที่รื้อถอดระบบของตัวเกมออกมาทำใหม่ทั้งหมด แต่ยังคง Gunplay แบบเดิมๆเอาไว้ แต่ในภาคนี้จะไม่มีการ Regenerate Health อีกต่อไปแล้ว ใช่แล้วครับท่านอ่านไม่ผิด แต่ตัวเกมจะบังคับให้ผู้เล่นใช้ยาฉีดเพิ่มพลังชีวิตเองตลอดเวลา โดยมาในรูปแบบสกิลติดตัวที่สามารถกดใช้เมื่อไรก็ได้ และมี Cooldown ครับ

ในภาคนี้ตัวเกมจะเน้นการเล่นแบบ Teamwork มากยิ่งขึ้นเพราะฉะนั้นการที่จะเป็น One Man Show แบบในภาคก่อนๆ ก็อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไร ตัวเกมจะมี Specialists หรือตัวละครหลักๆ ให้ผู้เล่นเลือกก่อนเริ่ม Match โดยแต่ละตัวก็จะมีสกิลที่แตกต่างกันออกไป แต่การเลือก Specialists มาใช้ จะไม่เกี่ยวกับ Level ของผู้เล่น และไม่มี Loadout แยกออกไป สิ่งเดียวที่แตกต่างไปก็คือสกิล และรูปร่างหน้าตาของตัวละครนั้นล่ะครับ

หากเข้าใจกันง่ายๆ มันก็คือการนำเอา Overwatch มาผสมกับ Rainbow Six Siege นั้นแหล่ะครับ โดย Specialists ในเกมนี้จะมีความสามารถมากมายหลายแบบมาก แต่ละตัวก็จะมีสกิล Ultimate ประจำตัวด้วย เช่นอย่าง “Ruin” มีสกิลติดตัวคือ Grapple Gun และมีสกิล Ultimate อย่าง Grav Slam ที่กระโดดถล่มใส่พื้นสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

หรืออย่าง Ajax ที่มีสกิลติดตัวอย่างแรก คือระเบิด 9-Bang หรือก็คือ stun grenade เวอร์ชั่นอัพเกรด ที่ทำให้ศัตรูมีอาการมึนงงไม่สามารถทำอะไรได้ มาพร้อมกับสกิล Ultimate ที่ตัว Ajax จะกางโล่ Ballistic Shield ออกมาป้องกันการโจมตีทุกประเภท แถมยังติดตั้งปืน Machine Pistol เอาไว้ใช้งานขณะกางโล่อยู่อีกด้วย

โดยการทำงานของสกิลพวกนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัว Specialists นั้นๆครับ เช่นอย่าง Ruin ที่จะยิง Grapple Gun ได้บ่อยๆ เพราะมี Cooldown ค่อนข้างน้อย แต่ Ajax ก็จะปาระเบิด 9-Bang ไม่ได้บ่อยนัก เพราะมี Cooldown ค่อนข้างเยอะ ส่วนสกิล Ultimate ก็จะมีหลักการทำงานเหมือนเกม Overwatch ที่ถ้าผู้เล่นทำการ Action มากขึ้น หรือรอเวลาจนครบ สกิล Ultimate ก็จะปลดล็อคให้ใช้ได้ครับ

อย่างที่ผมได้บอกไปว่าภาคนี้จะไม่มีการ Regenerate Health เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถึงแม้ว่าจะไม่มีระบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะฟื้นฟูพลังชีวิตตัวเองไม่ได้เลย (ไม่ใช่ Counter Strike นะเออ) เริ่มต้นมาผู้เล่นจะมีพลังชีวิตที่ 150 สามารถใส่ชุดเกราะได้หากต้องการ เมื่อผู้เล่นโดนดาเมจไม่ว่าจากอะไรก็ตาม พลังชีวิตก็จะลดลงไปทันที แต่ผู้เล่นสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตจนเต็มได้ โดยการใช้ Stim Shot โดยจะมาในรูปแบบ Skill ติดตัวสำหรับทุกคน แน่นอนว่ามันมี Cooldown และ เมื่อใช้ Stim shot แล้ว พลังชีวิตก็จะค่อยๆฟื้นฟูเรื่อยๆจนเต็มภายในครั้งเดียว ไม่ว่าจะมีพลังชีวิตน้อยแค่ไหนก็ตามครับ

ตัวเกมยังมีระบบ Create a Class เหมือนเดิม เพราะอย่างที่ผมบอกไปว่าถึงแม้จะมี Specialists ให้เลือกเล่น แต่ Loadout ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้เล่นเองอยู่ดีว่าจะใช้อาวุธแบบไหน การปรับแต่ง Class ของตัวเองก็ยังคงเหมือนภาคก่อนๆ ที่ผู้เล่นสามารถใส่ของได้ 10 อย่างเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นปืน ของแต่งปืน Perk ต่างๆ ทั้งหมดรวมกันได้ไม่เกิน 10 อย่าง

มาพูดถึงเรื่อง Gameplay และ Gunplay กันบ้าง ปกติแล้วซีรี่ส์ Call of Duty จะขึ้นชื่อเรื่องการ Action ที่รวดเร็วไม่อิงความสมจริง และยิ่งในภาคหลังๆ Gameplay ก็เร็วขึ้นมาก ราวกับเป็นสงครามระหว่างยอดมนุษย์ในชุดเกราะ สำหรับใน Black Ops 4 เอง ตัวเกมได้ตัดยอดมนุษย์เหล่านั้นออกไป เหลือไว้เพียงแค่ทหารธรรมดา ที่มีอุปกรณ์ Hi-Tech เท่านั้นเองครับ โดยจะให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ Black Ops 2

และอย่างที่ได้บอกไปว่าในภาคนี้ตัวเกมได้ตัดระบบ Regenerate Health ออก และบังคับให้ผู้เล่นกดใช้ Stim Shot ฟื้นฟูพลังชีวิตเอาเอง แถมยังมีสกิลตาม Specialists ต่างๆอีก ทำให้ Gameplay ไม่ได้รวดเร็วแบบภาคก่อนๆอย่างแน่นอนครับผม

ระบบ Scorestreaks หรือ Killstreaks ก็ยังคงอยู่เช่นเดิมไม่หายไปไหนครับ ในภาคนี้จะมี Streaks ให้ใช้ 15 แบบด้วยกัน อย่างพวก UAV, Hellstrom, Lightning Strike, Care Package, และอื่นๆอีกมาก

อีกสิ่งนึงที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือโหมดการเล่นครับ สำหรับ Black Ops 4 ดูเหมือนว่าทีมงานจงใจจะนำเอาโหมดใหม่ “Control” มาเป็นตัวชูโรง โดยจะมีการแบ่งทีมเป็น 5V5 ฝ่ายบุก และฝ่ายป้องกัน โดยที่ฝ่ายบุกต้องเข้าไปยึดต่ำแหน่ง A และ B ก่อนเวลาหรือแต้มเกิดหมด ระบบนี้จะคล้ายๆกับ โหมด Assault ของ Overwatch ครับ และก็ยังมีโหมดใหม่ “Heist” ที่อธิบายง่ายๆเลยมันก็คือการนำเอา Counter Strike มาใส่ใน Call of Duty นั้นล่ะ

แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ยังคงมีโหมดการเล่นดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็น Team Deathmatch, Kill Confirmed, Hardpoint, Domination มาพร้อมกับโหมด Hardcore ต่างๆ สิ่งนึงที่ผมชอบมากๆสำหรับเกมในภาคนี้คือการนำเอาด่านจากภาค 1 และ ภาค 2 มา Remake ใหม่ภาคละ 2 ด่าน และมีด่านดั้งเดิมใหม่ถึง 10 ด่าน และแน่นอนครับว่าการกลับมาของ Nuketown ที่จะเป็น Free Update ให้ผู้เล่นทุกคนเร็วๆนี้ครับ


Battle Royale


มาพูดถึงโหมด Blackout กันบ้าง ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นส่วนที่ผู้อ่านอยากรู้มากที่สุดแล้ว ก่อนที่ตัวเกมจะวางขาย โหมด Blackout ของ Black Ops 4 เคยเปิดให้เล่นฟรีในช่วง Open Beta มาแล้วครั้งนึง อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมยอม Pre-Order เกมนี้ ก็เป็นเพราะได้ลองเล่น Blackout Open Beta ตอนนั้นล่ะครับ เพราะมันทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมากๆ

ก่อนที่เราจะเจาะลึกเข้าไปในโหมด Blackout ก่อนอื่นเรามาทำเข้าใจก่อนว่า Gamemode Battle Royale เอาเข้าจริงแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยสักนิด และการที่จะนำมันเอาเข้ามาไว้ในเกม Call of Duty ก็เป็นเรื่องง่ายมากๆอีกด้วย สิ่งที่ทีมงานต้องทำก็คือการออกแบบแผนที่ให้กว้างและสมดุลก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะในองค์ประกอบอื่นๆไม่ว่าจะเป็นตัวละคร อาวุธ มันก็เป็นส่วนหลักๆของการทำเกม Call of Duty อยู่แล้วนั้นล่ะครับ

Blackout มี Gameplay คล้ายๆกับเกม BR อื่นๆอย่างเช่น PUBG อยู่มาก นับตั้งแต่จับคู่หา Match เข้าห้อง รอที่ Lobby นับเวลาถอยหลังกระโดดร่ม เก็บอาวุธ เข้าสู่ Safe Zone เอาชีวิตรอดให้อยู่เป็นคนสุดท้าย แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปจากเกมอื่นๆ ก็คือตัวเกมได้ใส่ความเป็น “Call of Duty” เข้าไปครับ ไม่ว่าจะเป็น Gunplay ที่เป็นเอกลักษณ์ ระบบ Perk ที่มาเป็นรูปแบบ Item ให้ผู้เล่นได้ใช้งาน และสุดท้าย Zombie ที่โผล่มาเป็นศัตรูมือที่ 3 ในเกม

การใช้งาน Item และการจัดการช่องเก็บของ การบังคับตัวละครให้มีความลื่นไหล ถือว่าเป็นหัวใจหลักๆของเกมแนว BR เลยก็ว่าได้ และสำหรับ Blackout ก็ต้องบอกเลยว่ามันทำออกมาได้ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ไม่ได้มี Action ที่รวดเร็วเหมือนในโหมด Multiplayer สักเท่าไร เพื่อความสมดุลของเกมครับ

การออกแบบแผนที่ ฉากภายในเกมก็ถือว่าทำออกมาได้ดีครับ รวมไปถึงเรื่องของยานพาหนะภายในเกมที่มีให้ขับหลายแบบ ตั้งแต่รถบรรทุก ATV ไปยันถึงเฮลิคอปเตอร์ !! และสิ่งนึงที่ต้องเอ่ยปากชมเลยก็คือ ตั้งแต่เริ่มเล่น Blackout มา ผมยังไม่เจอกับอาการ “เกลือ” หรือเข้าใจกันง่ายๆเลยก็คือไม่มีปืนให้ใช้ หรือหาปืนยาก ทันทีที่ลงถึงพื้นแบบเดียวที่เจอกันบ่อยๆตอนเล่น PUBG นั้นล่ะครับผม

พวกอุปกรณ์เสริมต่างๆอย่างพวกระเบิด ปืน Grapple Gun และอื่นๆสามารถติดตั้งใช้ได้ทีละอย่างเท่านั้น อันที่ไม่ได้ใช้ผู้เล่นก็ต้องเก็บไว้ในกระเป๋า พอจะเอามาใช้ก็แค่ติดตั้งไว้ในช่องอุปกรณ์พร้อมใช้งาน และกดปุ่มใช้งานได้ทันที จะแตกต่างจากพวก Item Perk ที่ผู้เล่นต้องเก็บไว้ในกระเป๋าตลอดเวลา และกดใช้งานมันในกระเป๋าได้ทันทีไม่มีจำกัดชนิด และไม่จำกัดชิ้นครับ

เรื่องสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ Server และ Region ของเกมกันบ้าง ตัวเกมที่ผมเล่นเป็นเวอร์ชั่น PC โดยเกมนี้ได้วางจำหน่ายใน Battle.net ไม่ใช่ Steam แต่อย่างใด และอย่างที่ทราบกันว่า Bnet นั้นจะมีการแยก Region ให้ผู้เล่นก่อนเข้าเกมเป็น 3 ส่วนคือ US,EU,Asia สำหรับคนที่เกมของ Bnet อยู่แล้ว ก็จะรู้ว่าชาว SEA ส่วนใหญ่จะเลือก Region US ก่อนเข้าเกม ส่วน Asia นั้นก็จะเป็นคนเกาหลี จีน และ ญี่ปุ่นเสียมากกว่า

และใน Black Ops 4 เองก็เช่นกันที่มี Region ให้เลือกก่อนเข้าเกมครับ แน่นอนว่าผมก็เลือก US ไปปกติ และก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ เพราะต่อไปนี้ผมไม่ต้องมารับมือกับทัวร์จีนอีกต่อไป หรือไม่ก็เป็น Random Person ที่ไม่สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษได้ ส่วนเรื่อง Ping นั้นก็ค่อนข้าง Random เช่นกันครับ เพราะว่าเกมนี้ได้ใช้ระบบ Dedicate Server ด้วยการที่ผมเลือก US ไปบางครั้งก็หลุดไปใน Server US บ้าง หรือมาใน SEA บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็เล่นได้ไม่มีปัญหาครับ


Zombie IX


มาถึงโหมดสุดท้ายของเกมอย่าง ZOMBIE กันบ้าง ในภาคนี้ตัวเกมเลือกโหมดนี้ว่า “IX” ครับ แถมภาคนี้ยังได้จัดเต็มกับโหมดนี้มากกว่าเดิม Skill Perk ใหม่ๆ แถมยังมีด่านเลือกเล่นเริ่มต้นให้มากถึง 3 ด่านด้วยกัน ไม่ต้องง้อ DLC อีกด้วย

ธีมหลักในโหมด Zombie ของเกมภาคนี้ก็คือ เทพเจ้านอร์ส และยุค 40-70 ครับ ระบบใหม่ที่ภูมิใจนำเสนอเลยก็คือ ระบบ Class เฉพาะเป็นครั้งแรกของโหมดนี้ ด้วยการที่Multiplayer มี Specialists โหมด Zombie เองก็ต้องมี Class กับเขาบ้าง ผู้เล่นจะสามารถเลือก Perk ประจำตัวต่างๆได้ โดยระบบนี้ต่อยอดมาจาก Black Ops 3 ครับ แต่ของเล่นใหม่ใน Black Ops 4 ก็คือ อาวุธพิเศษที่จะใช้ได้เมื่อ Cooldown พร้อมใช้งาน

โหมด Zombie ใน Black Ops 4 จะแยก Story ออกไปตามฉากต่างๆ โดยจะแบ่งเป็น 2 อย่างคือ Chaos Story และ Aether Story 

โดยสำหรับ Chaos Story ตัวเกมก็จะใช้ธีมเทพเจ้านอร์ส Perk ต่างๆก็จะสามารถชื้อได้ผ่านรูปปั้นเทพต่างๆในฉาก และผู้เล่นสามารถเลือกใช้อาวุธพิเศษต่างๆที่มีฐานมาจากเทพเจ้านอร์ส 4 อย่าง โดยที่แต่ละอย่างก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป เช่น Scepter of RA จะสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตให้เพื่อนได้ หรือ Hammer of Valhalla ที่จะสามารถปลดปล่อยพลังสายฟ้าได้อย่างในหนัง Thor นั้นเอง

สำหรับ Aether Story จะเป็นการเล่นธีมในยุค 40-70 โดยที่ Perk Skill ต่างๆก็ยังเหมือนเดิม แตกต่างที่ผู้เล่นต้องไปเลือกชื้อตามตู้เครื่องดืมภายในฉาก และสำหรับอาวุธพิเศษก็จะแตกต่างจาก Chaos Story อีกด้วยอย่างเช่น Overkill Mini-Gun ที่สามารถยิงลูกระเบิดได้ หรือ Path of Sorrows ดาบซามูไรที่ช่วยให้ผู้เล่นป้องกันการโจมตีได้ แถมยังเคลื่อนไหวได้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม

อาวุธพิเศษเหล่านี้จะสามารถ Upgrade ได้เรื่อยๆจากการนำมาใช้บ่อยๆใน Match ครับ สามารถ Upgrade ได้สูงสุดที่ระดับ 3 โดยอาวุธระดับ 3 นั้นต้องบอกเลยว่ามันโกงมาก ผู้เล่นสามารถเอาอาวุธพวกนี้ออกมาใช้ได้เรื่อยๆ แต่จะมีเวลาจำกัด และต้องรอ Cooldown หลังจากเวลาหมดแล้ว นอกจากนี้แล้วก็ยังมีพวก Equipment ต่างๆอย่าง Frag, Acid Bomb, Claymore โดยที่อุปกรณ์เหล่านี้สามารถใช้ได้เรื่อยๆไม่มีวันหมด แต่ต้องรอ Cooldown เช่นเดียวกับพวกอาวุธพิเศษนั้นล่ะครับ

ในภาคนี้ตัวเกมได้เพิ่มระบบน้ำยา Elixir เข้ามา หรือเข้าใจง่ายๆมันก็คือ Skill ที่ผู้เล่นจะกดใช้เมื่อไรก็ได้ โดยน้ำยาพวกนี้จะมีหลายรูปแบบ และติดตัวผู้เล่นมาตั้งแต่เริ่มเกม เราสามารถหาน้ำยาใหม่ๆได้จากการผสมน้ำยาผ่านหน้า Laboratory โดยการนำ Nebulium Plasma ที่ได้หลังจากการเล่นจบ มาผสมกันให้กลายเป็นน้ำยาระดับต่างๆไล่แต่ Common ถึง Epic เลยครับ ระบบนี้จริงๆแล้วก็ต่อยอดมาจาก GobbleGums ใน Black Ops 3 นั้นเอง

มาพูดถึง Gameplay กันบ้าง ก็ไม่มีอะไรต้องอธิบายให้มากสำหรับคนที่เคยเล่น หรือเป็นแฟนโหมดนี้อยู่แล้ว แต่สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ก็อาจจะคิดว่ามันเป็นเพียงแค่การยิง Zombie ที่โผล่มาเป็น Wave เท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว Zombie Mode ใน Black Ops ค่อนข้างแตกต่างจากเกมอื่นๆที่มีอยู่ตามตลาดเยอะมากๆ อย่างแรกเลยก็คือระบบ Point ที่เอาไว้ชื้อปืนใหม่ๆตามฉาก หรือการสุ่มปืนผ่าน Mystery Box และเอาไว้เปิดประตูในฉาก เพื่อขยายพื้นที่ออกไป


Performance


เรื่อง Optimization กับเกม PC นั้นถือว่าเป็นของคู่กันเลยทีเดียวครับ สำหรับ Black Ops 4 นั้นในเวอร์ชั่น PC ตัวเกมได้จัดเต็มกับ Graphics Settings ชนิดที่ว่าผมเองยังตกใจว่ามันจำเป็นต้องเยอะขนาดนี้เลยหรือ สเป็คที่ผมใช้รีวิวครั้งนี้คือ Ryzen 5 1700 กับ GTX 1070Ti ผมตั้งค่าทุกอย่างให้อยู่ในระดับสูงสุดทั้งหมด เปิดการตั้งค่าทุกอย่างให้เป็น On ปิด Vsync และตั้ง Reader Resolution ไว้ที่ 115 ตัวเกมใช้ RAM การ์ดจอไปแค่ 3377MB และ Frame Rate ที่ได้ในตัวเกมสูงถึง 100-130FPS เลยทีเดียวครับ

แต่นั้นคือผลทดสอบในโหมด Multiplayer และโหมด Zombie แต่พอมาถึงโหมด Blackout Frame Rate ที่ได้นั้นตกลงมาอย่างเห็นได้ชัดเจนมาเหลือ 75-90 จนผมเองยังตกใจ แถมตัวเกมยังลดคุณภาพกราฟฟิกในโหมดนี้ลงมาอีกด้วย สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจน คือ Texture ในโหมด Blackout ที่ลดคุณภาพสุดๆ สาเหตุอาจจะเป็นเพราะด้วยการที่แผนที่ใหญ่ขึ้นมา Object ต่างๆก็จะเยอะขึ้นตามไป และ Engine ของ Call of Duty เองก็ดูเหมือนจะไม่ได้ออกแบบมาสำหรับแผนที่ใหญ่ๆ ครับ

ส่วนต่อมาที่จะพูดถึงก็คือเรื่องเสียงภายในเกม Call of Duty ขึ้นชื่อเรื่องเสียงปืนห่วยแตกมานานหลายปี รวมไปถึงเสียงประกอบฉาก เสียงระเบิด และอื่นๆ อีกมากมายที่มันฟังดูเฉยๆ มาก จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเกมนี้ไปแล้ว ใน Black Ops 4 เองก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์เหล่านั้นเอาไว้ได้ดีเลยล่ะครับ แต่เสียงปืนในโหมด Blackout กลับให้ความรู้สึกถึงเดซิเบลที่มากกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าปรับให้เข้ากับ BR ก็เป็นได้ หากรับได้กับเสียงปืนสุดเอกลักษณ์แล้ว ก็น่าจะผ่านข้อนี้ไปได้ครับ

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของซีรี่ส์นี้ก็คือ Server Online ของตัวเกม ที่ใน Console มักจะใช้ระบบ P2P เป็นหลัก และมันก็เป็นแบบนี้จริงๆมาหลายปีแล้ว ข้อดีของระบบนี้คือไม่ว่ายังไง Server ก็จะไม่มีวันตาย ตราบใดที่ยังมีคนเล่นอยู่ ส่วนข้อเสียก็มีเยอะมากกว่าข้อดีของมันเสียอีก แต่วันนี้เราจะมาพูดถึง Black Ops 4 ก็ขอแสดงความยินดีกับชาว PC Gamer ที่ในภาคนี้ตัวเกมได้ใช้ระบบ Dedicated Servers สำหรับชาว PC เท่านั้น

แต่สำหรับชาว Console ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะภาคนี้ก็ยังมีระบบ Dedicated Servers ช่วยในการจับคู่ แต่ถึงเวลาเล่นก็ยังเป็น P2P อยู่ดีครับ แต่ถึงแบบนั้นก็น่าจะอุ่นใจเรื่อง Ping ได้ เพราะการที่ตัวเกมจับคู่ผู้เล่นเข้าหากันตาม Region ของ Server นี่ล่ะ น่าจะทำให้การเล่นลื่นไหลขึ้นเยอะ


Back In Black


Black Ops 4 ได้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของตัวเองได้เป็นอย่างดี และนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีตั้งแต่ Black Ops 2 ที่ทำให้ผมรู้สึก Impress กับซีรี่ส์ Call of Duty และกลับไปอยู่ในวังวนของการ Hype ภาคต่อๆไปอีกครั้ง สำหรับแฟนๆเกมที่ต้องการบรรยากาศดั้งเดิม Since Modern Warfare เกมนี้ตอบโจทย์ได้อย่างดีเลยครับ ด้วยการธีมของตัวเกมไม่ได้เวอร์วังอยู่ในโลกอนาคตขนาดนั้น ทำให้ยังคงความดั้งเดิมเอาไว้ได้บ้าง

ถึงแม้ว่าตัวเกมจะตัดโหมดเนื้อเรื่องออกไป ก็ไม่ได้ทำให้ตัวเกมนั้นดูแย่เลยสักนิดเดียว ในทางกลับกันมันกลับทำให้ทีมงานได้มีเวลาสร้างสรรค์โหมด Online ทุกๆอย่างให้มีความสดใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ตัวเกมได้มีการนำเอาตัวละครจากภาคเก่าๆทั้งหมดมาไว้ให้เลือกเล่นกันในโหมด Blackout เหมือนเป็นการ Service แฟนๆยุคเก่าส่วนนึง

แถมยังมีการนำเอาด่านของ Black Ops ภาคเก่าๆ (ยกเว้นภาค 3) มาใส่รวมๆกันไว้ให้เล่นทั้งโหมด Multiplayer และโหมด Zombie ก็เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆแล้ว สำหรับตัวผมแล้วนั้น Black Ops 4 มันก็คือ Call of Duty: Treyarch All-Star นั้นล่ะครับ และจนกว่าจะถึง Black Ops 5 ตระกูล Mason คงไม่จบง่ายๆแค่นี้แน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Game Review

รีวิว : NEW SUPER MARIO BROS. U DELUXE เกม 2D สุดสนุกที่พกพาไปได้ทุกที่บนโลก

Published

on

Call of Duty: Black Ops 4

8

GAMEPLAY

9.0/10

GRAPHICS

8.0/10

STORY

7.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.0/10

จุดเด่น

  • Gameplay สนุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาไม่อยากลุกจากหน้าจอคอมเลย
  • มีโหมดให้เล่นหลากหลาย เล่นได้ทั้งวันไม่เบื่อ
  • ความสมดุลของตัวเกมที่ออกแบบมาได้ดีมาก
  • ฉากภายในเกมที่ไม่กั้กไว้ใน DLC แบบภาคก่อนๆ
  • Dedicated Server

จุดสังเกต

  • เสียงโดยรวมทุกอย่างยังทำมาได้ไม่ดีเช่นเดิม
  • ไม่มี Story Mode

บทความโดย 

พูดถึงเกมที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กๆ คงหนีไม่พ้น Super Mario Bros. ซึ่งวางจำหน่ายครั้งแรกตั้งแต่ปี 2528 กับกราฟิก 8-Bit บนเครื่อง Famicom อันน่าตื่นเต้นในยุคนั้น หลังจากนั้นเกมในซีรีส์ Super Mario Bros. ก็ออกให้กับเครื่อง Nintendo ในหลายๆ Gen ด้วยกัน และก็เอาของเก่ามาวนขายอยู่ตลอด

และหากย้อนกลับไปสัก 6-7 ปีที่แล้ว New Super Mario Bros. U เคยออกมาโลดแล่นและสร้างประทับใจ เป็นเกม 2D ที่ยอดเยี่ยมที่สุดบนเครื่อง Wii U มาแล้ว แต่มันคงดีไม่น้อยที่มันสามารถนำออกไปเล่นนอกบ้านได้ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงครับ กับเกม New Super Mario Bros. U Deluxe บนเครื่องคอนโซล Hybrid ที่เล่นในบ้านก็ได้ พกพาออกไปนอกบ้านก็ดี อย่างเจ้า Nintendo Switch ที่ทำให้คุณสามารถเล่นเกม New Super Mario Bros. U นอกบ้านได้ แม้กระทั่งตอนทำธุระส่วนตัวในห้องส้วม มันตอบโจทย์ผมได้ดีจริงๆ เชียว !!

ซึ่งเกม New Super Mario Bros. U Deluxe ที่ผมกำลังจะรีวิวนี้ มันจะประกอบไปด้วยสองเกมที่เคยออกให้กับ Wii U มัดรวมอยูในแพ็กเดียวกัน นั่นคือ New Super Mario Bros. U กับ New Super Luigi U ซึ่งกราฟิกของเกมนั้นเท่าที่ผมดูจากเครื่อง Wii U ของเพื่อนที่สนิทๆ นั้น มันแทบไม่ได้พลิกโฉมหรือปรับปรุงกราฟิกอะไรเพิ่มเติมจาก Wii U เลย (พูดง่ายๆคือก็อปมาจาก Wii U มาทั้งดุ้น) แต่เฟรมเรตของเกมนั้น เท่าที่เล่น “ลื่นไหล” เป็นอย่างมาก ไม่เคยเห็นว่ามันจะกระตุก สะดุด หรือหน่วงตรงไหนเลย นั่นคงเป็นเพราะว่าสเปกของ Nintendo Switch ที่สูงกว่า Wii U นั่นเอง และข้อดีอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น “มันพกพาได้” ครับ ชอบอีตรงนี้แหละ 😆

เจ้ากระต่ายม่วง “Nabbit”

นอกเหนือจากความสามารถในการพกพาแล้ว New Super Mario Bros. U Deluxe ยังเพิ่มตัวละครภายในเกมให้มันดูแตกต่างจากเวอร์ชั่น Wii U อย่าง “Toadette” ซึ่งหากเราเล่นโดยใช้ตัว Toadette แล้ว มันก็เหมือนเราเล่นเกมในโหมด Easy ไปโดยปริยาย ซึ่ง Toadette มีความสามารถในการกลายร่างได้ ซึ่งในเกมจะสามารถกลายร่างเป็นเจ้าหญิงพีช “ Peachette” เมื่อกลายร่างเป็นเจ้าหญิงแล้วจะมีความสามารถเพิ่มเติมก็คือ ใช้กระโปรงกั้นลมให้ตัวลอยได้ชิวส์ๆ เวลาเรากดปุ่มกระโดด ซึ่งมันเหมาะมากสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่เคยเล่นมาก่อนหรือคิดว่ามันยากจนเกินไป นอกจากนี้ยังมีเจ้ากระต่ายม่วง “Nabbit” ที่ปรากฏในเกม New Super Luigi U ก็แอบมาโผล่อยู่ใน New Super Mario Bros. U ด้วยเช่นเดียวกัน โดยเจ้า Nabbit นั้นมีไว้สำหรับผู้เล่นที่มีไม่เคยผ่านมือกับเกม Mario มาก่อนเลย พูดง่ายๆ หาก Toadette เป็นโหมดง่าย Nabbit นี่จะเป็นโหมดเบบี๋ๆ ไปเลย เพราะมันเดินผ่านศัตรูสบายๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยกเว้นจะพลาดตกเหวลงไปก็เท่านั้น

หากคุณเล่นแล้วเกิดตายบ่อยๆ มันก็จะมีโหมดพิเศษที่ชื่อว่า “Super Guide” ขึ้นมา โดยจะเปลี่ยนตัวละครเป็นเจ้าลุยจิชุดสีเขียว และเล่นเองอัตโนมัติ เพื่อให้คุณผ่านไปได้ (ให้ความรู้ว่าเหมือนมันเย้ยว่าเราอ่อนไรงี้ 😂)

ความยากในแต่ละด่านนั้นดูท้าทายผู้เล่นอย่างเราเป็นอย่างมากเลยครับ ในขณะที่เล่นก็อาจสร้างอาการหัวร้อนขึ้นมาได้เลย ยิ่งลองได้ไปเล่นใน New Super Luigi U นี่อย่างโหดเลยทีเดียวล่ะครับ แถมทุกครั้งที่ตาย ถ้ายังไม่ถึงจุด Check Point ที่เป็นธง ก็ต้องกลับมาเริ่มเล่นใหม่ตั้งแต่ต้นกันเลย และฉากบางฉาก ด่านบางด่านที่มีเวลามาเป็นตัวแปรด้วยแล้ว มันสร้างความลำบากและอุปสรรคให้กับเราเป็นอย่างมาก ว่า Donkey Kong หัวร้อนแล้ว อันนี้หนักเลย ฮ่าฮ่าฮ่า

และอีกตัวที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้นั่นคือ “Yoshi” เจ้าเพื่อนไดโนเสาร์สีเขียวตัวน้อย ที่ภาคนี้แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรจากมันมากนักตั้งแต่ออกมาจากไข่ แต่มันก็มาพร้อมความสามารถที่จัดเต็ม ตั้งแต่เป็นพาหนะคู่ใจเราด้วยการกระโดดขึ้นไปนั่งขี่บนตัวมันตะลุยอุปสรรคต่าง และความสามารถในการใช้ลิ้นตวัดดึงศัตรูมากินได้ราวกับกบหรือคางคกกินแมลง นอกจากนี้มันยังมีโยชิน้อยที่มีคุณสมบัติและความสามารถที่แตกต่างกันออกไปอีก เรียกได้ว่าเจ้าโยชิมันก็มีบทบาทในเกมนี้พอสมควรเลยล่ะ

ที่เป็น Point หลักของภาคนี้อีกอย่างหนึ่งคือ คุณไม่จำเป็นต้องมาตะลุยบุกเดี่ยวในเกมนี้คนเดียวอีกต่อไป เพราะสามารถชวนเพื่อนของคุณออกมาช่วยกันตะลุยด่านต่างๆได้พร้อมกันสูงสุดถึง 4 คนเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าด่านไหนยากเกินความสามารถเรา เราสามารถช่วยเพื่อนในก๊วนมาช่วยได้สบายๆ (แต่ไม่มีโหมดออนไลน์นะจ๊ะ ดังนั้นต้องโทรตามเพื่อนมาเล่นด้วยถึงที่เลย แต่ผมว่าก็ดีนะ คิดถึงวันเก่าๆไปด้วย)

บทสรุป : ในฐานะที่ผมไม่เคยเล่นเกมนี้บน Wii U มาก่อน ผมบอกได้เลยว่า นี่คือเกม 2D ที่ดีที่สุดของ Nintendo Switch และสามารถพกพาออกไปเล่นนอกบ้านได้ ด่านที่มีแต่ความท้าทาย และมีความหลายหลายในสภาพแวดล้อม ทำให้ดูไม่ซ้ำซากจำเจ Map ที่กว้างใหญ่พอสมควร และแต่ละด่านที่โหดหินชวนหัวร้อน คิดว่าผมคงจะใช้เวลาพอสมควรกว่าจะพยายามเล่นเกมนี้ให้จบได้ 😓

ที่มา: Loftgame

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] PLAYERUNKNOWN’S BATTLEGROUNDS เวอร์ชัน PS4 มาเข้าร่วมสนามรบกันได้ที่ Console บ้านคุณ !!

Published

on

Call of Duty: Black Ops 4

8

GAMEPLAY

9.0/10

GRAPHICS

8.0/10

STORY

7.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.0/10

จุดเด่น

  • Gameplay สนุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาไม่อยากลุกจากหน้าจอคอมเลย
  • มีโหมดให้เล่นหลากหลาย เล่นได้ทั้งวันไม่เบื่อ
  • ความสมดุลของตัวเกมที่ออกแบบมาได้ดีมาก
  • ฉากภายในเกมที่ไม่กั้กไว้ใน DLC แบบภาคก่อนๆ
  • Dedicated Server

จุดสังเกต

  • เสียงโดยรวมทุกอย่างยังทำมาได้ไม่ดีเช่นเดิม
  • ไม่มี Story Mode

พักหลังๆ มานี่วงการเกมเรา มีประเด็นร้อนแรงให้พูดถึงอยู่มากครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีๆเรื่องร้ายๆ และต้องยอมรับว่าปี 2018 นี้ค่อนข้างที่จะมีแต่เรื่องร้ายๆออกมาเยอะมากเช่นกัน “PUBG” เองก็เป็นหนึ่งในประเด็นนั้นๆ ครับ ในช่วงต้นปี 2018 เป็นต้นมา PUBG ประสบปัญหาหลายอย่างมากมาย ด้วยจำนวนผู้เล่นที่ลดลงเรื่อยๆ ตัวเกมได้พยายามเข็นไปลงให้กับตลาด Console อย่าง Xbox One ก่อนที่จะโดนกระแสด่ากลับมา ถึงการที่ตัวเกม Optimize มาค่อนข้างแย่ จนถึงสิ้นปี PUBG ก็ได้ออกสู่ชาว PS4 กันสักที

แล้วมันก็ทำออกมาได้อย่างที่คิดจริงๆ

สำหรับ PUBG เอง เป็นที่ทราบกันดีว่าตัวเกมวางจำหน่ายให้กับเวอร์ชัน PC ไปก่อนที่จะนำเอามาลงให้กับ Xbox One แต่ผมก็เชื่อว่าคนที่กดเข้ามาอ่านบทความนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องการที่จะรู้ว่าเกมนี้มันไปได้ดีไหมในเวอร์ชัน PS4 ซึ่งถ้าใครไม่อยากจะเสียเวลาอ่านอะไรมากมาย ผมแนะนำให้ข้ามไปย่อหน้าสุดท้ายได้เลย แต่ถ้าอยากจะรู้ลึกถึงรายละเอียด ก็มารับฟังไปพร้อมกันเลยครับ

สำหรับ PUBG ในเวอร์ชัน PS4 นั้นตัวเกมแน่นอนว่ามี Patch ตามหลังเวอร์ชัน PC อยู่แน่นอน ตัวเกมจะถูกออกแบบส่วนเสริมมาสำหรับ PS4 เองโดยเฉพาะโดยไม่อิงกับ Xbox One หรือ PC สักเท่าไรครับ นั้นรวมไปถึงการที่ตัวเกมต้องใช้ PS Plus ในการเล่นออนไลน์ (ก็มันเล่นได้แต่ออนไลน์นี่หว่า) รวมไปถึงระบบ Microtransaction ที่ผมจะพูดถึงอีกทีครับ สำหรับผู้เล่นที่ใช้ทั้งเครื่องธรรมดาและโปร แน่นอนว่าเล่นด้วยกันได้ปกติ

“และแน่นอนก่อนที่เราจะเข้ารีวิว ขอขอบคุณทาง PUBG Corp ที่ส่งมอบของขวัญสุดพิเศษ และตัวเกมที่ใช้ในการรีวิวครั้งนี้ด้วยครับ”


Playstation Battlegrounds


PLAYERUNKNOWN’S BATTLEGROUNDS หรือ PUBG เป็นเกม FPS TPS ที่มีระบบการเล่นเน้นเอาชีวิตรอดแบบ Battle Royale โดยมีจุดเด่นคือการเล่นแบบ Tactical ชั้นสูงที่ต้องใช้ความสามารถของผู้เล่นในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการยิงและการฟัง รวมไปถึงการคาดเดา และแน่นอนคือต้องมีดวงเยอะๆ ตัวเกมเริ่มต้นจากการพัฒนาต่อยอดมาจาก Mod ของ Arma 3: King of the Hill ก่อนที่จะไปทำ H1Z1 King of the Kill และกลายมาเป็น PUBG ในที่สุด

ตัวเกมในเวอร์ชัน PS4 มันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับเวอร์ชันของ PC เลยสักนิดครับ และนั้นก็หมายถึงทั้งเรื่องบัค กราฟิก ทุกๆ อย่างก็ไม่ต่างอะไรกับของ PC ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วใครที่หวังว่าในเวอร์ชัน PS4 จะทำออกมาได้ดีกว่าของ PC ก็ต้องบอกเลยว่าคุณคิดผิดแล้ว สิ่งที่ดีกว่าก็น่าจะเป็นเรื่อง Hacker ที่โอกาสจะเจอเรียกได้ว่าเป็น 0 เลยทีเดียว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มี Hacker ก็จะไม่มี Cheater นะครับ เพราะใน PS4 มันจะมีอุปกรณ์ 3rd Party ที่ออกแบบมาให้ใช้เมาส์คียบอร์ด เล่นเกมได้ปกติเลย

เลือกจุดกระโดดขณะอยู่บนเครื่องบิน

สำหรับคนที่ไม่เคยเล่น ก่อนอื่นเรามาพูดถึงแนวเกมและการเล่นของมันก่อน สำหรับคนที่ต้องการอ่านถึงประสิทธิภาพการเล่นในเครื่อง PS4 ให้ข้ามไปหัวข้อต่อไปเลยครับ PUBG เป็นเกม Battle Royale โดยจะใช้รูปแบบการเล่นเป็น FPS, TPS (เวอร์ชัน PS4 ตอนนี้มีแค่ TPS) ผู้เล่นจะต้องเอาชีวิตรอดให้เหลือเป็นคนสุดท้าย จากผู้เล่นทั้งหมด 100 คน ใครอยู่คนสุดท้ายก็จะเป็นผู้ชนะ ก่อนเริ่มเกมผู้เล่นจะถูกส่งไปอย่าง Lobby ก่อนที่จะนับเวลาถอยหลัง 1 นาที และจะถูกส่งไปบนเครื่องบิน ได้กระโดดร่มลงมาตามจุดต่างๆในแผนที่ ผู้เล่นสามารถเลือกจุดกระโดดร่มเองได้

โดยระหว่างการเล่นจะมีการกำหนด Play Zone ให้ผู้เล่นอยู่ในโซนนั้นๆ ถ้าหากผู้เล่นไม่อยู่ในโซน หรือออกมานอกโซนการเล่น ก็จะโดน Damage Overtime ลดพลังชีวิตของผู้เล่นไปเรื่อยๆ จนตาย เพราะฉะนั้นผู้เล่นต้องมีการวางแผนตลอดการเดินทางใน Match นั้นๆให้ดี ตัวเกมจะมียานพาหนะให้เลือกใช้หลายแบบ ไล่ไปตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ไปถึงรถตู้ ผู้สามารถเล่นกับเพื่อนได้สูงสุดถึง 4 คน โดยจะแบ่งเป็นโหมด DUO และ Squad ถ้ามาคนเดียว ก็สามารถจับคู่ร่วมกับคนอื่นๆได้เช่นกัน

อย่างที่ได้บอกไปในตอนแรกว่า PUBG เป็นเกมที่เน้นการเล่นแบบ Tactical สูงมาก เพราะฉะนั้นการที่เราจะถือปืนออกไปเป็น Rambo One Man Show ไล่เก็บศัตรูเพียงคนเดียว จึงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำแบบนั้นไม่ได้ ตัวเกมเองก็มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง สร้างสถานการณ์การต่อสู้ได้หลากหลายรูปแบบตามเหตุการณ์ เช่นตัวของผู้เล่นที่กำลังต่อสู้กับศัตรูคนนึงอยู่ อาจจะถูกผู้เล่นอีกหนึ่งคนยิงเข้าจากด้านหลังก็ได้

อีกสิ่งนึงที่ผมชอบมากๆ สำหรับ PUBG ก็คือการที่ตัวเกมเปิดโอกาสให้ผู้เล่นใช้อาวุธชนิดไหนก็ได้ตามความถนัดของผู้เล่นนี่แหล่ะครับ อาจจะฟังดูไม่พิเศษอะไร แต่ต้องบอกว่าเกมนี้ค่อนข้างจัดการกับเรื่องความสมดุลปืนได้ดีมากเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นปืนชนิด SMG อย่าง Vector ที่เรียกได้ว่าเป็น Killing Machine เลยทีเดียวหากผู้เล่นใช้อย่างถูกวิธี หรือปืนพกติดตัว ที่ทำหน้าที่ของมันได้ค่อนข้างดีมากๆ แถมยังมีปืนอย่าง Glock 18 ที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นโกงเลยทีเดียว

ในการต่อสู้ระยะกลางๆ ไปถึงระยะประชิดผู้เล่นบางคนอาจจะชอบใช้ปืน AR หรือ Shotgun ในการเข้าปะทะ แต่สำหรับผม SMG คือคำตอบ ไม่ว่าจะเป็น Vertor หรือ UMP-9 คือปืนที่ดีมากๆสำหรับตัวผมเอง รวมไปถึงการต่อสู้ระยะไกลๆ ตัวผมเลือกที่จะใช้ปืนอย่าง AR ติด Scope ระยะไกล หรือ Semi Auto Rifle แทนที่จะเป็นปืนประเภท Bolt Action อย่าง Kar98, AWP อะไรพวกนี้ครับ งานนี้ใครอยากจะสวมบทบาทเป็น Hitman หรือ 007 โดยการใช้ปืนพกทั้งเกมก็ทำได้ !!

เรื่องอาวุธภายในเกมนอกจากว่าจะมีให้เลือกใช้เยอะมากแล้ว แน่นอนว่าสามารถปรับแต่งเองได้เยอะมากๆ เช่นกัน เรื่องการแต่งปืนก็จะไม่ต่างอะไรกับเกมอื่นๆ ทั่วไป ปืนที่ดรอปอยู่ตามฉากจะไม่มีอะไรติดมาให้เลยครับ ผู้เล่นสามารถหาของแต่งปืนได้ตามฉากนี่แหล่ะ โดยมันจะแบ่งประเภทออกไปหลากหลายชนิด ไล่ไปตั้งแต่ลำกล้อง Scope ติดปืน ไล่ไปตั้งแต่ Red Dot, Holo, Acog และพวก Gripping ชนิดต่างๆ, Magazine ชนิดพิเศษ. Barrel ติดปืนหลากชนิด รวมไปถึง Suppressor โดยแต่ละชนิดก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ตามความชอบของผู้เล่นครับ เช่นตัวผมที่ชอบการใช้ Holo มากกว่า Red Dot เพราะติดมาจาก R6 Siege นี่แหล่ะ

นอกจากเรื่องอาวุธที่จำเป็นสำหรับผู้เล่นแล้ว พวกชุดเกราะต่างๆ ก็มีส่วนที่จะตัดสินชีวิตของเราเช่นกัน ใน PUBG อุปกรณ์ป้องกันจะมีแค่ 2 อย่างก็คือหมวก กับชุดเกราะ โดยตัวเกมจะแบ่งระดับของมันออกไว้เป็น 3 ระดับ ไล่ไปตั้งแต่ Level 1-3 แน่นอนว่าด้วยระดับที่สูงขึ้นมันก็จะเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันให้ดีขึ้นมากเช่นกัน ในส่วนของหมวก หากผู้เล่นโดนยิงทั้งๆที่ไม่มีหมวก ไม่ว่าจะเป็นในระยะไหนหรือปืนกระบอกไหนก็ตาม ผู้เล่นจะตายภายในนัดเดียวทันที เพราะฉะนั้นหาหมวกใส่ไว้ตลอดจะดีที่สุดครับ

นอกจากนี้แล้วตัวเกมก็จะมีของชนิดอื่นๆ ที่จำเป็นต่อตัวผู้เล่น เช่นอย่างยารักษา ผ้าพันแผล ยาแก้ปวด เครื่องดืมชูกำลัง โดยของพวกนี้จะช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้ผู้เล่นที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ครับ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ระเบิดชนิดต่างๆ ที่ถือว่าเป็น Key สำคัญที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบของผู้เล่นเลยทีเดียว ของพวกนี้เราสามารถเก็บได้มากน้อยตามระดับกระเป๋าเก็บของที่ผู้เล่นสามารถหาเก็บได้ตามฉากนั้นแหล่ะครับ แน่นอนว่ามันก็ถูกแบ่งระดับไว้ 3 ระดับเช่นกัน

ใน PUBG เมื่อผู้เล่นอยู่รอดเป็นคนสุดท้าย หรืออยู่รอดเป็นทีมสุดท้าย ก็จะถือว่าชนะใน Match นั้นๆ ครับ เมื่อผู้เล่นชนะก็จะได้รับแต้มเงิน BP และค่าประสบการณ์สำหรับ Event Pass ที่ผมจะพูดถึงอีกที โดยเจ้าเงิน BP ที่ได้มานี้ผู้เล่นสามารถนำเอาไปชื้อกล่อง Loot Box หรือของ Skin แต่งตัวภายในเกมได้ผ่านร้านค้าในเมนูหลักของเกมเลยครับ Skin พวกนี้ก็จะแบ่งไปตั้งแต่ชิ้นส่วนหัวจรดเท้า รวมไปถึง Skin ปืนทุกชนิดในเกม โดยมีการแบ่งระดับความหายากง่ายเอาไว้ใส่โชว์คนอื่นในเกมนั้นเอง

และนั้นคือการมาของระบบ Microtransaction ที่ผู้เล่นสามารถใช้เงินจริงๆ เติมเงิน G-Coin ผ่าน PS Store เพื่อชื้อของที่ขายในร้านค้าภายในเกม โดยของพวกนี้บังคับให้ใช้ G-Coin ชื้อเท่านั้น ไม่สามารถใช้ BP ชื้อได้ ในขณะเดียวกันของที่ใช้ BP ชื้อได้ ก็จะไม่สามารถใช้ G-Coin ชื้อได้เช่นกันครับ (ระบบนี้จะแตกต่างกับของ PC เพราะของ PC ไม่มี G-Coin แต่จะเป็นการชื้อของที่ใช้เงินจริงตามราคาที่กำหนดไว้เลย) โดยเจ้า G-Coin พวกนี้มีราคาเริ่มต้นที่ 149 บาท 500 G-Coin แต่ของภายในเกมอย่าง Skin ปืน M416 ก็เริ่มที่ 700 G-Coin กันแล้ว


Playstation Performance


ต้องยอมรับจริงๆ ว่าถ้าพูดถึงเรื่อง Performance สำหรับเกมที่รีวิวใน PS4 ตัวผมเองพูดตามตรงว่าไม่ได้คาดหวังอะไรนักจากเครื่อง Console แต่มันก็มีหลายเกมที่ทำออกมาได้ดีตามกราฟิกที่ได้ แต่เมื่อมาถึง PUBG แล้วนั้น คำพูดเดียวที่ผมสามารถอธิบายได้ทั้งหมด มันก็คือความไม่น่าดู ไม่ลื่นไหลของเกมบน Playstation 4 ครับ (ส่วน PS4 Pro รอดนะ)

รูปจาก Digital foundry

อย่าเพิ่งร้อนใจกันไป PUBG ใน PS4 นั้น Run ที่ 1080p สำหรับเครื่องธรรมดา และ 1440p สำหรับเครื่อง Pro โดยที่ทั้งสองเครื่องจะเป็นการ Run แบบ Native Resolution ไม่มีการ Upscale ใดๆ ทั้งสิ้น แถมเครื่องเวอร์ชัน Pro ยังสามารถเปิดโหมด Supersampling ได้หากเล่นในหน้าจอที่ 1080p และยังมี Texture ที่ดูดีกว่าของเครื่องธรรมดามากๆ โดยผมขออนุญาตยกรูปมาจาก Digital foundry เพื่อแสดงให้เห็นถึง Texture ภายในเกมของทั้งสองเวอร์ชันครับ

ที่นี้เรามาพูดถึงเรื่อง Frame Rate สำหรับเกมที่เน้นการเล่น PVP แบบนี้ Frame Rate คือสิ่งที่สำคัญมากๆ แน่นอนว่าตัวเกม Lock Frame Rate ไว้ที่ 30 ตลอดทั้งเกม และเป็นไปตามที่คิดก็คือเครื่องธรรมดานั้นมีเฟรมร่วงให้เห็นอยู่ตลอดทั้งเกม สำหรับเครื่อง Pro ก็พอมีให้เห็นบ้างเพียงเล็กน้อย สำหรับปัญหาเรื่องการโหลด Texture ไม่ทันของเวอร์ชัน Xbox One ก็ต้องขอขอบคุณ PS4 ตัวธรรมดาที่แรงกว่า ทำให้ไม่มีปัญหานั้นเลยครับ

ยิ่งตอนกระโดดร่มนี่ RIP Frame Rate

แต่นี่เรากำลังพูดถึงปี 2018 เกมที่ Lock Frame Rate ไว้ที่ 30 ถ้าหากเราใช้คำว่าร่วงตลอดทั้งเกม นั้นหมายความว่ามันจะลงมาเหลือ 20-25 และนั้นก็แสดงให้เห็นถือการกระตุกที่แทบจะเล่นไม่ได้ หลายๆ คนอาจจะคิดว่าผมเรื่องมากไป หรือคิดว่าเครื่องธรรมดามันก็ทำได้แค่นี้ต้องเล่นเครื่อง Pro สิ ผมอยากให้มองไปอย่างเกมใหม่ล่าสุดอย่าง Red Dead Redemption 2 หรือถ้าจะให้แฟร์ ก็ต้องเกมอย่าง Battlefield V ที่มีกราฟิกสวยงามมากกว่า PUBG หลายสิบเท่า แต่ที่ตลกคือ Battlefield V กลับ Run ได้ที่ 60 FPS แม้ว่าจะเป็นเครื่องธรรมดาก็ตามนี่ล่ะ

การที่ผมเอา PUBG มาเปรียบเทียบกับ Battlefield V ในเรื่องของ Frame Rate อาจจะไม่ค่อยจะเข้าหูคุณผู้อ่านสักเท่าไร แต่เชื่อผมเถอะว่านี่มันเป็นการเปรียบเทียบที่แฟร์สุดๆ แล้ว หรือจะให้นำเอาไปเปรียบกับกับเกมอย่าง Fortnite ที่ใช้ Unreal Engine 4 เช่นกัน ก็คงจะยิ่งไม่เข้าหูแฟนๆ เข้าไปอีก และถ้าเรามองดีๆ ก็จะรู้เลยว่าเกมอย่าง PUBG มันไม่ควรจะใช้สเป็คเครื่องที่สูงขนาด PS4 ไม่สามารถ Run ที่ 60FPS หรือเอาง่ายๆ แค่ทำให้คงที่ 30FPS ตลอดเวลาไม่ได้

โดยเรื่องนี้ผมจะไม่โทษเครื่อง PS4 เลยแต่อย่างใดครับ แต่ผมจะโทษไอ่ตัวเกมเองนี่แหล่ะ PUBG เป็นเกมที่มีปัญหาเรื่อง Optimize มานานมากๆ แล้ว ตั้งแต่เวอร์ชัน PC ยัน Xbox One ที่ทำเอาผู้เล่นหลายๆ คนปวดหัว และเบื่อที่จะด่า จนมาถึงวันนี้ในที่สุดตัวเกมก็ได้มอบเอาภาพรายละเอียดน้อย และ Frame Rate แย่บน PS4 ใครอยากได้ภาพที่ลื่นขึ้น ดีขึ้นก็คงต้องเล่นบน PS 4 Pro แทน

มีให้เลือก แต่ไม่มีบอกว่าแบบไหนเป็นอย่างไร

มาพูดถึงเรื่องการบังคับกันบ้าง ต้องบอกว่าผมค่อนข้างประทับใจกับการออกแบบปุ่มบังคับการเล่นเกมบน Controller PS4 ออกมาได้ดีมากๆ ผู้เล่นสามารถจัดการช่องเก็บของได้สะดวก ง่ายดาย สามารถบังคับตัวละครได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด โดยในช่วงแรกผู้เล่นอาจจะต้องปรับตัวสักนิด แต่เมื่อผ่านไปสัก 3-4 เกมแล้วก็จะชินเองครับ แต่น่าเสียดายที่ตัวเกมไม่สามารถปรับปุ่มได้อิสระเหมือนในของ PC แต่จะมี Option มาให้เลือกแบบ Type A-B มาให้เท่านั้นครับ

และถ้าพูดถึงเรื่อง Controller ก็คงต้องมามองอุปกรณ์เสริม 3rd Party ที่ถูกยอมรับโดย Sony เอง อย่างพวกอุปกรณ์ที่จำลองการใช้เมาส์คีย์บอร์ดเล่นเกมอย่างกับใช้เมาส์คีย์บอร์ดจริงๆ เล่น แถมยังมีอีกสารพัดอุปกรณ์ช่วยเหลืออีกมากมาย ที่บอกตามตรงว่าหนักกว่า Hacker ก็คือ Cheater พวกนี้นั้นล่ะ นึกภาพว่าใครจะเอาจอยไปยิงสู้คนใช้เมาส์คีย์บอร์ดได้กับเกมที่ไม่มี Aim Assist งานนี้คงโทษใครไม่ได้ นอกจากคนที่ใช้ของพวกนี้นั้นล่ะครับ

เรื่องระบบเสียงภายในเกมนี้ ที่ตัวผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทีมงานขี้เกียจหรืออย่างไร เพราะเราไม่สามารถปรับเพิ่มลดเสียงอะไรภายในเกมนอกจากให้เปิดปิดเพลงได้เลยครับ WHAT!!! รวมไปถึงพวก Voice Chat ที่ไม่มีให้เลือกแบบ Push to Talk ซึ่งผมก็เข้าใจว่ามันเป็นเกม Console คงจะตั้งปุ่มในกดพูดลำบาก แต่อย่างน้อยก็น่าจะเพิ่ม Voice Threshold มาให้ผู้เล่นหน่อยก็ยังดี แถมไม่มีให้ปรับความดังของเสียงพูดถึง Input และ Output อีกด้วย ซึ่งไอ่เรื่องพวกนี้มันมีในเวอร์ชัน PC นะ แล้วทำไมใน PS4 ถึงไม่มีฟระ!!

คำถามสุดท้ายก็น่าจะเป็นเรื่อง Server ที่มีให้เลือกภายในเกม ในเวอร์ชัน PS4 จะมีให้เลือกแค่ 3 โซน แต่ไม่มี SEA นะครับ งานนี้ต้องโดดร่วมแจมกับชาว Asia/Oceania โดยที่ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่าปิงในเกมมันอยู่ที่เท่าไร (แต่คาดว่าน่าจะ 120+) นอกจากนี้ Setting อื่นๆในส่วนของ Gameplay ก็มีเหมือนเวอร์ชัน PC ทุกประการ และแน่นอนว่าตัวเกมมีภาษาไทยแบบเวอร์ชัน PC อีกด้วยครับ ก็ถือว่า PS4 มีเกมภาษาไทยให้เล่นเพิ่มอีกเกมละนะ


สรุป


สรุปแล้ว PUBG มันก็ยังคงเป็น PUBG ของมันอยู่ดีครับ ตัวเกมไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างจากของเวอร์ชัน PC ไปเลย ที่เพิ่มเติมเข้าไป ก็คือกราฟิกที่แย่กว่าเดิม เฟรมเรตที่แย่กว่าเดิม และ Patch ที่ตามหลังกว่าของ PC อยู่ และนั้นคือสิ่งที่ PUBG ที่ชาว PS4 จะได้เล่นกัน ส่วนตัวแล้วผมเคยรีวิวเกมนี้ไปตั้งแต่เกมวางขายเวอร์ชัน EA ครั้งแรกไปไม่ถึง 1 เดือน สมัยที่คนเล่นยังไม่ถึงหลักแสน ณ เวลานั้นผมเคยพูดเอาไว้ว่า “PUBG เป็นเกมที่ดีในระดับนึง” จนถึงตอนนี้มันก็เป็นเกมที่ดีในระดับนึงจริงๆครับ

แต่เพียงแค่ว่ามันไม่ควรจะ เป็นแบบนี้ เท่านั้นเอง ตัวเกมมีปัญหามากมายหลายอย่าง ที่ผมขอแนะนำให้คนที่เล่นเวอร์ชัน PC ก็จงเล่นมันต่อไป ไม่ต้องหันมามองเวอร์ชัน Console เพื่อที่จะหนีจาก Hacker หรอกครับ เพราะใน Console มันก็มีพวกใช้ 3rd Party เมาส์คีย์บอร์ดอยู่เช่นกัน แต่สำหรับคนที่ไม่มี PC แรงๆ สักเครื่อง และอยากจะเล่น PUBG นั้น เวอร์ชัน PS4 ก็อาจจะตอบโจทย์คุณได้บ้าง แต่ก่อนที่จะกดเพิ่มลงตะกร้านั้น ผมอยากให้คุณตรวจสอบ PC คุณดีๆ ก่อน ว่ามัน Run ได้ดีกว่าเวอร์ชัน PS4 จริงๆหรือไม่ครับ

PLAYERUNKNOWN’S BATTLEGROUNDS วางจำหน่ายแล้ววันนี้ใน PS Store ด้วยราคา 904 บาท คลิก

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[REVIEW] Battlefield V สนามรบออนไลน์สุดมันส์ของเกมเมอร์สายทีมเวิร์ค

Published

on

Call of Duty: Black Ops 4

8

GAMEPLAY

9.0/10

GRAPHICS

8.0/10

STORY

7.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.0/10

จุดเด่น

  • Gameplay สนุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาไม่อยากลุกจากหน้าจอคอมเลย
  • มีโหมดให้เล่นหลากหลาย เล่นได้ทั้งวันไม่เบื่อ
  • ความสมดุลของตัวเกมที่ออกแบบมาได้ดีมาก
  • ฉากภายในเกมที่ไม่กั้กไว้ใน DLC แบบภาคก่อนๆ
  • Dedicated Server

จุดสังเกต

  • เสียงโดยรวมทุกอย่างยังทำมาได้ไม่ดีเช่นเดิม
  • ไม่มี Story Mode

รบกันมารัว ๆ มากกว่า 40 ภาค ในสมรภูมิต่างที่ต่างเวลามากกว่า 5 ยุค เมื่อมาถึงภาคน้องใหม่ล่าสุดของ Battlefield ที่กลับไปใช้ฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนต้นกำเนิดของซีรี่ส์ ทีมพัฒนา DICE จึงต้องสรรหาจุดแปลกใหม่เข้ามาบ้างหากไม่อยากให้แฟน ๆ เบื่อไปซะก่อน ซึ่งแทนที่พวกเขาจะใช้วิธีง่าย ๆ อย่างการโปะสกินใหม่ ใส่ปืนแปลก ๆ หรือยานพาหนะประหลาด ๆ เข้ามาในเกมเพื่อให้คนเล่นตื่นเต้นจากการได้จับของเล่นใหม่ พวกเขากลับมุ่งเน้นไปในเส้นทางที่ลึกลงไปกว่านั้น แม้จะมองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่าแต่เกมเมอร์จะรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจนเมื่อได้ลองเล่นเกมกับมือ

ความแปลกใหม่ที่ว่าของ Battlefield V คือการปรับซีรี่ส์นี้ให้กลายเป็นเกมออนไลน์มัลติเพลเยอร์สเกลยักษ์ที่เน้น “การเล่นเป็นทีม” เต็มรูปแบบ รวมทั้งการปรับระบบในเกมให้เข้าที่เข้าทางและสมดุลที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเลือกเดินในเส้นทางนี้อาจทำให้เกมเมอร์ไม่ได้ร้องโอ้โห อ้าหา ตั้งแต่เปิดเกมมาเล่นใน 10 นาทีแรก แต่พวกเขาจะซาบซึ้งกับมันหลังจากโจ้เพลิน ๆ ไปนานกว่า 10 ชั่วโมงแล้ว รายละเอียดของความใหม่นี้เป็นอย่างไร ถูกใจแฟน ๆ ซีรี่ส์และขา FPS หรือไม่ ลองไปดูกันเลย!

ภาพ เสียง เอนจิ้นทรงพลัง ประหนึ่งรถถัง Tiger!

อาห์… เอฟเฟ็กต์รถถังระเบิดบึ้มนั้นช่างสวยงาม

ขึ้นชื่อว่าเป็นเกม Battlefield ทั้งทีก็ต้องมาพร้อมกับเอนจิ้น Frostbite มหากาฬของทีม DICE เค้าอยู่แล้ว ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณภาพกราฟิกยังคงมาตรฐานอันสูงส่งของ Frostbite ไว้ได้ไม่ผิดหวัง ภาพเนียนกริ๊บเหมือนภาพถ่าย แสงสีสดใส แถมยังเฟรมเรตลื่นปรื๊ด 60 FPS แม้จะเล่นบนเครื่อง PS4 Pro นอกจากนี้หากคุณเล่นบนพีซี คุณยังสามารถดันกราฟิกให้มิด Ultra แล้วสัมผัสภาพงาม ๆ ที่สวยติดอันดับต้น ๆ ของเกม FPS ในยุคนี้แบบไม่กระเทือนพลังเครื่องมากเกินไป และหากคุณเป็นสายบ้ากราฟิกตัวจริงยังสามารถโดดไปลองใช้เอฟเฟกต์ Ray Tracing ที่มาพร้อมกับการ์ดจอ NVIDIA ตัวใหม่ได้ แต่การสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตตัวนี้ก็ต้องแลกมากับเฟรมเรตเกมที่ร่วงแบบไม่ปราณีด้วยนะ

จะหาเสียงปืนกลที่ดุดันกว่านี้ได้ที่ไหน! ว้ากกกก ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

อย่างไรก็ตาม พระเอกตัวจริงที่โดดเด่นยิ่งกว่าภาพกราฟิกงาม ๆ ก็เห็นจะเป็นเสียงเอฟเฟกต์ของเกมนี้นี่แหละ เสียงลูกตะกั่วแต่ละเม็ดที่แหวกอากาศผ่านตัวคุณไปช่างฟังดูน่าหวาดเสียวจนทำให้เผลอโยกหัวหลบกระสุนระหว่างจับจอยเล่นอยู่บ่อย ๆ อีกทั้งเสียงก้องกังวาลจากปากกระบอกปืนเวลาที่คุณลั่นไกก็ฟังดูหนักแน่น รุนแรง เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างที่พร้อมจะบดเนื้อทหารฝ่ายตรงข้ามให้เป็นชิ้น ๆ และที่ฟังดูโหดที่สุดก็คือเสียงเหล็กตีนตะขาบและปืนใหญ่ของรถถังสงครามโลกที่ใครได้ยินเป็นต้องรีบวิ่งหลบเป็นแถบ ๆ สรุปง่าย ๆ คือเสียงทั้งหลายในเกมนี้ทำให้ปืนทุกชนิดยิงมันส์เป็นบ้า น่าเสียดายที่เสียงดนตรีประกอบของภาคนี้ฟังดูไม่ค่อยฮึกเหิมหรือติดหูเท่าไหร่ หนำซ้ำยังมีแค่โทนเดียวคือช้า ๆ คลอ ๆ เนิบ ๆ จนอาจทำให้คุณเผลอหลับระหว่างรบได้

ลุยเพลิน ๆ กับเรื่องสั้นสุดกินใจ

เนื้อเรื่องตอนใหม่ที่เพิ่มเข้ามาทั้งสนุกและกินใจกว่าที่คาดคิด

สำหรับโหมดเนื้อเรื่องของ V ยังยึดตามรูปแบบเดิมจากภาคที่แล้ว ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ฉบับจบในตัวเองของผู้ที่ต้องต่อสู้ในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 จากทั่วทุกมุมโลก เรื่องสั้นเหล่านี้ต่างก็เป็นเรื่องราวผ่านมุมมองใหม่ ๆ ที่เกมเมอร์ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นต้นกำเนิดหน่วยวินาศกรรมของสหราชอาณาจักร เรื่องราวของกองกำลังฝ่ายต่อต้านในนอร์เวย์ ตำนานของกองกำลังสัมพันธมิตรผิวสีที่ถูกประวัติศาสตร์ลืมในสงครามโลกครั้งที่สอง และที่เพิ่งได้รับการเพิ่มเข้ามาล่าสุดอย่างเรื่องราวของหน่วยรถถัง Tiger ที่นำเสนอมุมมองของทหารฝ่ายเยอรมัน แม้แต่ละเรื่องราวจะมีแค่ 2 ด่านย่อยให้เล่นและกินเวลาเพียงชั่วโมงหน่อย ๆ แต่มันก็พาผู้เล่นไปชมภาพกราฟิกสวย ๆ เสียงเอฟเฟคต์แจ่ม ๆ และพยายามเล่าเรื่องราวที่แปลกใหม่ทั้งยังกินใจ ไม่ได้มีแต่ฉากบุกยึดหัวหาดที่ถูกใช้กันมาเป็นล้านรอบให้เห็น จุดนี้ต้องขอชมเชยทีม DICE จากใจที่ยอมเสี่ยงนำเสนออะไรแปลกใหม่ในฉากหลังที่สุดจะช้ำอย่างสงครามโลกครั้งที่สอง

อย่าเห็นตูนะๆๆๆๆๆๆ

สำหรับฉากส่วนใหญ่จะค่อนข้างเปิดกว้างกึ่ง Open-World ให้ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะลอบเร้นเก็บศัตรูหรือบู๊ล้างผลาญมันตั้งแต่แรก (มีเพียงฉากในเรื่องสั้น The Last Tiger เท่านั้นที่เน้นให้ผู้เล่นขับรถถังบู๊อย่างเดียว) ข้อดีก็คือเกมให้ผู้เล่นได้ครุ่นคิดวางแผนเองในระดับหนึ่ง แต่ข้อเสียก็คือระบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในเกมนี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาซะเลย แผนที่เล็ก ๆ บอกตำแหน่งศัตรูก็ไม่มี ศัตรูมองด้านไหนอยู่ก็ไม่บอก แถมทหารข้าศึกยังตาดียังกับฮอว์คอาย แม้คุณจะพยายามย่องตอดเก็บศัตรูทีละคนแต่สุดท้ายก็มักจะจบที่การสาดกระสุนใส่ทุกคนที่ขวางหน้าอยู่ดีเพราะศัตรูรู้ตัวง่ายเกินไป เมื่อบวกกับเรื่องที่ AI ของมันก็ไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่ทำให้รู้สึกว่าการควงปืนฆ่าล้างฐานดูจะเป็นตัวเลือกที่ง่ายและปิดจ๊อบได้ไวกว่า มีเพียงสมรภูมินอร์เวย์ยามค่ำคืนเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกลุ้นระทึกเหมือนเกมลอบเร้นจริง ๆ

ฉากในโหมดเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ภาพสวยมาก เล่นไปชมวิวไปก็เพลินอยู่นะ

ซ้ำร้ายหลายฉากยังมีรูปแบบการเล่นคล้ายกันไปหมด คือโยนผู้เล่นเข้าไปในสมรภูมิกว้าง ๆ คนเดียวแล้วปล่อยให้เดินทางไปทำภารกิจบนแผนที่เอง (ส่วนใหญ่ก็คือการไประเบิดอะไรสักอย่างทิ้งนั่นแหละ) ส่วนปืนผาหน้าไม้ที่มีให้ในภาคนี้ก็ไม่ได้มีรูปแบบการใช้งานต่างจากภาค Battlefield I สักเท่าไหร่ อันที่จริงหลายกระบอกเหมือนกับเอาปืนเก่ามาแปะสกินใหม่เลยล่ะ ทำให้พอเล่นไปสักพักก็อดรู้สึกจำเจไม่ได้ อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง The Last Tiger กลับกินใจ อลังการ และคุ้มค่ากับการรอคอยชนิดเหนือจากความคาดหมาย สรุปง่าย ๆ ได้ว่าโหมดเนื้อเรื่องของ Battlefield V ก็คือโหมดสอนเล่นภาพสวย ๆ ยาวหน่อย ๆ และมีเนื้อเรื่องที่สนุกพอให้เล่นเพลิน ๆ ได้นั่นแล

ฮีโร่เค้าอยู่ในสมรภูมิ “มัลติเพลเยอร์”

ลุยเข้าไปเลยทหารหาญ!

จริงอยู่ที่โหมดเนื้อเรื่องของภาค V ก็ไม่แย่แต่ใครเค้าซื้อเกม Battlefield มาเพื่อเล่นคนเดียวกันล่ะ มันต้องเอามาโจ้โหมดเล่นกับชาวบ้านสิ! ซึ่งขอบอกตรงนี้เลยว่า DICE ทำออกมาไม่ผิดหวังทั้งในด้านความหลากหลายของโหมดการเล่นและความลุ่มลึกของเกมเพลย์ เริ่มจากโหมดต่าง ๆ ที่มีให้เล่นกว่า 6 โหมด ตอบโจทย์สไตล์การเล่นของเกมเมอร์สายไฝ้ออนไลน์ทุกประเภท ประเดิมด้วยโหมดคลาสสิกทั้งหลายอย่าง Conquest โหมดสัญลักษณ์ของซีรี่ส์ที่ยังมอบประสบการณ์สนามรบสุดอลังการไม่เปลี่ยน โหมด Team Deathmatch สำหรับเกมเมอร์ปืนไวที่ชอบยิงกันให้ตายเป็นหลัก และโหมด Domination ที่เน้นแย่งกันคุมพื้นที่ไปมาในสมรภูมิขนาดกลาง ให้ผู้เล่นได้แสดงมือสาดกระสุนและได้ใช้กลยุทธ์แบบพอดี ๆ

DICE เค้าใจดีแจกโหมดใหม่แผนที่ใหม่ฟรี ๆ จ้า (แต่รอหน่อยนะ)

ส่วนโหมดน้องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Breakthrough และ Frontlines Small ก็รวดเร็วสะใจ กระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนให้สูบฉีดพลั่ก ๆ แต่โหมดใหม่ที่เด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้น Grand Operations ที่สนุกตื่นเต้น ให้อารมณ์เหมือนเล่นแคมเปญ (แต่สู้กับคนแทน AI นะ) เพราะคุณต้องพาทีมฟันฝ่าสมรภูมิเดือดต่อเนื่องกันถึง 5 แห่ง แต่ละแห่งก็มีวิธีรบต่างกันและผลแพ้ชนะในสมรภูมิที่แล้วยังส่งผลกระทบต่อการรบในสมรภูมิถัดไป ซึ่งถ้าจะเล่นโหมดนี้ให้จบบริบูรณ์ได้ก็ต้องนั่งโจ้กันเป็นชั่วโมงแน่นวล นี่ยังไม่รวมโหมดใหม่ ๆ ที่จะทยอยเพิ่มเข้ามาจากอัพเดต “Tides of War” ที่จะทยอยขนของฟรีมาให้เกมเมอร์รบกันต่อไปเรื่อย ๆ อย่างเช่น โหมดทัพรถถังล้วนประจัญบาน และโหมด Battle Royale ยอดฮิตที่เกมไหนไม่มีช่วงนี้แล้วดูเหมือนจะเอาท์อีกนะ

อยากจะรบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบในเมือง ก็เลือกได้เลย

ทั้งนี้แผนที่ทั้งหลายในเกมยังได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี มีทั้งรบในเมือง รบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบบนภูเขาหิมะ อาจจะขาดแค่รบในอวกาศเท่านั้นแหละ แต่ละฉากที่มีที่ทางให้พลทหารสายซุ่มยิงและสายบู๊ประจัญบานวาดลวดลายกันอย่างทั่วถึง ที่สำคัญคือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดสามารถถูกยิงทำลายให้เป็นจุลได้จากระเบิดสารพัดชนิด ส่งผลให้สนามรบมีพลวัตร เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดแบบคาดเดาอะไรไม่ค่อยจะได้ ช่วยเพิ่มความลุ่มลึกให้เกมไปอีกขั้น

สนามรบแห่งนี้ ไม่มีที่ให้หมาป่าเดียวดาย

ยุคนี้เค้าเน้นหมาหมู่ เอ้ย! ทีมเวิร์ค

องค์ประกอบที่ใหม่ที่สุดของ Battlefield V คือการให้ความสำคัญกับคำว่า “ทีมเวิร์ค” สุด ๆ แบบที่ไม่เคยเห็นในภาคไหนมาก่อน บรรดาหมาป่าขาลุยเดี่ยวทั้งหลายจงระวังตัวเอาไว้ให้ดี เพราะถ้าคุณวิ่งบู๊คนเดียวเข้าไปในสมรภูมิแบบที่เคยทำในเกมอื่น คุณจะต้องพบกับประสบการณ์ตายแล้วตายอีกตายมันอยู่นั่นโดยที่ฆ่าใครก็ไม่ได้ ทำประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ แถมยังสกอร์ห่วยรั้งท้ายตารางอีก ในทางตรงกันข้าม เหล่าผู้เล่นสายเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ชอบตบบ่าช่วยเพื่อน ๆ มากกว่าการไล่ยิงชาวบ้านกลับได้ดิบได้ดี เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานรวดเร็วจนคนอื่นได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ

ชุบทีมีใบ

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าทีม DICE เค้าออกแบบระบบเกือบทั้งหมดในภาคนี้ให้เอื้อกับการเล่นเป็นทีมมาก ๆ มากที่สุด มากจริง ๆนะ ตั้งแต่เข้าเกมคุณก็จะได้รับการจับกลุ่มเข้าไปอยู่ในหน่วยเดียวกับเกมเมอร์คนอื่นโดยอัตโนมัติ รวมถึงได้ไปอยู่ในลิสต์รายชื่อเพื่อนกันแบบชั่วคราวด้วย (ประมาณว่าหากเล่นด้วยกันแล้วถูกใจก็กดชวนเป็นเพื่อนกันจริง ๆ ได้เลย) นอกจากนี้เวลาเลือกจุดเกิดที่เพื่อนในหน่วยเดียวกันก็ได้แต้มเยอะกว่า ชุบชีวิตเพื่อนในหน่วยก็ได้แต้มเยอะกว่า โยนยุทโธปกรณ์ให้เพื่อนก็เยอะกว่าอีก สรุปคือเพียงทำอะไรที่ช่วยหน่วยของคุณก็รับแต้มกำไรไปเลยเท่าตัวประหนึ่งโปรบัตรเครดิต ซึ่งนอกจากเรื่องแต้มที่ล่อตาล่อใจแล้ว หน่วยทหารราบที่รู้จักทำงานเป็นทีม 4 คนและรู้จักสลับคลาสไปมาเพื่อรับมือสถานการณ์ตรงหน้านี่ก็แทบจะไร้เทียมทานเลยทีเดียว เพราะฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ต่อให้ตายเดี๋ยวก็เกิดใหม่มาเติมอีก แถมยังกระทืบรถเกราะให้พังได้ในไม่กี่อึดใจด้วย

“แกวิ่งเข้าไปก่อนสิ” “แกน่ะแหละ” ”แกน่ะแหละ” “แกน่ะแหละ”…

การที่เกมเน้นทีมเวิร์คขนาดนี้ยังช่วยให้เกมเมอร์ที่ไมได้ถนัดยิงชาวบ้านรัว ๆ เล่นเกมนี้ได้สนุกขึ้น แม้คุณจะไม่ได้เป็นเทพ FPS ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับ Battlefield V และสร้างผลงานในแต่ละแมตช์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่หาจังหวะช่วยเพื่อนให้ถูกเวลาและมุ่งมั่นทำภารกิจบนแผนที่อย่างสม่ำเสมอคุณก็สามารถติดอันดับต้น ๆ ในเกมได้ไม่ยากเลย อย่างไรก็ตาม การที่ภาค V เลือกที่จะเดินมาสายนี้เต็มตัวก็เป็นดั่งดาบสองคม เพราะมันทำให้เกมเมอร์ที่ชอบลุยเดี่ยวจากเกมตระกูล CoD หมดสนุกชัวร์ นอกจากพวกเขาจะเล่นตามสไตล์เดิมได้ยากแล้ว การเป่าศัตรูดับหนึ่งคนก็ไม่ได้ให้แต้มมากมายและไม่ได้ส่งผลกับทีมข้าศึกขนาดนั้น นอกเหนือไปกว่านั้น บรรดาโหมดที่เน้นการลุยแหลกอย่าง Team Deathmatch หรือ Frontlines Small ก็หาคนเล่นด้วยยากแถมยังไม่สนุกเท่าโหมดที่เน้นทีมเวิร์ค ซึ่งมันยิ่งส่งผลให้จุดอ่อนตรงนี้เห็นชัดขึ้น

มาแต่งตัวตุ๊กตาทหารของคุณกันเถอะ

ที่ร้ายที่สุดคือเกมเน้นการรบเป็นหน่วยของทหารราบมาก ๆ จนมันไปบดบังรัศมีของยานพาหนะใน Battlefield จนแทบมิด จริงอยู่ที่รถถังทั้งหลายยังพกพลังทำลายล้างสุดโหดเอาไว้แต่พวกมันก็สามารถถูกทหารราบยิงทิ้งได้ไม่ยาก ซ้ำร้ายพวกมันยังอืดอาดแถมขับยาก ส่วนเครื่องบินนี่แทบไม่มีบทให้เล่นเลยเพราะพลังทำลายล้างอ่อนมากแถมกว่าจะได้อัพเกรดแจ๋ว ๆ อย่างการทิ้งระเบิดก็กินเวลานานอีก กลายเป็นของประดับฉากที่เอาไว้ให้เหล่าเสืออากาศบินขู่ศัตรูหรือไล่ยิงกันเองกลางหาวซะมากกว่า

เหล้าเก่าในขวดใหม่สำหรับทหารผ่านศึก

ระบบอัพเกรดนั้นเรียบง่ายและเน้นการเปลี่ยนสกินเป็นหลัก

ระบบหลัก ๆ แทบทั้งหมดของ Battlefield V คือการนำของดี ๆ ที่เวิร์คอยู่แล้วจากเกมสมรภูมิสารพัดภาคของ DICE มาปรับใช้เข้าด้วยกัน โดยระบบอัพเกรดได้รับการออกแบบให้เรียบง่ายขึ้นมาก อิงตามระบบของเกม Star Wars: Battlefront 2 (ระบบดี ๆ นะ ไม่ใช่ระบบ Micro transaction ดราม่านั่น) ทำให้ของอัพเกรดแทบทั้งหมดจะเป็นด้านรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งชุดยูนิฟอร์มทหาร ทรงปืนและสีปืน มีแต่ศูนย์เล็งเท่านั้นที่อาจมีผลต่อการเล่นบ้าง ซึ่งหากคุณต้องการได้อัพเกรดที่ช่วยให้คุณรบเก่งขึ้นจริง ๆ ก็ต้องไปหวังพึ่งกับความเชี่ยวชาญปืนนามว่า Specialization ที่จะได้มาก็ต่อเมื่อคุณเล่นคลาสนั้นบ่อย ๆ และต้องปลดล็อคตามเงื่อนไขที่เกมกำหนด ข้อดีของสไตล์อัพเกรดแบบนี้คือเข้าใจง่ายมาก ส่วนข้อเสียคือเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์อาจจะไม่มีเป้าหมายให้เล่นยาว ๆ เหมือนตอน Battlefield ภาค 3 และ 4 ที่มีของเล่นแต่งปืนให้ปลดล็อคนับไม่ถ้วน แถมแต่ละชิ้นยังมีผลต่อประสิทธิภาพของปืนไม่มากก็น้อย

ถึงทุกอย่างจะดูคุ้น ๆ แต่ถ้ายังสนุกอยู่ก็โอเคมั้ง

กลยุทธ์การรบของภาค V นั้นไม่ได้แปลกใหม่แหวกแนวเหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง Battlefield 4 มาเป็น Battlefield 1 ครั้งนี้ทีม DICE เขาใช้แผนการรบที่เน้นชนะชัวร์ตามที่ระบุในตำราเหมือนตอนนำภาค Battlefield 3 ไปสู่ภาค Battlefield 4 มันคือกลยุทธ์ที่เน้นพัฒนาต่อยอดจากเกมภาคก่อนแทนการยกเครื่องทำใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ พวกเขาพยายามขัดเกลาของที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น พยายามตบแต่งให้ภาคนี้กลายเป็นมัลติเพลเยอร์เกมที่ชูจุดขายเรื่องทีมเวิร์คอย่างเต็มรูปแบบ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือเกม Battlefield ที่สมบูรณ์และสมดุลมาก ๆ ซึ่งมาพร้อมกับความรู้สึกซ้ำซากจำเจเช่นกัน (แถมฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โดนใช้มาจนพรุนก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่) สมรภูมิแห่งนี้จะตรงใจคุณหรือไม่คงต้องถามใจตัวเองดู หากคุณเป็นแฟนซีรี่ส์นี้อยู่แล้ว ชอบเล่นเป็นทีมอยู่แล้ว และชอบแมตช์มัลติเพลเยอร์ที่สมดุลสุด ๆ Battlefield V จะเป็นสมรภูมิที่น่าจดจำสำหรับคุณ แต่หากคุณชอบความแปลกใหม่ ชอบโชว์เหนือคนเดียว และชอบเล่นโหมดเนื้อเรื่องยิ่งกว่าอื่นใด ข้ามสมรภูมิแห่งนี้ไปก็ไม่เสียหลายนะครับ

ขอบคุณ NGIN และ Nadz Project สำหรับการสนับสนุนรีวิวในครั้งนี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!