Connect with us

บทความวงการเกม

10 เกร็ดได้รอยยิ้มมุมปากจาก “Final Fantasy VII”

Final Fantasy VII เพิ่งจะครบวาระ 22 ปี (อย่างไม่เป็นทางการนะ) และซ้ำยังมีเทรลเลอร์ของเกมฉบับรีเมคถูกเปิดเผยในไม่กี่วันที่ผ่านมาและสร้างเสียงฮือฮาได้ในระดับหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนเลยอยากที่จะสานต่อความคิดถึงที่แฟน ๆ มีให้ต่อหนึ่งในเกมภาคที่ดีที่สุดของซีรีส์ด้วยการจัดแจงออกมาเป็น 10 เกร็ดของตัวเกมต้นฉบับ แต่ทั้งนี้มันจะมีอะไรกันบ้างตามไปดูกันได้เลยครับ!


1. แอริธและคลาวด์มีโพลิก้อนน้อยกว่าตัวละครหลักตัวอื่นเพราะออกฉากบ่อยจะได้ไม่ต้องกินความจุแผ่นมากนัก

ขนาดตัวเกมทั้งหมดทั้งมวลยังต้องใช้ความจุถึง 3 แผ่นซีดี การลดปัจจัยด้านต่าง ๆ เพื่อกินทรัพยากรให้น้อยที่สุดจึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือโมเดลตัวละคร ซึ่งพ่อหนุ่มคลาวด์และนางเอกที่ไปไม่ถึงฝั่งฝันของเกมอย่างแอริธ (หรือเอริส) จึงจำเป็นต้องมีการถูกลดทอนโพลีก้อนของร่างกายลง โดยคลาวด์จะเป็นการลดผมหนามของเขาลง (นี่ขนาดละแล้วนะ…) ในขณะที่แอริธจะเป็นเรื่องของการลดความเว้าของเสื้อเผาของเธอ

2. คลาวด์ไม่ได้ใช้หลังแบกดาบอันยักษ์ใหญ่ของเขา หากแต่ข้างหลังของเสื้อมีแม่เหล็กดูดดาบเอาไว้

ความน่าสงสัยตลอดกาลของพ่อหนุ่มคลาวด์ที่ว่าทำไม ชายบางร่างพริ้วถึงสามารถรับน้ำหนักดาบขนาดยักษ์ใหญ่เช่นนั้นที่หลังของตนได้ ซึ่งคำตอบจริง ๆ นั้น พี่แกไม่ได้แบกอะไรทั้งนั้น… หากแต่ที่บริเวณเสื้อข้างหลังของเขามีปุ่มแม่เหล็กที่ไว้ใช้ในการปะกบและเก็บดาบที่หลังของเขา 

3. มีคนสร้างดาบ Buster Sword ออกมาเป็นของจริง ซึ่งมันเป็นไปไม่เลยที่คนคนเดียวจะแบกไหว…

ในแชนแนลยูทูบของ AWE ปี 2013 ที่นำเสนอวิดีโอคอนเทนต์อันเป็นการหลอมอาวุธจากอนิเมะ/มังงะหรือตัวละครจากเกมขึ้นมาและทดลองใช้ให้เห็นแบบจริง ๆ ซึ่งทีมงานจากแชนแนลนี้ก็ได้พิสูจน์กันออกมาแล้วว่าดาบมหึมาเล่มนี้คนคนเดียวไม่สามารถแบกขึ้นมาฟัดเหวี่ยงได้อย่างอิสระเหมือนพี่คลาวด์ของเรา

4. ไอเดียแรกเริ่มของ FFVII จะมีธีมเรื่องราวเป็นแนวสอบสวนและมีพื้นหลังเป็นนิวยอร์กปี 1999

Hironobu Sakaguchi ผู้ออกแบบและคิดค้นเรื่องราวของเกมนั้น เคยตั้งใจจะทำให้เนื้อเรื่องของ Final Fantasy VII มีโลกพื้นหลังเป็นมหานครนิวยอร์กในรูปแบบอนาคต แต่เนื่องจากเกิดปัญหาขัดข้องทางทีมงาน บทสรุปของเซ็ตติ้งในเกมก็เลยเป็นอย่างที่เราเห็น (Steampunk + Dystopia) แต่กระนั้นก็ยังมีบางคอนเซ็ปต์ที่ได้ฝังลงไปในภาค 8 นะ

5. หน้าปกด้านหลังของเกมดันสปอยเนื้อเรื่องเฉย!

ก็นะครับ ตามที่เห็น…

6. จริง ๆ แล้วผมคลาวด์ควรจะต้องเรียบแปล้เหมือนตัวละครนี้ในภาค Crisis Core

จริง ๆ แล้วผมของคลาวด์นั้นควรจะต้องดูดีมีสไตล์เรียบแปล้และสีดำเหมือนตัวละคร Angeal ในภาค Crisis Core: Final Fantasy VII เพื่อให้เกิดความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงของเซฟิรอธ แถมผู้พัฒนายังคิดว่าหากเป็นผมแบบนี้ยังจะกินทรัพยากรในเครื่องน้อยอีกด้วย แต่พอออกมาเป็นรูปร่างจริง ๆ ทรงผมของคลาวด์อย่างที่เป็นอยู่ก็ได้สร้างความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ให้กับภาคนี้ในที่สุด (เกือบคิดผิดชีวิตเปลี่ยนแล้วไหมละ)

7. Sephiroth บอสใหญ่ของเกมมีพลังชีวิตแค่ 1 เท่านั้น…

ในบรรดาบอสยากแสนเข็ญทั้งหลายของเกม เซฟิรอธคือบอสที่อ่อนแอที่สุด (จริงๆ มีคำแรงกว่านี้แต่เกรงใจ ฮ่าๆ) จริงอยู่ครับที่สองรอบแรกจากการปะทะกัน พี่แกนั้นท้าทายฝีมือเราสุด ๆ แต่ในรอบสุดท้ายนั้นกลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง โดยการรับรู้ในครั้งนี้ หากผู้เล่นใช้สูตรผ่าน Gameshark (คิดถึงแท้) ในการต่อสู้กันครั้งสุดท้ายนั้น เพียงแค่เราทำการใช้คำสั่งอะไรก็ได้ที่เห็นพลังชีวิตของเขา เราก็จะพบว่าเลือดของพี่หงอกมีเพียง 1/1 เท่านั้น นั่นหมายความว่าที่เราต่อสู้กับแกอย่างยาวนานในครั้งสุดท้ายเป็นเพียงสคริปต์โชว์ความอลังการของฉากต่อสู้แค่นั้นเอง (แต่มันก็น่าจดจำอยู่ดีนั่นแหล่ะ!)

8. แฟนเกมตั้งทฤษฎี! คลาวด์อาจเป็นคนฆ่าเอริธเองกับมือ?

การจากไปของแอริธเป็นหนึ่งในโศกนาฎกรรมของวงการเกม และแม้ความจริงนั้นเธอจะถูกปลิดชีพด้วยเซฟิรอธตามท้องเรื่องแล้วก็ตาม แต่แฟน ๆ ก็มีทฤษฎีให้กับการจากไปของเธอว่าพี่เมฆานั่นแหล่ะเป็นคนฆ่าเธอ (โดยไม่ตั้งใจ) ซึ่งความคิดนี้มาจากแฟน ๆ ว่าเอาเข้าจริง ๆ แผลที่เกิดจากการแทงของเซฟิรอธนั้นแอริธอาจมีโอกาสรอดและเธออาจตกอยู่ในอาการสลบไปเท่านั้น แต่พี่คลาวด์เนี้ยสิดันจุ่มเธอลงน้ำไปเสียงั้น ทำให้โอกาสรอดของนางเป็นศูนย์และจมลงไปพร้อมกับร่างของเธอ

9. คู่ปรับคลาวด์และเซฟิรอธได้แรงบันดาลใจ มาจากนักดาบในตำนานมุซาชิและโคจิโร่

ผู้กุมบังเหียนด้านการออกแบบดีไซน์เกมในภาคนี้อย่าง Tetsuya Nomura มีความชื่นชอบเรื่องราวในประวัติศาสตร์ชาติญี่ปุ่นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปะทะกันระหว่างนักดาบในตำนานทั้งสองอย่าง Musashi Miyamoto และ Sasaki Kojiro ซึ่งเขาก็ได้นำคอนเซปต์นี้มาร่างในรูปแบบความรักและชื่นชอบผ่านตัวละครเอกทั้งสองของเกมอย่างพี่คลาวด์และเซฟิรอธนั่นเอง

10. Final Fantasy VII ฉบับสเปนคือการแปลที่แย่ที่สุดในทุกเวอร์ชั่น

แม้ในภาคนี้จะได้ผลตอบรับอันล้นหลามและส่งต่อมายังปัจจุบันเยอะแค่ไหนก็ตาม แต่กระนั้น ก็ยังคงมีเรื่องราวแปลก ๆ และน่าอับอายในมุมอับ และหนึ่งในนั้นก็คือตัวเกมเวอร์ชั่นที่ได้รับการแปลออกมาเป็นภาษาสเปนที่มันแย่ซะจนแฟน ๆ อยากลืมเลือนมันไปว่ามีฉบับนี้อยู่ อาทิ การแปลคำง่าย ๆ อย่าง Hurry ที่แปลว่าเร่งรีบ เป็นฮูเล่! (Hooray), ทุกครั้งที่ตัวละครผู้หญิงถูกกล่าวถึงในบทสนทนา สรรพนามของพวกเธอจะถูกใช้เป็นคำนำหน้านาม (a, the), miss คำสรรพนามที่ใช้เรียกผู้หญิง จะถูกแปลออกมาในภาษาสเปนเป็นคำว่า Merma ที่แปลออกมาเป็นไทยได้ว่า “มรณะ”

ข้อมูลอ้างอิง: Wikia, Vgfacts, The Gamer

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!