Connect with us

บทความวงการเกม

รวม 5 เกม MMORPG ที่ยอดเยี่ยมและคุ้มค่าที่จะเริ่มเล่นในปี 2019 นี้

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกคนครับ เริ่มต้นปี 2019 มา ก็มีเกมมากมายได้วางจำหน่ายไปมาก นับไปตั้งแต่ RE2 Remake ยาวมาจนถึง Sekiro ก็ทำเอาช่วงวันหยุดผมไม่เคยว่างเลย แต่อย่างไรก็ตามช่วงนี้ตัวผมเองกลับรู้สึกหวนหาถึงบรรยากาศเดิมๆใน MMORPG ที่ตัวเองเคยเล่นอย่างเช่น World of Warcraft ที่ทำเอาตัวผมติดค้างอยู่ในโลก Azeroth เป็นปีๆ ถึงจะถอนตัวออกมาได้

ประจวบเหมาะพอดีที่ World of Warcraft กำลังจะมี Server Classic เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าตัวผมเองก็คงไม่พลาด แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เพิ่งมานึกขึ้นได้ว่าภาคเสริมล่าสุดของ Final Fantasy XIV อย่าง Shadowbringers ก็กำลังจะวางขายในช่วงเดียวกัน อีกทั้งในช่วงนี้ผมดันไปสนใจเกมอย่าง Guild Wars 2 เข้าให้และหลวมตัวชื้อตัวเกมแพคคู่มาเลยทีเดียว แล้วแบบนี้ผมจะหาเวลาที่ไหนไปเล่นกันล่ะ

เพราะเหตุนั้นเอง วันนี้ผมจึงอยากจะมาพูดถึง MMORPG ที่เหมาะแก่การเริ่มเล่นในปี 2019 นี้ครับ คือต้องบอกให้ชัดเจนก่อนว่า บทความนี้ผมจะไม่ได้หยิบเอาเกม MMORPG ทั้งหมดบนโลกมานำเสนอ หรือเอามาจัดอันดับเกมที่น่าเล่น แต่ผมจะหยิบเอาเกมที่มัน เหมาะแก่การเริ่มเล่นใหม่ สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเกมนั้นๆมาก่อน และต้องการอยากจะเริ่มเล่นนั้นเองครับ


World of Warcraft


ยินดีต้อนรับสู่ Azeroth ครับ World of Warcraft (WoW) เป็น MMORPG เกมแรกในชีวิตของผมเลย (ผมเล่นเกมนี้ก่อนที่จะมาเล่น Ragnarok) นับว่าเป็นความโชคดีที่สมัยนั้นมีค่ายเกมในไทยอย่าง Asiasoft เป็นผู้จัดจำหน่ายตัวเกมอย่างเป็นทางการ ตัวเกมนั้นถือว่าเป็นภาคต่อของ Warcraft 3 Frozen Throne อย่างแท้จริง (ใครที่บอกว่าเมื่อไรจะมี Warcraft 4 นั้นจริงๆ มันมีมานานแล้วครับ) โดยปัจจุบันตัวเกมเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2004 จนถึงตอนนี้ก็ 15 ปีเต็มแล้ว มีภาคเสริมวางขายออกมาอีก 7 ภาค และมียอดผู้เล่น Subscribers สูงสุดมากกว่า 5 ล้านคน (ปัจจุบันมียอดผู้เล่นทั้งหมดประมาณ 1 ล้านคน)

ตัวเกมจะเล่าเรื่องหลังจาก Warcraft 3 Frozen Throne ใน 4 ปีให้หลัง สงครามระหว่าง Alliance และ Horde ก็ยังคงมีต่อไปตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็นคนๆหนึ่งออกค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ในโลก Azeroth ร่วมมือกับ Maiev เพื่อออกตามล่า Illidan หรือสวมบทบาทเป็น Death Knight ที่โดนหักหลัง และบุกไปฆ่า Lich King เพื่อแก้แค้น อีกทั้งยังมีเรื่องราวเพิ่มเติมอีกมากมายชนิดที่ว่าแฟน Warcraft อย่างผมไม่สามารถหยุดตัวเองให้พอแค่นี้ได้ และยอมจ่ายค่า Sub ทุกๆ เดือนเลยล่ะครับ

ผมเชื่อว่าคงมีหลายคนแน่ๆที่ชอบ Warcraft และอยากจะให้มันมีภาคต่อหลังจาก Warcraft 3 Frozen Throne แต่อย่างที่รู้ๆกันว่า World of Warcraft มันก็คือภาคต่อที่แท้จริง จนตอนนี้ก็มีภาคเสริมขายไป 7 ภาค หรือถ้าจะพูดกันง่ายๆเลยก็คือ Warcraft ตอนนี้มีทั้งหมด 8 ภาคไปแล้ว เนื้อเรื่องตอนนี้ก็ไปไกลมากๆ มีการเอา Illidan กลับมาอีกครั้งในภาค Legion และโยนบทตัวร้ายให้ Lady Sylvanas ที่ตอนนี้กลายเป็น Warchief ของ Horde ไปแล้ว ยังมีเนื้อเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่ถ้าหากพูดมากเกินไปก็จะเป็นการสปอยล์ เอาเป็นว่าต้องเข้าไปเล่นกันเองล่ะครับ

แล้ว WoW มันเหมาะกับการที่จะเริ่มเล่น ณ ตอนนี้เลยหรือไม่ คำตอบก็คือทั้งใช่และไม่ครับ ก่อนอื่นเราต้องมาดูจุดประสงค์ของผู้เล่นที่ต้องการเล่น WoW กันก่อนว่าต้องการอะไรจากเกมนี้ ถ้าคุณชอบ Warcraft อยู่แล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลที่คุณจะไม่เริ่มเล่น WoW สักที แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบเล่น MMORPG และต้องการมาเล่น WoW คุณก็โบกมือลาเกมนี้ไปได้เลยครับ

มาพูดถึงระบบ Quest และ Progression กันก่อน พื้นฐานแล้ว WoW ก็ยังคงเป็นเหมือนเกม MMO เกมอื่นๆ หรือจะเรียกให้ถูกก็คือเป็นรุ่นพี่เสียมากกว่า ในช่วง End Game ผู้เล่นมีจุดมุ่งหมายให้ทำอยู่หลายอย่าง แต่สิ่งที่พูดถึงกันมากที่สุด ก็คือการ Raid และ PVP ซึ่งการ Raid ของเกมนี้ มันก็คือการเล่าเนื้อเรื่องหลักของภาคเสริมนั้นๆล่ะครับ โดยผู้เล่นจะได้ Gear จากการลง Dungeon, Raid หรือการ Grinding

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ WoW แตกต่างจาก MMORPG เกมอื่นๆไป ก็คือระบบ Quest ที่ไม่มีการเจาะจงว่าอะไรคือ “Main Quest” สักเท่าไรนัก ผู้เล่นจะถูกโยนเข้าไปในพื้นที่ต่างๆตามแผนที่ โดยแต่ละที่มันก็จะมีเนื่อเรื่องและ Lore ของตัวเองไป ผู้เล่นก็ต้องรับเควสจาก NPC ละแวกนั้น โดยค่อยๆทำ และเล่นตามเนื้อเรื่องของพื้นที่นั้นๆไปเรื่อยๆจนจบ แล้วก็ไปต่อที่อื่น หมายความว่าตั้งแต่ Level 1-120 มันจะไม่มีเควสหลักอะไรมาผูกมัดผู้เล่นไว้ แต่มันอยู่ที่ตัวผู้เล่นเองว่าจะไปดำเนินเรื่องที่ไหนก่อนครับ

แน่นอนว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับผู้เล่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเล่นอาจจะมีอาการงงๆว่า “แล้วตกลงตรูต้องไปทำอะไรที่ไหนกันแน่” อย่างแรกเราก็ต้องเข้าใจก่อนว่า World of Warcraft มันเป็นเกม RPG ที่ค่อนข้างจะ Open World มากๆ ผู้เล่นจะสนุกกับเกมได้ด้วยการอ่าน Lore ซึ่งผมต้องบอกว่ามันมี Lore เยอะมากๆ ผู้เล่นจะต้องมีความชอบในตัว Warcraft ระดับหนึ่งถึงจะเข้าถึงมันได้ คุณสามารถ Solo ได้ทั้งเกม แต่ก็จะมี Dungeon ที่เป็นทางเลือกในการเก็บ Level และ Gear หรือเลือกที่จะทำเควสตามที่ต่างๆไปก็ได้เช่นกันครับ

เมื่อช่วงปีที่แล้ว World of Warcraft ได้มี Update ใหม่เข้ามาช่วยให้ผู้เล่นใหม่สามารถสนุกกับ Lore ภายในเกมได้มากยิ่งขึ้น โดยตัวเกมจะทำการ Sync Level ของผู้เล่นเข้ากับเควสและมอนสเตอร์ในแผนที่นั้นๆ ทำให้ไม่ว่าผู้เล่นจะมี Level เท่าไรก็สามารถทำเควสในแผนที่นั้นๆได้ โดยได้รับค่าประสบการณ์และเงินตาม Level ของตัวเอง มันจึงเป็นอะไรที่เหมาะสำหรับผู้เล่นใหม่มากๆ แต่สำหรับผู้เล่นเก่าที่จะทำการ Power Leveling ก็อาจจะต้องทำใจกันสักหน่อยล่ะ

World of Warcraft เป็นอีกหนึ่ง MMORPG ที่ยอดเยี่ยม ตัวเกมมีระบบยิบย่อยมากมาย มี End Game Content ที่ดูดเวลาชีวิตคุณได้ทั้งวัน Raid ที่โคตรยากและต้องใช้คนจำนวนมากถึง 40 คน (แบ่งเป็น 8 ปาร์ตี้ละ 5 คน) ตัวเกมมีสังคมที่ค่อนข้างดี มีการช่วยเหลือกันตลอดเวลา ตัวเกมมี Lore ที่แน่นมากๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบ Warcraft หรืออยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Azeroth ข้อเสียของเกมนี้ก็คือระบบเควสที่อาจจะทำให้ผู้เล่นเบื่อได้ และกราฟิกที่พูดตามตรงเลยก็คือตกยุคแล้วนั้นล่ะครับ

ถ้าใครที่สนใจอยากจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Azeroth แล้วล่ะก็ คุณสามารถโหลด Battle.net มาและ Download ตัวเกมเข้าไปเล่นได้เลยฟรีๆถึง Level 20 ไม่จำกัดวันและถ้าติดใจอยากจะเล่นต่อ คุณก็ต้องสมัครสมาชิกรายเดือนละ 14.99USD โดยคุณจะเข้าถึงได้ทุกภาคเสริมของ WoW ไล่ไปตั้งแต่ Burning crusade ยัน Legion โดยไม่ต้องไปชื้อแยกที่ละภาค แต่สำหรับภาคล่าสุดอย่าง Battle for Azeroth นั้นก็ต้องชื้อแยกอยู่ดีในราคา 59.99USD ครับ


Guild Wars 2


Guild Wars นั้นอาจจะไม่ใช่เกมที่คุ้นหูชาวไทยมากสักเท่าไร แต่ถ้าถามถึงความเป็นมาของเกมนี้ ก็ต้องบอกได้เลยว่ามันเป็นเกม MMORPG ที่ Casual ที่สุดในโลก ใน Guild Wars 2 ตัวเกมได้ยกระดับความ Casual ไปอีกขั้น โดยการตัดระบบยุ่งยากของ MMORPG ออกให้หมด เหลือไว้เพียงแต่การเล่นง่ายๆที่เข้าใจง่ายมากๆ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาเล่น แต่ก็สามารถสนุกไปกับมันพร้อมกับเพื่อนๆคนอื่นๆได้ตลอดครับ

เราสามารถเลือก Backstory ของตัวเองได้

ตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่านตัวละครของผู้เล่นเอง โดยผู้เล่นทุกคนจะมีทางเลือกของตัวเองตั้งแต่เริ่มสร้างตัวละครแล้ว โดยแต่ละคนจะมี Backstory ไม่เหมือนกัน และระหว่างทำเควสเนื้อเรื่อง ตัวเลือกต่างๆก็จะส่งผลถึงเนื้อเรื่องบางจุดอีกด้วย และนอกจากเควสเนื้อเรื่องแล้ว ภายในเกมนี้ก็ไม่มี Sidequest อื่นๆ ให้ยุ่งยากชวนปวดหัวแล้วครับ เรียกได้ว่าโล๊ะเอาระบบ ส่งเควส รับเควสออกไปจากเกมเลย แต่ตัวเกมจะเน้นการทำ Map Completion แทนครับ

Map Completion เข้าใจง่ายๆมันก็คือการเปิดแผนที่นั้นเอง โดยภายในแผนที่นั้นๆมันจะมีสถานที่ต่างๆให้เราค้นหา มีจุดวาป Dynamic event, Hero Challenges และ Renown Heart โดยเจ้า Heart นี่จะเรียกว่าเป็นเควสในเกมก็ได้ครับ เข้าใจง่ายๆคือเมื่อเราเข้าไปในเขตที่มี Renown Heart เราจะต้องคำตามคำขอร้องของ NPC ตัวนั้นๆให้เสร็จ และเราจะได้ของตอบแทนเป็นเงินพร้อมกับค่าประสบการณ์ที่เยอะมากๆ โดยถ้าเราทำทุกอย่างบนแผนที่ครบหมดแล้ว เราก็จะได้รับของรางวัลต่างๆ ที่เอาไปใช้ได้ในอนาคตนั้นเอง

Class หรือในเกมนี้เรียกว่า Profession นั้นมีหลากหลายสายมากๆเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นของตัวเกมเองเลยครับ โดยพื้นฐานแล้วมันจะมีอยู่ทั้งหมด 9 Class โดยแต่ละ Class จะมี Core และ Elite Specialization ให้เลือกตอน Level 80 อีกด้วยอย่างละ 2 สาย โดยรวมๆแล้วเราก็จะมีสายอาชีพอยู่ทั้งหมด 18 สายนั้นเอง ยังไม่รวมถึงประเภทอาวุธที่ตัวละครสามารถเลือกใส่ได้ด้วย เพราะอาวุธแต่ละชนิดนั้นก็จะมีถ้าโจมตีที่ไม่ซ้ำกันตามอาชีพไป เรียกได้ว่าใครที่ต้องการอยากจะสร้างตัวละครที่มีความแตกต่างในตัวเอง เกมนี้คือคำตอบเลยล่ะ

บรรยากาศขณะ World VS World

PVP คือจุดเด่นที่สุดของเกมนี้เลยก็ว่าได้ครับ ตัวเกมมีระบบ PVP แบบ World VS World โดยจะเป็นการทำสงครามระหว่าง Server แบบ 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว หากใครที่ชอบการเล่น PVP แบบเดิมๆ 5 V 5 เกมนี้ก็ทำออกมาได้ดีเช่นกัน ผู้เล่นสามารถเข้าไปเล่น PVP ได้เลยทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึง Level 80 โดยตัวเกมจะทำการปรับ Stats ของผู้เล่นให้เท่าๆกันทุกคน โดยฝีมือและประสบการณ์เท่านั้นที่จะทำให้คุณเป็นผู้ชนะ

สำหรับผู้เล่นสาย PVE ในช่วง End Game Content แน่นอนว่าหนีไม่พ้นการ Raid อย่างแน่นอน โดย Raid ใน Guild Wars 2 นั้นอยู่ในระดับไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไป ตามภาษา Casual โดยจะใช้ผู้เล่นทั้งหมด 10 คน โดยของรางวัลแน่นอนว่าเป็นพวกของที่นำไปแลกอาวุธและชุดเกราะระดับสูง ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า Raid ในเกมนี้นั้น ดูไม่มีความน่าสนใจหรือน่าจดจำอะไรเลย โดยยังห่างชั้นกับ Raid ใน WoW หรือ FFXIV มากครับ

Guild Wars 2 นั้นเป็นเกมที่ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนก็เหมาะแก่การเริ่มเล่นทั้งนั้นครับ ด้วยการที่ตัวเกมมัน Casual มากๆ ใครที่ไม่ได้ชอบเล่น MMORPG หลายๆ คนกลับอาจจะมาชอบเกมนี้ด้วยซ้ำไป แต่ส่วนตัวผมแล้วกลับรู้สึกว่าตัวเกมมันดูขาดๆ ไร้จุดมุ่งหมายไม่มีแรงดึงดูดให้เล่นต่อสักเท่าไร ตัวเกมดันเน้นไปที่การ PVP เสียมากกว่า จนทำเอา Content PVE ดูไม่ค่อยน่าสนใจสักเท่าไรนักครับ

แต่สำหรับใครที่ชอบการ PVP หรืออยากจะเล่นเกมที่สบายๆไม่เครียด และไม่ต้องเสียบริการรายเดือน Guild Wars 2 เป็นเกมที่คุณห้ามพลาดเลยล่ะ และใครที่สนใจ ก็สามารถเข้าไป Download เกมได้เลยฟรีๆ และสามารถเล่นได้ถึง Level 80 ไม่มีข้อจำกัดอะไรมากมาย ถ้าหากคุณติดใจ ก็สามารถชื้อภาคเสริม Heart of thorn และ Path of Fire ได้เลยในราคา 29.99USD !! โดยมันจะปลดล็อกอาชีพใหม่ และทำให้ Account ของคุณเป็น Account Full Unlocked ครับ


Star Wars The Old Republic


จริงๆแล้วต้องบอกว่า Star Wars The Old Republic (SWTOR) นั้นเป็นเกมที่คุณควรจะหามาเล่นโดยที่ไม่ต้องสนใจว่ามันคือเกมออนไลน์เลยหรือไม่ครับ ด้วยฝีมือจาก Bioware ประกาศเปิดตัวตั้งแต่ปี 2008 และวางขายจริงในปี 2011 ตัวเกมได้รับคําวิจารณ์ออกไปในทางที่ดี (GameSpot 8.0, IGN 9.0, PC Gamer 93/100) ตัวเกมนั้นเปิดให้บริการในรูปแบบเก็บค่าบริการรายเดือนหลังจากชื้อตัวเกมหลักแล้ว และมียอดผู้เล่น Subscribers สูงถึง 1 ล้านคน หลังจากวางจำหน่ายได้ 3 วัน จนตอนนี้ตัวเกมกลายเป็น Free to Play แล้ว แต่ยังคงมีระบบ Subscription อยู่เพื่อสิทธิการเข้าถึงเนื้อหาภาคเสริมใหม่ๆครับ

Star Wars The Old Republic นั้นตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่านตัวของผู้เล่นเองตามสายอาชีพและฝ่ายที่ผู้เล่นเลือก เช่นถ้าผู้เล่นเลือกอาชีพ Jedi Knight ที่อยู่ฝ่าย The Republic ผู้เล่นก็จะมี backstory ที่ไม่เหมือนกับทุกๆอาชีพครับ โดยสิ่งที่ทำให้ SWTOR นั้นได้รับความนิยมได้ ก็คือเนื้อเรื่องภายในเกมนั้นล่ะครับ ที่ผมถึงบอกว่ามันเป็นเกมที่คุณควรจะหามาเล่น ภายในเกมเราจะได้รับบทเป็นตัวเราเอง ออกทำภารกิจ ค้นหาความลับ รับรู้ความเป็นมาของ Star Wars ในช่วง The Old Republic

สิ่งที่ผมชอบที่สุด ก็คือเราไม่จำเป็นต้องเล่นเป็นเจไดก็ได้ เราจะเล่นเป็นนักค้าของเถื่อนแบบ Han Solo หรือจะเล่นเป็นนักล่าเงินรางวัลแบบ Boba Fett และที่เด็ดไปกว่านั้นคือเกมนี้มีระบบ Light Side Dark Side ที่จะมาเป็นตัวตัดสินทางเดินเนื้อเรื่องของคุณได้ ส่วนตัวแล้วผมเล่น Sith Warrior ที่อยู่ฝ่าย The Empire แต่ผมกลับเลือกให้ตัวละครไปในทาง Light Side แทน ทำให้ผมได้เห็นมุมมองแปลกๆ ของตัวละครในฝ่าย Empire และที่เด็ดสุดเลยคือได้เห็นตัวละครของผมเองที่เป็น Sith ร่วมต่อสู้หันหลังจับดาบกับอาจารย์เจไดฝั่ง The Republic นั้นล่ะครับ

อีกหนึ่งระบบที่ทำให้ตัวเกมมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ก็คือระบบ Companions หรือสหายร่วมต่อสู้ของเรานั้นเอง โดยสหายของเรานั้นจะมีไม่เหมือนกันตามอาชีพ สำหรับ Jedi Knight นั้นสหายของเรา Kira Carsen เธอจะกลายเป็น Padawan ของเรา โดยเราจะต้องคอยพูดคุยและสอนให้เธอกลายเป็นเจไดที่ดี หรือไม่ดีได้ (Light Side, Dark Side) หรือจะเป็นเจ้าหุ่น Driod T7-01 ที่ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับเจ้า R2-D2 ที่จะคอยตามเราไปตลอด และพูดคุยเป็นภาษา Driod กับเรา (ปิ๊ดด ติ๊ดดดดด ปู้ดดด ติ๊ดดด)

รวมไปถึงฝั่ง Sith Warrior เอง ที่เราจะได้ Jaesa Willsaam เจไดสายลับของ Republic ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับตัวละครของเราในช่วงกลางเกม เธอจะกลายเป็นสหายกับเราด้วยเหตุผลบางอย่าง (บอกไปมีสปอยล์) และแน่นอนว่าเราสามารถสอนให้เธอกลายเป็นคนดีหรือไม่ดีก็ได้เช่นกัน และแน่นอนเราสามารถ Romance กับเธอได้ด้วยนะเออ

ฟังมาทั้งหมด คุณผู้อ่านอาจจะคิดว่า แล้วเกมนี้มันเป็น MMORPG ตรงไหนล่ะนี้ ??? นั้นสิครับ ผมก็อยากจะตอบคำถามนั้นให้ได้เช่นกัน SWTOR สำหรับผมแล้วมันคือ เกม Single Player ดีๆ เกมหนึ่ง ที่มีโลกกว้างมากๆ และมีระบบออนไลน์เพิ่มเข้ามาเป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากเล่นกับเพื่อนก็เท่านั้นเองครับ ใครที่คุ้นเคยกับเกมของ Bioware มาก่อน เช่น Dragon Age, Mass Effect เมื่อคุณมาเล่น SWTOR คุณก็จะค้นพบเลยว่า มันแทบจะไม่ต่างอะไรกันเลย เพิ่มเติมมาก็คือฉากหลังเป็น Star Wars ที่ดันเล่น Online ได้ก็เท่านั้นเองครับ

การเก็บ Level ของเกมนี้เข้าขั้นง่ายสุดๆ ตัวเกมผ่านการ Update มาไม่รู้ต่อกี่ครั้ง ทุกๆ ครั้งจะทำให้การเก็บ Level เป็นเรื่องง่ายเสมอ จนมันไม่ใช่สิ่งที่ผู้เล่นต้องมาโฟกัสแล้วครับ ลำพังแค่ทำเควสของเนื้อเรื่องหลักเพียงอย่างเดียวคุณก็สามารถ Level 50 ได้ และอย่างที่บอกไปว่า Level ไม่ใช่สิ่งที่เกมนี้โฟกัสเลยแม้แต่น้อย ตัวเกมจะพยายามทำให้คุณสนุกกับเนื้อเรื่อง โดยในภายเสริมล่าสุด ตัวเกมได้ทำระบบเนื้อเรื่องมาให้ผู้เล่นเลือกเล่นแบบ Chapter เลยทีเดียว

แต่สำหรับคนที่ต้องการความเป็น MMORPG อยู่ เกมนี้ก็ยังมีองค์ประกอบนั้นอยู่ครบถ้วนครับ เริ่มจาก Galactic Command และ Raid ที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนักเท่าไรนอกจากความท้าทาย และ Gear Grinding แน่นอนว่าสิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือการ PVP ระหว่างฝ่ายกันใน Warzone ที่พูดตามตรงว่าผมค่อนข้างชอบระบบ PVP ในเกมนี้ เพราะมันจะมีการแบ่งคลาสกันอย่างชัดเจน ผู้เล่นจะถูกปรับ Stats ให้กลายเป็น Level 70 ทุกคนไม่ว่าคุณจะอยู่ Level ไหนก็ตาม งานนี้ใครอยากจะสวมบทบาทเป็น Sniper ยิงสอยพวก Jedi ก็ทำได้สบาย

Star Wars The Old Republic เป็นเกม MMORPG ที่มีองค์ประกอบของความเป็นเกมออนไลน์อยู่ครบถ้วน แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้เป็นเกมที่เหมาะแก่การเริ่มเล่นในปี 2019 นี้ ก็คือเนื้อเรื่องภายในเกมที่ถ้าหากคุณเป็นแฟน Star Wars นั้นห้ามพลาดเลยเด็ดขาด ด้วยฝีมือจาก Bioware รับประกันได้เลยว่ามันจะต้องออกมาดีอย่างที่คุณหวังไว้แน่นอนครับ

Star Wars The Old Republic เปิดให้เล่นแบบ Free to Play แล้ว โดยคุณสามารถเล่นได้ถึง Level 50 และเข้าถึงเนื้อเรื่องของทั้งหมด 8 อาชีพได้ แต่ถ้าหากคุณสมัครสมาชิก 1 เดือน ในราคา 14.99USD คุณจะได้รับสิทธิปลดล็อกถึง Level 70 และเข้าถึงภาคเสริมของตัวเกมทั้งหมดได้แก่ Rise of the Hutt Cartel, Galactic Starfighter, Shadow of Revan, Knights of the Fallen Empire และ Knights of the Eternal Throne โดยทั้งหมดนี้ขอย้ำว่าแค่ 14.99USD เท่านั้น และถ้าเวลาหมดครบ 1 เดือนแล้ว คุณก็ยังคงสามารถเข้าถึง Content พวกนี้ได้เหมือนเดิมครับ


The Elder Scrolls Online


The Elder Scrolls Online (TESO) เป็นเกมที่มีปัญหาเยอะมากในช่วงแรกของการวางจำหน่าย ในภายหลังตัวเกมได้รับการปรับปรุงและแก้ไข พร้อมกับทั้งเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการจากเดิมที่ต้องเสียค่าสมัครสมาชิกรายเดือน กลายเป็นชื้อเกมครั้งเดียวก็เล่นได้ตลอดไม่ต้องเสียรายเดือนแล้ว ตอนนี้ตัวเกมวางขายมาได้ 5 ปีเต็ม และมีภาคเสริมออกมาทั้งหมด 3 ภาคหลักด้วยกัน

สำหรับเกมนี้แล้ว บอกตามตรงว่ามันเป็นเกมที่แฟนๆ The Elder Scroll ควรจะหามาเล่นให้ได้เลยล่ะครับ ผมขอใช้นิยามเดิมกับที่เคยให้ไว้กับเกม SWTOR ซึ่งมันก็คือเกม Single Player ดีๆเกมหนึ่ง ที่ดันเล่น Online กับเพื่อนได้นั้นเอง TESO ได้สร้างโลก Tamriel ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ผู้เล่นจะได้ออกไปผจญภัยในเขต High Rock, Valenwood, Hammerfell, Morrowind, Skyrim และอื่นๆอีกมาก เรียกได้ว่าแฟนๆของ The Elder Scrolls คงฟินแค่ได้ไปวิ่งเล่นในแผนที่นั่นล่ะครับ

ตัวเกมยังคงใช้ Gameplay เดิมๆแบบ TES ภาคเก่าๆอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการ Action แบบ FPS และ TPS ที่เปลี่ยนไปมาได้ตลอดเวลา ระบบ Skill แบบ TES:V Skyrim และ Weapon Skill กับ Class Skill แบบใหม่ที่ผมอยากให้มันเป็นระบบหลักของ The Elder Scrolls VI ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนานี้เลยล่ะครับ

Quest ของเกมนี้ก็ยังคงเป็นเหมือนเกม Elder Scroll ทุกๆภาค คือมันจะให้ความรู้สึกเหมือนได้เล่นเกม Single Player จริงๆเลย มันจะมีอะไรมากกว่า วิ่งไปจุดนี้ ฆ่าตัวนี้จำนวน 5 ตัว วิ่งกลับมาส่งเควส มันจะไม่ใช่อะไรแบบนั้นครับ และทุกๆเควสนั้นต้องบอกเลยว่าถูกเขียน Dialogue ออกมาได้ดีมากๆ มี Dynamic Event เกิดขึ้นตามจุดต่างๆ เหล่า NPC มีชีวิตชีวา ให้ความรู้สึกว่าเราได้เข้าไปอยู่ในโลกนั้นจริงๆเลยทีเดียว

การเก็บ Level ของเกมนี้สามารถทำได้หลายวิธี ไม่มีวิธีไหนเป็นวิธีที่ดีที่สุด ผู้เล่นอาจจะให้เวลาออกสำรวจเปิดแผนที่ใหม่ๆไปเรื่อยๆ รับเควสทำไปเรื่อยๆ หรือเปิดโหมดฆ่าไม่ยั้งและออกล่ามอนสเตอร์อย่างเดียว ตัวเกมยังมีระบบ Dungeon เหมือนเกมอื่นๆที่จะช่วยให้ผู้เล่นอัพเลเวลเร็วยิ่งขึ้น และเมื่อถึงช่วง End Game ตอน Level 50 ครับ

End Game Content ของเกมนี้ค่อนข้างที่จะแตกต่างจากเกมอื่นๆอยู่มากเลยทีเดียว โดยเมื่อเรา Level 50 แล้ว ตัวเกมก็จะปลดล็อกระบบ Champion Points (CP) มาให้เรา โดยไอ่เจ้า CP นี้เข้าใจง่ายๆมันก็คือ Mini Level ที่เราจะได้โดยการฆ่ามอนสเตอร์ หรือทำเควสนั้นเอง โดยเราจะใช้แต้มนี้ในการอัพเกรดตัวละครของเราให้แข็งแกร่งกว่าเดิมได้ โดยเราสามารถเอาแต้มนี้ไปใช้กับตัวละครตัวอื่นๆใน Account เราได้ด้วยเช่นกันครับ

นอกจากนี้ก็ยังมีการ Raid เช่นเดียวกับ MMORPG เกมอื่นๆ โดยเกมนี้จะใช้ผู้เล่นทั้งหมด 12 คน ซึ่งพูดตามตรงว่ามันแลดูไม่ค่อยมีอะไรให้น่าสนใจเลย เรียกได้ว่าเป็น Raid ที่น่าเบื่อที่สุดใน MMORPG แล้วก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกัน ระบบ PVP ในเกมนี้กลับทำให้ผมสนใจที่จะเล่นมันอยู่ตลอดแทนซะงั้นครับ

PVP ในเกมนี้นั้นออกแบบมาได้ดีมาก ด้วยการที่ Gameplay ของตัวเกมเองเป็นแนว Action แบบ TES ภาคเก่าๆอยู่แล้ว ใน TESO การ PVP จึงเป็นสมรภูมิ Skilled Player + Team Work ล้วนๆเลยล่ะครับ แต่สิ่งที่ทำให้ TESO เป็นที่พูดถึงอยู่ตลอด ก็คือเรื่อง Quest ในเกมที่ยอมรับเลยว่ามันดีงามจริงๆ

ถ้าถามว่าแล้วมันเป็นเกมที่ควรจะเริ่มเล่นในปี 2019 ไหม คำตอบคือคุณจะเริ่มเล่นตอนไหนก็ได้ ตราบใดที่เกมมันยังเปิดให้บริการอยู่ครับ ถ้าคุณเป็นแฟน The Elder Scrolls อยู่แล้ว แน่นอนว่าต้องห้ามพลาด แต่ถ้าคุณไม่เคยรู้จัก หรือเพิ่งจะมารู้จักก็ตอนเล่น Skyrim ได้ไม่นาน ผมแนะนำให้คุณลองหาเวลาว่างๆ และเข้ามาเปิดโลกใน The Elder Scrolls Online นี้กันครับ

The Elder Scrolls Online เปิดให้บริการในรูปแบบ Buy to Play โดยคุณสามารถหาชื้อได้ง่ายๆผ่าน Steam ในราคา 660 บาท โดยจะได้ตัวเกมหลัก และภาคเสริม Morrowind หรือสามารถชื้อเวอร์ชัน Complete ได้ในราคา 1970 บาท โดยจะได้รับตัวเกมหลัก Morrowind, Summerset และภาคเสริมใหม่ล่าสุด Elsweyr เลยทันที !!


Final Fantasy XIV Online


หลายๆคนอาจจะยังไม่เคยรู้จักเกมนี้มาก่อน หรือบางคนอาจจะไม่เคยสนใจมันเลยก็ได้ กับ Final Fantasy XIV Online ที่วางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2013 จนถึงตอนนี้ผ่านมา 6 ปี ตัวเกมก็มีภาคเสริมทั้งหมด 3 ภาค และมียอดผู้เล่น Subscribers ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน ตัวเกมนั้นได้รับคำชมจากสื่อวิจารณ์เกมทั่วโลกว่ามันเป็นสุดยอด MMORPG ที่ยอดเยี่ยมในทุกๆด้าน และควรที่จะหามาเล่นถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบ MMORPG อยู่แล้ว

แต่สำหรับผม Final Fantasy XIV (FFXIV) นอกจากว่ามันจะเป็น MMORPG ที่ยอดเยี่ยมแล้ว มันยังเป็น Final Fantasy ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันครับ หลายคนอาจจะส่ายหน้าหนีเมื่อรู้ว่ามันเป็นเกมออนไลน์ หรือบางคนอาจจะให้เหตุผลที่ว่ามันเป็นเกมที่ต้องจ่ายรายเดือนก็เลยไม่อยากเล่น แต่อย่างไรก็ตาม FFXIV นั้นเป็นเกมที่ “คุ้มค่า” สำหรับค่าบริการรายเดือนละ 14.99 มากๆ เพราะตัวเกมจะมีการ Update ใหญ่อยู่ตลอดทุกๆ 3-4 เดือน โดยแต่ละครั้งก็จะมี Content พิเศษเพิ่มเข้ามาเยอะมากๆ และรับประกันได้เลยว่ามันจะคงอยู่ไปอีกหลายสิบปี

Final Fantasy เป็นซีรี่ส์ที่ถูกพูดถึงในช่วงหลังๆนี้ หลังจาก Final Fantasy XV ที่วางจำหน่ายไป ก็มีกระแสวิจารณ์ในแง่ลบออกมาเยอะมาก บางกลุ่มก็บอกว่า “Final Fantasy น่ะมันตายไปแล้ว” แต่นั่นไม่เป็นความจริงเลยครับ FFXIV คือคำตอบของคุณ เกมนี้เป็นโลกใบใหญ่ที่รวมเรื่องราวและบรรยากาศของ Final Fantasy ไว้ทุกภาค มีมอนเตอร์ทุกรูปแบบ สัตว์อสูรที่มาเป็นบอสใหญ่ทุกตัว Raid Boss ที่หยิบยกเอาจากบอสในไฟนอลภาคเก่าๆมา คุณจะได้ฟัดกับ Exdeath และ God Kefka หรือ Bahamut ทุกสิ่งทุกอย่างถูกรวบรวมไว้ที่นี่ รอคุณเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง

คำถามที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนคิดไว้ก็คือ “แล้วมาเริ่มเล่นตอนนี้มันจะทันไหม” จากที่ผมเล่น MMORPG มาเยอะมากๆ ผมกล้าพูดเลยว่า Final Fantasy XIV เป็นเกมที่โคตรจะเป็นมิตรกับผู้เล่นใหม่มากที่สุด และมีการ Support ช่วยเหลือผู้เล่นใหม่มากที่สุดแล้วครับ Content ช่วง End Game มีหลายอย่างที่ให้ผู้เล่นช่วง Endgame เข้ามามีส่วนกับผู้เล่นใหม่ แถมตัวเกมยังมีระบบ Mentor และ Duty Finder ที่ไม่ต้องห่วงว่าจะเหงา

Class ภายในเกมนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเล่นร่วมกันอย่างจริงจังใน Dungeon หรือ Raid ตัวเกมทำการแบ่งสายอาชีพออกไปเป็น 4 อย่างได้แก่ Tank, Healer, Melee DPS, Range DPS โดยอาชีพภายในเกมนี้แฟนๆไฟนอลก็น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างไร ไล่ไปตั้งแต่ Paladin, Dark Knight, Dragoon, Ninja, White Mage, Black Mage, Red Mage, รวมไปถึง Blue Mage เองก็มากับเขาเช่นเดียวกัน และยังมีอีกมาก โดยใน Expansion ล่าสุด ก็มีการเพิ่ม Class Gunblade และ Dancer เข้าไปในเกมอีกด้วย

นอกจากนี้ระบบ Progression ของเกมออกแบบมาได้ดีเยี่ยมมาก เมื่อไปถึงช่วง End Game แล้ว ผู้เล่นเก่าและใหม่จะมี Gear ที่สูงได้ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ หรือเร็วกว่านั้นหากมีคนช่วยเหลือ สำหรับสาย Solo ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับลุยทุก Content ในเกมได้แล้ว และนั้นรวมไปถึง Raid ต่างๆอีกด้วย สำหรับคนที่ชอบความ Hardcore FFXIV เองก็ได้จัดความโหด Raid ในระดับ Savage ที่โคตรยาก ต้องใช้ทั้งฝีมือและทีมเวิร์คเป็นอย่างมากที่จะผ่านไปให้ได้

การเก็บเลเวลภายในเกมนี้ออกแบบมาดีมาก คล้ายๆกับเกมอย่าง SWTOR ที่ลำพังแค่เควสเนื้อเรื่องหลักก็เพียงพอแล้วสำหรับการอัพเลเวลต่อๆไป แต่ตัวเกมก็ยังมี Dungeon ให้ลงผ่านระบบ Duty Finder มี Dynamic Event หรือที่เรียกว่า FATE เกิดขึ้นตามแผนที่ต่างๆ โดยเนื้อเรื่องในเกมนี้นั้นถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งเลยสำหรับ Final Fantasy XIV ครับ

หน้าทางเข้า Crystal Tower !!

ในเกมนี้เราจะได้รับบทเป็น Warrior of Light ตามสูตรของ Final Fantasy บรรยากาศภายในเกมนั้นจะให้ความรู้สึกคล้ายๆกับภาค 12 แต่อย่างที่ผมได้บอกไปว่าตัวเกมนั้นได้รวมเอาความเป็น Final Fantasy ของทุกๆภาคมารวมกัน เช่นในช่วงเลเวล 50 จะมีเควสเกี่ยวกับเนื้อเรื่องของ Crystal Tower โดยเราจะได้เข้าไปตะลุยใน Crystal Tower ทั้ง 3 แห่ง ที่จะมาในรูปแบบ Raid 24 คน แน่นอนว่าบอสตัวสุดท้ายก็ต้องเป็น Cloud of Darkness จาก Final Fantasy III อย่างแน่นอน และยังมีอีกมากที่ผมไม่อยากจะสปอยล์ครับ

โลกใน Final Fantasy XIV นั้นยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่ถ้าจะให้ผมเล่าให้หมด บทความนี้ก็คงต้องยาวมากกว่า 20 ย่อหน้าเลยทีเดียว คุณสามารถไปหาคำตอบนี้เองได้จากการเข้าไปทดลองเล่น Free Trial ที่เปิดให้เล่นฟรีจนถึง Level 35 ทุก Class ไม่มีจำกัดเวลา สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ เกมนี้คุณไม่จำเป็นต้องเป็นแฟน Final Fantasy คุณก็สามารถสนุกกับมันได้ และคุณจะค้นพบถึง Hidden Gem ที่ซ่อนอยู่ในวงการเกมมาหลายปีครับ

Photo Mode ก็มีนะเออ

Final Fantasy XIV วางจำหน่ายในรูปแบบ Buy to Play ในราคา 19.99USD สำหรับตัวเกมภาคหลัก หรือ Complete Edition ในราคา 59.99USD โดยคุณจะได้รับภาคเสริมครบทุกภาค Heavensward, Stormblood และต้องเสียค่าสมัครสมาชิกรายเดือนละ 14.99 USD ครับ


ก็จบกันไปแล้วสำหรับ 5 เกม MMORPG ที่ยอดเยี่ยม เกมแนวนี้เป็นเกมที่ต้องใช้เวลาเล่นเป็นอย่างมาก ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่อยากจะลองสัมผัสกับเกม MMORPG เหล่านี้ดู แต่ติดปัญหาอย่างเดียวก็คือเวลา ยิ่งถ้าเป็นเกมที่ต้องเสียค่าบริการรายเดือนแล้ว พวกเขาอาจจะมองว่ามันไม่คุ้มสักเท่าไรนัก ซึ่งผมก็ไม่เถียงเลยครับ เพราะตัวผมเองก็หยุด Sub FFXIV, WoW มาได้เป็นปีแล้ว เพราะว่าไม่มีเวลาเล่นนี่แหละ

แต่ถ้าหากมีเวลา หรือเพื่อนของคุณที่เล่นเกมเหล่านี้อยู่ชวนคุณไปเล่นด้วย ผมขอแนะนำเลยว่าให้คุณเอาเวลาที่เล่นเกมอื่นๆด้วยกันอย่างเช่น PUBG, Dota 2, Rainbow 6 อะไรพวกนี้ไปเล่น MMORPG กันเถอะครับ แล้วคุณอาจจะค้นพบตัวเองว่าชอบเกมแนวนี้มากๆเลยก็เป็นได้ หากไปถึงช่วง End Game แล้ว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมจะได้ยินประโยคที่ว่า “MMORPG น่ะมันตายไปแล้ว” อยู่บ่อยมากๆ ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรพวกเขาถึงได้คิดแบบนั้น เพราะดูจากยอด Subscribers ของทั้งสองเกมใหญ่อย่าง WoW และ FFXIV ที่มีผู้เล่นสูงถึง 1 ล้านคนตลอดทุกเดือน แค่นี้ก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าตลาด MMORPG นั้นไปได้อีกไกลเลยทีเดียว

ย้อนกลับมามองที่ตลาดเกมบ้านเรา MMORPG สำหรับคนไทย อาจจะเป็นเกมอย่าง Ragnarok Online ที่สามารถหาของในเกมมาขายเป็นเงินจริงได้ หรือเป็นเกมอย่าง Black Desert Online เกมออนไลน์ Sandbox ที่เน้นการฟาร์มของมาสู้กันใน PVP และกลายเป็นที่หนึ่งของ Server ถ้าจะมาพูดถึงเกมอย่าง WoW, FFXIV เกมที่เน้นการเล่นช่วง End Game Content แล้วนั้นมันก็อาจจะเข้าไม่ถึงคนไทยมากนัก แต่ผมเชื่อว่าหากพวกเขาได้เข้ามาลองสัมผัส สักวันพวกเขาอาจจะลืม MMORPG ในแบบเดิมๆ ที่พวกเขาเคยรู้จักมากว่า 10 ปีแล้วก็เป็นได้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!