[บทความ] ครบ 10 ปี Nintendo 3DS เครื่องเกมพกพารุ่นสุดท้ายของปู่นิน ?

ตลอดเวลาที่ นินเทนโด เข้าสู่ตลาดวีดีโอเกมถือว่าปู่นินเป็นเจ้าตลาดเครื่องเกมพกพามาตลอดทุกยุคทุกสมัย เรียกว่าไม่มีใครสามารถแย่งชิงบัลลังก์แชมป์ได้ ไล่ตั้งแต่เกมบอยจนถึง 3DS แต่ในยุคหลัง ๆ กระแสเครื่องคอนโซลแบบพกพาไม่ได้รับความนิยมเท่าเมื่อก่อน เพราะการมาของกองทัพเกมบน สมาร์ตโฟนที่มีคุณภาพสูงมากขึ้นทุกวัน ทำให้หลายค่ายยกเลิกการทำตลาดเกมพกพาไป เช่นทาง Sony ที่ไม่มีรุ่นใหม่มาสานต่อ PSVita แล้ว

อย่างไรก็ตามปู่นินยังสามารถนำ 3DS ประสบความสำเร็จท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนไป แม้ยอดขายจะไม่เท่ารุ่นก่อน และตลอดเวลา 10 ปีของการทำตลาดของ 3DS มีดราม่าตลอดตั้งแต่ตอนเปิดตัว เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรระหว่าง 3DS วางขาย และในวันนี้ทาง Beartai ได้รวบรวมเอาเรื่องราวตลอดการเปิดตัว Nintendo 3DS ตลอด 10 ปีที่วางขาย และมันอาจจะเป็นเครื่องเกมพกพารุ่นสุดท้าย ของนินเทนโดหรือเปล่าไปดูกัน

3DS เปิดตัวพร้อมจอ 3 มิติเน้นลูกเล่นไม่เน้นความแรง

หลังจากประสบความสำเร็จมหาศาลกับ Nintendo DS เครื่องเกม 2 หน้าจอที่วางขายในปี 2004 ทำยอดขายทะลุ 150 ล้านเป็นรุ่นแรกของค่าย ทำให้นินเทนโดเข็นรุ่นต่อมาโดยใช้ 2 หน้าจอเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือขยายขนาดหน้าจอบนและเพิ่มลูกเล่นหน้าจอ 3มิติ โดยเป็นจอแบบ stereoscopic 3D ที่ไม่ต้องใช้แว่นในการแสดงผลภาพ 3มิติบนหน้าจอ สามารถมองผ่านตาเปล่าได้เลย ถือว่าสร้างปู่นินพยายามจะหาความแตกต่างเพราะคู่แข่งอย่าง Sony เน้นสเปกแรง ๆ ภาพสวย ๆ ทำให้ต้องมีลูกเล่นแปลก ๆ มาดึงดูดผู้เล่นแบบเดียวกับ Wii

โดยสเปกของ 3DS ไม่ได้แรงมาก มาพร้อม CPU ARM11 แบบ Dual-core แสดงผลกราฟิกได้ดีที่สุดประมาณเกมบน PS2 อีกส่วนที่มาจากเครื่องรุ่นเก่าอย่าง DS คือหน้าจอสัมผัสด้านล่างที่มีขนาดเล็กกว่า และเป็นสัมผัสได้แค่จุดเดียวและต้องใช้แรงกด แน่นอนว่า 3DS มาพร้อมปากกาสไตลัส และมีสื่อเป็นตลับเกม โดย 3DS ยังสามารถเล่นเกมบน DS ได้ด้วย นอกจากนี้ 3DS มาพร้อมช่องเสียบ SD Card ที่ในกล่องแถมมาความจุ 4GB ไว้ซื้อเกมผ่านระบบออนไลน์และเป็นที่เก็บ Save เกม ซึ่งสเปกโดยรวมเทียบไม่ได้เลยกับคู่แข่ง PSvita แต่ปู่นินเน้นลูกเล่นมากกว่าอยู่แล้ว และตลาดเกมพกพาภาพสวย ๆ อาจจะไม่ใช่จุดขาย เพราะหน้าจอมีขนาดเล็กกว่าการเล่นบนทีวี

อย่างไรก็ตามเกมกับระบบ 3มิติกับนินเทนโดไม่ใช่ของใหม่ ปู่นินเคยมีเครื่องเกม 3D มาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกต้องย้อนไปไกลถึง Famicom 3D System กับแว่นสามมิติเป็นอุปกรณ์เสริมต่อกับเครื่องแฟมิคอม แบบเดียวกับ PSVR และหลังจากนั้นในช่วงกลางยุค 90s ปู่นินกลับมาลงสนามเกม 3D อีกครั้งกับ Virtual Boy ที่มาเป็นคอนโซลที่มีรูปร่างเป็นแว่นอันใหญ่ที่ใส่ตลับเกมของตัวเองเลย แต่ด้วยการแสดงผลที่มีแต่สีแดงกับดำ และเกมที่ออกมารองรับน้อยแถมพกพาไปเล่นลำบากทำให้มันกลายเป็นคอนโซลที่ล้มเหลวสุด ๆ ของนินเทนโด แต่ดูเหมือนจะไม่เข็ดเพราะมีการลงสนามเกม 3D อีกรอบกับ 3DS

เปิดตัวพร้อมเหตุไม่คาดฝัน และการลดราคาในไม่กี่เดือน

เครื่องเกม Nintendo 3DS วางขาย 26 กุมภาพันธ์ 2011 ในญี่ปุ่นก่อน แม้จะทำยอดขายสัปดาห์แรกดีระดับมาตรฐาน แต่หลังจากนั้นเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะในวันที่ 11 มีนาคม 2011 เกิดแผนดินไหวรุนแรงและตามด้วยสึนามิในญี่ปุ่น และแน่นอนว่าส่งผลกับยอดขายเครื่องเกมด้วย ส่วนการวางขายในต่างประเทศ 3DS วางขายในยุโรป 25 มีนาคม และใน อเมริกาวันที่ 27 มีนาคม 2011

นอกจากนี้เครื่องเกม 3DS ยังโดนวิจารณ์เรื่องราคาเปิดตัวที่สูงกว่าเครื่องเกมพกพาของปู่นิน โดยตอนเปิดตัว Nintendo 3DS วางขายในญี่ปุ่นราคา 25,000 เยน และวางขายในอเมริกาในราคา 250 เหรียญ และหลังจากวางขายไปเพียงไม่กี่เดือนนินเทนโด ได้ทำสิ่งที่คาดไม่ถึงและแทบไม่เคยทำมาก่อนในการวางขายเครื่องเกม คือการประกาศลดราคา 3DS ในวันที่ 28 กรกฏาคม 2011 โดยลดราคาเหลือ 15,000 เยนในญี่ปุ่น และ 170 เหรียญในอเมริกา ถือว่ายอดเยอะพอสมควร ทำให้แฟนเกมที่ซื้อ 3DS ไปก่อนหน้านี้หลังหักกันเป็นแถว (ผู้เขียนเองด้วย) และตอนลดราคามีแฟนเกมบางคนดูถูกว่า 3DS คือความล้มเหลวต่อจาก Virtual Boy หรือปู่นไม่ถูกกับเกม 3D กันเลย

เหตุที่เปิดตัวไม่แรงนอกจากแพง ยังมีข้อเสีย

เป็นเรื่องแปลกที่คอนโซลพกพาของนินเทนโดจะเปิดตัวขายไม่เข้าเป้า แต่ด้วยราคาของ 3DS ที่ตั้งไว้แพงทำให้ยอดขายไม่ดีเท่าที่ควรแล้วยังมีข้อเสียของลูกเล่นหลักอย่างหน้าจอ 3 มิติคือมองได้มุมเดียว และแม้ว่าจอ 3D จะสามารถปรับให้แสดงผลมิติของภาพมากหรือน้อยได้ แต่สำหรับหลายคนแล้วการเล่นเกม 3D ยังคงทำให้มึนหัวเวียนหัวตอนเล่นอยู่ดีทำให้หลายคนเลือกจะปิดไปเลยมากกว่า และอีกข้อเสียของจอ 3D คือหากเปิดโหมดนี้เครื่อง 3DS จะกินแบตเพิ่มขึ้นพอสมควร

เกมเปิดตัวยังไม่โดน และคู่แข่งที่แท้จริงไม่ใช่ Sony

และนอกจากปัญหาตามที่บอกไปแล้วซอฟต์แวร์เกมก็คือปัญหาใหญ่ เพราะเกมเปิดตัวบน 3DS ถือว่าไม่โดดเด่น ไม่มีซีรีส์ดัง ๆ ระดับเรือธงของนินเทนโดวางขายวันแรกในการเปิดตัว 3DS มีเกมดังที่พอจะดึงดูดจากปู่นินไม่กี่เกมเช่น Nintendogs + Cats , Pilotwings Resort หรือค่าย Capcom ก็ส่ง Street Fighter 4 3D ส่วนเกมที่เหลือก็อยู่ในระดับกลาง ๆ ไร้เงาเรือธงอย่าง มาริโอ หรือเซลด้า ทำให้ขาดจุดถึงดูดไป บวกกับราคาเครื่องที่แพงทำให้แฟนเกมหลายคนเลือกที่จะรอให้มีเกมดัง ๆ ออกมาก่อนค่อยซื้อ

อีกทั้งในตอนที่ 3DS วางขายตลาดเกมพกพาได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะเกมบนสมาร์ตโฟนมีคุณภาพขึ้นมากทำให้คู่ต่อสู้ที่แท้จริงคือเกมบนสมาร์ตโฟนไม่ใช่ PSVita ของ Sony อีกแล้ว โดยในตอนที่ 3DS เปิดตัวมีนักวิเคราะห์ออกมาบอกว่าเกมบนคอนโซลแบบพกพาไม่ได้มีจุดขายมากพอที่จะทำให้แฟนเกมยอมควักเงินจ่ายเต็ม ๆ ในเมื่อเกมบนสมาร์ตโฟนมีราคาไม่กี่เหรียญ แถมบางเกมก็โหลดไปเล่นฟรีอีก อีกทั้งเกมบนมือถือเข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก ทำให้เป็นคู่แข่งใหม่ที่น่ากลัวมากกว่าเดิมมาก และมันส่งผลกับยอดขาย 3DS และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ PSVita ไม่ได้ไปต่อ

เกมดังออก ทำให้ 3DS คืนชีพกลับมาขายดี

ซอฟต์แวร์ขายฮาร์ดแวร์ เป็นคำพูดของอดีตประธานนินเทนโดอเมริกา อย่าง Reggie Fils-Aime ทำให้แม้การเปิดตัวของ 3DS จะไม่ค่อยดีนัก แต่หลังจากปู่นินค่อยปล่อยเกมดัง ๆ อย่างซีรีส์ มาริโอ ,เซลด้า , Metroid และ Animal Crossing วางขายเครื่องเกมก็ค่อย ๆ ขายดีขึ้น บวกกับหลังจากการลดราคาแล้วถือว่าทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นหลายเท่า ซึ่งในปีแรกที่ 3DS วางขายทำยอดไปได้ 6 ล้านเครื่อง และตลอดการวางขายทำยอดไปได้มากกว่า 75 ล้านเครื่องถือว่ามาก แต่หากเทียบกับรุ่นพี่อย่าง NDS หรือตระกูล Gameboy แล้วถือว่า เครื่องเกมพกพาหน้าจอ 3 มิติทำยอดขายได้น้อยที่สุดในบรรดาเครื่องเกมพกพาของปู่นิน (ไม่นับ Virtual Boy) แน่นอนว่าตลาดที่เปลี่ยนไป เกมบนสมาร์ตโฟนมาแรงและมีคุณภาพแถมราคาถูกทำให้แฟนเกมและผู้สร้างหันไปทำเกมลงมือถือ โดยเกมเรือธงของ 3DS ยังคงเป็นมาริโอฉบับแข่งรถอย่าง Mario Kart 7 ที่ขายไปได้มากเกือบ 19 ล้านชุด

รุ่นอัปเกรดมีมาหลายรุ่น

เป็นเรื่องปรกติที่คอนโซลจะมีรุ่นอัปเกรดหรือปรับเพิ่มสเปกเล็กน้อยเพื่อมากระตุ้นยอดขาย โดยการปรับโฉมครั้งแรกคือ New Nintendo 3DS วางขายในปี 2014 ที่เป็นการเพิ่มสเปก CPU ให้แรงขึ้นเล็กน้อย และเพิ่มปุ่มกดเข้าไปทั้งแกนแอนะล็อกอันที่ 2 และปุ่ม ZL และ ZR รวมทั้งยังมีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นด้วย และหน้าจอ 3D ยังสามารถปรับมุมมองตามใบหน้าคนเล่นได้ด้วย และยังรองรับระบบ NFC เพื่อใช้งาน amiibo โดยมันมีออกมา 2 รุ่นคือ NEW 3DS และ NEW 3DS XL ( New 3DS LL ในญี่ปุ่น) รุ่นจอใหญ่มาให้เลือก

และยังมีการเปิดตัวรุ่นประหยัดที่สร้างความแปลกใจอย่าง 2DS (วางขายในปี 2013) ที่มาแบบหน้าจอพับไม่ได้และตัดเอาลูกเล่นหน้าจอ 3D ออกไป และปิดท้ายกับ NEW 2DS และ NEW 2DS XL ที่วางขายในปี 2017 โดยสเปกเหมือนกับ NEW 3DS แต่ตัดเอาหน้าจอ 3มิติออกไปและขายในราคาถูกกว่า ถือว่าปู่นินมาแปลก เพราะเป็นการตัดเอาลูกเล่นหลักที่เป็นจุดขายสมัยเปิดตัวออกไป อย่างไรก็ตามมันก็ยังขายดีเพราะเกมบน 3DS หลัง ๆ ไม่สนใจลูกเล่นจอ 3D แล้วบางเกมก็ตัดเอาลูกเล่นนี้ออกไปเลย

อายุยืนเพราะความล้มเหลวของ WiiU

ปรกติเครื่องเกมจะมีอายุการวางขายประมาณ 5-7 ปี แต่เครื่องเกมพกพาของปู่นินจะยาวกว่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับ 3DS สาเหตุที่มันอายุยืนเป็นพิเศษ เพราะความล้มเหลวของคอนโซล WiiU เครื่องเกม 2 หน้าจอของปู่นิน ทำให้ทีมงานคิดไอเดีย การรวมเอาเครื่องพกพากับโฮมคอนโซลเข้าด้วยกันเสียเลยจนเป็นที่มาของ Nintendo Switch คอนโซลลูกผสมเอาไปเล่นนอกบ้านก็ได้ ต่อทีวีก็ดี วางขายในปี 2017 และขายดีอย่างมากจนแซงยอดขายของ 3DS ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แน่นอนว่าการมาของ Switch นั้นกินตลาดเครื่องเกมพกพาด้วย ทำให้นินเทนโดตัดสินใจไม่มีรุ่นสานต่อความสำเร็จของ 3DS อย่างไรก็ตามว่ากันตามตรงแล้ว DNA ของ 3DS อยู่ใน Nintendo Switch โดยเฉพาะรุ่น Switch Lite ที่เป็นเป็นเครื่องพกพาล้วน ๆ ไม่สามารถต่อทีวีได้ ทำให้แม้ว่ากันตามชื่อมันจะไม่มีทายาทแต่มันยังคงอยู่ เช่นเดียวกับตอนที่ชื่อ Game Boy ได้หายไปจากตลาดแล้วกำเนิดใหม่เป็น DS และ 3DS ในเวลาต่อมานั้นเอง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส