Connect with us

ในงาน Thailand Game Show BIG Festival 2017 ทีมงานเว็บแบไต๋ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเรย์มอนด์ เปา รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ VR ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท HTC ที่บินมาร่วมจัดแสดง HTC Vive อย่างเป็นทางการครั้งแรกในงาน TGSBIG 2017 ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจในการพูดคุยครั้งนี้ครับ โดยเฉพาะเหตุผลที่ว่าทำไม Vive ถึงขายในไทยช้าจัง

(ขวา) เรย์มอนด์ เปา รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ VR ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท HTC และคุณโทมา ผู้จัดการในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

คุณเรย์มอนด์แนะนำตัวเองว่ามาจากไทเป สำนักงานใหญ่ของ HTC หน้าที่คือดูแลธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดย HTC นั้นก่อตั้งมานานกว่า 20 ปีแล้วจากการเป็นบริษัทรับผลิต PDA ก่อน จนผลิตมือถือในแบรนด์ตัวเอง แล้วเมื่อปลายปี 2014 เริ่มพัฒนาเทคโนโลยี VR จน HTC Vive เริ่มวางขายได้ในปี 2016

คุณเรย์มอนด์อธิบายให้ฟังว่าธุรกิจ VR ของ HTC นั้นมี 4 เสาหลักที่ดูแลคือ

  1. Hardware – Vive Technology ตอนนี้ HTC เคลมว่าเป็นอันดับหนึ่งในโลก VR ตอนนี้ แล้วเพิ่งเปิดตัว HTC Vive ในไทยเมื่อตุลาคมที่ผ่านมา โดยขายผ่าน vibe.com , JIB ในราคา 35,990 บาท แล้วจะมีโปรร่วมกับ Acer, Alienware เพื่อขายในราคาพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีแผนออกอุปกรณ์ใหม่ๆ เช่นอุปกรณ์ควบคุมแบบใหม่ หรือ Headset แบบใหม่
  2. Viveport แหล่งรวมซอฟต์แวร์ ทำงานร่วมกับ Valve ผู้สร้าง Steam อันโด่งดัง เพื่อแนะนำเนื้อหาสำหรับ Vive ตอนนี้มีระบบสมาชิกราคา $7 ต่อเดือน เลือกเนื้อหาได้ 5 ชิ้นต่อเดือน
  3. Vive Studio สตูดิโอผลิตเนื้อหาสำหรับ Vive ซึ่ง HTC ก็ผลิตเองส่วนหนึ่ง เช่นเกม Front defense ที่นำมาโชว์ในงาน TGSBIG นอกจากนี้ยังร่วมงานกับสตูดิโออื่นๆ เพื่อสร้างเนื้อหาลง Vive ก็หวังว่าจะร่วมงานกับนักพัฒนาไทยเพื่อร่วมงานกัน
  4. Vive X หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ รับสมาชิกใหม่ทุก 6 เดือน มีการ pitch ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ เซิ้นเจิน, ไทเป, ปักกิ่ง, ซานฟรานฯ เพื่อช่วย Startup ปัจจุบันเพื่อเปิดรุ่นที่ 3 ไป แต่ละรุ่นมี Startup ประมาณ 35 ทีม นอกจากช่วยเรื่องการเงินแล้ว ยังช่วยเรื่องเครือข่ายธุรกิจ โดยคุณเรย์มอนด์ก็อยากให้บริษัทไทยเข้าร่วม Vive X ด้วย (เพราะประทับใจการเล่าเรื่องของคนไทย ซึ่งผู้ชนะด้านภาพยนตร์ VR ในการประกวดล่าสุดมาจากไทย) ตัวอย่างทีมที่ประสบความสำเร็จในรุ่นที่ 2 อย่าง VR Chat ที่ HTC ลงเงินอีก 4 ล้านเพื่อสร้าง

Viveport

ทำไม HTC Vive ถึงใช้เวลาตั้งปีครึ่ง กว่าจะเริ่มขายในไทย

เกม Front defense ที่นำมาจัดให้เล่นในงาน TGSBIG 2017

HTC Vive นั้นเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2016 แต่เพิ่งเริ่มขายในไทยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมานี้เอง คุณเรย์มอนด์ตอบในประเด็นนี้ว่า เพราะทรัพยากรในบริษัทจำกัด มีเรื่องสิทธิบัตรและกฎหมายต่างๆ ที่ต้องเคลียร์ก่อนที่จำหน่ายได้ และต้องใช้เวลาหาพาร์ทเนอร์ขายในไทยด้วย ซึ่งตอนนี้ก็ใช้ Synnex ในการกระจายสินค้า (เท่ากับว่าส่วนธุรกิจ Smartphone กับ VR ของ HTC ในไทยนั้นไม่เกี่ยวข้องกันเท่าใดนัก)

แต่ก็ถือว่าไทยเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถัดจากสิงคโปร์ที่เปิดตัว HTC Vive เมื่อปลายปีที่แล้ว (เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ทำให้จัดจำหน่ายได้เร็วกว่า) ซึ่งคุณเรย์มอนด์ก็มองว่าไทยมีศักยภาพมากในเรื่อง VR นี้ มีผู้ผลิตเนื้อหาที่มีความคิดสร้างสรรค์ จึงทำให้เราเข้าสู่ตลาดนี้

เร็วๆ นี้เราจะมีโปรโมชั่นกับ Acer และ Alienware จัดชุด Bundle คอมพิวเตอร์พร้อม HTC Vive

HTC Vive จะออกรุ่นใหม่เมื่อไหร่

จอยปิงปองและจอยแรกเก็ตของ HTC Vive ที่สามารถถอดเซนเซอร์ออกมาใช้งานได้หลากหลาย

คุณเรย์มอนด์บอกได้เพียงตอนนี้กำลังพัฒนาอยู่ แต่ยังไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้ตอนนี้ แต่เมื่อถามถึงเทคโนโลยี VR แบบ Stand Alone ที่แว่นสามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลให้ คุณเรย์มอนด์ให้ความเห็นว่าตอนนี้ยังทำได้ยากเพราะต้องใช้ CPU แบบ ARM แบบเดียวกับที่ใช้ในสมาร์ทโฟน ซึ่งทำให้ต้องสร้างซอฟต์แวร์ของ Vive ใหม่ทั้งหมด และไม่สามารถติดตั้งตัวตรวจจับตำแหน่งได้ แว่นต้องระบุตำแหน่งด้วยตัวเองทั้งหมด ทำให้รูปแบบการใช้งานก็ต้องต่างไป

เราสร้าง HTC Vive ก่อน เพื่อสร้างมาตรฐาน VR ที่ดีให้คนรู้จัก แล้วจึงค่อยพัฒนารุ่นประหยัดต่อไป

คิดว่าราคาที่เหมาะสมสำหรับ VR ในไทย ควรจะเป็นเท่าไหร่

บรรยากาศในห้องสัมภาษณ์

iPhone X ขายได้ดี แม้จะแพงมาก เพราะคนเข้าใจว่ามันทำอะไรได้บ้าง
คุณเรย์มอนด์ตอบเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ เพราะเราบอกไม่ได้ว่าราคาของ VR ที่เหมาะสมนั้นอยู่ที่เท่าไหร่ ยกตัวอย่าง iPhone X ขายได้ดี แม้จะแพงมาก เพราะคนเข้าใจว่ามันทำอะไรได้บ้าง ไม่ต้องอธิบายเยอะก็เข้าใจว่าจะซื้อมาทำอะไร แต่สำหรับ VR ก็ต้องให้ความรู้ว่าคนจะเอามาใช้จริงในชีวิตประจำวันได้ยังไง แล้วเรื่องราคาจะตามมา ถ้าคนเห็นว่ามันจำเป็น แม้มีราคาสูงแต่คนก็จะยอมจ่ายเพื่อให้ได้คุณภาพดี

ส่วนคนไทยจะเริ่มตอบรับกับ VR เมื่อไหร่ ก็บอกได้ยาก ขึ้นอยู่กับเนื้อหาล้วนๆ เลยว่าคนไทยตอบรับกับเนื้อหาแค่ไหน ซึ่งเนื้อหาที่น่าจะโดนใจจริงๆ น่าจะเป็นฝั่งเกมหรือความบันเทิง อย่างเกมล่าสุด Fallout 4 VR ที่ทำออกมาได้น่าสนใจ หรือค่าย Warner ที่ทำหนัง VR ออกมาบ้างแล้ว ซึ่งหลังๆ จะเห็นการใช้ VR ในแวดวงธุรกิจมากขึ้น เช่นโชว์รูมรถ กีฬา

คาดหวังยอดขายของ HTC Vive ในไทยเท่าไหร่

ส่วนหนึ่งของ Viveland กับการเล่นเกมล่าไดโนเสาร์ 4 คน พร้อมจอยปืนที่สามารถสั่นตามการยิงได้ ทำให้ได้ประสบการณ์การเล่นที่ดีมาก มาทดลองเล่นฟรีได้ที่งาน TGSBIG 2017

ตอนนี้ยังไม่ได้ตั้งความคาดหวัง เพราะอยู่ในช่วงทดลองตลาดอยู่ แล้วเดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็เป็นช่วงหยุดพักการตลาด เราจึงทำอะไรมากไม่ได้ ตอนนี้กำลังอยู่ในการให้ความรู้ผู้สร้าง ผู้เล่น ให้เข้าใจ VR ซึ่งจุดแรกที่จะบุกคือร้านเกม ตามร้านค้าปลีกก็จะส่งสินค้าตัวอย่างไปให้คนได้ทดลองมากขึ้น โดยโฟกัสฝั่งเกมอยู่มากกว่า 60% เพราะเป็นตลาดที่เติบโตได้เร็ว ส่วนตลาดธุรกิจก็ต้องใช้เวลาสร้างความรู้ สร้างตัวอย่างเชิงธุรกิจให้เห็นต่อไป

ในต่างประเทศเรามี VIVELAND เป็นเหมือนร้านเกมรวมประสบการณ์ VR ของ HTC เช่นเกมที่เล่นพร้อมกันได้ 4 คน ซึ่งเราก็นำส่วนหนึ่งมาให้ทดลองเล่นในงาน TGSBIG 2017 ด้วย (ยิงไดโนเสาร์กัน 4 คน มันส์มาก แอดไปเล่นมาแล้ว) ซึ่งเราก็อยากให้มีร้านแบบนี้ในไทย

สำหรับเนื้อหาไทย ก็ไม่ได้มีนโยบายอย่างเป็นทางการ แต่เนื้อหาไทยส่วนหนึ่งก็มีอยู่ใน Steam store แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาว่าจะทำให้ได้หรือไม่ อย่างเกม front defense ของเราก็มีภาษาไทย

HTC มีแผนจะออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ AR หรือไม่

AR (Augmented Reality ความจริงเสริม หรือการแสดงภาพคอมพิวเตอร์ไปผสมกับโลกจริง) กับ VR (Virtual Reality ความจริงเสมือน แสดงภาพคอมพิวเตอร์ครอบทั้งหมด ไม่เห็นโลกจริง) ใช้เทคโนโลยีรากฐานเดียวกันกว่า 80% ก็ทำให้ HTC เข้าสู่ตลาดนี้ไม่ยากนัก ซึ่ง AR สามารถใช้สมาร์ทโฟนทำได้ในปัจจุบัน เราจึงคิดว่าแว่น VR มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนกว่า แต่ AR กับ VR นั้นจะโตไปด้วยกัน ซึ่ง HTC ก็มองตลาดนี้อยู่โดยการลงทุนเพิ่มในบริษัท AR ด้วย

HTC มอง PlayStation VR หรือ Oculus เป็นคู่แข่งหรือไม่

เราสามารถใช้เซนเซอร์ติดกับกล้องเพื่อแทรกภาพใน VR ออกมาเป็นภาพจริงได้ เมื่อเคลื่อนกล้อง ภาพทุกอย่างจากคอมพิวเตอร์ก็จะเคลื่อนตาม

คุณเรย์มอนด์บอกว่า HTC Vive ไม่ได้มองค่ายอื่นๆ เป็นคู่แข่ง เพราะอยู่ในช่วงพัฒนาตลาดไปด้วยกัน สร้างตลาด VR ให้โตไปด้วยกัน อย่าง Oculus ก็มีตลาดเฉพาะ เน้นโซเซียล มีแผนบุกโมบาย ส่วน PlayStation VR ก็อยู่ในตลาดเฉพาะที่ไม่มาบุก PC และเราก็ไม่สามารถทำอุปกรณ์ให้ใช้กับ PlayStation ได้ ซึ่ง HTC ก็พยายามคุยกับ Sony เผื่อมีช่องทางสนับสนุนระหว่างกัน

และตอนนี้ Google ก็ซื้อทีม Vive กับทีมที่สร้าง pixel ไปแล้วด้วยมูลค่า 1,100 ล้านเหรียญ ทำให้เรามีเงินลงทุนมากขึ้น (แต่ส่วนที่ผลิต HTC Phone ก็ยังอยู่นะ)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความวงการเกม

7 การปรากฎตัวในเกมของ Stan Lee ผู้ทรงอิทธิพลแห่ง Marvel

Published

on

Stan Lee ได้เสียชีวิตลงในวัย 95 ปีเมื่อวัน 12 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งเขานั้นได้ฝากผลงานให้กับโลกใบนี้ไว้อันเป็นเหล่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่สร้างแรงบันดาลใจด้านต่างๆ ให้คนทั่วโลกอย่าง Spider-Man, Fantastic Four, Captain America ฯลฯ ที่ยังได้ถูกนำไปดัดแปลงออกมาในรูปแบบของสื่อประเภทต่างๆ และตัวเขาเองก็มักจะแวะเวียนไปปรากฎตัว (Cameo) อย่างบ่อยครั้งไม่ว่าจะในรูปแบบภาพยนตร์หรือไม่ว่าจะในรูปแบบ “วิดีโอเกม”

ด้วยเหตุนี้ แบไต๋ของเราจึงอยากจะขอพาเกมเมอร์ไปร่วมระลึกถึงคุณปู่มหัศจรรย์ในสื่อประเภทเกมกันครับ ซึ่งจะมีผลงานใดบ้างเชิญรับชมกันต่อจากนี้ได้เลย


1. ปรากฎตัวในรูปแบบเสียงบรรยายบนเกม Spider-Man (2000), Spider-Man 2: Enter Electro (2001) และ Spider-Man: Shattered Dimensions (2010)

2. Marvel Ultimate Alliance 2

เขาปรากฎตัวในในรูปแบบของ NPC ที่มีชื่อว่าผู้วุฒิสมาชิก Stan Lieber แถมทั้งยังเป็นการปรากฎตัวครั้งแรกบนวิดีโอเกมของเขาอีกด้วย

3. The Amazing’s Spider-Man

ปู่ของเราในเกมนี้จะมาในรูปแบบของตัวละครที่เราสามารถเล่นได้บน DLC โดยถ้าว่ากันตรงๆ คือเป็นสกินหนึ่งของสไปเดอร์แมนนั่นแหละครับ แต่จะพิเศษตรงที่ DLC นี้จะมีโหมดเนื้อเรื่องให้เล็กๆ น้อยๆ และปู่ของเราจะพากย์เสียงให้ด้วยครับ

4.  Lego Marvel Super Heroes

ปู่ของเราจะปรากฎมาเป็นตัวละครที่สามารถเล่นได้ครับ แถมพิเศษกว่าเกมไหนๆ ก็ตรงที่กลายร่างเป็นเดอะฮัลค์เวอร์ชั่นพิเศษในชื่อ Stan-Hulk ได้

5. The Amazing Spider-Man 2

เกมนี้ปู่ของเราปรากฎตัวในรูปแบบของ NPC ในร้านขายคอมมิคและของเล่นครับ

6. Lego Marvel Avenger 1 & 2

ปู่ของเราในเกมนี้จะมีความสามารถเหมือนในเกม Lego Marvel Super Heroes แต่จะมีความพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาคือกลายร่างเป็น Iron Stan (Iron Man) และ Stanbuster (Hulkbuster) ได้

7. Marvel’s Spider-Man

ปู่ของเราโผล่มาในเกมฉบับนี้ในรูปแบบของ Cameo ครับ

อ้างอิง: Wikipedia, Gamingdatabase, Wikia, Youtube

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

5 เหตุผลที่เรา ”อาจจะได้เห็น Red Dead Redemption 2 เวอร์ชั่น PC”

Published

on

นับตั้งแต่วันที่เปิดเผยว่ากำลังพัฒนาอยู่ ประกาศวันวางจำหน่ายไปจนถึงพร้อมให้เข้าเล่น ก็ได้มีข่าวลือออกมามากมายที่คาดการณ์กันเอาไว้ว่า Red Dead Redemption 2 ภาคต่อของซีรีส์เกมคาวบอยโอเพ่นเวิลด์จากค่ายพัฒนา/จัดจำหน่ายระดับพระกาฬอย่าง Rockstar Games นี้ “อาจจะได้ลงให้กับแพลตฟอร์ม PC” แต่ใครที่รู้จักกิตติศัพท์ซีรีส์นี้ดี ก็น่าจะพอทราบกันว่าเครื่องเล่นคอนโซลคือแพลตฟอร์มเดียวที่เกมซีรีส์นี้จงรักภักดีลงให้

ซึ่งถึงแม้อดีตจนถึงปัจจุบันจะยังคงเป็นเช่นนั้น แต่ผู้เขียนกลับมีลางสังหรณ์ว่า Red Dead Redemption 2 อาจมีแนวโน้มที่จะลงให้กับ PC ด้วย 5 เหตุผลใหญ่ๆ เอาละ มันจะมีอะไรกันบ้างเชิญตามอ่านต่อกันได้เลยครับ


1. ค่ายพัฒนาเกมอิสระ (3rd Party) เริ่มไม่ทำเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะเครื่องเล่นแล้ว

ไม่ว่ายุคสมัยไหน เกมเอ็กซ์คลูซีฟก็ยังเป็นตัวกระตุ้นชั้นยอดในการเลือกซื้อเครื่องเล่นเกมนั่นแหละ และค่ายพัฒนาเกมที่ขึ้นตรงกับเครื่องเล่นต่างๆ ก็ไม่ได้หายไปไหน (Naughty Dog ก็ Sony, PlayStation ส่วน Xbox ก็ Microsoft Studios ฯลฯ) จะมีก็แต่เพียงค่ายพัฒนาอิสระทั้งหลายที่อาจจะเคยลงผลงานให้กับเฉพาะเครื่องเล่นเกม (อาทิ Capcom ที่เคยให้ Resident Evil 4 เป็นเกมเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะเครื่อง GameCube ฯลฯ)

แต่ในปัจจุบันก็แทบจะไม่มีค่ายพัฒนาอิสระเจ้าไหนผูกขาดกับเครื่องเล่นเกมแล้วละ แต่ถ้าทำ ก็มักจะออกมาในรูปแบบของไทม์เอ็กซ์คลูซีฟ (Time Exclusive) ล็อคเวลาให้เกมนั้นลงเฉพาะเครื่องเล่นตามระยะเวลาที่กำหนด

ซึ่ง Rockstar Games ที่ก็เป็นค่ายพัฒนาอิสระเช่นเดียวกันนี้ ในผลงานระยะหลังๆ มาก็แทบจะออกมาในรูปแบบของมัลติแพลตฟอร์มหรือว่าลงให้กับทุกเครื่อง ฉะนั้นแล้วไม่แน่ว่าภาคต่อเกมคาวบอยสุดอีปีกอย่าง Red Dead Redemption 2 ก็อาจจะลงให้กับ PC ด้วยก็เป็นได้นะ

2. Take-Two (บริษัทแม่ Rockstar) เกลี้ยกล่อมให้ Rockstar Game พอร์ตเกมนี้ลง PC

เหนือขั้นตอนการพัฒนาเกมหรือเชิงเทคนิคทั้งหลาย ก็ยังมีอีกสิ่งที่มีผลต่อเกมๆ หนึ่งไม่มากก็น้อย นั่นคือเรื่องของทิศทางที่ผู้ใหญ่หรือผู้กุมบังเหียนจากทางค่ายพัฒนา/จัดจำหน่ายต้องการ โดย Take-Two Interactive หรือบริษัทแม่ของทาง Rockstar Games นั้น พวกเขาได้พยายามเกลี้ยกล่อมกับทางค่ายลูกของตนให้ทำการพอร์ต Red Dead Redemption 2 ลงเวอร์ชั่น PC

แต่ทั้งนี้ทาง Rockstar ก็ไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาจะนำผลงานล่าสุดชิ้นโบว์แดงนี้ลงให้กับแพลตฟอร์มดังกล่าวหรือไม่ บอกเพียงแต่ว่าพวกเขาจะพิจารณาดูเท่านั้น แต่ยังไงก็อย่าเพิ่งเสียใจกันไป เพราะ Rockstar ค่อนข้างที่จะเก่งด้านการเซอร์ไพรส์แฟนๆ ไม่แน่ว่าบางที Red Dead Redemption 2 เวอร์ชั่น PC อาจจะมีการประกาศออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้

3. รายได้จากการพอร์ตผลงานเกมก่อนหน้านี้ลง PC เป็นที่น่าพอใจ

GTA V มียอดขายมากถึง 90 ล้านก๊อปปี้เลยนะ (แผ่น+ดิจิทัลดาวน์โหลด) แถมใน 11% ของยอดขายที่ตีออกมาเป็นตัวเลขกว่า 12 ล้านก๊อปปี้นั้น ก็มาจากการซื้อในรูปแบบดิจิทัลดาวน์โหลดผ่าน Steam แพลตฟอร์มขายเกมและคอมมิวนิตี้ยักษ์ใหญ่บน PC อีกทั้งนี่ยังไม่ได้รวมยอดขายจากช่องทางอื่นๆ (เว็บไซต์ร้านค้าปลีก, ตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ)

ซึ่งก็แน่นอนละว่ามันคือตัวเลขที่ Rockstar Games พึงพอใจ ไม่สิ ต้องบอกว่าประทับใจเอามากๆ และ Red Dead Redemption 2 ก็เป็นซีรีส์เกมที่เหล่าพีซีมาสเตอร์เรซเรียกร้องมาแรมทศวรรษให้ลงแพลตฟอร์มของพวกเขากันเถอะตั้งแต่ภาคแรกแล้ว ไม่แน่ว่า Rockstar อาจเห็นโอกาสตรงนี้ในการริเริ่มพอร์ตเข้ามาที่อาจจะไม่ใช่แค่ภาคล่าสุดแต่อาจจะมาทั้งเซ็ตเลยก็เป็นได้

4. เครื่องเล่นเกมเกือบทุกแพลตฟอร์มในปัจจุบันใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีสถาปัตยกรรมภายในใกล้เคียงกันแล้ว

จริงๆ แล้วอีกหนึ่งเหตุผลหนึ่งที่เกมในอดีตมักผูกขาดเป็นเอ็กซ์คลูซีฟให้กับเฉพาะเครื่องเล่นนั้น อาจเป็นเพราะสถาปัตยกรรมภายในของฮาร์ดแวร์ที่ต่างกัน (วิธีการลำเรียงชุดข้อมูล, ชุดคำสั่ง, ฯลฯ) ที่การจะพัฒนาเกมลงให้กับหลายเครื่องนั้นเป็นอะไรที่ยุ่งยากหรือเสียเวลาในการต้องมาศึกษาวิธีการใหม่ และเปลืองงบประมาณเป็นอย่างมาก 

แต่ในปัจจุบัน ก็ไม่มีค่ายเครื่องเล่นเกมใดทำตัวอินดี้ปลีกวิเวิกห่างเพื่อนฝูงวงการอีกต่อไป หากแต่เลือกที่จะใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีสถาปัตยกรรมภายในใกล้เคียงกันเพื่อทั้งเอื้ออำนวยความสะดวก ความง่ายดาย และเพื่อลดเวลาให้การที่ผู้พัฒนาเกมค่ายอิสระทั้งหลายจะสามารถนำผลงานเกมของพวกเขามาทำการแก้ไขเพียงประมาณหนึ่งและกระจายไปยังเครื่องเล่นต่างๆ

ซึ่ง GTA V คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของพลังจากฮาร์ดแวร์แห่งยุคที่มีสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกัน โดยในบนเครื่อง PS4 และ Xbox One นั้นสามารถรันเฟรมเรตได้ที่ 30 เฟรมแบบนิ่งๆ ในขณะ PC สามารถรีดทั้งเฟรมเรตต่อวินาทีและกราฟิกได้มากกว่านั้น ซึ่งในสาเหตุข้อนี้ อาจมีความเป็นไปได้มากสุดที่ Red Dead Redemption 2 อาจถูกพอร์ตลง PC พร้อมการมาของประสิทธิภาพที่มากกว่าบนแพลตฟอร์มคอนโซล!

5. การพอร์ตลง PC ต้องใช้เวลา ซึ่งพวกเขาอาจกำลังพัฒนากันอยู่ก็ได้ (?)

ผลงานเกมระยะหลังๆ มานี้ของทาง Rockstar มักจะถูกพอร์ตลงให้กับแพลตฟอร์ม PC เพียงแต่ระยะเวลาที่ลงจะห่างจากเวอร์ชั่นแรกเริ่มอยู่ประมาณหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น GTA IV ที่ใช้เวลาถึง 7 เดือน กว่าจะพอร์ตลงให้กับทาง PC, LA Noire ใช้เวลา 6 เดือน และปิดท้ายด้วย GTA V ที่แม้จะใช้ระยะเวลามากกว่า 1 ปี 5 เดือน แต่ในด้านประสิทธิภาพนั้น เวอร์ชั่น PC ของเกมภาคดังกล่าวกลับมีคุณภาพที่ดีกว่าแพลตฟอร์มใดๆ ด้วยการรีดเร้นศักยภาพของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

อีกทั้งทาง Rockstar Games ก็ได้ชื่อเรื่องการปิดเงียบไม่เผยข้อมูลใดๆ แต่หากผลงานของพวกเขายังไม่มีความพร้อมเกิน 70 – 80% ไม่แน่ว่า Red Dead Redemption 2 อาจจะกำลังพัฒนาเวอร์ชั่น PC อยู่ ซึ่งเมื่อดูจากระบบการเล่นที่สุดจะละเมียด ละเอียด และสมจริงขนาดนี้ เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะต้องใช้เวลาในการพอร์ตลงเวอร์ชั่น PC มากกว่า 1 ปีก็เป็นได้

ขอบคุณข้อมูล: Wikipedia, PCGamer, Quora

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

พาทัวร์งานเกม “PAX AUS 2018” มหกรรมเกมที่ไม่ธรรมดาของชาวออสซี่

Published

on

เนื่องจากช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กระผมถูกจับพลัดจับผลูแบบงง ๆ ไปร่วมงานมหกรรมเกม PAX AUS ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย งานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัปดาห์ Melbourne Games Week ประจำปี 2018 ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้พบเจอหลายสิ่งเด็ด ๆ ที่ทั้งเซอร์ไพรส์และน่าประทับใจในวงการเกมบ้านเค้า โดยเฉพาะความหลากหลายของสายพันธุ์ “เกมเมอร์” ออสซี่ การจัดงานที่แสดงให้เห็นถึงการคิดมาแล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วน และที่สำคัญคือความรู้ความเข้าใจในตัวเกมเมอร์ของภาครัฐเมืองเมลเบิร์นที่เข้าใจจริงอะไรจริงจนน่าทึ่ง สาธยายยืดยาวน่าเบื่อแค่นี้ก็พอเนอะ ว่าแล้วก็ออกไปทัวร์งานกันเลยดีกว่า!

เทศกาลโชว์ของใหญ่ของทีมพัฒนาบิ๊กเบ้ง

ก่อนอื่นเลย เกมเมอร์คนไหนที่อยากจะเข้างาน PAX AUS จะต้องจองบัตรล่วงหน้ากันเสียก่อน ที่ต้องใช้คำว่าจองล่วงหน้าเพราะการไปต่อแถวซื้อบัตรหน้างานเป็นอะไรที่ค่อนข้างสิ้นคิดเลยทีเดียว เนื่องจากแถวซื้อบัตรยาวเป็นงูอนาคอนด้ากันตั้งแต่วันแรก แถมผู้จัดงานยังจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานในแต่ละวัน นั่นหมายความว่าผู้ที่หวังมาตายเอาดาบหน้าจะมีโอกาสยืนตายอยู่หน้างานสูง ที่น่าแปลกใจคือบัตรเข้างานก็ไม่ใช่ถูก ๆ (แบบเข้าได้วันเดียวเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาท) แต่ทำไมชาวออสเตรเลียถึงแห่กันมาอยู่ได้แม้ในวันธรรมดา ข้าพเจ้าได้คำตอบอย่างแจ่มแจ้งเรื่องนี้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เยื้องย่างผ่านประตูงานเข้าไป… แม่เจ้าโว้ย! บริษัทเกมชื่อก้องโลกแห่กันมาเพียบเลยนี่หว่า! ไล่ตั้งแต่ Bethesda, Sony, Nintendo, Ubisoft, IO Interactive ฯลฯ ซึ่งแต่ละรายก็เล่นใหญ่รัชดาลัยมากมายและพวกเขายังได้เตรียมกิจกรรมสนุก ๆ มาให้เกมเมอร์ได้เล่นกันอย่างพร้อมเพรียง

เริ่มจาก Bethesda Softworks กันก่อน รายนี้ไม่ได้จัดบู้ธเว่อร์วังภายในตัวงานแต่สถิตตัวเองอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า จัดเป็นซุ้มถ่ายรูปน่ารัก ๆ ขนาดกระทัดรัดให้เกมเมอร์มาเลือกพร็อพถ่ายกับฉากหลังสวย ๆ จากเกม Fallout 76, The Elder Scroll Online และ Rage 2 นอกจากนี้พวกเขายังให้นาย Pip Boy ตัวเท่าคนเดินลอยชายไปหาผู้ร่วมงานเป็นระยะ ๆ

หมัดเด็ดของพวกเขาอยู่ด้านนอกศูนย์ประชุม เนื่องจากพวกเขาไปตั้งซุ้มลูกโป่งเป็นตัวละครจากเกมของ Bethesda ตามหน้าร้านเบียร์ริมแม่น้ำแล้วตั้งชื่อว่า Bethesda Lane มันซะเลย เอาใจเกมเมอร์สายเมามายกันแบบนี้เลยทีเดียว

เดินเข้ามาด้านในงานทั้ง Sony, Nintendo และ Ubisoft ต่างไม่ยอมน้อยหน้ากันในเรื่อง “ขนาด” แต่ถ้าให้เรียงตามความแจ่มก็คงต้องยกให้บู๊ธของ Nintendo ที่ขนทั้ง Pokemon Let’s Go และ Super Smash Bros Ultimate มาให้ลองเล่น

ต่อแถวรอเพียงไม่นานข้าพเจ้าก็ได้สิทธิ์เดินเนียนเข้าไป Smash ในฐานะ Solid Snake ในกับเกมเมอร์ออสซี่อีกสองสามคน หลังจากนั้นก็โดน Bowser ถีบตกหน้าผาโดยเร็วพลันจนต้องรีบหนีไปบูธอื่น

สำหรับอันดับสองเห็นจะเป็นบู๊ธของ Ubisoft เพราะมี The Division 2 มาให้เกมเมอร์ต่อแถวลองบู๊ไปด้วยกัน จากที่เห็นมากับตาต้องขอบอกว่าเกมภาพงามงดและลื่นไหลดีเลยทีเดียวสำหรับเครื่อง PS4 แต่ระดับความยากของภาคนี้คาดว่าน่าจะโหดไม่น้อย เพราะเห็นคนไหนเข้ามาคว้าจอยก็ลงไปนอนคุกเข่าคลานหนีศัตรูกันเป็นแถบ มีบ้างที่เป่าศัตรูได้ตัวสองตัวแล้วเต้นท่า Emote ระบำโชว์ แต่สุดท้ายก็โดนบอสบี้ลงไปดับคาเท้าอยู่ดี ซึ่งนอกจาก Division 2 ทาง Ubisoft ก็ใช้พื้นที่เหลือภายในบู๊ธโปรโมทเกมดังที่เพิ่งวางตลาดอย่าง Assassin’s Creed Odyssey หากใครยอมต่อแถวลองเล่นก็จะได้หมวกสปาร์ตันกลับไปสวมเล่น (ส่งผลให้ให้มีเหล่าสปาร์ตันเดินกันสลอนเต็มไปหมดในงาน) นอกจากนี้ใครที่อยากรู้ว่ายานอวกาศในเกม Starlink ถอดประกอบกับจอยยังไงก็สามารถมาลองแกะ ๆ ต่อ ๆ เล่นได้

ส่วนบู๊ธ Sony แม้จะใหญ่แต่ไม่ค่อยหวือหวาเท่าไหร่ เพราะเกมที่เอามาโชว์ทั้งหมดเหมือนกับในงาน Sony Experience 2018 ที่เพิ่งจัดไปในไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเกม RE2 ก็ยังคิวยาวจนต่อไปก็ไม่ได้เล่นเหมือนเดิม

เล็กพริกขี้หนู (พันธุ์ออสซี่)

ทางฝั่งทีมพัฒนาเกมรายย่อยก็ไม่ได้น้อยหน้ารายใหญ่ในงาน แม้พวกเขาจะสู้เรื่อง “ขนาด” ไม่ได้แต่ก็ขอใช้ “ลวดลาย” เข้าประชัน อย่างเช่น ทีมพัฒนา IO Interactive ที่จัดบู๊ธปิดขนาดกำลังดีให้แฟน ๆ มาลองเกม Hitman 2 กัน ทีเด็ดอยู่ตรงที่ทางทีมงานเล่นจ้างช่างตัดผมมารับโกนหัวให้แฟนพันธุ์แท้ที่ต้องการเป็น Agent 47 มันตรงนั้นเลย! ตัดเสร็จแล้วยังแถมสติ๊กเกอร์บาร์โค้ดเอาไว้แปะที่หลังหัวด้วยนะ

นอกจากนี้บู๊ธของเกม Fortnite ก็จัดเวทีให้เกมเมอร์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ขึ้นไปประชันท่าเต้น Emote กันแบบสุดสวิงริงโก้ ใครเต้นได้ไม่อายสายตาชาวบ้านก็รับพร็อพ Pick Axe นุ่ม ๆ เป็นของที่ระทึก เช่นเดียวกับเกม Just Dance 2019 ที่จัดเวทีให้คนขึ้นไปเต้นเอามันส์เป็นหมู่คณะตรงโซนก่อนเข้างาน ซึ่งก็มีทั้งผู้เข้ามาร่วมงานทั่วไปและคอสเพลเยอร์ทยอยขึ้นไปเต้นอย่างไม่ขาดสาย

ทางผู้จัดงาน PAX AUS เขากั้นพื้นที่ในงานส่วนหนึ่งเอาไว้ให้ทีมพัฒนาเกมสายอินดี้เท่านั้น

จุดที่ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจมาก ๆ ก็คือทางผู้จัดงาน PAX AUS เขากั้นพื้นที่ในงานส่วนหนึ่งเอาไว้ให้ทีมพัฒนาเกมสายอินดี้เท่านั้น เพื่อให้ทีมพัฒนาหน้าใหม่หรือทีมพัฒนาหน้าเก๋าสัญชาติออสซี่มีโซนโชว์ของของตัวเองแบบไม่ต้องกลัวว่าจะโดนบริษัทเกมยักษ์ใหญ่แย่งซีนไปหมด แม้เกมส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นเกมบล็อคบัสเตอร์กราฟิกอลังการแต่พวกเขาก็สู้ด้วยความหลากหลายที่เรียกได้ว่าจัดมาทุกแนวสำหรับเกมเมอร์ทุกสาย ทั้ง 8 bits, FPS, Adventure, Action, VR มากันให้ครบ รับประกันว่าได้เลยว่าท่านจะได้หันไปเจอเกมแนวที่ตัวเองอยากเล่นอย่างน้อยก็ซักเกมนึงล่ะเหวย

นอกจากนี้เกมบ้านเขายังไม่ได้มีแต่ปริมาณ หลายเกมอินดี้จากเมืองเมิลเบิร์นคือเกมดังระดับโลกที่เกมเมอร์ต้องเคยผ่านตามาบ้างแล้ว อย่างเช่น ดิจิตอลบอร์ดเกมนามว่า Armello ของทีม League of Geeks และ Fruit Ninja จากทีม Halfbrick ซึ่งทำนั่นทำให้กระผมประจักษ์ว่าทีมพัฒนาเกมอินดี้บ้านเค้าแม้จะจิ๋วแต่ก็คุณภาพคับแก้วเสียจริง

โลกของเกมเมอร์ช่างกว้างใหญ่

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของงาน PAX ในสายตาของข้าพเจ้าก็คือผู้จัดงานเขาไม่ได้จำกัดคำว่า “เกมเมอร์” ให้ยึดติดอยู่แค่สื่อวิดีโอเกม แต่เขามองว่าเกมเมอร์คือเหล่าผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม ไม่ว่าเกมนั้นจะอยู่ในรูปแบบใด จะเก่าจะใหม่แค่ไหนก็ตาม นั่นทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นพื้นที่ยืนของ “บอร์ดเกม” ในงาน PAX ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้โซนวิดีโอเกมด้านหน้า

บรรรดาแฟรนไชส์ร้านบอร์ดเกมในเมืองเมลเบิร์นทั้งหมดต่างพร้อมกันมาจัดบู๊ธอย่างพร้อมเพรียง ขนมากันให้ครบทั้งการ์ดเกม (Magic the Gathering, Coup, Dragon Ball) เกมกระดาน (Monopoly, Pandemic, Fallout The Board Game) และเกมแนวยกทัพหุ่นฟิกเกอร์มาตีกัน (Warhammer, X-Wing)

นอกจากตัวบอร์ดเกม อุปกรณ์ประกอบฉากและอุปกรณ์ทาสีก็มีมาขาย และทางทีมผู้จัดงานยังเอื้อเฟื้อเตรียมโต๊ะเก้าอี้เอาไว้ให้นั่งเล่นบอร์ดเกมเป็น 100 ตัว จัดคอร์สสอนทาสีเบื้องต้น และจัดโซนสอนวิธีเล่นบอร์ดเกมใหม่ ๆ จากผู้พัฒนาเกมรายใหญ่รายย่อยเพื่อโปรโมทผลงานของตัวเองสู่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา

ประมาณว่าใครใคร่ซื้อบอร์ดเกมซื้อ ใครใคร่ขายบอร์ดเกมขาย ใครใคร่เล่นบอร์ดเกมเล่น และยังมีสีสันเป็นบอร์ดเกมแปลก ๆ ตลก ๆ อย่างโปรเจ็คเกมแข่งกระดกเหล้าที่ดูหน้าทีมพัฒนาก็รู้แล้วว่าคงเล่นมาเป็น 100 รอบ หรือบอร์ดเกมที่ใช้คั้พเค้กและบ้านขนมปังเล่นกันไปกินกันไปก็มีด้วยนะเออ

นอกจากโซนบอร์ดเกมก็ยังมีโซนเฉพาะสำหรับเกมเมอร์สายพินบอล สายเรโทร และสายเกมพีซีในวงแลนด้วยครับทั่น โดยเครื่องเกมรุ่นเก่าสำหรับเกมเมอร์รุ่นเก๋าได้รับการจัดเตรียมไว้ให้ผู้ที่อยากรำลึกความหลังมาโจ้ได้เลย ข้าง ๆ เครื่องเกมเหล่านี้เรียงรายไปด้วยตู้พินบอลสารพัดธีมให้แฟน ๆ มากดกระแทกลูกเหล็กเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเป็นระยะ

ห่างออกไปไม่ถึง 20 ก้าวก็จะเป็นพื้นที่สำหรับเกมพีซีมัลติเพลเยอร์สุดคลาสสิกทั้งหลาย ใหม่หน่อยก็พวก CS GO, DotA, LoL คลาสสิกหน่อยก็พวก Quake, Unreal Tournament, CS 1.7 ซึ่งใครเป็นเกมเมอร์แนวชอบไฝ้กับชาวบ้านก็สามารถดูตารางเวลาแข่งแล้วลงชื่อเข้าไปเล่นได้เลย

ส่วนเกมเมอร์สายกล้าแสดงออกแต่ไม่ได้อยากมาเล่นเกมใดเกมหนึ่งเป็นพิเศษก็เชิญจัดเต็มกับชุดคอสเพลย์ได้เลย แห่มากันตรึม ทั้งสายเล่นเล็ก เล่นใหญ่ เอาฮา เห็นกันได้เกลื่อนไปหมด ที่สนุกก็คือแต่ละคนจัดเต็มกับบทบาทของตัวเองด้วย (อีคอสเพลย์แรพเตอร์ก็จะชอบย่องไปหลอกให้คนสะดุ้งจากข้างหลัง ส่วนนาย Brotherhood of Steel ก็ชอบสาธยายให้ฟังว่าปืนของตัวเองหล่นหายไปตอนทำสงครามกับมิวแต้นท์นะ เคยไปบู๊ในสงคราม The Great War มาแล้วนะ บลา บลา บลา)

ไอเท็มพิเศษแห่งวงการเกมออสเตรเลีย

หลังจากข้าพเจ้าได้เดินวนแล้ววนอีกในงาน PAX AUS ตั้งแต่เก้าโมงเช้ายันเก้าโมงเย็น นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินที่ได้รับมาแบบเต็ม ๆ แล้ว มันยังทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นว่าเมืองเมลเบิร์นเปิดใจและทุ่มเททำความเข้าใจกับสื่อเกมมากขนาดไหน ทีมพัฒนาเกมชาวออสเตรเลียคงไม่สามารถพัฒนาเกมเจ๋ง ๆ ออกได้ถ้าพวกเขาไม่มีภาครัฐคอยช่วยหนุนอยู่ข้างหลัง เมื่อพัฒนาเกมเสร็จแล้วเขาก็คงไม่มีพื้นที่โชว์ผลงานหากรัฐบาลปล่อยให้มีแต่บริษัทเกมข้ามชาติรายยักษ์มาซื้อพื้นที่ในงาน PAX ทั้งหมด ส่วนเกมเมอร์ก็จะไม่มีโซนสีสันสนุก ๆ ในงานอย่างโซนบอร์ดเกม โซนเรโทรเกม หรือโซนแข่งเกมหากรัฐไม่เข้าใจเกมเมอร์ดีพอ

หากขาดปัจจัยเหล่านี้ไป งาน PAX AUS ก็คงกลายเป็นงานเกมดาษดื่นทั่วไปที่มีแต่การโฆษณาขายของ และคงไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้วงการเกมบ้านเค้าเติบโตอย่างมีคุณภาพแบบทุกวันนี้ การได้เห็นจะจะกับตาว่าหน่วยงานรัฐบาลของรัฐ ๆ หนึ่งมองอุตสาหกรรมเกมอย่างมีความเข้าในว่านี่คือสิ่งที่สร้างมูลค่าให้กับรัฐหรือประเทศของเขาได้ ไม่ได้มองว่าเกมเป็นแค่งานอดิเรกไร้สาระของเด็ก ๆ แบบที่เราได้ยินกันจนเบื่อในประเทศไทย แค่นี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่สุดสำหรับข้าพเจ้าแล้วครับผม กระผมก็ได้แต่หวังว่าซักวันหนึ่งบ้านเราคงก้าวไปไกลถึงระดับนั้นได้บ้างนะ 🙂

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!