Connect with us

สัมภาษณ์

UniChat คุยกับสงกรานต์ ดาวเศรษฐศาสตร์เกษตร ไขคำตอบคณะนี้เรียนอะไรกัน!

Published

on

“คณะเศรษฐศาสตร์” นับเป็นหนึ่งในคณะที่มีชื่อเสียงมาช้านาน แถมหนุ่มสาวคณะนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่องของความทันสมัยด้วย จนคนนอกคณะอย่างเราๆ อดคิดไม่ได้ว่าหนุ่มสาวคณะนี้เค้าใช้ชีวิตในคณะกันยังไงบ้าง ถึงได้มีคาแรกเตอร์คูลๆ ชัดเจนกันขนาดนี้.. พอมีโอกาสดีก็เลยรีบลักพาตัวสาวเศรษฐศาสตร์สุดฮอตคนหนึ่ง ที่มีดีกรีเป็นถึงนางแบบและเป็นเด็กกิจกรรมตัวยงด้วย และเธอไม่ใช่สาวเศรษฐศาสตร์ธรรมดานะ แต่เป็นเศรษฐศาสตร์เกษตรด้วย!

วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปพบกับสาวน้อยหน้าใส Econ girl แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สงกรานต์ – จิราวรรณ พงษ์ปราโมทย์ ไปคุยกับเธอกัน!

เป็นมายังไง ทำไมถึงเรียนเศรษฐศาสตร์

ที่เลือกเรียนคณะเศรษฐศาสตร์เพราะว่าตอน ม.5 มีเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ แล้วรู้สึกว่าชอบ มันสนุกดี ได้รู้เกี่ยวกับกลไกการขายในการตลาด พวกการเงินและดอกเบี้ย แล้วตัวสงกรานต์เองก็ได้ท็อปของห้องด้วยนะ (หัวเราะ) เลยคิดว่าทางนี้แหละน่าจะใช่ (ยิ้ม)

แล้วทำไมถึงเลือกเป็นสาขา  “เศรษฐศาสตร์เกษตร” คะ

คณะที่สงกรานต์เรียนมีทั้งหมด 5 สาขาคือ สาขาเศรษฐศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร สาขาธุรกิจการเกษตร สาขาสหกรณ์ สาขาเศรษฐศาสตร์ประกอบการ (อินเตอร์) ส่วนที่เลือกเรียนสาขาเศรษฐศาสตร์เกษตรเพราะว่าคะแนนหลุดแอดสาขาเศรษฐศาสตร์ ก็เลยได้มาเรียนสาขาเศรษฐศาสตร์เกษตร ซึ่งเนื้อหาการเรียนของสาขานี้มันใกล้เคียงกับสาขาเศรษฐศาสตร์มากที่สุดค่ะ

แล้วสาขานี้เค้าเรียนอะไรกันบ้าง

เศรษฐศาสตร์เกษตร ตอนปี 1 และ ปี 2 จะเรียนเกี่ยวกับวิชาพื้นฐานของวิชาภาค มันเป็นความรู้ที่นำไปใช้ต่อยอดตอนปี 3 และปี 4 ค่ะ ตอนปี 1 ก็จะเรียนวิชา micro, macro, cal, วิชาเสรี และก็พวกวิชาที่เกี่ยวกับการเกษตรซึ่งจะอยู่ในเนื้อหาวิชาชีววิทยาของตอนมัธยมปลายทั้งหมด เหมือนกับเป็นการเรียนชีววิทยาใหม่ (หัวเราะ) เพราะสงกรานต์จำเนื้อหาได้แบบเลือนลางมากๆ

ส่วนปี 3 จะเริ่มเรียนวิชาภาคทั้งหมดค่ะ ซึ่งจะยากขึ้นไปอีก ซึ่งก็จะเรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ที่ประยุกต์เกี่ยวกับการเกษตร เช่น พวกเมทริกซ์ ทำนองนี้ค่ะ แล้วก็วิชาที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วก็มีเรียนวิจัยด้วยค่ะ

ปี 4 ก็เหมือนกันค่ะ แต่ปี 4 ไม่มีเรียนวิชาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ แล้วจะเป็นวิชาที่เหมือนว่าเรียนแล้วนำไปใช้ในการทำโปรเจ็คจบ ซึ่งการเรียนจะแบ่งเรียนเป็น 2 แบบ คือมีสหกิจกับไม่มีสหกิจ โดยการเรียนแบบมีสหกิจคือการเรียน 7 เทอม แล้วเทอมสุดท้ายจะไปฝึกงานอย่างเดียว ส่วนการเรียนแบบไม่มีสหกิจคือการเรียนแบบไม่มีฝึกงาน ซึ่งก็คือเรียนรวดเดียว 8 เทอมไปเลย (หัวเราะ)

มีวิชาไหนเป็นวิชาโปรดมั้ยคะ

วิชาที่ชอบมากที่สุดคือวิชาที่เรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ค่ะ ซึ่งก็คือ Calculus ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ชอบ (หัวเราะ) สงกรานต์ชอบคิดเลขค่ะ มันดูไม่น่าเบื่อ มันมีโจทย์ให้เราคิดหลายรูปแบบ ยิ่งถ้าเราฝึกทำโจทย์เยอะๆ มันจะเพลินมาก แล้วเวลาเจอข้อสอบเราก็จะไม่รนด้วยค่ะ กิจกรรมของวิชานี้ก็คือ ฝึกทำโจทย์วนไปค่ะ (หัวเราะ)

โปรเจ็คที่สงกรานต์ชอบ

น่าจะเป็นโปรเจ็คที่เราได้เป็นพี่สตาฟค่ายแรกของคณะ คือค่าย YEC11 ซึ่งเราเปิดรับสมัครน้องๆ มัธยมปลายทุกโรงเรียนเข้ามาร่วมสนุก มาเรียนรู้ว่าคณะเศรษฐศาสตร์คืออะไร เรียนเกี่ยวกับอะไร มีกี่สาขา แต่ละสาขาเป็นอย่างไร เรียนต่างกันยังไง ซึ่งมันไม่ได้มีแต่กิจกรรมวิชาการนะคะ มันมีกิจกรรมสนุกๆ อีกมากให้น้องได้ทำ มันเป็นค่ายแรกในการเป็นน้องปี 1 แล้วได้ไปเป็นพี่ในการดูเเลน้องมัธยมปลาย มันให้ความรู้สึกเป็นพี่ดูแลน้อง ทั้งๆ ที่เราเพิ่งเข้ามาปี 1 ซึ่งเพิ่งผ่านการรับน้อง เพิ่งรู้สึกว่าได้เป็นน้อง แต่อยู่ๆ ก็มีน้องมัธยมมาเรียกเราว่าพี่ มันรู้สึกดีค่ะ การที่เราได้ดูแลน้องๆ ค่ายนี้ให้ทั้งความรู้ ให้ทั้งมิตรภาพเลยค่ะ

แล้วสาขานี้ จบไปทำงานด้านไหนได้บ้างคะ

ก็ทำงานด้านการเงิน ด้านการบริหาร เพราะมีเรียนวิชาบริหารด้วย ด้านการเกษตร หรืออาจจะเรียนต่อโทแล้วไปเป็นอาจารย์สอนนิสิตก็ได้ค่ะ สงกรานต์อยากเป็นแอร์ค่ะ (หัวเราะ) มีความคิดว่าถ้าเรียนจบอยากลองไปสมัครดู แต่ก็มีคิดไว้ว่าอยากทำงานที่เกี่ยวกับด้านการเงินด้วยค่ะ เพราะถ้าเป็นแอร์น่าจะเป็นได้ไม่นาน ถ้าเราอายุมาก เราก็อาจทำไม่ไหวแล้ว

อยากเรียนเศรษฐศาสตร์ ควรมีพื้นฐานอะไรบ้าง

จริงๆ ไม่ต้องเรียนอะไรเป็นพื้นฐานมาก็เรียนได้ค่ะ เพราะเข้ามามหาวิทยาลัย ก็เหมือนกับเราต้องเริ่มต้นพื้นฐานใหม่หมดเลย แต่แค่เราต้องตั้งใจเรียน แล้วก็ตามให้ทันค่ะ แต่ทางที่ดีก็ควรมีทักษะวิชาเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ค่ะ

เป็นสาว Econ girl ด้วย ว่าแต่มันคืออะไรนะ..

ต้องอธิบายก่อนว่า Econ girl คือการหาตัวแทนของแต่ละสาขาแล้วมาแข่งกันเพื่อให้ได้เป็นสาว Econ girl ของคณะ ตอนเข้าปี 1ใหม่ๆ รุ่นพี่ก็เลยหาตัวน้องคนที่ชื่อสงกรานต์เพราะได้ยินมาว่าประกวด Thai super model (หัวเราะ) แล้วจากนั้นก็เป็นที่รู้จักของรุ่นพี่มาเลยค่ะ ช่วงระหว่างการประกวดก็จะมีการเก็บตัว ทำกิจกรรมและให้คะแนน แล้วแต่ละสาขาก็ต้องคิดการแสดงของตัวเอง สาขาละ 15 นาที ซึ่งสงกรานต์ได้เลือกการแสดงเป็นการเดินแบบ การแสดงละครเพลง และการรำค่ะ ตอนซ้อมคือซ้อมดึกมาก มีคืนนึงดึกสุดเลย คือซ้อมถึงตี 2 ค่ะ และแล้วสงกรานต์ก็ชนะการประกวด Econ girl 2017 ค่ะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังงงๆ อยู่ในหัว (หัวเราะ) ไม่คิดว่าตัวเองจะชนะเลยค่ะ แต่ชนะก็ดีใจ ดีใจที่ได้นำสิ่งที่เรียนมาตอนประกวด Thai super model มาใช้ในการประกวด Econ girl (ยิ้ม)

กิจกรรมอื่นๆ ที่มหาวิทยาลัยล่ะ

กิจกรรมของมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะไปเป็นนางแบบให้ช่างภาพถ่ายรูปค่ะ เพราะส่วนใหญ่สงกรานต์ทำแต่กิจกรรมคณะมากกว่า กิจกรรมที่ชอบมากสุด น่าจะเป็นการประกวดนางสงกรานต์นี่แหละค่ะ มันเป็นการท้าทายดีค่ะ เพราะว่าสงกรานต์ประกวดนางแบบมาก่อน สงกรานต์ไม่ชอบการประกวดพวกนางงาม เพราะมันต้องตอบคำถาม ต้องมีความรู้ มีไหวพริบซึ่งสงกรานต์ไม่มี (หัวเราะ) แต่นั่นแหละค่ะ ด้วยการฝึกซ้อมจากพี่ๆ ที่คอยสอน ทำให้ได้รองชนะเลิศอันดับ 1 มาได้ค่ะ

ย้อนกลับไปตอนประกวด Thai super model เป็นยังไงบ้างคะ

ตอนประกวด Thai super model คือสงกรานต์โดดเรียนแล้วให้เพื่อนพาไปประกวดค่ะ (หัวเราะ) เป็นสิ่งไม่ดีห้ามทำตามนะคะ ตอนประกวดไม่ได้คิดว่าจะเข้ารอบนะ แค่อยากไปลองประกวดเฉยๆ อยากรู้ว่าประกวดแล้วต้องทำอะไรบ้าง ปีหน้าจะได้เตรียมตัวไป แต่มันดันเข้ารอบเลย (หัวเราะ) ซึ่งดีใจมาก ตอนประกวดคือตอนที่สงกรานต์อยู่ ม.6 ค่ะ ระหว่างประกวดก็มีการเก็บตัว เรียนการแสดง เรียนเดินแบบ เรียนเต้น แล้วที่ได้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายได้ น่าจะมาจากความตั้งใจในการทำกิจกรรมของกองประกวด ตัวสงกรานต์เองก็ไม่ได้คิดว่าจะเข้ารอบลึกขนาดนี้ การประกวด Thai super model เป็นเวทีแรกของสงกรานต์ เข้ารอบลึกขนาดนี้ก็ดีใจมากๆ แล้วค่ะ

รู้ตัวว่าเราชอบการเป็นนางแบบได้ยังไง

เริ่มต้นจากตอนเด็กเลยค่ะ ชอบแอบเอารองเท้าส้นสูงพี่สาวมาใส่เดินเล่น พอมัธยมก็เริ่มจากการเป็นดรัมเมเยอร์กีฬาสีที่โรงเรียน สรุปคือสงกรานต์น่าจะชอบอะไรที่มันสวยๆ งามๆ ค่ะ (หัวเราะ) ที่ชอบการเป็นนางแบบเพราะว่ามันแค่เดิน แต่ว่าเดินอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องมีอินเนอร์จากข้างใน ส่วนใหญ่นางแบบจะเดินแล้วหน้านิ่งๆ ซึ่งอันนี้สงกรานต์ชอบมาก เพราะว่าฟันของสงกรานต์ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ค่ะ (หัวเราะ)

จัดสรรเวลาในการเรียน และการทำกิจกรรมยังไงบ้าง

เวลาสงกรานต์เรียน ก็จะมีตั้งใจเรียนบ้าง ไม่ตั้งใจเรียนบ้าง โดดเรียนบ้าง (หัวเราะ)  คือสงกรานต์คิดว่าเรียนอย่างเดียว มันน่าเบื่อค่ะ เลยทำกิจกรรมบ้างไม่ให้การเรียนมหาลัยมันดูน่าเบื่อหรือเครียดเกินไป เวลาเราทำกิจกรรมเราก็จะทุ่มเทให้มันเต็มที่ ส่วนเวลาเรียนหรือเวลาสอบ สงกรานต์จะตั้งใจอ่านหนังสือมาก แค่นี้ก็เป็นการแบ่งเวลาได้แล้วค่ะ บางทีเวลาเรียนกับเวลาทำกิจกรรมมันตรงกัน สงกรานต์ก็เลือกที่จะทำกิจกรรมนะคะ เพราะการเรียนจริงๆ เราไปอ่านเองหรือไปขอเพื่อนจดเนื้อหาที่เรียนในวันนั้นๆ ก็ได้ค่ะ

ทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองชอบ มีสิ่งที่ตัวเองอยากทำกันทั้งนั้น ให้รีบทำเมื่อมีโอกาส ส่วนเรื่องการเรียนในมหาวิทยาลัย อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตให้คุ้มก็คือ เรียนไปด้วย ทำกิจกรรมไปด้วย เพราะถ้าเรียนอย่างเดียวอาจจะเครียดเกินไป ลองหากิจกรรมทำดู มันสนุกจริงๆ แล้วสุดท้ายคืออยากบอกว่า เวลาทำอะไรให้ทำเพราะอยากทำ แล้วเราจะมีความสุขกับมันค่ะ

แอปที่สงกรานต์ชอบใช้ มีอะไรบ้างคะ

แอป LINE dict ค่ะ เพราะว่าเป็นคนไม่เก่งภาษาอังกฤษ ก็ต้องมีแอปไว้ในมือถือเอาไว้แปลคำศัพท์ที่เราไม่คุ้นหรือเราไม่รู้ จริงๆ มีหลายแอปแต่สงกรานต์ว่าแอปนี้มันดีกว่าแอปแปลภาษาอื่นที่สงกรานต์มีนะ เพราะมันใช้ง่ายกว่า แปลแล้วคำออกมาครอบคลุมกว่าด้วย ใครเรียนจีนน่าจะชอบด้วยนะ เพราะมันมีภาษาจีนด้วยค่ะ แนะนำให้เพื่อนๆ ไปลองโหลดมาใช้กันนะคะ

ดาวน์โหลด

วันนี้เรียกว่าเปิดมุมมองของเด็กเศรษฐศาสตร์ในด้านใหม่ๆ กันเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรเมื่อใดคุยกับสาวเศรษฐศาสตร์แล้ว ก็ยังรู้สึกว่าหนุ่มสาวคณะนี้เค้าทันสมัย และมีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นและน่าสนใจจริงๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์บล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวกับการล้วงลึกอาชีพบล็อกเกอร์!

Published

on

ช่องทางการรับสารของคนยุค 2018 หลากหลายขึ้นมาก จะไปเที่ยวแต่ละที จะซื้อของแต่ละอย่าง ไม่จำเป็นต้องเกาะขอบจอทีวี หรือติดตามเว็บไซต์หลักเพียงอย่างเดียวแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้คนทั่วไปก็หันมาทำบล็อกมากขึ้น ทั้งรีวิวท่องเที่ยว รีวิวเครื่องสำอาง รีวิวอุปกรณ์ไอที เยอะแยะไปหมด แถมหลายๆ บล็อกยังมีคุณภาพมากๆ ด้วย จนแอบหวั่นใจไม่ได้ว่าต่อไปเว็บหลักจะพ่ายแพ้ให้กับเหล่าบล็อกเกอร์มากฝีมือรึเปล่า

อย่างไรก็ตามหลายคนก็คงสงสัยกันใช่มั้ยคะ ว่าบล็อกเกอร์เค้าทำผลงานออกมาดีๆ แบบนี้ เค้ามีขั้นตอนกันยังไงบ้าง เค้าได้รายได้แบบไหน และถ้าอยากจะเริ่มต้นเป็นบล็อกเกอร์บ้าง ควรเตรียมตัวยังไง.. วันนี้แบไต๋ก็เลยเชิญบล็อกเกอร์สาวสวย มากความสามารถมานั่งคุยกันกับเราซะเลย เธอคือ เพชร – เพชรรัตน์ ศฤงคารเจษฎา บล็อกเกอร์เพจ “กิน เที่ยว วนไปค่ะ” และ “Petcharat Sharing แบ่งปันเทคนิคความสวย” ค่ะ

ทำไมเพชรถึงเริ่มต้นทำบล็อกท่องเที่ยวคะ

เพชรหลงใหลการท่องเที่ยว รู้สึกมีความสุขทุกครั้ง ที่ได้ไปในสถานที่ใหม่ๆ ได้เห็นอะไรที่เราไม่เคยเห็น ทุกครั้งเพชรก็จะได้รูปกลับมาเยอะมากๆ ลงหมดก็ไม่ได้ ถ้าเก็บไฟล์ไว้ก็จะไม่ได้ดูอีกเลย เลยมีความคิดที่จะทำเพจ เอาไว้เก็บรูป และก็เขียนเล่าประสบการณ์ไปด้วยดีกว่า เผื่อมีประโยชน์สำหรับเพือนๆ ที่อยากเตรียมตัวไปเที่ยว เพราะเพชรก็ชอบอ่านรีวิวเที่ยวเหมือนกันค่ะ

ข้อดีของการทำบล็อก ที่เห็นแบบชัดเจนที่สุด

มันเป็นพื้นที่ของเราค่ะ ที่เราอยากจะแบ่งปันประสบการณ์อะไรก็ได้ และเวลาที่มีผู้คนชอบผลงานของเรา เค้าได้อะไรจากสิ่งที่เราสื่อออกไป มันเป็นอะไรที่รู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ หลังจากนั้น ก็เริ่มมีข้อเสนอต่างๆ เข้ามา เรามีโอกาสได้เที่ยวฟรี กินฟรี และมีรายได้เข้ามา เปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้สร้างรายได้ได้ เวลาเพชรไปเที่ยว เพื่อนๆ ชอบมาปรึกษาค่ะ เพชรก็เขียนเลยทีเดียวเลย เค้าจะได้เข้ามาอ่านกัน ไม่ต้องตอบบ่อยๆ แนะนำที่ใหม่ให้ลูกเพจเวลาไม่รู้ไปไหน ที่นี่ดีมั้ย เราไปรีวิวมาให้ก่อนแล้วค่ะ เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของเค้า

ขั้นตอนการทำคอนเทนต์ท่องเที่ยวลงในเพจแต่ละครั้ง มีอะไรบ้างคะ

เพชรจะมีภาพในหัวคร่าวๆ คอนเซ็ปต์ที่เราอยากเล่า จากนั้นก็เริ่มถ่ายทำ พอได้รูปมาแล้วก็จะมีขั้นตอนย่อยๆ อีก ก่อนอื่นต้องเลือกรูปที่ชอบจากรูปทั้งหมดก่อนค่ะ แล้วเพชรก็จะแก้ไขสีภาพ แต่งสีภาพให้เป็นโทนที่เข้ากับสถานที่ เลือกรูปที่ดึงดูดมาทำเป็นภาพหน้าปกค่ะ เขียนบรรยายการเดินทาง ตรวจทานอีกรอบก่อนลงค่ะ

ถ้าอยากทำบล็อกท่องเที่ยวบ้าง ต้องเริ่มต้นยังไงดี

ถ้าถามจริงๆ เลยนะคะ ตั้งชื่อเพจค่ะ และเปิดเพจเลย (หัวเราะ) เพชรไม่อยากจะบอกว่า ค้นหาสไตล์ของตัวเองให้เจอ เพราะมันทำให้หลายคนไปค้นหาตัวเองจนหลายคนไม่ได้เริ่ม แต่ถ้าพอมีคอนเซ็ปต์ในใจแล้วว่าเราจะแตกต่างได้ยังไง โดดเด่นเรื่องอะไร แฟนเพจเราเป็นคนกลุ่มไหน ก็จะโตได้ง่ายค่ะ จากนั้นก็ทำคอนเทนต์ให้เร็วที่สุด ประมาณ 10-20 โพสต์ ทยอยลงอย่างสม่ำเสมอ แล้วทำให้คนเจอเพจเราให้ได้ค่ะ

เคล็ดลับทำเพจให้ประสบความสำเร็จคืออะไรคะ

เราจะต้องมีความแตกต่าง โดดเด่นจากเพจอื่นๆ ค่ะ ระบุให้ได้ว่าแฟนเพจเราเป็นใคร อย่างเพจเพชรก็จะเป็นผู้หญิง อายุ 20-35 ปี ที่ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เพราะเราจะทำคอนเทนต์ให้โดนคนทุกกลุ่มจะยากในช่วงแรก ควรจะเจาะกลุ่มนึงไปก่อนค่ะ และหัวใจสำคัญคือคุณภาพและปริมาณค่ะ คอนเทนต์เราจะต้องมีคุณภาพค่ะ และผลิตออกมาอย่างสม่ำเสมอ

ถือเป็นงานที่ต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างนี้บล็อกเกอร์จะได้รับรายได้จากทางไหนคะ

จริงๆ บล็อกเกอร์จะได้รับรายได้จากลูกค้าที่ว่าจ้างให้ไปทำรีวิว และโปรโมทธุรกิจเค้าค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่ทางแบรนด์นั้นๆ ก็จะติดต่อมาเอง

ช่วงหลังมานี้มีกระแสลบเกี่ยวกับบล็อกเกอร์พอสมควร เช่น กรณีที่บล็อกเกอร์ทักไปขอที่พักฟรีกับทางรีสอร์ท จนรีสอร์ทออกมาโพสต์ถึงกรณีดังกล่าว เพชรคิดเห็นยังไงบ้างคะ

กรณีที่มีกระแสลบต่างๆ ออกมา เพชรมองว่าเป็น Mutual benefit นะคะ เพราะถ้าบล็อกเกอร์ไปทำรีวิว ก็จะทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น ทางร้านเองก็ได้ประโยชน์ทางนี้ โดยไม่ต้องจ้าง แต่ถ้าหากทางร้านเองไม่สนใจ สามารถแจ้งไปในความไม่สะดวกได้นะคะ เพชรเชื่อว่าบล็อกเกอร์เองก็สามารถเข้าใจได้

เป้าหมายการทำบล็อกของเพชรคืออะไรคะ

เป้าหมายของเพชร คืออยากให้เพจนี้ เป็น community ของคนที่รักการท่องเที่ยว ให้ผู้คนกล้าออกเดินทางกันมากขึ้น อยากให้มีผู้ติดตามมากขึ้นค่ะ ปีนี้ก็จะทำให้มี Vlog เพิ่มขึ้น ตอบโจทย์คนที่ชอบดูวีดีโอด้วย

แว่วมาว่าเพชรเป็น Working Woman ตัวจริงเสียงจริง ตอนนี้ทำอะไรบ้างคะ

ตอนนี้เพชรทำตลาดเครื่องล้างหน้านำเข้าค่ะ แล้วก็มีทำธุรกิจส่วนตัวเป็นแบรนด์อาหารเสริมบำรุงสายตาขายในร้านขายยา และเร็วนี้ๆ เพิ่งออกแบรนด์เสื้อผ้าค่ะ

จัดสรรเวลาการทำบล็อกยังไง ในเมื่อต้องทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกัน

วิธีที่ดีที่สุดคือเขียนกำหนดเสร็จให้ชัดเจนว่าวันไหนเราต้องทำอะไร คอนเทนต์นี้จะต้องลงวันไหน ไม่งั้นมันจะถูกผลัดไปเรื่อย แรกๆเราจะใช้เวลาทำนานค่ะ รีวิวทริปแรกเพชรทำเป็นอาทิตย์เลย แต่พอทำบ่อยๆ จะเร็วขึ้นเรื่อยๆค่ะ และทำเป็นระบบมากขึ้นทำให้ใช้เวลาน้อยลงค่ะ

ตั้งแต่ออกท่องโลกมา ชอบที่ไหนเป็นพิเศษคะ

แต่ละที่ที่เพชรไป มันก็จะมีเรื่องราวหลากหลายให้เราเก็บมาแตกต่างกัน ฮาวาย ดูไบ บาหลี เกาหลี อังกฤษ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ที่ที่ประทับใจเป็นพิเศษ คือ เมือง interlaken สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ บรรยากาศดีมากๆ ภูเขาสวยๆ กับทะเลสาปที่น้ำเป็นสีฟ้า อย่างกับภาพวาดจริงๆ เป็นวิวที่เห็นได้จากระเบียงห้องนอนเลย พอไปเห็นด้วยตามันอลังการมากๆ ทำให้เราตัวเล็กไปเลยค่ะ

ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่พีคที่สุด

ทริป Ijien-Bromo มั้งคะ เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 ไปปีนเขา 3 ชั่วโมง เพื่อชม Blue Flame ต้องใส่หน้ากากกันกำมะถัน ขึ้นเขาแบบมืดๆ รู้สึกไปไม่ถึงสักที จนท้อเลยค่ะ (หัวเราะ) เป็นทริปที่ทรหดพอสมควรเลยค่ะ

ถ้าต้องแนะนำที่เที่ยวสำหรับชาวแบไต๋ เพชรว่าต้องที่ไหนคะ

ญี่ปุ่นเลยค่ะ เพชรว่าเป็นประเทศที่ไปได้บ่อยโดยไม่เบื่อ เพราะอาหารอร่อย และมีของตื่นตาตื่นใจอยู่ตลอดค่ะ โดยเฉพาะเทคโนโลยีล้ำๆ ไปง่าย บ้านเมืองดีและปลอดภัยค่ะ

ท่องเที่ยวแต่ละครั้ง ทรหดพอสมควร ดูแลตัวเองยังไงให้สวยปิ๊ง

เพชรไม่ค่อยมีเวลาค่ะ แต่ความสวยเราจะทิ้งไม่ได้ (หัวเราะ) เพชรจะเลือกเป็นตัวช่วยที่เราสามารถทำได้ที่ทุกที่ พกพาเดินทางไปได้ด้วย ลงทุนกับสกินแคร์ดีๆ และไม่ว่ากลับดึกแค่ไหน เพชรก็จะต้องล้างหน้าให้สะอาดและทาครีม เค้าบอกว่าไม่มีผู้หญิงไม่สวย มีแต่ผู้หญิงขี้เกียจนะคะ

แนะนำแอปโปรดหน่อยค่ะ

แอป Over ค่ะ เป็นแอปที่ใส่ตัวหนังสือในภาพได้สวย และง่ายมาก ใช้ใส่โลโก้ ภาพหน้าปกเพชรใช้แอปนี้ในการทำ ประหยัดเวลาไม่ต้องเข้า Photoshop เลยค่ะ

ดาวน์โหลด


วันนี้ก็ถือว่าได้ความรู้ในวงการบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวกันไปพอสมควรเลย ส่วนใครที่อยากติดตามผลงานของบล็อกเกอร์สาวมากความสามารถคนนี้ ก็สามารถเข้าไปติดตามและพูดคุยได้ทางเพจ “กิน เที่ยว วนไปค่ะ” และ “Petcharat Sharing แบ่งปันเทคนิคความสวย” เลยค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

สัมภาษณ์

เมื่อ “ซัซชี่ HKT48” เซ็นเตอร์คนแรก “Koisuru Fortune Cookie” เยือนงาน BNK48 1st Album RIVER 2 Shot พร้อมร่วมโชว์และสัมภาษณ์กับ BNK48 แบบใกล้ชิด

Published

on

ผ่านพ้นไปท่ามกลางความตื่นเต้นของบรรดาสาวกและแฟนคลับของทั้ง BNK48 และ AKB48 สำหรับการมาปรากฏตัวในไทยแบบเซอร์ไพรส์สุดๆ ของ ซาชิฮาระ ริโนะ หรือ ซัซชี่ HKT48 เซ็นเตอร์ต้นตำรับของเพลงยอดฮิต “Koisuru Fortune Cookie” โดยเริ่มจากการไปเป็นแขกรับเชิญพิเศษ(สุดๆ)ในสเตจจบการศึกษาของ เมษา จีนะวิจารณะ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ BNK48 The Campus ซึ่งขอบอกว่าผู้ที่ได้ชมรอบดังกล่าวนั้นมีแต้มบุญกันสูงส่งมาก แบไต๋ขอแสดงความอิจฉามา ณ ที่นี้

แต่ไม่เป็นไร เพราะช่วงเช้าของวันที่ 20 ตุลาคม 2561 แบไต๋ ก็ได้ใช้แต้มบุญบ้าง โดยตื่นแต่เช้า(มาก)ไปร่วมเป็นสักขีพยานของการมาร่วมเป็นแขกเซอร์ไพรส์เปิดงาน BNK48 1st Album RIVER 2 Shot เดือนตุลาคม ท่ามกลางเหล่าโอตะที่มาร่วมกันอย่างอบอุ่น

หลังจากที่ทั้ง 2 กัปตันคือ “แคปเฌอ” เฌอปราง อารีย์กุล และ “แคปปัญ” ปัญสิกรณ์ ติยะกร ขึ้นมาทำหน้าที่พิธีกรต้อนรับเหล่าโอตะแล้ว เมมเบอร์ BNK 48 อีก 14 คนก็ขึ้นมาในชุด “คุกกี้เสี่ยงทาย” เพื่อต้อนรับ “ซัซชี่ HKT48” เซ็นเตอร์คนแรกของ Koisuru Fortune Cookie” ซึ่งมาในชุดเดรสสีครีมที่ดูสวยสง่ามากๆ ก่อนที่จะตอบคำถามจากหลายเมมเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นคำถามจาก “ครูแก้ว” ณัฐรุจา ชุติวรรณโสภณ ที่ถามว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนในไทย ซึ่งก็ได้คำตอบว่าเป็น “ร้านเสวย” ด้วยติดใจกับ ปูผัดผงกะหรี่ ที่เพิ่งไปลิ้มรสมาเมื่อเย็นวาน  “คุณไข่” วรัทยา ดีสมเลิศ จึงชงต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้นอยากให้ “อิสึรินะ” อิสึตะ รินะ เมมเบอร์ที่ “ซัซชี่” รู้จักดีมาช่วยแนะนำเมนูอาหารไทยให้หน่อย ซึ่งแน่นอนว่า คำตอบของ “อิสึรินะ” ย่อมต้องเป็นเมนูโปรดของเธอคือ “ตำข้าวโพด”

 

 

 

นอกจากนั้น “ซัซชี่” ยังเปิดใจถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งเธอร่วมเลือกตั้งครั้งแรกของ AKB48 แล้วติดอันดับแค่ที่ 27 เท่านั้นซึ่งทำให้เธอรู้สึก “แย่มาก ท้อมาก เหนื่อยมาก ร้องไห้เยอะมาก เพราะผลไม่เป็นไปแบบที่คิด แต่พอผ่านมาได้ก็รู้สึกสนุกกับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นมาก และต้องขอบคุณเหตุการณ์ในครั้งนั้นมากๆ โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผ่านมาได้คือ กำลังใจจากแฟนคลับทุกคน”

จากนั้นก็ถึงช่วงที่ทุกคนรอคอยนั่นคือ การแสดงเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” ร่วมกันระหว่าง “ซัซชี่” กับเมมเบอร์ BNK48 ซึ่งเป็นทีมเซ็นบัตสึของเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” เกือบหมด ต่างเพียงเปลี่ยนจาก “แจน” มาเป็น “เจน” กุลจิราณัฐ อินทรศิลป์ เท่านั้น ซึ่งทันทีที่อินโทรเริ่มต้น เหล่าโอตะเบื้องล่างต่างก็ยิงมิกซ์กันกระหึ่มสร้างความตื่นเต้นให้กับเซ็นเตอร์คนแรกของเพลงนี้เป็นอย่างยิ่ง และแม้ว่าจะมีการผิดคิวหรือเต้นผิดท่าของทั้ง “ซัซชี่” และทาง BNK48 อยู่หลายครั้ง แต่ด้วยความน่ารักสดใสของทุกคนก็ทำให้การแสดงจบลงด้วยความประทับใจ

 

จากนั้นก็เป็นคิวของการสัมภาษณ์ซึ่งหลังจากร่วมถ่ายภาพหมู่กับเมมเบอร์ BNK48 ทุกคนแล้ว “ซัซชี่” ก็มาร่วมตอบคำถามสื่อมวลชน โดยมี 2 กัปตันมาร่วมตอบคำถามด้วย ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบมาถามกันก็หนีไม่พ้นประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งแรกของ BNK48 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งแชมป์เลือกตั้ง 4 สมัยได้ให้คำแนะนำสำหรับเมมเบอร์วงน้องสาวอย่าง BNK48 เอาไว้ว่า

“แต่ละคนมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน บางคนหน้าตาน่ารัก บางคนเก่งร้องเพลง เก่งเต้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะชนะการเลือกตั้งได้นั้น อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับที่แข็งแกร่งนั่นเอง”

ขณะที่ “เฌอปราง” นั้นเปิดใจว่า รู้สึกตื่นเต้นมากสำหรับการเลือกตั้งครั้งแรกของ BNK48 โดยทั้งตัวกัปตันคนสวยและน้อง ๆ ทุกคนต่างก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือตรงนี้ หวังว่าจะเป็นความสำเร็จอีกอันหนึ่ง และความที่งานเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 26 มกราคม 2562 นั้นจัดทีอิมแพ็คอารีน่า จึงเป็นเหมือนกับอีกหนึ่งคอนเสิร์ตใหญ่ของ BNK48 เลย  ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

“อยากให้ติดตาม และเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะคะ”

สำหรับ “ปัญ” นั้นตอบถึงที่มาของการกรอกว่าอยากติดอันดับ 2 จากการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “จริง ๆ ปัญไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ที่ 2 แต่เพราะชอบเลข 2 นอกจากนั้นก็อยากลงเลขสูง ๆ ไว้ อยากให้เขา(แฟนเพลง)รู้ว่าเราเต็มที่ และอยากทำให้ดีที่สุด ซึ่งจริง ๆ แล้วจะอยู่อันดับไหนก็ได้”

ถึงตรงนี้ “ซัซชี่” ได้เสริมขึ้นมาว่า “คุณอากิโมโต้ ผู้บริหาร 48 Group เคยบอกว่า ถ้าทุกคนเล็งที่อันดับ 1 ไว้ มันจะสนุกมากกว่านะ” ซึ่งทำให้ “ปัญ” ขอกลับไปเปลี่ยนตัวเลขแทบไม่ทัน

 

นอกจากนั้น “ปัญ” ยังเผยอีกว่า “ตอนนี้พวกเราจะทำเป็นคลิปหาเสียงด้วย ทำโปสเตอร์หาเสียงด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมาตั้งแต่ AKB48 แล้ว ซึ่งพวกเราต้อง interactive กับแฟนคลับมากขึ้น เพื่อที่เราจะสื่อสารสิ่งที่เราต้องการ และที่เราเป็นให้มากที่สุด”

สำหรับความในใจของ “ซัซชี่” ที่มีต่อ “โมบายล์” พิมรภัส ผดุงวัฒนะโชค เซ็นตี้ เอ้ย เซ็นเตอร์เพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” ที่เปรียบเสมือนผู้สืบทอดของเธอกับเพลงนี้ในเวอร์ชั่นไทยนั้น “ซัซชี่” เปิดใจว่า โมบายล์นั้น “น่ารักมาก ๆ เวลายิ้ม เป็นจุดเด่นของน้องเลย”

 

 

หลังการสัมภาษณ์จบลง ก็ได้เวลาที่ แบไต๋ จะได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศ และความน่ารักของเหล่าเมมเบอร์ทั้ง 20 คนที่มาประจำห้องรอเหล่าแฟนคลับมาร่วมถ่าย 2 Shot ซึ่งในรอบแรกนั้นประกอบไปด้วย เฌอปราง , ปัญ , เจนนิษฐ์ , โมบายล์ , แก้ว , ไข่มุก , มิวสิค , น้ำหนึ่ง , เนย , อร , ปูเป้ , ตาหวาน , มิวนิค , จูเน่ , ฟ้อนด์ , วี , ออม , แพนด้า , เข่ง และ อุ้ม

ส่วนแต่ละเมมเบอร์จะน่ารักสดใสรับยามเช้าวันเสาร์กันขนาดไหน ไปชมภาพและคลิปกันแบบจัดเต็มได้เลย แต่ขอให้เตรียมตั้งป้อมรับความน่ารักที่ดาเมจรุนแรงขั้นสุดกันไว้ให้ดีล่ะ…เดี๋ยวจะหาว่า แบไต๋ ไม่เตือนนนนนน

 

>>>> คลิ๊กชมภาพ ดาเมจรุนแรงขั้นสุดกับอัลบั้มภาพ + คลิป ในงาน BNK48 1st Album RIVER 2 Shot

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บันเทิง

จากผู้จัดละครสู่ เส้นทางสายไอดอล ของคุณปลั๊ก อธิปติ ไพรหิรัญ ผู้ก่อตั้งวง Fever

Published

on

ถ้าพูดถึงวงการละครแล้วน้อยคนนักที่จะไม่คุ้นเคยกันนามสกุลนี้ ไพรหิรัญ ทั้งในฐานะนักแสดงผู้ฝากผลงานไว้มากมาย และในฐานะผู้จัดละคร อย่าเพิ่งงงกันครับ ว่าผมจั่วหัวมาแบบนี้แล้วจะพูดถึงเรื่องละคร ผมกำลังนำเข้าสู่ บุตรชายของ สมมาตร ไพรหิรัญ คือคุณ ปลั๊ก อธิปติ ไพรหิรัญ ที่บ่มเพาะสืบสายประสบการณ์จากคุณพ่อในแวดวงละคร สู่เส้นทางการทำวงไอดอล กับโปรเจค Fever

จุดเริ่มต้นของวง FEVER
แท้ที่จริงการคุยของทีมมีการคุยกันมาก่อนแล้วว่าเราอยากจะทำวงไอดอลขึ้นมาอีก แต่เป็นไอดอลที่ต่างจากไอดอลหลักของประเทศไทยตอนนี้ หลังจากที่มี BNK48 เขาเป็นคนเปิดทางสายไอดอลของประเทศไทย และทั้งหมดทั้งมวลที่ออกมามันเป็นทางเดียวกันหมด เราคิดว่าจริงๆ มันแตกต่างกันได้ เราเลยลองเสนออีกมุม ซึ่งก่อนที่เราจะมาออดิชั่น เราคุยกันสรุปตรงกลางว่าเราจะไปทางไหนกันดี ก็เลยเริ่มเปิดรับออดิชั่นเด็กเข้ามา
ขยายอีกมุมนึงที่ว่า บอกคร่าวๆ ได้ไหมว่าเป็นยังไง? จะเป็นแนวไหน? ในตอนนั้นนะ?
จริงๆ มันเป็นทางเพลงที่ไม่เหมือน และไม่เคยได้ยินมาก่อน
แล้วทางภาพลักษณ์?
มันไปด้วยกันอยู่แล้ว ถ้าเกิดเพลงมันสายนี้ ภาพลักษณ์มันก็ประมาณนี้
มีแนวเพลงที่แบบชัดๆ เลยไหม? ที่เรียกกัน
ยังพูดไม่ได้ อยากให้ฟังมากกว่า แต่ไม่ใช่โอตะฟังเพลงไอดอลได้อย่างเดียว แต่อยากให้คนทั่วไปฟังเพลงไอดอลได้เหมือนกัน แต่ถ้ามีความไอดอลจ๋าเลย บางทีคนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยรับ เพราะเขารู้สึกว่าเขาก็เป็นไอดอลทั่วๆไป ใจเราอยากให้เพลงมันทำงานได้ในวงการเพลงด้วย ไม่ใช่วงการไอดอล
มองว่าภาพลักษณ์มันต้องเป็นยังไง? จำนวนคนมีเท่าไหร่ ? ในแง่ว่าไอดอลที่จริงต้องเป็นยังไงเราศึกษาเรื่องนี้อย่างไร?
ก็อย่างที่เล่าว่า 48 46 ของญี่ปุ่นที่มานี้ ด้วยระบบคร่าวๆ วิธีการจัดการเรามองว่ามันเหมือนถูกวางไว้จากญี่ปุ่นแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดในการคุมไอดอล จากการทำงานวงไอดอลมันเป็นแบบนี้ เราก็จะยึดจากตรงนั้นมาประมาณหนึ่ง แต่เราก็จะปรับบางอย่างที่เข้ากับคนไทยมากกว่า เข้าจริตคนไทยมากกว่า

บางเรื่องที่ว่ามันดูเป็นญี่ปุ่น แล้วของญี่ปุ่นคือ?
มันเป็นกฎบางอย่างที่บางทีผมก็มองว่ามันควรจะเป็นแบบนั้นหรือ? เพราะบางอันก็เป็นญี่ปุ่นจ๋า
อยากให้ยกตัวอย่าง
เช่น พวกงานจับมือ งานเลือกตั้ง ผมอาจจะปรับ แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าปรับเป็นแบบไหน แต่ผมคิดว่ามันน่าจะถูกปรับนิดหน่อย
มันมีเหมือนกัน แต่เป็นอีกแบบ
คาดหวังไว้อย่างไร? ว่าเมื่อมีการโพสต์ออกไป หลังจากมีการเปิดออดิชัน หวังไว้ว่าเราอยากได้เด็กแบบไหน?
วันที่สมัครมีมา 138 คน จริงๆ ผมหวังว่าไม่เกิน 100 คน ไม่คิดว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดี
ตอนนั้นสมัครผ่านทางไหน? เยอะแค่ไหน?
ใช้วิธีผ่านทางเพจ และช่วยกันแชร์ โพสต์ที่รับสมัครมีการถูกแชร์เยอะมาก เราก็ไม่เชื่อว่าจะถูกกระจายไปได้เยอะขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ทำโปรโมทอะไรมากมาย
มีการเตรียมคนอย่างไร?
ตอนแรกคิดไว้ 9 ถึง 12คน
ทำไมต้อง 9 ถึง 12 คน?
มันเป็นเรื่องของตำแหน่งบนเวที คิดว่าจำนวนประมาณนี้น่าจะสวยที่สุด เราเลือกคนที่เข้ากับคาเรกเตอร์มากกว่า ถ้าเห็นคนไหนน่าสนใจก็น่าจะไปต่อได้ เราจะสนใจคนพวกนี้มากกว่าบางคนที่มาแบบพร้อมทุกอย่าง แบบนี้จะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
สำหรับบางคนก็ค่อนข้างพร้อมนะ ร้องเพลงเก่งนะ
สำหรับเรา เรามองว่าสำหรับบางคนเราเอามาเพราะว่าหลายคนด้อยก็พอมีคนช่วยพยุง สร้างความบาลานซ์ในวงได้เหมือนกัน

 

ปลั๊ก อธิปติ ไพรหิรัญ

 

ใช้เวลาคัดเลือกนานไหมครับ?
ใช้เวลาคัดเลือก จากช่วงหลังออดิชั่นมาประมาณอาทิตย์ 1-2 อาทิตย์ ถึงจะตัดสินใจและประกาศออกไป
จากพฤษภาคม มาประมาณ 2 เดือนเองนะครับ
หลังจากได้ออดิชั่นเด็กๆ แล้ว มีหลายคนบอกว่ามีหลายๆ ที่แต่ก็ลืมกันไปแล้ว มันหายไปไหน หลังจากที่มีการออดิชั่นไปแล้ว มันหายเงียบ จริงๆ ระหว่างนี้เราทำคอนเท้นท์ นอกจากการทำเพลงเราก็ทำพวกรายการด้วย ตอนนี้เราถ่ายรายการไว้แล้ว หลายเทป เราอยากจะเตรียมพร้อมทุกอย่าง พอเวลาเพลงมาเราก็ได้มีคอนเท้นท์ลงไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ขาดช่วง ยังไม่ลงช่อง ตอนนี้ลงแค่ในยูทูป
ชื่อรายการอะไร ผมคิดว่าถ้าเตรียมจะออกอยู่แล้ว ก็น่าบอกชื่อรายการกับเราได้?
ขอพูดง่ายๆ ว่าตอนนี้ทำเพลง ทำรายการ เตรียมความพร้อมน้อง เอาเด็กทั้งหมดมารวมกันให้เข้ากันให้ได้ก่อน ผมคิดว่าทางนี้เตรียมหัวข้อไว้น้อยมาก เวลาแค่ 3 เดือนที่จะให้เด็กรวมกัน คุ้นเคยกัน
เป็นเวลาที่สั้นมาก เอาแค่เรื่องบรรยากาศ มันจะมีบางอย่างที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วน ?
ก็มีเล็กๆ ด้วยความที่ว่าเรา 12 คน แล้วเราไม่ได้ทำระบบแบบตัวเด่น ทุกคนถูกพรีเซนต์เท่ากันทั้ง 12 คน มันก็ตัดเรื่องการแบ่งแยก และโชคดีที่เด็กค่อนข้างเฟรนลี่ เหมือนบางคนก็รู้จักกันอยู่แล้วก็เลยคุยกันง่าย เข้ากันง่าย
เช่น เฟสบุ๊ค อินสตาร์แกรม สื่อโซเชียลมีเดียส่วนตัว ตัดหมด
ใช่ครับ จะเป็นของฟรีเวอร์ทั้งหมด เป็นไอจีของตัวตนในฟรีเวอร์ ทุกคนนับ 1 เริ่มต้นเท่ากัน
ชื่อ FEVER มาตอนไหน? ทำไมต้องเป็นชื่อ FEVER ?
ชื่อ FEVER มาตั้งแต่ประชุมตอนแรกว่า คำว่า FEVER ถูกมองได้เป็น 2 อย่าง เป็น (n.) หรือ (v.) เป็น n. คือ เป็นไข้ เป็น v. คือ ติดไข้ คิดดูว่าที่เปิดมาเป็น FEVER project เราก็ยังไม่ชัวร์ว่าเราจะลงกับวงนี้จะถูกไหม แต่พอมาดูแล้ว ผมว่า คำว่า FEVER เหมาะกับเด็กทุกคน
ขอถามตรงๆ นะครับ ถ้ามีคนบอกว่าก๊อปปี้หละครับ
ก็ขอบอกว่าระบบการเป็นไอดอล ถูกล๊อคไว้ประมาณนี้แล้ว ก็คือสิ่งที่ดีที่สุดของการทำไอดอล มันไม่ได้ copy แต่เป็นการ design มาแล้วว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดในการทำวง style นี้ มันเพียบพร้อม มันไปได้
ปีนี้จะมี single แรกให้ฟังไหมครับ หรือวางแผนไว้อย่างไรบ้างจนถึงสิ้นปีนี้?
ในช่วงแรกน่าจะได้ single มา 1 เพลงก่อน และภายในปีนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 เพลง คือที่แปลนไว้นะ มันถูกทำมาไว้แล้ว รอแค่ให้เด็กพร้อม เพราระหว่างทางที่ผ่านมาก็ได้มีการถูกซ้อม ให้ลองไปแล้ว
ที่บอกว่ามี 3 เพลง รวมเป็น Single เดียว หรือว่าแยกกันครับ?
ครับ อยู่ด้วยกัน

 

รายได้จะมาจากไหน?
รายได้ตามระบบไอดอลเลยครับ Photo ขายแผ่น
แล้วอะไรผลิตเสร็จก่อน? จะเริ่มอะไรก่อนระหว่างซีดีซิงเกอร์ หรือ โฟโต้ ?
ใจอยากจะให้เป็นเพลงที่ออกมาก่อน จริงๆ ผมอยากจะดู feedback เพลงแรกที่ออกไปก่อน เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่ากระแสจะกลับมาประมาณไหน
Feedback วัดจาก?
การพูดถึง การรู้จักของสังคมโดยรวม
ผมอยากรู้ เพราะบางคนมีวิธีวัดที่ต่างกัน เช่น ดูจากยอดวิว มี meet and greet วิธีการวัดของคุณคืออะไร?
ก็อย่างที่ว่าต้องดูจากยอดเยี่ยมชม ยอดการมองเห็น ยอดการมอง คนชอบ การพูดถึง สังคม โซเชียลโดยรวมเป็นอย่างไร ณ ตอนนั้น

 

ในแง่ของไอดอล หนึ่งในสิ่งที่ไอดอลพ่วงมาจากญี่ปุ่น มันจะไม่เหมือนไอดอลสมัยนี้ ทุกอย่างเป็นกระบวนการโดยค่าย และแต่ละคนต้องทำภาพเหมือนกัน คาเรกเตอร์ของเด็กมันพร้อมกับการที่ต้องทุ่มเทกับมันแล้วหรือยัง?
ผมมองว่ามีค่ายบางอย่างอาจจะไม่พร้อมไปนอนคลุกคลีตีโมง
ผมมองว่าส่วนหนึ่งในการที่ไม่มีข้อจำกัดของไอดอลแล้ว เด็กที่เข้ามารู้แล้ว มีตัวอย่างให้เห็นว่าการเป็นไอดอลจะต้องเจอกับอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีการเตรียมใจมาก่อน แต่ไม่ใช่ว่าเราจะมาแค่ร้องเพลง ออกอีเวนท์อย่างเดียว ชีวิตรอบตัวเราหลายๆ เรื่องก็จะกลายเป็นเบื้องหน้า ความเป็นไอดอลให้มากขึ้น ผมคิดว่าหลังจากที่มีกระแสไอดอล เด็กเข้าใจไอดอลมากขึ้น และมีการเตรียมตัว เตรียมใจมาแล้ว ว่าจะต้องเจออะไร
ผมไปดูซีนหนึ่งที่ไปเที่ยวทะเล แล้วมีอยู่คนหนึ่งที่พอถ่ายเสร็จปุ๊บก็กลับไปโลกของตัวเอง โลกของตัวเองคือ การไม่คุยกับเพื่อน แต่เป็หนการสร้างอะไรของตัวเองขึ้นมา
เตรียมน้องๆ กับการดูแลแฟนคลับ ผมขอถามทีเดียวเลยว่าความถี่ในการให้น้องๆ เข้ามาซ้อม เต้น ร้อง อย่างไร? เตรียมรูป เตรียมข้อความ ไหม? เรามีเงินให้น้องไหม? ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร?
การซ้อม ตอนนี้เราวางไว้ 3-4 ครั้ง ต่ออาทิตย์ รวมทั้งเต้นและร้อง เพราะคิวเด็กค่อนข้างยาก บางคนเรียน บางคนทำงาน เวลาว่างค่อนข้างน้อยมาก ส่วนเรื่องการเตรียมความพร้อมเรามีทีมที่เตรียมไว้อยู่แล้ว เขาจะคำนวณ ดูตลาด ว่าช่วงไหนควรลงความถี่เท่าไร เด็กควรจะลงเรื่องพวกนี้ หรือ ลงเวลาดีที่เด็กควรจะลง แต่ตอนนี้ก็มีเด็กบางคนที่มีทั้งเก่งโซเชียล และไม่เก่งโซเชียล เด็กที่ชอบโพสต์ ชอบกิน กับเด็กที่ไม่ชอบโพสต์ เราก็ต้องตีมาตรฐานว่าให้ช่วยลงให้เท่าๆ กัน
แล้วมีเงินเดือนให้เด็กๆ ไหม?
ผมไม่แน่ใจว่าพูดเรื่องนี้ได้ไหม เพราะจริงๆ แล้วก็มีทั้งเด็กที่เรียนและทำงานอยู่ เอาเป็นว่ามันเป็นวงที่เด็กได้ใช้ชีวิตปกติ คนที่เรียนก็เรียน คนที่ทำงานก็ทำงานอยู่ ก็จะได้รายได้จากการทำงานและได้รายได้จากตรงนี้ด้วย
คือเรามีจ่ายค่าร้อง เราไม่มีเงินเดือนใช่ไหม?
ตอบว่า มีรายได้จากการเป็นไอดอลดีกว่า
ผมคิดว่าคำถามนี้จะเป็นคำถามที่ถูกถามเสมอว่า ทำแล้วได้อะไร บางคนก็มีข้อสังเกตเสมอว่า official ได้โน้นได้นี่ แล้วเด็กๆ หละ?
ซึ่งบอกตัวเลขไม่ได้อยู่แล้ว บางที่บอกให้เป็นเงินเดือน บางที่ออกอีเวนท์แล้วให้ ของคุณเป็นรูปแบบไหน?
ด้วยความที่ว่า หลายคนก็เรียกว่าไอดอล part time เพราะเป็นส่วนวัฒนธรรมของเขา ไม่ได้ให้ลาออกจากงานทุกคน ทุกคนทำงานได้ แต่ต้องมีเวลาที่ต้องทำ มีการทำสัญญาด้วย ก็คือรูปเงินเดือนมันเป็นเงินเดือนไม่ได้อยู่
แล้วเพาะมันเป็น part time แต่ผมจะไปเคลียร์เรื่องรายได้ ความแตกต่างของการที่เข้าบริษัทกับที่เข้าน้อง ไม่ให้ต่างกันเท่าไหร่ อย่างรายได้บางอันควรเข้าเด็กให้เยอะกว่านี้
เป้าระยะสั้นที่เรามอง ไม่ขอมองระยะยาวนะครับอยากให้ FEVER เป็นอย่างไร?
อยากให้ FEVER เข้าไปอยู่ในสายไอดอลก่อนตอนนี้ ให้คนรู้จักว่า FEVER เป็นวงไอดอลอีกวงหนึ่ง ที่มีสไตส์เป็นแบบนี้ เพราะเป้าหมายแรกอยากจะให้เป็นที่รู้จักก่อนอยู่แล้ว ไปคาดหวัง ตอนนี้ก็คาดหวังไม่ได้อยู่แล้ว เพราะตอนนี้หมู่ไอดอลก็เยอะ
ถ้า BNK48 ขายความพยายาม บอกว่า FEVER ขายอะไร?
พูดยาก ถ้า BNK48 มีความพยายาม เรามีความแตกต่างดีกว่า กดดัน พูดยาก

 

สมาชิกวง Fever

 

BeamBeam FEVER
https://www.facebook.com/beambeam.fever/
https://www.instagram.com/beambeam.feverth/

 

Pop FEVER
https://www.facebook.com/poppy.fever/
https://www.instagram.com/pop.feverth/

 

Beam FEVER
https://www.facebook.com/beam.fever/
https://www.instagram.com/beam.feverth/

 

Baimon FEVER
https://www.facebook.com/baimon.fever/
https://www.instagram.com/baimon.feverth/

 

Ply FEVER
https://www.facebook.com/ply.fever/
https://www.instagram.com/ply.feverth/

 

Baifern FEVER
https://www.facebook.com/baifern.fever/
https://www.instagram.com/baifern.feverth/

 

Spam FEVER
https://www.facebook.com/spam.fever/
https://www.instagram.com/spam.feverth/

 

Su FEVER
https://www.facebook.com/ssu.fever/
https://www.instagram.com/su.feverth/

 

Baibua FEVER
https://www.facebook.com/baibua.fever/
https://www.instagram.com/baibua.feverth/

 

Froy FEVER
https://www.facebook.com/froy.fever/
https://www.instagram.com/froy.feverth/

Cee FEVER
https://www.facebook.com/cee.fever/
https://www.instagram.com/cee.feverth/

Boss FEVER
https://www.facebook.com/bossboss.fever/
https://www.instagram.com/boss.feverth/

ดูก่อนใคร แคชเฟส & อัลบั้มภาพ น้องๆ วง Fever ไอดอลเชื้อสายไทย [มีภาพ มีคลิป]

ทำความรู้จักน้องๆ Fever กับคลิปสัมภาษณ์แบบครบคน

สัมภาษณ์โดย : Peetapat Pothisaratana, Sukit Jaroenmukayanan

ถอดเทปโดย : นิรนาม

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!