Connect with us

เพลง

เพลงยอดฮิต ช่วงเดือนธันวา ไม่ว่าไปไหนก็ต้องได้ยิน!!

เสียงเพลงต้องมา!! บีเลยจะมาแนะนำเพลงเพราะๆ ที่ควรเปิดฟังในช่วงธันวาคมที่สุด เอาล่ะ ลุยยยย!

Published

on

Hello December

เชื่อว่าเดือนธันวาคม น่าจะเป็นเดือนที่อยู่ในใจของใครหลายๆ คน เพราะเดือนธันวาคม เต็มไปด้วยความสุข แสงสี และความสนุก แถมยังมีความอบอุ่นมาแจมอีกด้วย

ลองนึกดูสิคะ ว่าประสบการณ์ในช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว คุณมีความสุขขนาดไหน ได้ออกไปชมแสงไฟสวยๆ ฉลองปาร์ตี้เล็กๆ กับครอบครัว แล้วก็เคาท์ดาวน์ก็คนที่เรารัก นึกถึงทีไร ก็ใจเต้นทุกที

และคิดว่า ปีนี้ก็คงแฮปปี้ มีความสุขไม่ต่างกัน งั้นเรามาเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ กันดีกว่า ว่าธันวาคมนี้ เราจะสร้างบรรยากาศดีๆ ให้กับธันวาคม เป็นเดือนที่พิเศษมากขึ้นได้ยังไงอีก

แน่นอนว่า เสียงเพลงต้องมา!! บีเลยจะมาแนะนำเพลงเพราะๆ ที่ควรเปิดฟังในช่วงธันวาคมที่สุด เอาล่ะ ลุยยยย!

Mistletoe

เริ่มจากเพลงแรกจากพ่อหนุ่มจัสติน ขวัญใจสาวๆ หลายๆ คน เพลงนี้เป็นเพลงที่มีดนตรีสนุกสนาน แถม MV ยังน่ารัก งอนกันไป น้อยใจกันมา แต่สุดท้ายเราก็ยังอยู่ข้างๆ กันในวันคริสต์มาส

large

เพลงนี้ถือเป็นอีกเพลงที่ได้ยินบ่อยๆ ในช่วงคริสต์มาส ไปกินอาหารร้านไหน ก็แอบได้ยินเปิดเพลงนี้กันบ่อยๆ

Last Christmas

เป็นอีกเพลงนึง ที่บีเห็นใครๆ ก็แชร์กันในช่วงเดือนธันวาคม ถึงเนื้อเพลงจะมีความหมายเศร้าๆ ถึงรักที่เคยพังไป เมื่อคริสต์มาสที่แล้ว แต่ดนตรีสนุกๆ ก็ทำให้รู้สึกว่า “ถึงรักเก่าจะพังไป แต่ชีวิตก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอนะ”

ใครเคยอกหักช่วงคริสต์มาสคงอินกับเพลงนี้ไม่น้อย

Jingle Bell Rock

เสียงกระดิ่งกริ๊งๆ เป็นอีก 1 สิ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเดือนธันวามาถึงแล้ว และแซนต้ากำลังจะมุดเข้าไปในป่องไฟบ้านคุณแล้วนะ!!

เพลงนี้ถูกทำออกมาอย่างหลากหลายเวอร์ชั่นมาก แต่ถ้าถามว่าบีชอบเวอร์ชั่นไหน เชียเวอร์ชั่นของ Tanner Patrick ที่สุดแล้วค่ะ ไม่ต้องถามเหตุผลเลย แหะๆ เสียงกีต้าร์พาบรรยากาศชิล ร้องช้าๆ เนิบๆ แอบเพราะไม่เบา

Santa Claus Is Coming To Town

เมื่อมาอยู่ในมือจัสติน จังหวะของเพลงคลาสสิคๆ อย่าง  Santa Claus Is Coming To Town ก็ดูสนุกสนาน เร่งๆ เร้าๆ ขึ้นมาทันที

เป็นเพลงที่ปลุกใจให้หนุ่มสาวที่กำลังเศร้าอยู่ ในช่วงต้นปี กลางปีที่ผ่านมา ได้ ฮึบ ฮึบ ฮึบ!!! ตั้งสติ แล้วยิ้มออกมาเยอะๆ เพราะเทศกาลดีๆ กำลังมาถึงแล้ว ยิ้มหน่อยนะคนดี แซนต้ากำลังจะเอาของขวัญสุดพิเศษ ต้อนรับเรื่องดีๆ ในปีใหม่มาให้เธอ

จริงๆ เวอร์ชั่นเดิมๆ ดนตรีเดิมๆ ก็น่ารักและอบอุ่นไม่หยอกนะ

 All I Want For Christmas Is You

เป็นเพลงที่ฆ่าไม่ตายจริงๆ และถูกนำมาใช้แล้วใช้อีก ในร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า เรียกได้ว่า เข้าธันวาคมปุ้บ เดินไปไหนก็ได้ยินเลยล่ะเป็นเพลงรักน่ารักๆ

article-2240184-163f106a000005dc-49_964x753

ที่เข้ากับเทศกาลคริสต์มาสอย่างมาก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้คงไม่มีความหมาย เพราะสิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือเธอ !! อู้วววว โรแมนติกอะไรเบอร์นี้ ด้วยดนตรีสนุกสนาน และเนื้อเพลงหวานราวกับน้ำตาล 10 กิโลนี้เอง เลยเป็นสาเหตุให้เพลงนี้ อมตะจนทุกวันนี้ ยังไม่มีเพลงไหนโค่นล้มมหาอำนาจเพิ่งช่วงคริสต์มาสได้ ติดอันดับมาหลายปีค่ะ

สวัสดีปีใหม่

กลับมาที่เพลงไทยกันบ้าง นี่ก็คลาสสิคสุดๆ เทศกาลปีใหม่ทีไร ต้องได้ยินเพลงนี้ของพี่เบิร์ดทุกที เพราะนอกจากจะมีความหมายดีๆ เชิงอวยพรแล้ว ดนตรียังเต้นได้แบบชิลๆ อีกด้วย ไม่แปลกใจที่ไปไหน ก็ต้องได้ยินค่ะ

นี่ก็เป็นเพลงที่บีนึกออกว่าช่วงธันวาคมทีไร ได้ยินทุกที แล้วทุกคนล่ะค่ะ นอกจากเพลงเหล่านี้แล้ว มีเพลงไหนทีพอถึงธันวาคมทีไร ได้ยินแล้วใจสั่นทุกทีกันบ้าง ^^

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] The Lucky Black Sunset  งานดีไม่มีผิดหวัง อาจฟังเพลินจนลืมกลับบ้าน

Published

on

สุดสัปดาห์นี้มีงานคอนเสิร์ตดีๆอีกแล้ว งานนี้เหมาะสำหรับคอเพลงอินดี้ และผู้แสวงหาประสบการณ์ที่จะได้สัมผัสกับท่วงทำนองอันไพเราะ จากงานเพลงและการแสดงดีๆของศิลปินทั้งไทยและเทศในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป  เราไปดูกันดีกว่าครับว่ารายละเอียดของงานเป็นอย่างไรบ้าง


รายละเอียดของงาน


  • ชื่องาน :The Lucky Black Sunset
  • ผู้จัด : Seen Scene Space
  • วัน เวลา : วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป
  • สถานที่ : Voice Space ถนนวิภาวดีรังสิต
  • ราคา : 1800 บาท (Early Bird 1,600 หมดไปแล้ว)
  • ช่องทางการซื้อบัตร : Tickermelon

The Lucky Black Sunset


ชื่องานนี้เกิดจากการรวมเอาคำในชื่อของวงดนตรีจากต่างประเทศทั้งสามวงที่จะมาแสดงในงานนี้มารวม ซึ่งประกอบไปด้วย

  •  Lucky Tapes จากญี่ปุ่น
  •  The Black Skirts จากเกาหลีใต้
  • Sunset Rollercoaster จากไต้หวัน

และนอกจากนี้ยังมีหนึ่งวงไทยที่มีผลงานน่าจับตามองมาร่วมด้วยอีกวงนั่นคือ

  • Plastic Plastic

เรามาดูประวัติและลองฟังเพลงเด็ดๆของแต่ละวงกันครับ


Lucky Tapes

วงดนตรี soul pop ฝีมือเยี่ยมจากญี่ปุ่นซาวด์ดนตรีแบบย้อนยุคนิดๆเด่นที่เสียงเบสและเครื่องเป่า มีเพลงดังอย่าง “touch!” , “Gun” ที่หลายๆคนคุ้นเคย ล่าสุดวงเพิ่งออก EP’. อัลบั้มใหม่มาสามารถไปหามาเสพย์ ซ้อมร้อง ซ้อมเต้น รอได้เลยครับ 

เพลงที่เราแนะนำ

Gravity

Touch!

Gun


The Black Skirts

หนุ่มลูกครึ่งอเมริกันเกาหลี  Bryan Cho หนุ่มแว่น เสียงละมุนหูจากเกาหลีใต้ ที่มาพร้อมกับงานเพลงในแนว Indie-Rock ผสม Asian-Pop ผนวกกลิ่นเพลงแบบ Dream-Pop , City pop , Ballad , Folk Rock เข้าไปออกมาเป็นรสชาติกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่น่าทึ่งเลยก็คือทุกเพลงนั้น Bryan ทำเพลงเองหมดทุกกระบวนการ ตั้งแต่การครีเอทไลน์กีต้าร์ เบส กลอง ร้อง ทำเองหมด One Man Show สุดจริง!!!

เพลงที่เราแนะนำ

Everything

Who Do You Love

Hollywood

 


Sunset Rollercoaster 

วงอินดี้จากไต้หวัน ที่มาพร้อมสมาชิกทั้ง 6 และเครื่องดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็น กีต้าร์ เบส กลอง รวมไปถึง แซ็กโซโฟน อิเล็กทรอนิกแพด และซินธ์ ที่พร้อมดาหน้าเข้ามาสร้างสีสันความสนุกให้กับผู้ฟัง งานเพลงของวงเป็นแนวอินดี้ป๊อบที่ผสมซาวด์แบบยุค 80s ลงไป งานเพลงของวงก็เหมือนกับชื่อวงเลยครับ คือ เพลินด้วยโรแมนติคด้วย แบบเป็นการเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ท่ามกลางพระอาทิตย์ตกดินกันเลย

เพลงที่เราแนะนำ

My Jinji

Burgundy Red

New Drug


Plastic Plastic

วงดนตรีเจ้าถิ่น ดูโอ้พี่น้อง ขวัญใจชาวไทย ปกป้อง จิตดี และ ต้องตา จิตดี ที่มาพร้อมดนตรี indie pop ฟังง่ายๆ สบายๆ เพลิดเพลินใจไปกับเสียงดนตรีและ เสียงร้องอันสดใส เมโลดี้สดสวย ล่าสุดสองพี่น้องจิตดีได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Die Tomorrow ของเต๋อ นวพล ได้อย่างงดงาม อิมเพรสชั่นนิสม์ มิวสิคมากๆ ถือได้ว่าเป็นอีกวงที่น่าจับตามอง จับหูฟังสุดๆ

เพลงที่เราแนะนำ

หยิบแฮมเป็นแผ่นที่หก

With me

วันก่อน

โดยรวมแล้วทั้ง 4 วงเป็นวงอินดี้ที่งานเพลงฟังสบาย เมโลดี้สวย ร้องตามได้ (ถึงแม้จะไม่รู้ภาษาก็ร้องมั่วๆไป) โยกย้าย ส่ายบอดี้ตามได้แบบเพลินๆ ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ไม่มีอะไรจะชิลไปกว่านี้อีกแล้ว


ผู้จัดงาน


Seen Scene Space เป็นกลุ่มคนดนตรีเดียวกันกับค่ายเพลง Parinam Music บ้านของศิลปินอย่าง ปลานิลเต็มบ้านGym and Swim และ Seal Pillow  มีหัวเรือคือ คุณปูมปิยสุ โกมารทัต ที่หลังจากทำค่าย Parinam Music มากว่า 10 ปี และค่ายเริ่มอยู่ตัวแล้ว จึงอยากเริ่มทำเป็น music organize จัดงาน event ทางดนตรีดีๆ อาทิเช่น Pow! Fest ที่เป็นเทศกาลดนตรีที่รวบรวมวงอินดี้ในแนว Dream pop, Soft Rock ทั่วไทย และ concert promoter นำวงดนตรีอินดี้ดีๆจากต่างประเทศเข้ามาให้แฟนเพลงชาวไทยได้ฟังกัน ซึ่งล่าสุดPow! Fest ครั้งที่ 3 เพิ่งผ่านไป เป็นอีกงานที่สุดยอดเพราะรวมวงดนตรีจากหลากประเทศรวมถึงไทยด้วยกว่า 7 วง !!! ในราคาย่อมเยาว์ ถือว่าคุ้มมากๆครับ


วัน เวลา และสถานที่


งานจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์นี้นะครับ ประตูเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ซึ่งงานจะจัดขึ้นที่ Voice Space

ซึ่ง Voice Space ก็คือ Event Hall ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ Voice TV  ริมถนนวิภาวดีรังสิต เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ ดนตรี การแสดง แฟชั่น งานสัมมนา ฯลฯ

นั่งชิลริมสระรองานเริ่มได้ หรือ แวะออกมาพักตรงช่วงว่างระหว่างวง

บรรยากาศด้านใน

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์นั้นถือว่าสะดวกอยู่ครับเพราะว่าอยู่ใกล้ทางด่วน อีกทั้งยังมีที่จอดรถค่อนข้างเพียงพอ (ถ้ามาตรงเวลางานเริ่มได้จอดแน่นอน) แต่หากไม่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวก็สามารถมาด้วย รถประจำทางหรือ BTS ได้ครับโดยถ้ามาด้วย BTS สามารถลงได้สองสถานี ได้แก่

  1. ลงที่สถานี อารีย์ – ทางออกที่ 3 (ฝั่ง ลาวิลล่า อารีย์)- เดินทางโดยรถแท็กซี่โดยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธิน 2 ตัดเข้าถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าแยกวิภาวดี-สุทธิสาร (ติดกับสโมรสรทหารบก)

2. ลงที่สถานี อนุเสาวรีย์ชัยฯ – ขึ้นรถประจำทางที่ฝั่งเกาะดินแดง – รถประจำทางที่ผ่าน Voice Space หมายเลข 24, 69, 92, 538, 504, 555 เลือกลงที่ป้ายของสโมสรทหารบก


ราคาบัตร


1,800 !!! เท่านั้นครับ มีราคาเดียว ดูเผินๆเหมือนแพง แต่หากลองหารกับจำนวนวงดูจะพบว่า ตกวงละ 450 บาทเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีดีๆจากต่างประเทศทั้ง 3 วง หรือวงอินดี้รุ่นใหม่จากไทย แค่วงเดียวก็คุ้มแล้ว แต่นี่มาถึง 4 คิดว่าราคานี้คงพอรับไหวอยู่ครับ หากเป็นคออินดี้จริงๆ


ช่องทางการซื้อบัตร


สำหรับช่องทางการซื้อบัตรนั้นค่อนข้างสะดวกครับ สามารถเข้าไปได้ที่ https://www.ticketmelon.com/event/theluckyblacksunset  จากนั้นก็กรอกรายละเอียดแต่เพียงเล็กน้อย จะสร้าง account ใหม่หรือ log in ด้วย facebook ก็ได้ครับ

ส่วนช่องทางการชำระเงินก็ทำได้ทั้ง ผ่านบัตรเครดิต/เดบิต ซึ่งได้รับตั๋วทันที อีกทางคือ ATM/เคาน์เตอร์/เคาน์เตอร์ธนาคาร/อินเตอร์เน็ต ซึ่งจะต้องนำใบ จ่ายเงินหรือ Reference Code ไปชำระเงินให้เสร็จสิ้นจึงจะได้รับตั๋วครับ

บัตรที่ซื้อจะได้เป็น e-ticket คือ สามารถใช้เข้างานได้เลย โดย

  1. print ออกมาเป็นกระดาษก็ได้
  2. โชว์จากโทรศัพท์ก็ได้ ซึ่งจะเป็น QR Code ไว้สแกนน่างาน โดยสามารถเปิดได้จากหน้าเว็บ ticketmelon , e-mail ของเราที่กรอกตอนซื้อบัตร หรือภาพที่ capture เก็บไว้ก็ได้ครับ

สรุปสำหรับงานนี้หากใครเป็นคอเพลงอินดี้ป็อปรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะทั้ง 4 วงนี้ถือว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ชั้นแนวหน้าของงานดนตรีสายนี้ทางฝั่งเอเชียเลยทีเดียว การได้ฟังเพลงเพราะๆจากโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นของเรานั้นก็ว่าสุดแล้ว แต่การได้ไปฟังสดๆสัมผัสบรรยากาศ ณ ขณะนั้นถือว่าสุดยิ่งกว่า ถือแม้ราคาบัตรอาจสูงสักนิดแต่เมื่อลองคิดๆดูแล้วก็ไม่แพงจนเกินไป หลายงานราคานี้อาจได้ดูวงดีๆแค่วงเดียว แต่นี่ถึงสี่ !!! หากในวันที่ 24 นี้ไม่มีโปรแกรมอะไรก็ขอแนะนำให้ลองไปกันดูนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

แด่การจากไปของท่วงทำนองแห่งความเศร้าอันงดงาม Jóhann Jóhannsson

Published

on

โยฮัน โยฮันส์สัน นักดนตรีอิเล็คทรอนิคและผู้ประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ชาวไอซ์แลนด์ที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์หลายครั้งจากภาพยนตร์เรื่อง The Theory of EverythingSicario และ Arrival ได้จากโลกนี้ไปแล้วด้วยวัยเพียง 48 ปี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทิ้งไว้เพียงผลงานชั้นเยี่ยมที่จะไม่มีวันเลือนหายไปตามกาลเวลา

โยฮันส์สันเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เขาเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Original Score) ถึงสองครั้งติดกันจากภาพยนตร์เรื่อง

 The Theory of Everything ในปี 2014 และ  Sicario ในปี 2015  นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำในสาขาเดียวกันนี้จากภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything  แค่นี้ยังไม่พอเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยมสำหรับวิชวลมีเดียของแกรมมี่อวอร์ดอีกด้วย

ส่วนผู้กำกับคู่บุญที่โยฮันส์สันร่วมงานมาตลอด คือ เดนิส วิลเนิร์ฟ ( Denis Villeneuve) เริ่มจากภาพยนตร์เรื่อง Prisoners ในปี 2013 จากนั้นก็  Sicario ในปี 2015 และ Arrival ในปี 2016 นอกจากนี้ โยฮันส์สันยังได้ร่วมงานกับวิลเนิร์ฟในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา Blade Runner 2049 แต่น่าเสียดายที่ต่อมาฮานส์ ซิมเมอร์เข้ามาทำหน้าที่นี้แทน มิเช่นนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายอันเลอค่าที่โยฮันส์สันได้ฝากเอาไว้บนโลกใบนี้

เพื่อเป็นการรำลึกแด่โยฮันส์สัน และผลงานเพลงของเขา วันนี้เราจะมาดูเรื่องราวในชีวิตของเขาและผลงานเพลงเด่นๆที่เราไม่ควรพลาดกันครับ


Jóhann Jóhannsson


โยฮันส์สัน มีชื่อเต็มๆว่า โยฮัน กุนนาร์ โยฮันส์สัน (Jóhann Gunnar Jóhannsson) เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 1969 เป็นนักประพันธ์เพลงชาวไอซ์แลนด์ โดยผลงานของเขาครอบคลุมในสื่อหลายแขนงไม่ว่าจะเป็นละครเวที การเต้น โทรทัศน์ และภาพยนตร์ เอกลักษณ์ในงานของโยฮันส์สันอยู่ที่การผสานรวมรูปแบบของดนตรีออเครสตร้าให้เข้ากับดนตรีอิเล็คทรอนิคร่วมสมัย โดยนำเสนอออกมาในแนวทางของศิลปะแบบมินิมอล

โยฮันส์สันเริ่มเรียนเปียโนและทรอมโบนเมื่ออายุได้ 11 ปี แต่ก็เลิกเล่นไปในตอนที่เข้าเรียนด้านภาษาและวรรณกรรม ณ มหาวิทยาลัยเรยาวิค เขาเริ่มเข้าสู่วงการดนตรีในช่วงทศวรรษที่ 1980 กับวงดนตรีแนวโปรโต-ชูเกสซ์ที่มีชื่อว่า Daisy Hill Puppy Farm จากนั้นเขาก็เล่นกีตาร์และโปรดิวซ์ให้กับวงอินดี้ร็อคในไอซ์แลนด์อาทิเช่น  Olympia, Unun และ Ham

ต่อมาในปี 1999 โยฮันส์สันได้ร่วมก่อตั้ง Kitchen Motors แหล่งรวมความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นทั้งองค์กรทางศิลปะและค่ายเพลงที่หลอมรวมเอาศิลปินหลากหลายแนวเข้าไว้ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นพังก์ แจ๊ซ คลาสสิค และ อิเล็คทรอนิค และจากจุดนี้จึงทำให้งานดนตรีของโยฮันส์สันได้หลอมรวมเอาเอกลักษณ์ของดนตรีหลากหลายแนวเข้าไว้ด้วยกันเป็นการทดลองทางดนตรีที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ

โยฮันส์สันออกผลงานเดี่ยวครั้งแรกในปี 2002 โดยในปี 2016 ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงรุ่นใหญ่ด้านดนตรีคลาสสิคอย่าง Deutsche Grammophon ซึ่งโยฮันส์สันได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดสุดท้าย Orphée กับทางค่าย

ปกอัลบั้ม Orphee

ส่วนงานเพลงประกอบภาพยนตร์นั้น ผู้กำกับที่โยฮันส์สันร่วมงานบ่อยที่สุดก็คือ เดนิส วิลเนิร์ฟ ซึ่งภาพยนตร์ที่เขาทำเพลงให้ประกอบไปด้วย Prisoners, Sicario, และ Arrival นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything ของ James Marsh ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลชนะเลิศจากลูกโลกทองคำในสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้โยฮันส์สันถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปี 2014 และจากภาพยนตร์เรื่อง Sicario ในปี 2015 และในปี 2017 โยฮันส์สันได้เป็นที่ปรึกษาด้านดนตรีให้กับภาพยนตร์สุดเหวอของผู้กำกับดาเรน อาโรนอฟสกี เรื่อง Mother!


แนวคิดในการทำเพลงของโยฮันส์สัน


งานเพลงของโยฮันส์สันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะแฝงไว้ด้วยอารมณ์ที่เศร้า มีการเรียบเรียงที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่ท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ ความเศร้าในงานเพลงของโยฮันส์สันที่มิติที่ลุ่มลึกและเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์กับทาง The Talks เกี่ยวกับความเศร้าในงานเพลงของเขา ซึ่งโยฮันส์สันได้ให้คำตอบว่า

“ผมคิดว่าความเศร้าโศกนั้นเป็นอารมณ์ที่ถูกเข้าใจผิดมาตลอด ผมคิดว่ามันไม่ใช่อารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์หรืออารมณ์ที่ไม่ดี ยิ่งทุกๆ วันนี้ที่มีโซเชียลมีเดียเราก็ต่างอยากจะนำเสนอว่าเรามีชีวิตที่มีความสุขและมหัศจรรย์มากมายขนาดไหน ที่จริงแล้วความเศร้าโศกเป็นห้วงอารมณ์ที่ผมมีความยินดีที่ได้ประสบ มันไม่เหมือนกับความเศร้าหมองเฉยๆ มันเป็นอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งมันมาจากการมองเห็นด้านเศร้าหมองของโลกใบนี้ เป็นความเศร้าในมุมมองของศิลปะ”

นอกจากนี้งานเพลงของโยฮันส์สันยังถูกถ่ายทอดผ่านการเรียบเรียงที่เรียบง่าย ซึ่งเขามีแนวคิดในการสร้างสรรค์บทเพลงออกมาในรูปแบบมินิมอลว่า

“ผมคิดว่าดนตรีของผมเป็นช่องทางการสื่อสารไปถึงอารมณ์ของคนได้โดยตรง ผมจึงไม่อยากจะทำเพลงให้มีความซับซ้อน ดนตรีควรจะทำงานกับอารมณ์ของคน”

โยฮันส์สันเป็นผู้ประพันธ์เพลงที่ทำเพลงให้กับสื่อหลากหลายซึ่งแต่ละรูปแบบก็มีโจทย์หรือกรอบในการสร้างสรรค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งสำหรับงานเพลงส่วนตัวกับงานเพลงประกอบภาพยนตร์นั้นโยฮันส์สันมองว่า

“เมื่อคุณคำเพลงประกอบภาพยนตร์ คุณจะถูกล็อคเอาไว้ในกรอบที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว แต่สำหรับงานเพลงของผม ผมเป็นคนกำหนดกรอบขึ้นมาเอง มันจึงมีพื้นที่ที่มากกว่า มีเวลามากกว่าในการไหลล่องไปกับมัน สำหรับงานเพลงประกอบภาพยนตร์ มันเหมือนกับการทำของย่อส่วน เราต้องแต่งเพลงในเวลา 2-3 นาทีลงไปในซีนนั้นๆ สำหรับเพลงประกอบภาพยนตร์มันเหมือนกับของย่อส่วน แต่งานเพลงส่วนตัวนั้นเหมือนกับผืนบ้าใบใหญ่ๆ นั่นเอง”

ส่วนในมุมมองของการฟังเพลงนั้น โยฮันส์สันมีความคิดว่าเราควรฟังเพลงอย่างตั้งใจมากกว่าที่จะเปิดเพลงได้เฉยๆและไปทำอย่างอื่นโดยปล่อยให้ดนตรีเป็นเพียงเสียงประกอบชีวิตของเรา

“ผมคิดว่าเราควรฟังดนตรีด้วยความตั้งใจ ผมไม่ชอบที่จะเปิดเพลงให้เป็นแบคกราวด์ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคุณฟังเพลง The Second Dream of The High-Tension Line Stepdown Transformer ของ La Monte Young ซึ่งทั้งเพลงจะเป็นเสียงทรัมเป็ตเล่นโน๊ต C ยาวๆกว่าชั่วโมง คุณต้องตั้งใจฟังมัน มิเช่นนั้นมันจะเป็นเพียงแค่เสียงหึ่งอันน่ารำคาญ สำหรับผมงานเพลงชิ้นนี้มันทำงานกับภายในร่างกายของเรา มันพูดกับคลื่นความถี่ที่สั่นสะเทือนภายในเรา และเมื่อใดที่คุณเริ่มฟังเพลงด้วยความตั้งใจ เมื่อนั้นคุณจะได้ยินสรรพเสียงที่อยู่รอบตัวคุณ และได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ที่มันมีต่อกัน”


งานเพลงของโยฮันส์สัน


ต่อไปนี้คืองานเพลงส่วนหนึ่งของโยฮันส์สันที่เราไม่ควรพลาดครับ

Trough Falling Snow

งานเพลงจากภาพยนตร์เรื่อง Prisoners ผลงานภาพยนตร์ที่ทำให้เราได้รู้จักกับเดนิส วิลเนิร์ฟ และ โยฮันส์สัน ถ่ายทอดเรื่องราวของพ่อผู้ตามหาลูกสาววัย 6 ขวบที่หายตัวไปอย่างลึกลับ

งานดนตรีมีพื้นมาจากอารมณ์เศร้าที่ลอยล่องอยู่ในบรรยากาศปกคลุมตลอดการดำเนินเรื่อง เสียงดนตรีขับเน้นอารมณ์หม่นเศร้าของตัวละครออกมาได้เป็นอย่างดี และมีการเพิ่มความเข้มข้นทางอารมณ์ให้มากขึ้นเมื่อเสียงเพลงได้เดินทางไปตามท่วงทำนองของมัน

เบื้องหลังการทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Prisoners

 The Beast

บทเพลงจากภาพยนตร์เรื่อง Sicario อันถ่ายทอดเรื่องราวของของเจ้าหน้าที่ FBI ที่ปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความรุนแรงของโลกแห่งอาชญากรรมและยาเสพย์ติด

งานดนตรีช่วยขับเน้นบรรยากาศของความน่าสะพรึงได้เป็นอย่างดี ทำให้เราได้รับรู้ถึงความน่ากลัว และไม่เป็นมิตรของดินแดนที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม เป็นอีกหนึ่งงานดนตรีอิเล็คทรอนิคที่น่าฟังของโยฮันส์สันครับ

Sicario เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่โยฮันส์สันทำโดยไม่มี temp track จากผู้กำกับ โดยปกติแล้วผู้กำกับมักจะใส่เพลง reference ซึ่งเราเรียกว่า temp track มาในร่างตัดต่อเพื่อให้นักแต่งเพลงดูเป็นตัวอย่าง แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เดนิส วิลเนิร์ฟให้อิสระแก่โยฮันส์สันอย่างเต็มที่ให้การตีความเรื่องราวและถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงซึ่ง โยฮันส์สันก็มีความสุขกับการสร้างสรรค์งานด้วยวิธีนี้และเขาก็ทำมันออกมาได้อย่างดียิ่ง

Arrival

จากภาพยนตร์เรื่อง “Arrival” ภาพยนตร์ไซไฟเชิงปรัชญาว่าด้วยการมาเยือนของสิ่งลึกลับจากนอกโลก ที่ทำให้เราได้ค้นพบความลี้ลับของชีวิตผ่านระบบการสื่อสารอันน่าค้นหา

งานเพลงชิ้นนี้ให้ความรู้สึกลี้ลับ หวีดหวิว ชวนเสียวไส้ และประหวั่นพรั่นพรึง ชวนสร้างบรรยากาศของความยิ่งใหญ่ที่ไม่ชอบมาพากล ของการเผชิญหน้ากับผู้ลี้ลับต่างดาวได้เป็นอย่างดี

The Theory of Everything

Forces of Attraction

สองเพลงนี้มาจากภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything  อันเป็นเรื่องราวชีวิตและความรักของนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ สตีเฟ่น ฮอว์คิง ผู้ที่โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่รุมเร้าไม่สามารถทำลายความมุ่งมั่นและอัจฉริยะภาพของเขาได้

งานดนตรีเป็นแนวสว่างไสวให้แรงบันดาลใจสอดคล้องกับเรื่องราวของภาพยนตร์ โดยมีเปียโนเป็นแกนหลักผสานด้วยฮาร์ปและเครื่องสาย

Flight From The City

Flight From The City งานดนตรีแบบมินิมอล สุดดิ่งลึกจากอัลบั้มเดี่ยว Orphée ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทพนิยายกรีกเรื่อง  Orpheus  ถ่ายทอดเรื่องราวของความดับสูญและการก่อกำเนิด การผันเปลี่ยน ความรัก และศิลปะ อันเป็นภาพสะท้อนแห่งความสัมพันธ์ของเรา ดังจะเห็นได้จากมิวสิควีดิโอชิ้นนี้ที่กำกับโดย   Clare Langan

ฟังเพลงนี้แล้วชวนให้คิดถึงสัจธรรมของชีวิต ที่มีเกิดก็มีดับ มีพบมีพราก เฉกเช่นเดียวกันกับวันนี้ที่เราได้สูญเสียอีกหนึ่งคนดนตรีผู้สร้างสรรค์งานเพลงอันทรงคุณค่าให้กับวงการดนตรีและวงการภาพยนตร์ตลอดมา ถึงแม้ว่าแสงแห่งชีวิตของเขาจะได้ดับลง แต่เสียงดนตรีของเขา “โยฮัน โยฮันส์สัน” จะไม่มีวันเงียบลงไปจากความทรงจำของเรา.

R.I.P.

19 September 1969 – 9 February 2018

Source

JÓHANN JÓHANNSSON: “DOES IT SPEAK SIMPLY AND DIRECTLY?”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

มารู้จักกับ “พิณเปี๊ยะ” เครื่องดนตรีที่ต้องถอดเสื้อเล่น และ  “มาลัยร่ำลา” บทเพลงอารมณ์เศร้าละมุน จากภาพยนตร์เรื่อง “มะลิลา”

Published

on

ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ ภาพยนตร์เรื่องมะลิลา” หนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งหมด ได้เข้าฉายเป็นวันแรก

“มะลิลา”(The Farewell Flower) บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรักความอาลัยของผู้ที่จากไป เรื่องราวของ เชน (เวียร์ ศุกลวัฒน์) เจ้าของสวนมะลิผู้มีอดีตอันเจ็บปวด และพิช” (โอ อนุชิตศิลปินนักทำบายศรี อดีตคนรักของเชนในวัยเด็กที่กลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่พยายามเยียวยาบาดแผลในอดีตและรื้อฟื้นความสัมพันธ์ผ่านการทำบายศรีอันงดงาม

ไม่เพียงแต่เรื่องราวของ “มะลิลา” เท่านั้นที่ละมุนละไมและงดงามหากแต่เสียงดนตรีประกอบนั้นก็งดงามหาแพ้กันไม่

มาลัยร่ำลาหรือ The Farewell Flower เป็นหนึ่งบทเพลงประกอบสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์เนื่องด้วยเหตุผลของการลำดับภาพและเสียง

เพลงมาลัยร่ำลา” เป็นบทเพลงที่ไพเราะมาก เป็นท่วงทำนองอันเกิดจากการประสมประสานเครื่องดนตรีไทยและสากลเข้าด้วยกัน ผ่านเอกลักษณ์ของเสียงเครื่องดนตรี 3 ชนิดได้แก่ วิโอลา เชลโล และ “พิณเปี๊ยะ”

เสียงของพิณเปี๊ยะ มีความใสและกังวาลเหมือนกับน้ำ ฟังแล้วนึกถึงความรักความทรงจำในอดีตที่แว่วมาอีกครั้ง และเวลาเล่นก็เหมือนเป็นเสียงที่มาจากหัวใจของชายหนุ่มค่ะ

คุณนุชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กล่าวไว้

เมื่อได้ฟังเพลงนี้แล้วหลายคนคงหลงไหลในเสน่ห์ของเครื่องดนตรีชิ้นนี้ ขึ้นมาในทันที และ ชวนให้สงสัยใคร่รู้ว่า เครื่องดนตรีชิ้นนี้ มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร

ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเครื่องดนตรีชิ้นนี้กันครับ


“พิณเปี๊ยะ”


พิณเปี๊ยะ เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านในแถบล้านนา (เป็นเครื่องดนตรีตระกูลเดียวกับพิณน้ำเต้า ซึ่งเป็นพิณสายเดียวที่นิยมใช้เล่นประกอบพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์แต่โบราณ) มักนิยมใช้ในพิธีแอ่วสาว ซึ่งเป็นพิธีที่ผู้ใหญ่จะเปิดโอกาสให้หญิงสาวและชายหนุ่มได้มาพบและพูดคุยกัน ซึ่งชายหนุ่มก็มักจะนำพิณเปี๊ยะมาเล่นอวดสาวๆ กัน เหตุผลหนึ่งที่หนุ่มๆใช้พิณเปี๊ยะมาเล่นอวดสาวนั้นก็เพราะว่า เวลาเล่นพิณเปี๊ยะนั้นต้องถอดเสื้อ เนื่องจากพิณเปี๊ยะจะใช้กะลามะพร้าวแนบกับอกผู้เล่น และขยับเพื่อให้เกิดเสียงก้องกังวานไพเราะ เสียงของพิณจะเบาและแว่วหวาน กังวานคล้ายเสียงเด่งปีนเมา (กระดิ่งที่มีเสียงน่าหลงใหล) ทำให้ผู้หญิงก็ต้องเข้ามาฟังใกล้ๆ ถือเป็นการได้โชว์ซิกส์แพ็กไปในตัว ก่อให้เกิดความรู้สึกนึกรัก ชอบพอและอยากคบหากันต่อ

พิณเปี๊ยะเป็นเครื่องดนตรีที่มีคนเล่นได้น้อย เพราะเล่นได้ยากมากและหาเครื่องดนตรีมาหัดเล่นได้ยากเช่นกัน ดังนั้นคนที่เล่นเปี๊ยะได้จึงถือว่าเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นบากบั่นพอสมควรเลยทีเดียว จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สาวๆ ชอบคนเล่นพิณเปี๊ยะ

แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะเล่นพิณเปี๊ยะได้ตลอดไป เพราะว่าหากวันใดที่เจ้าหนุ่มนั้นได้มีคู่ครองเรือนเป็นที่เรียบร้อยก็ต้องเก็บพิณเข้ากรุไป เพราะจะไปถอดเสื้อเล่นอวดสาวที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากภรรยาตนเอง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า “แล้วผู้หญิงล่ะเล่นพิณเปี๊ยะได้ไหม แล้วถ้าจะเล่นจะต้องถอดเสื้อด้วยรึเปล่า?”

เรามาดูที่วิธีการเล่นกันก่อน

การเล่นพิณเปี๊ยะนั้น เราต้องแนบกล่องเสียงไว้บนหน้าอกของเราพร้อมกับการเปิดปิดกล่องเสียงให้มีเสียงกังวานโดยใช้ผิวหนังที่มีเนื้อบริเวณหน้าอกเป็นส่วนสะท้อนและควบคุมขนาดของช่องเสียง ดังนั้นคนส่วนมากจึงมักเข้าใจว่า “พิณเปี๊ยะผู้หญิงเล่นไม่ได้ ด้วยเหตุผล ๓ ประการ คือ

  1. ผู้หญิงมีหน้าอกนูนกว่าผู้ชาย
  2. ผู้เล่นพิณเปี๊ยะต้องเปลือยอกเวลาเล่น ซึ่งผู้หญิงคงไม่เหมาะสม
  3. แต่ก่อนมายังไม่เคยเห็นผู้หญิงเล่นพิณเปี๊ยะ

แต่ทั้ง 3 เหตุผลนี้ก็มีทางแก้ได้ ดังมีวิธีการดังต่อไปนี้ครับ

  1. ผู้หญิงมีหน้าอกนูนกว่าผู้ชาย : ในข้อนี้เราวามารถย้ายมาเล่นที่บริเวณ “หน้าท้อง” ได้ครับ เนื่องจากบริเวณหน้าท้องของผู้หญิงมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับหน้าอกสามารถนำมาใช้แทนกันได้ อีกทั้งตำแหน่งการวางกล่องเสียงก็ไม่ต่างจากเดิมมากนัก ซึ่งยังคงให้ความคล่องตัวในการเล่นใกล้เคียงแบบเดิม
  2. ผู้เล่นพิณเปี๊ยะต้องเปลือยอกเวลาเล่น ซึ่งผู้หญิงคงไม่เหมาะสม : เอาเข้าจริงๆ ถ้าพูดถึงในบริบทของวัฒนธรรมและยุคสมัยนั้น คนโบราณโดยส่วนมากไม่นิยมใส่เสื้อจะมีก็เพียงผ้าพาดบ่า โดยเฉพาะผู้หญิงในล้านนาสมัยก่อนการเปลือยอกเดินไปไหนมาไหนเป็นเรื่องปกติ ในยุคนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากจะให้มาเปี๊ยะยุคนี้แล้วล่ะก็อาจจะเรื่องยาวเสียหน่อย
  3. แต่ก่อนมายังไม่เคยเห็นผู้หญิงเล่นพิณเปี๊ยะ : ข้อนี้มีหลักฐานอยู่บ้างครับ ที่จะยกตัวอย่างมาประกอบก็เช่น ภาพปูนปั้นรูปนักดนตรีหญิง ๕ คน เป็นส่วนหนึ่งของภาพเล่าเรื่องชาดกประดับรอบฐานเจดีย์ พบที่คูบัว จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันถูกเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯซึ่งแต่ละคนก็เล่นเครื่องดนตรีต่างชนิดกัน ซึ่งคนที่ ๕ นี่ล่ะที่เล่นพิณน้ำเต้า หรือพิณเปี๊ยะ (ดูภาพประกอบ)

ภาพปูนปั้นนักดนตรีหญิง ๕ คน เป็นภาพเล่าเรื่องชาดกประดับรอบฐานเจดีย์ พบที่คูบัว จังหวัดราชบุรี

ซึ่งในกรณีนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันนะครับว่าจริงๆแล้ว แม่หญิงรูปปั้นคนนี้เล่นเครื่องดนตรีอะไรเนื่องจาก มีการชำรุดผุกร่อนไปบ้างตามกาลเวลาเพราะงานปั้นชิ้นนี้อยู่ในยุคศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๒๑๓ นู่นเลย แต่เมื่อดูจากลักษณะการแต่งตัวของนักดนตรีทั้ง ๕ คน จะเห็นได้ว่า ๔ คนแรกจะใช้ผ้า (สไบ) พาดบ่าปิดหน้าอกแบบง่ายๆ ห้อยชายผ้าสลับหน้าหลัง แต่คนที่ ๕ ซึ่งดีดพิณน้ำเต้านั้น จะใช้ผ้าปิดหน้าอก (รัดอก) ค่อนข้างแน่น แล้วพาดชายผ้าผ่านไหล่มาข้างหน้าทั้ง ๒ ข้าง เพื่อให้หน้าอกกระชับ สามารถครอบกล่องเสียงของพิณไว้ที่หน้าท้องได้อย่างสะดวก ซึ่งตรงกับลักษณะการเล่นพิณเปี๊ยะตามข้อที่ ๑ ที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ครับ นอกจากนี้ท่าทางและวิธีการใช้เครื่องดนตรีที่ปรากฏในภาพปูนปั้น เป็นลักษณะของการเล่นพิณน้ำเต้าหรือพิณเปี๊ยะอย่างชัดเจน เพราะผู้เล่นครอบกล่องเสียงที่มีลักษณะครึ่งวงกลมไว้ที่หน้าท้อง มือขวาถือด้ามพิณไว้บริเวณรัดอกของพิณ มือซ้ายใช้นิ้วโป้งประคองคันพิณไว้และใช้นิ้วชี้แตะสายที่จุด harmonic (จุดที่เมื่อแตะแล้วดีดจะให้เสียงที่ดังวิ้งๆ ก้องกังวาน) และใช้นิ้วกลางดีดให้เกิดเสียงป๊อกแบบพิณเปี๊ยะนั่นเองครับ

ด้วยเหตุนี้จึงอาจสรุปได้ว่า เครื่องดนตรีชนิดนี้สามารถเล่นได้ทุกเพศเลยนะครับ

ผมรู้สึกชื่นชมงานเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “มะลิลา”มาก ที่นอกจากจะช่วยขับกล่อมอารมณ์คนดูให้ลื่นไหลไปกับเรื่องราวในภาพยนตร์แล้ว มันยังเป็นดนตรีที่ก่อเกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรมของเราอีกด้วย

ในทุกวันนี้ที่คนรุ่นใหม่อาจไม่ได้สัมผัสดนตรีไทยอย่างใกล้ชิดเหมือนเก่าก่อนอีกแล้ว การที่ได้มีภาพยนตร์ร่วมสมัยเรื่องหนึ่งได้รังสรรค์ผลงานสุดประณีตบรรจง อันเกิดจากการสอดประสานท่วงทำนองของดนตรีไทยและดนตรีสากลได้อย่างลงตัว จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าชื่นชมยิ่ง.

สุดท้ายนี้ก็อยากฝากให้ไปชมภาพยนตร์เรื่อง “มะลิลา” กันนะครับ เพราะเป็นภาพยนตร์ที่งดงามและชวนให้ขบคิดถึงสัจธรรมของชีวิตได้อย่างลึกซึ้งจริงๆครับ อีกทั้งยังประกอบไปด้วยการแสดงชั้นยอดจากสองนักแสดงนำ ภาพสวย ดนตรีเพราะ  ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรพลาดจริงๆครับ

สามารถอ่านรีวิวภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ ที่นี่ เลยครับ

Source

“เปี๊ยะ” พิณที่ผู้หญิงเล่นไม่ได้ จริงหรือ?”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!