Connect with us

เพลง

เพลงยอดฮิต ช่วงเดือนธันวา ไม่ว่าไปไหนก็ต้องได้ยิน!!

เสียงเพลงต้องมา!! บีเลยจะมาแนะนำเพลงเพราะๆ ที่ควรเปิดฟังในช่วงธันวาคมที่สุด เอาล่ะ ลุยยยย!

Published

on

Hello December

เชื่อว่าเดือนธันวาคม น่าจะเป็นเดือนที่อยู่ในใจของใครหลายๆ คน เพราะเดือนธันวาคม เต็มไปด้วยความสุข แสงสี และความสนุก แถมยังมีความอบอุ่นมาแจมอีกด้วย

ลองนึกดูสิคะ ว่าประสบการณ์ในช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว คุณมีความสุขขนาดไหน ได้ออกไปชมแสงไฟสวยๆ ฉลองปาร์ตี้เล็กๆ กับครอบครัว แล้วก็เคาท์ดาวน์ก็คนที่เรารัก นึกถึงทีไร ก็ใจเต้นทุกที

และคิดว่า ปีนี้ก็คงแฮปปี้ มีความสุขไม่ต่างกัน งั้นเรามาเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ กันดีกว่า ว่าธันวาคมนี้ เราจะสร้างบรรยากาศดีๆ ให้กับธันวาคม เป็นเดือนที่พิเศษมากขึ้นได้ยังไงอีก

แน่นอนว่า เสียงเพลงต้องมา!! บีเลยจะมาแนะนำเพลงเพราะๆ ที่ควรเปิดฟังในช่วงธันวาคมที่สุด เอาล่ะ ลุยยยย!

Mistletoe

เริ่มจากเพลงแรกจากพ่อหนุ่มจัสติน ขวัญใจสาวๆ หลายๆ คน เพลงนี้เป็นเพลงที่มีดนตรีสนุกสนาน แถม MV ยังน่ารัก งอนกันไป น้อยใจกันมา แต่สุดท้ายเราก็ยังอยู่ข้างๆ กันในวันคริสต์มาส

large

เพลงนี้ถือเป็นอีกเพลงที่ได้ยินบ่อยๆ ในช่วงคริสต์มาส ไปกินอาหารร้านไหน ก็แอบได้ยินเปิดเพลงนี้กันบ่อยๆ

Last Christmas

เป็นอีกเพลงนึง ที่บีเห็นใครๆ ก็แชร์กันในช่วงเดือนธันวาคม ถึงเนื้อเพลงจะมีความหมายเศร้าๆ ถึงรักที่เคยพังไป เมื่อคริสต์มาสที่แล้ว แต่ดนตรีสนุกๆ ก็ทำให้รู้สึกว่า “ถึงรักเก่าจะพังไป แต่ชีวิตก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอนะ”

ใครเคยอกหักช่วงคริสต์มาสคงอินกับเพลงนี้ไม่น้อย

Jingle Bell Rock

เสียงกระดิ่งกริ๊งๆ เป็นอีก 1 สิ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเดือนธันวามาถึงแล้ว และแซนต้ากำลังจะมุดเข้าไปในป่องไฟบ้านคุณแล้วนะ!!

เพลงนี้ถูกทำออกมาอย่างหลากหลายเวอร์ชั่นมาก แต่ถ้าถามว่าบีชอบเวอร์ชั่นไหน เชียเวอร์ชั่นของ Tanner Patrick ที่สุดแล้วค่ะ ไม่ต้องถามเหตุผลเลย แหะๆ เสียงกีต้าร์พาบรรยากาศชิล ร้องช้าๆ เนิบๆ แอบเพราะไม่เบา

Santa Claus Is Coming To Town

เมื่อมาอยู่ในมือจัสติน จังหวะของเพลงคลาสสิคๆ อย่าง  Santa Claus Is Coming To Town ก็ดูสนุกสนาน เร่งๆ เร้าๆ ขึ้นมาทันที

เป็นเพลงที่ปลุกใจให้หนุ่มสาวที่กำลังเศร้าอยู่ ในช่วงต้นปี กลางปีที่ผ่านมา ได้ ฮึบ ฮึบ ฮึบ!!! ตั้งสติ แล้วยิ้มออกมาเยอะๆ เพราะเทศกาลดีๆ กำลังมาถึงแล้ว ยิ้มหน่อยนะคนดี แซนต้ากำลังจะเอาของขวัญสุดพิเศษ ต้อนรับเรื่องดีๆ ในปีใหม่มาให้เธอ

จริงๆ เวอร์ชั่นเดิมๆ ดนตรีเดิมๆ ก็น่ารักและอบอุ่นไม่หยอกนะ

 All I Want For Christmas Is You

เป็นเพลงที่ฆ่าไม่ตายจริงๆ และถูกนำมาใช้แล้วใช้อีก ในร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า เรียกได้ว่า เข้าธันวาคมปุ้บ เดินไปไหนก็ได้ยินเลยล่ะเป็นเพลงรักน่ารักๆ

article-2240184-163f106a000005dc-49_964x753

ที่เข้ากับเทศกาลคริสต์มาสอย่างมาก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้คงไม่มีความหมาย เพราะสิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือเธอ !! อู้วววว โรแมนติกอะไรเบอร์นี้ ด้วยดนตรีสนุกสนาน และเนื้อเพลงหวานราวกับน้ำตาล 10 กิโลนี้เอง เลยเป็นสาเหตุให้เพลงนี้ อมตะจนทุกวันนี้ ยังไม่มีเพลงไหนโค่นล้มมหาอำนาจเพิ่งช่วงคริสต์มาสได้ ติดอันดับมาหลายปีค่ะ

สวัสดีปีใหม่

กลับมาที่เพลงไทยกันบ้าง นี่ก็คลาสสิคสุดๆ เทศกาลปีใหม่ทีไร ต้องได้ยินเพลงนี้ของพี่เบิร์ดทุกที เพราะนอกจากจะมีความหมายดีๆ เชิงอวยพรแล้ว ดนตรียังเต้นได้แบบชิลๆ อีกด้วย ไม่แปลกใจที่ไปไหน ก็ต้องได้ยินค่ะ

นี่ก็เป็นเพลงที่บีนึกออกว่าช่วงธันวาคมทีไร ได้ยินทุกที แล้วทุกคนล่ะค่ะ นอกจากเพลงเหล่านี้แล้ว มีเพลงไหนทีพอถึงธันวาคมทีไร ได้ยินแล้วใจสั่นทุกทีกันบ้าง ^^

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] รวมคอนเสิร์ตดีน่าดูในเดือนมิถุนายนนี้

Published

on

เดือนหน้าเป็นอีกเดือนที่มีคอนเสิร์ตดีๆมากมาย ทั้งศิลปินไทยและต่างประเทศ แมสและอินดี้ เพียบไปหมดเลยครับ หากไม่ได้วางแผน คำนวนเวลา คำนวนเงิน (และกันเงินเดือนบางส่วนเอาไว้) อาจจะพลาดอะไรดีๆไปได้ วันนี้ (ก่อนที่เงินเดือนเดือนหน้าจะหมดไป) ผมเลยรวบรวมคอนเสิร์ตดีๆ พร้อมข้อมูลให้ได้พิจารณากันว่าเดือนหน้าเราจะไปเฮกับงานไหนกันบ้าง งั้นเราไปดูกันเลยครับ

2-3 มิถุนายน : Cat T-Shirt 5

เป็นครั้งที่ 5 แล้วนะครับกับ เทศกาลดนตรีและเสื้อยืดประจำปีของ แคท เรดิโอ “Cat T-Shirt 5” ที่มีเสื้อยืดให้ได้ช้อปกันกว่า 200 กว่าร้านค้า กว่า 2,000 ลายใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ทั้งจากดีไซเนอร์ ศิลปินเพลงหน้าเก่าหน้าใหม่ ที่มาเป็นพ่อค้าแม่ขายพร้อมแจกลายเซ็นเองกับมือ เป็นงานที่คุ้มมากๆได้ทั้งซื้อเสื้อเท่ๆ พบปะศิลปินที่คุณชื่นชอบและได้ดูคอนเสิร์ตด้วยในงานเดียวเลย

Venue : 2-3 มิถุนายนนี้ แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ สถานีมักกะสัน

Time : 11.00-23.00 น.

Ticket : บัตรราคา 390 บาท ใช้เข้างานได้ทั้ง 2 วัน พร้อมคูปองส่วนลดซื้อเสื้อยืด มูลค่ารวม 600 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/cat-t-shirt5-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด :  บัตรไม่แพง (เพราะต้องมีเงินไว้ช้อป 555) งานมีสองวัน มีเสื้อเท่ๆเพียบ ได้ทั้งช้อป ทั้งชิล ทั้งเฮไปกับคอนเสิร์ตดีๆจากศิลปิน (ที่ต้องมีสักคน)ที่เราชื่นชอบมากมาย

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  : ศิลปินเยอะมากครับ ลองดูรายชื่อกันก่อนว่ามีใครบ้างที่เป็นคนโปรดของเรา และเปิดเพลงฟังอุ่นเครื่อกันเลยครับ !

THE TOYS, SINGTO NUMCHOK, THE PARKINSON, SWEAT16!, POLYCAT, B5, FLURE, V VIOLETTE, THE YERS, BURIN, EARTH PATRAVEE, RASMEE, PHUM, DENIMS (JAPAN), WHAL & DOLPH, BARBIES, PILLS, M YOSS, THE WHITE HAIR CUT, TEMP., BOYJOZZ, 25 HOURS


5 มิถุนายน : Boyce Avenue Live In Bangkok with Special Guest Room39

Boyce Avenue (บอยซ์ อเวนิว) เป็นวงคัฟเวอร์ระดับโลกจากฟลอริด้า ที่สร้างกระแสการตอบรับที่ดีจากแฟนๆทั้งในและต่างประเทศ จนได้ออกทัวร์ไปทั่วโลกและมีงานเพลงเป็นของตัวเอง

Boyce Avenue ประกอบด้วยสามพี่น้องหน้าตาดีระดับบอยแบนด์แห่งบ้าน แมนซาโน่ ได้แก่ อเลฮานโดร (ร้องนำ, กีตาร์, เปียโน), เฟเบียน (กีตาร์, ร้อง) และ แดเนียล (เบส, เพอร์คัชชัน, ร้อง) ทั้งสามฟอร์มวงขึ้นในปี 2004 แจ้งเกิดจากการร้องคัฟเวอร์เพลงดังลงยูทูป ด้วยเครื่องดนตรีอะคูสติกเรียบง่ายเพียงไม่กี่ชิ้น ผสานกับเสียงร้องอันแสนไพเราะและมีเอกลักษณ์ ขับกล่อมประสานกันอย่างยอดเยี่ยมลงตัว จนมีฐานแฟนเพลงมหาศาลทั่วโลก และทำให้พวกเขาได้กลายเป็นวงดนตรีอิสระระดับโลกไปในที่สุด การันตีความเพราะขั้นเทพด้วยยอดวิวบนยูทูปเกิน 3.7 พันล้านวิว! และมีสมาชิกติดตามถึง 10.6 ล้านคนในยูทูป !!!

นอกจากนี้ในงานยังมีวงเปิดเป็นวง Room39 ที่ก็เป็นวงที่โด่งดังจากการคัฟเวอร์เพลงด้วยเช่นกัน จนตอนนี้เป็นศิลปินที่มีงานเพลงเป็นของตนเอง และยังคงสร้างงานเพลงดีๆออกมาอย่างต่อเนื่อง

Venue : บีซีซี ฮอลล์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว

Time : 19.00 น.

Ticket : 2,800 / 2,300 / 1,800 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/boyce-avenue-with-special-guest-room39-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : ถึงแม้ราคาบัตรออกจะหนักเสียหน่อย (ถูกสุด 1,800 บาท) แต่ถ้าเทียบระดับความคุ้มกับการได้ดูวงระดับโลกที่การันตีความไพเราะ นุ่ม เนี๊ยบ เหมาะแก่การไปฟังสดๆสุดๆ อีกทั้งเป็นครั้งแรกกับการมาเยือนไทย แถมยังมีวงเปิดเป็นวง Room39 ที่ไม่น่าพลาดกับการฟังสดจริงๆ จึงไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่ควรพลาดเลยครับ

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


9 และ 10 มิถุนายน : JAZZin’ it up with Smiles – No.1

งานรวมพลคนสายแจ๊ซ รวมนักดนตรีสาย JAZZ ที่มีประสบการณ์บนถนนดนตรีมาอย่างโชกโชน  และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในสายดนตรีมามากมาย มาไว้ในงานเดียวกัน งานนี้จัดขึ้นโดย บอย โกสิยพงษ์ และ นภ พรชำนิ จาก เลิฟ อิส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด

ซึ่งรายชื่อศิลปินที่มาร่วมงาน ประกอบไปด้วย Nop Ponchamni & The Groovetomatix Band Featuring The Groove Riders – Trio , The Pomelo Town , Mellow Motif , Sunny Trio & Natt Buntita , Snapper Town , Siam Jazz Orchestra , College of Music – BSRU , RSU Quintet  and Special Guest Singers

ถือได้ว่าเป็นระดับเซียนแจ๊ซกันทั้งนั้น หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นเหล่าอัศวินสายแจ๊ซได้เลยครับ

Venue : โรงละครอักษรา ศูนย์การค้า คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ

Time : 16.30 น.

Ticket : Early bird  ระหว่างวันที่ 19 – 25 พฤษภาคมนี้  ราคาเริ่มตันที่ 1,500 / 1,700 / 1,900 บาท  จากปกติราคา 1,800 / 2,000 / 2,200 บาท (ถ้าซื้อตั้งแต่วันที่ 26 จะราคานี้ครับ)  งานมีสองรอบรอบวันที่ 9 และ 10 รอบละ 500 ที่นั่งครับ

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/jazzin-it-up-with-smiles-no1-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : หากคุณเป็นคนที่รักในดนตรีแจ๊ซ คิดถึง นภ พรชำนิ คิดว่างานนี้คุ้มค่ามากๆและไม่ควรพลาดครับ

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


9 มิถุนายน : Lula First Solo Concert

หากให้นึกถึงศิลปินหญิงสักคนหนึ่งในบ้านเรา เชื่อได้ว่าชื่อแรกๆที่ใครหลายคนจะต้องนึกถึงจะต้องเป็นเธอคนนี้ “ลุลา” เจ้าของน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และงานเพลงสุดละมุน ไพเราะชวนเคลิบเคลิ้ม และอ่อนไหวไปกับความรู้สึกและเรื่องราวในบทเพลงเหล่านั้นอาทิ ตุ๊กตาหน้ารถ , เรื่องที่ขอ , ทะเลสีดำ ,รักปาฎิหารย์ ซึ่งเป็นเพลงโปรดในดวงใจของใครหลายคน

คราวนี้เธอมาพร้อมกับ คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบสิบปีของเธอ  พร้อมด้วยแขกรับเชิญสุดพิเศษอีก 3 ชีวิต!!  ที่จะมาสร้างความสนุก เสริมสร้างบรรยากาศในแบบ LITTLE MISS LULLABY สร้างสรรค์ Production Design โดยกลุ่มนักออกแบบรุ่นใหม่ DUCKUNIT ที่กล้าการันตีได้เลยว่าคอนเสิร์ตในครั้งนี้ไม่ธรรมดา

Venue: GMM Live House @ Central World Fl.8

Time : 19.00 น.

Ticket : 2,500 / 2,000 / 1,500 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/lula-first-solo-concert-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของลุลา ที่จะได้ฟังลุลาร้องเพลงให้ฟังแบบเต็มๆยาวๆสดๆ ท่ามกลางโปรดักชั่นดีๆที่มีธีมน่ารัก

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


12 มิถุนายน : Mr.Big Live In Bangkok

Mr.Big คือวงระดับตำนาน เป็นSupergroupจากLos Angeles สหรัฐอเมริกาซึ่งก่อตั้งวงในปีค..1988. สมาชิกดั้งเดิมที่เริ่มก่อตั้งประกอบไปด้วย Eric Martin (ร้องนำ), Paul Gilbert (กีต้าร์), Billy Sheehan (เบส), and Pat Torpey (กลอง)(1988-2018)  (ต่อมา Matt Starr มาร่วมตีกลองแทน Pat ตั้งแต่ปี 2014) ซึ่งแต่ละคนเรียกได้ว่าเป็นตัวเทพในแต่สาย อย่าง Paul Gilbert ก็เป็นกีตาร์ฮีโร่ในดวงใจของใครหลายคน Billy Sheehan ก็คือไอดอลสายเบส นอกจากนี้ยังมี Richie Kotzen สุดยอดมือกีตาร์ระดับเทพอีกคนที่มาร่วมงานแทน Paul ในช่วงปี 1999-2001 ก่อนที่ Paul จะกลับมารับหน้าที่มือกีตาร์อีกครั้ง

พวกเขามีชื่อเสียงในด้านของความเป็นนักดนตรี มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการร้องประสานในบทเพลง การเรียบเรียงและการเล่นที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพตัวจริงทำให้บทเพลงของเขาสามารถเข้าถึงผู้คนได้จนถึงทุกวันนี้

Venue : GMM Live House @ Central World Fl.8

Time : 20.30 น.

Ticket : 3,000 / 2,000 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/mr-big-live-in-bangkok-2018-th.html

https://www.ticketmelon.com/pmg/mrbigliveinbangkok

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : เป็นวงขั้นเทพสายร็อคที่โอกาสดีๆแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ แถมราคาบัตรไม่แพงจนเกินไป หากเทียบกับความเทพของวง

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


13 มิถุนายน : Extreme Asia Tour 2018 Bangkok

เป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกในเมืองไทยของหนึ่งวงร็อคระดับตำนาน Extreme ที่ก่อตั้งวงโดย Gary Cherone (ร้องนำ) และNuno Bettencourt (มือกีตาร์) ตั้งแต่ปี 1985

Extreme คือวงที่สามารถจัดได้ว่าเป็นประเภทเดียวกับวงระดับตำนานอย่าง Van Halen,Queen,Aerosmith,Mr.Big หรือLed Zeppelin โดยพวกเขาได้ให้คำจำกัดความแนวดนตรีของตัวเองว่าเป็น”Funky Metal”และ ได้พัฒนามาเรื่อยๆ โดยดึงเอาแรงบันดาลใจจากหลายๆแนว เช่น Classic rock มาผสมกับแนวอย่างPost-Grunge และAlternative rock

Nuno Bettencourt นักแต่งเพลงลูกครึ่งอเมริกันโปรตุเกต เป็นสมาชิกวงที่โด่งดังมาก ด้วยความหล่อเหลาและฝีมือขั้นเทพ เขาเป็นเค้าเป็นที่รู้จักในนามของหนึ่งในสุดยอดมือกีต้าร์ของวงExtreme  นอกจากนั้นยังมีผลงานเดี่ยวของตัวเอง และร่วมวงกับศิลปินอื่นๆอีกมากมาย

Venue : GMM Live House @ Central World Fl.8

Time : 20.00 น.

Ticket : 3,000 / 2,000 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/extreme-asia-tour-2018-Bangkok-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : ผมเชื่อว่าหลายคนที่เป็นแฟน Mr.Big ก็จะเป็นแฟน Extreme ด้วย ถ้ามีเวลาและทุนทรัพย์ก็คิดว่าควรจัดทั้งสองงานเลย (แถมงานจัดขึ้นที่เดียวกัน ราคาบัตรเท่ากัน วันเล่นต่อกันอีกต่างหาก) เหตุผลที่ไม่ควรพลาดสำหรับ Extreme ก็เช่นเดียวกัน วงระดับตำนาน กับงานเพลงคุณภาพ ในราคาที่ไม่แพงมากนัก

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


คราวนี้เรามาดูคอนเสิร์ตสายอินดี้กันดูบ้างครับ

9 ,15 และ 23 มิถุนายน : Fungjai Lab

Tiger presents “Fungjai Lab” ซีรีส์ 3 งานคอนเสิร์ตจากฟังใจเปิดประสบการณ์การฟังเพลงด้วยแนวเพลงที่หลากหลายให้คุณได้มาร่วมกันพบสมมุติฐานความสนุกจากห้องทดลองแลปทั้งสามวิชาแบบนอกหลักสูตร

โดยสามารถเลือกเรียนวิชาที่ชอบหรือเทคคอร์สทั้งหมดสามวิชาได้เลย!!! โดยวิชาทั้งสามประกอบไปด้วย

EP1. Psychedelic 101

วิชาที่จะพาผู้ชมทุกท่านไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ในการดูดนตรีผ่านจิตใต้สำนึกของคนดู 

 คาบเรียน: 9 มิ.. 2018  

 ตัวแปรต้น: Diaries  

 ตัวแปรตาม: Cloud Behind  

 ตัวแปรแทรกซ้อน: Chladni Chandi  

 ตัวแปรควบคุม: Buddhist Holiday  

EP2. Electronic 101

วิชาที่จะรวมจังหวะทุกจังหวะแสดงร่วมกับแสงสีสร้างประสบการณ์ร่วมให้เสมือนเราเป็น 

ส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับบทเพลงและเป็นส่วนหนึ่งของโชว์ไปกับวงดนตรี 

คาบเรียน: 15 มิ.. 2018  

ตัวแปรต้น: Telex Telexs  

ตัวแปรตาม: DCNXTR  

ตัวแปรแทรกซ้อน: S.O.L.E.  

ตัวแปรควบคุม: Cyndi Seui  

EP3. Thai Fusion 101

วิชาที่นำเสนอสิ่งที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวันของคนไทยเพราะความเป็นไทยไม่เคย มีกฎเกณฑ์หรือคำจำกัดความแต่มันอยู่กับเราทุกที่ทุกเวลาผสมผสานไปกับการใช้ชีวิตของเรา 

คาบเรียน: 23 มิ.. 2018  

ตัวแปรต้น: Isanjah  

ตัวแปรตาม: Boyjozz  

ตัวแปรแทรกซ้อน: ไปส่งกู๊บขส.ดู๊ 

ตัวแปรควบคุม: Srirajah Rockers 

Venue: Glowfish (สาธร)

Time : 18.00 .

Ticket : หากซื้อก่อน 2 มิ.ย. จะราคางานละ 200 บาท (จากนั้นจะปรับเป็น 350 บาท)

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/864/fungjailab

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : เป็นงานรวมเหล่าศิลปินอินดี้ ในรูปแบบที่แตกต่างจากที่เคยมีมา โดยสามารถเลือกกลุ่มศิลปินที่ชื่นชอบ และไปร่วมสนุกในแลปความมันส์และสร้างสรรค์นี้กันได้เลย นอกจากนี้ราคาบัตรยังบอกได้เลยว่า ถูกมาก บอกได้คำเดียวครับว่า คุ้ม !!!

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :  ผมจะเอาตัวอย่างงานเพลงจากศิลปินในแต่ละวิชามาให้ฟังกันดูนะครับ

วิชา Psychedelic 101

วิชา Electronic 101

วิชา Thai Fusion 101


9 มิถุนายน : Standing Egg

Standing Egg คือที่สุดของวงดนตรีสายชิล จากเกาหลีใต้ ที่มีผลงานเพลงเพราะๆมากมาย ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ปี 2010

เสน่ห์ของ Standing Egg คือ เพลงเพราะ ฟังเพลินในสไตล์อะคูสติคป็อปผสานเสียงร้องนุ่มละมุนหู อีกทั้งในแต่ละอัลบั้มยังมีศิลปินรับเชิญสายชิลมาร่วมแจมมากมาย

Standing Egg มีสมาชิกหลัก 3 คนประกอบด้วย Egg1, Egg2 และ Egg3  (เก๋ป่ะเล่า 555) มีผลงานออกมาแล้วทั้งหมด 5 อัลบั้ม 7 อีพี และ 1 สเปเชี่ยลอัลบั้ม ซึ่งงานเพลงจากอัลบั้มเหล่านี้ได้เป็นเพลงในดวงใจและอยู่ในเพลย์ลิสต์ฟังเพลินของใครหลายคน

Venue:  Voice Space (วิภาวดีรังสิต)

Ticket: 2,400 / 2,000 / 1,600 บาท

Time: 18.00 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/sss/standingeggbkk2018

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานสำหรับแฟนๆ Stanging Egg ส่วนใครที่เป็นแฟนเพลงใหม่หรือยังไม่คเยฟัง อยากให้ลองฟังเพลงของพวกเขาดูแล้วคุณจะรู้เลยว่าทำไมถึงไม่ควรพลาด

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


14 มิถุนายน : Se So Neon

คอนเสิร์ตแรกในเมืองไทยของวงอินดี้หน้าใหม่จากแดนโสม “Se So Neon”  วงอินดี้ร็อคเจ้าของรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม Rookie of The Year จากงาน Korean Music Awards 2018

Se So Neon  (새소년)  เป็นภาษาเกาหลี แปลว่า “คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นชื่อนิตยสารวัยรุ่นที่ตีพิมพ์ในปีช่วงปี 60-80  ที่พวกเขาไปเจอมาในร้านหนังสืออิสระ ด้วยความถูกใจก็เลยนำมาตั้งชื่อวงเลย

Se So Neon มีสมาชิก 3 คนประกอบไปด้วย Hwang So-Yoon (ร้องนำ กีตาร์), Moon Fancy (เบส), และ Gang To (กลอง)

Venue: PLAY YARD by Studio Bar (ลาดพร้าวซอย 8)

Ticket: 400 บาท (หน้างาน 500 บาท)

Time: 19.00 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/sss/sesoneonliveinbkk

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : ถึงแม้จะเป็นวงหน้าใหม่ แต่ฝีมือนั้นไซร้ไม่ธรรมดาเลย อีกทั้งยังมีวงเปิดเป็นวงอินดี้คุณภาพอย่าง FWENDS และ Folk9 อีกด้วย  เป็นความคุ้มในราคา 400 บาทที่คุ้มแสนคุ้มเลยจริงๆ

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :

 


20 มิถุนายน : Suuns

พบกับ SUUNS วงอิเล็กทรอนิกอาร์ตร็อก จากมอนทรีอัลแคนาดา ที่จะทำให้ฟลอร์เต้นรำสะเทือนไปกับเสียงเบส แสงไฟ และเมโลดี้ลึกลับเกินคาดเดา แต่ขณะเดียวกันก็อัดแน่นไปด้วยบีตสุดมันที่พร้อมกระตุกต่อมแดนซ์ในตัวคุณให้ดิ้นแบบหยุดไม่อยู่ !!!

เสน่ห์ของวง SUUNS คือการหยิบจับดนตรีแนวต่าง มาใส่เข้าไปในบีต รวมถึงซาวด์อิเล็กทรอนิกที่สร้างสรรค์ขึ้นมาก็ทำได้อย่างแปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ฮิปฮอปดาร์ก ดีพเฮาส์ลอย ๆ , ดนตรีอิเล็กทรอนิกใต้ดินจากยุค 90s ที่ได้อิทธิพลกลองสไตล์แบ็กกี้, หรือหยิบเอาเมโลดี้กีตาร์หรือซาวด์กลองที่ใช้ในเพลงไซคีเดเลียปลายยุค 60s มาใส่ในเพลงได้อย่างน่าสนใจ 

Venue: De Commune

Ticket: 1,300 บาท

Time: 21.30 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/hyhbkk/suuns

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : งานดนตรีที่มีเอกลักษณ์ แดนซ์บีตแบบหน่วงๆ พร้อมปล่อยใจไปล่องลอยกับบทเพลงไร้ขีดจำกัด  ใครมาสายนี้ต้องไม่พลาด ! 

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


24 มิถุนายน : Siamese Cats

พบกับอินดี้รุ่นเก๋าจากแดนปลาดิบ ที่มีชื่อเป็นแมวไทยว่า “Siamese Cats”  ซึ่งเป็นหนึ่งในวงอินดี้ที่มีผลงานมาอย่างต่อเนื่อง งานเพลงคุณภาพสะใจสายอินดี้แน่นอน

เพลงของพวกเขามีความเป็น Alternative Rock ที่ไม่หนักหน่วงจนเกินไป ผสมผสานเสียงร้องเท่ๆจนเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทางวงมีผลงานออกมาแล้ว 4 อัลบั้ม โดยมีเพลงฮิตอย่าง “Girl at The Bus Stop” และ“Travel Agency”

นอกจากนี้ยังวงเปิดเป็นวงที่พวกเขาเรียกตัวเองว่าโอตาคุป็อปแบนด์นั่นคือ  ”Seal Pillow”   และยังมีวง Costlywood อินดี้ป๊อปหน้าใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามอง

Venue: PLAY YARD by Studio Bar (ลาดพร้าว ซอย 8)

Ticket: 400 บาท (หน้างาน 500 บาท)

Time: 21.00 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/sss/siamesecats

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : แค่ฟัง Siamese Cats ก็คุ้มสุดๆแล้ว 400 บาทได้ฟังวงอินดี้ระดับนี้เรียกได้ว่า ไม่น่าลังเลเลยอีกทั้งยังมีวงเปิดมาอุ่นเครื่องความเพลินอย่าง Seal Pillow กับ Costlywood อีกต่างหาก รับรองฟิน !!!

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

อัพเดท !!! 15 MV เพลงใหม่ไทยและเทศ (ต้นเดือนพฤษภาคม)

Published

on

เป็นเรื่องที่น่าดีใจนะครับ ที่ในทุกๆเดือนเราจะได้ยินได้ฟัง และได้ดูเพลงใหม่ของศิลปินทั้งเก่าและใหม่ ทยอยออกมาอยู่เรื่อยๆ และสำหรับเดือนพฤษภาคมนี้ก็เช่นกัน ที่เพิ่งย่างผ่านมาได้ครึ่งเดือน แต่ก็มีเพลงใหม่ออกมาให้ได้ดูได้ฟังเป็นจำนวนมาก ทั้งศิลปินไทย ศิลปินเอเชีย  ศิลปินต่างประเทศ ซึ่งในวันนี้ผมก็ได้รวมรวบเพลงที่น่าสนใจเหล่านี้มาให้เพื่อนๆกันนะครับ งั้นเราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่ามีเพลงอะไรกันบ้าง

แรกเริ่มเลยเรามาดูกลุ่มศิลปินที่ออกซิงเกิ้ลคู่กันดีกว่าครับ ดูเหมือนว่าจะเริ่มเป็นเทรนด์ไปแล้วกับการปล่อยเพลงออกมาพร้อมกันสองเพลง และสร้างเรื่องราวในมิวสิควีดิโอให้ต่อเนื่องกัน ที่มีให้เห็นก่อนหน้านี้ก็อาทิเช่น เพลง “วุ่นวาย” กับ “หยุดคงไม่ไหว” ของ 25hours หรือ “เหมือนในวันเก่า” ของ Klear และ “จดหมายจากวันวาน” ของ Paradox

มาในเดือนนี้ มี 2 กลุ่มศิลปินที่ปล่อยซิงเกิ้ลคู่ออกมา นั่นก็คือ วง Mild และ electric.neon.lamp  เรามาเริ่มกันที่วง Mild ก่อนละกันครับ

Mild – “ดีต่อใจ” (To Get Her) และ “Over”

ซิงเกิ้ลคู่ที่วง Mild ปล่อยออกมานั้นคือ “ดีต่อใจ” (To Get Her) และ “Over” ซึ่งเรื่องราวในมิวสิควีดิโอของทั้งสอง MV นั้นต่อเนื่องกัน โดยเรื่องราวใน “ดีต่อใจ” (To Get Her) จะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อน เป็นเหตุการณ์ในงานปาร์ตี้ที่ทุกคนกำลังรื่นเริง เฮฮาอยู่ในมุมของตัวเอง แต่ทว่าในมุมของนักดนตรีหนุ่มมือกีตาร์กลับไม่มีความสุข เพราะเขากำลังจะเลิกลากับสาวคนรักที่มีชายหนุ่มคนใหม่คอยอยู่ข้างกายแล้ว  ตัว MV นำเสนอในรูปแบบ (เสมือน) Long Take เพื่อให้เรื่องราวลื่นไหล ถ่ายเท เมือนผู้ชมได้เดินไปมาในปาร์ตี้อันสนุกสนาน (แต่ไม่สนุกสำหรับใครบางคน) นี้ ก่อนที่ในตอนจบนักดนตรีหนุ่มจะได้ทำในสิ่งที่เป็นเหตุส่งไปยังเรื่องราวต่อมาใน “Over” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่กำลังจะจบลง

ด้วยอารมณ์ของเพลงนี้ จริงๆแล้วเป็นโทนบวก ด้วยท่วงทำนองที่สนุกบนฟีลแบบน่ารักๆ เนื้อหาของเพลงพูดถึงชีวิตของคนโสดทั้งหลายที่ตื่นขึ้นมาทุกวันและพบว่าไม่มีใครอยู่เคียงข้าง

จึงทำให้เกิดความเหงาและได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะได้มีใครคนมาให้รัก

และรักเราเหมือนอย่างคนอื่นเขาบ้าง ซึ่งเป็นฝีมือการเขียนเพลงของ  เบิ้มศุภโชค เชื้อเมืองพาน จากวง 60 Miles

ความเท่อย่างหนึ่งของเพลงนี้เลยก็คือ การสลับตำแหน่งหน้าที่ของสมาชิกวงโดยให้  เป้ไพสิฐ คำกลั่น หรือ เป้ มือแซ็กวง Mild มาเป็นนักร้องนำในเพลงนี้ ส่วน เป้ นักร้องนำนั้นก็รับหน้าที่ร้องท่อนแร็พแทน

“Over” เป็นบทเพลงเศร้าที่ถ่ายทอดผ่านท่วงทำนองแบบอะคูสติค ผ่านน้ำเสียงอมเศร้าเคล้าความเหงาของ  เต่าเจน มโนภินิเวศ  ที่รับหน้าที่ทั้งร้องนำและเป็นพระเอก MV ด้วย เป็นธรรมเนียมที่ในทุกอัลบั้มจะมีเพลงที่ เต่า จะต้องร้องนำในเพลงใดเพลงหนึ่งของอัลบั้ม (คล้ายๆที่ รัฐ มือกีตาร์ของวง Tattoo Colour ต้องร้องเพลงใดเพลงหนึ่งในอัลบั้มของวง)

เพลงนี้เต่าได้แต่งเนื้อร้องและทำนองเองทั้งหมด ถ่ายทอดเรื่องราวของคนที่เลิกรากันไป

แล้ววันหนึ่งเกิดอาการที่คิดถึงจนทำอะไรไม่ได้  ทำได้เพียงรู้สึกว่ายังคงรักและคิดถึงใครคนนั้นเสมอ  ตกในสภาวะจมอยู่กับความเศร้า เหงา เป็นความรักที่ไม่มีทางย้อนกลับมาได้อีกแล้ว

เพราะและเหงาๆสุดๆเลยล่ะเพลงนี้ เหมาะใช้ฟังในเวลาที่กำลังคิดถึงใครสักคน

electric.neon.lamp – “เจ็บแล้วไง? (feat. Maiyarap)” และตบปาก

มาต่อกันที่ซิงเกิ้ลคู่ที่สองกันครับ นั่นคือผลงานจากวง electric.neon.lamp วงอินดี้ป็อปจากเชียงใหม่ที่มีเนื้อร้องและท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ โดยซิงเกิ้ลคู่ของวงนั้นคือ เพลง “เจ็บแล้วไง? (feat. Maiyarap)” และตบปาก

เจ็บแล้วไง?” เป็นบทเพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ คนที่เคยผิดหวังในความรักมาก่อนแต่แล้วในวันหนึ่งกลับมีคนเข้ามาทำให้ใจสั่นไหวอีกครั้ง แต่ด้วยความกลัวที่เคยมีจึงแต่ได้แต่สับสนว่าจะเอายังไง สุดท้ายจึงได้รวบรวมความกล้า เข้าหาสิ่งที่เรียกว่าความรักอีกสักครั้ง ลองดูอีกสักสน ถ้ามันจะต้องเจ็บอีกครั้งมันจะเป็นไรไป ด้วยเหตุนี้ตัว MV จึงเป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินเข้าป่า (เข้าป่าอีกแล้ว 555) ออกตามหาบางสิ่ง โดยมีรูปของชายหนุ่มคนหนึ่งที่อาจจะเป็นคนรักของเธอติดตัวไปด้วย หญิงสาวต้องเผชิญกับความกลัวต่อเหล่าสัตว์ร้าย และกลุ่มชายโฉด ซึ่งเธอจะผ่านมันไปได้หรือไม่ต้องติดตาม !

เพลงนี้ถ่ายทอดผ่านท่วงทำนองเพลงป็อป ที่มีลูกเล่นน่าสนใจไม่น่าเบื่อ อีกทั้งยังได้ MAIYARAP  มาเติมความเข้มข้นในท่อนโซโล่กลางเพลง ที่บิดอารมณ์ไปสู่ดนตรี Nu Mutal อันดุเดือดผสานการแร็พจาก MAIYARAP ผลที่ได้คือความอิ่มเอมของอารมณ์สำหรับเพลงนี้เลย 

เรื่องราวของ MV ‘ตบปากเป็นภาคต่อของ เจ็บแล้วไง?” เมื่อหญิงสาวได้พบกับชายคนรัก เธอมีความสุขเปี่ยมล้นแต่ทว่าเธอกลับพบว่ามีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จนกระทั่งเรื่องราวได้ดำเนินไปสู่บทสรุปสุดฮา แบบว่าเอ่อ…จบแบบนี้เลยหรอ 555 

ตบปากเป็นเพลงจังหวะ กลางๆชวนโยกชวนขยับ ตัวดนตรีทำได้ดีมีสีสัน และมีลูกเล่นที่น่าสนใจเป็นชั้นเชิงทางดนตรีแบบเรียบแต่เท่ในแบบฉบับของ electric.neon.lamp ส่วนเนื้อหาของเพลงนั้นเป็นการพูดแทนความรู้สึกของผู้ชายปากคอเราะร้าย ที่บางครั้งเขาก็พูดอะไรออกไปโดยไม่ทันยั้งคิดจนทำให้คนรักรู้สึกแย่อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขาสำนึกผิดเพราะกลัวว่าวันนึงเธอจะทิ้งเขาไป และบอกกับเธอว่า ถ้าเขาพูดอะไรไม่ดีอีกก็ช่วยทำโทษเขาด้วยการตบปากแรง สักทีได้ไหม !

อพาร์ตเมนต์คุณป้า – หยุดค่ำคืนไว้ตรงหน้าเธอจะดีไหม 

“หยุดค่ำคืนไว้ตรงหน้าเธอจะดีไหม” เป็นซิงเกิ้ลจากอัลบั้มใหม่ของ อพาร์ตเมนต์คุณป้า ที่ใช้ชื่ออัลบั้มว่า “ อพาร์ตเมนต์คุณป้า” เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มดีสำหรับปีนี้ โดยบทเพลงในอัลบั้มนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนตามคอนเซป “หมอกฝัน” และ “ควันเมือง”   และ “หยุดค่ำคืนไว้ตรงหน้าเธอจะดีไหม” หนึ่งเพลงจากพาร์ท  “หมอกฝัน” ก็เป็นแทร็คที่เหมาะสำหรับการลิ้มลองรสชาติงานเพลงในอัลบั้มใหม่นี้ของอพาร์ตเมนต์คุณป้า เพลงนี้มีท่วงทำนองสวยงามกลิ่นอายร็อคแอนด์โรลแสนละมุนและเนื้อเพลงที่งามราวกับกวี

หยุดค่ำคืนไว้ตรงหน้าเธอจะดีไหม จูบฉันก่อนที่ควันเมฆหมอกจะจางหายไป

สายน้ำค้าง กลิ่นกาแฟ ความนิ่งเฉย ความอ่อนแอ ลมหายใจ

ภาพที่เห็นคือลวงตา เป็นแค่คิด จินตนาใช่ไหม”

 

SRIRAJAH ROCKERS – KARMA SOUND SYSTEM 

ซิงเกิ้ลใหม่จากวงเร็กเก้ที่ชื่อเป็นวงร็อคว่า SRIRAJAH ROCKERS 

เนื้อหาของเพลง KARMA SOUND SYSTEM ก็ตามชื่อเลยคือ พูดเรื่องของระบบกรรม หรือ กฏแห่งกรรม นั่นเอง “กรรม=ผลของการกระทำ/กรรม=ผลของการระยำ”

This Karma คือกรรมที่ทันตา

หากเธอได้ยินเสียง ส่งสำเนียงมันออกมา

This Karma อยู่เหนือกาลเวลา

หากมันไม่ผิดเพี้ยนคือสำเนียงแห่งปัญญา

ตัว MV ทำได้ดูดี เป็นแอนิเมชั่นเก๋ๆ สไตล์จัดจ้าน ผลงานจาก TRYSTAND! เจ้าเก่าจาก MV ก่อนๆของวง

 

Paper Planes – ซ้ำซ้ำ 

“ซ้ำซ้ำซิงเกิ้ลใหม่ Paper Planes วงร็อคคลื่นลูกใหม่จาก โปรเจ็กต์ Showroom Vol.3  ที่เป็นอีกวงหนึ่งที่น่าจับตามอง

ซ้ำซ้ำถ่ายทอดผ่านท่วงทำนองร็อคกลิ่นอายโพสต์ฮาร์ดคอร์ ที่ชวนโยกแรงๆไปกับบทเพลงที่สะท้อนความรู้สึกของคนที่ต้องเจ็บ​ “ซ้ำซ้ำ” แต่มันก็ไม่จำซักที  ดนตรีฟังง่าย และมีการเรียบเรียงที่จัดจ้านเข้มข้น แถมด้วยท่อนแร็พเสริมเพิ่มความเท่ให้กับบทเพลง อาจเรียกได้ว่า Paper Planes นี่เป็น “ONE OK ROCK” เมืองไทยเลยก็ว่าได้

SWEAT16! – ความทรงจำที่สวยงาม (Beautiful Memories) 

ความทรงจำที่สวยงาม (Beautiful Memories) เป็น Original Song เพลงแรกของ Sweat16! วงไอดอลสาวสดใส ที่ทำให้ใจกระชุ่มกระชวย 

ซึ่งก่อนหน้านี้เพลงของ Sweat16! จะเป็นเพลงที่มีทำนองมาจากวง Shojo Complex ไอดอลสาวจากประเทศอินโดนีเซียที่อยู่ร่วมในโครงการเดียวกันกับ Sweat16!  คือ Asia Star Audition ที่จัดโดย  Yoshimoto กรุ๊ปและ MCIP นั่นเอง แต่สำหรับเพลงนี้เป็นเพลงแรกที่เขียนเนื้อใหม่และทำทำนองใหม่ทั้งหมด เป็นเพลงที่ถ่ายทอดความงดงามของความทรงจำ ผสานกับความน่ารักสดใสของวงและท่วงทำนองที่สวยงามและอบอุ่น เชื่อว่าเพลงนี้จะเป็นอีกเพลงหนึ่งที่ถูกใจแฟนๆของ Sweat16! แน่นอนครับ

Childish Gambino – This Is America

MV เพลงนี้คือที่สุดแห่งปี ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ดูเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แต่ข้างในกลับแฝงไว้ด้วยแนวความคิดและสาระประเด็นที่ลึกซึ้ง อ่านบทความ ถอดรหัส MV ตัวนี้ ได้ที่นี่ เลยครับ

Arctic Monkeys – Four Out Of Five

MV แรกจากงานเพลงในอัลบั้มใหม่ของ Arctic Monkeys ที่มีชื่อว่า “Tranquility base hotel & casino”  ซึ่งต้องทำความเข้าใจในคอนเซปและที่มาของงานเพลงในอัลบั้มนี้ก่อนจึงจะสัมผัสได้อย่างเต็มอรรถรสครับ สามารถอ่านเรื่องราวเบื้องลึกของงานเพลงในอัลบั้มนี้ได้ ที่นี่ 

เนื้อหาของเพลงนี้เหมือนเป็นคำเชิญชวนโฆษณาให้มาพักในโรงแรมที่มีชื่อว่า Tranquility Base อันเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่บน Lunar Surface เป็นสถานที่สะดวกสบายน่าพัก คุณจะได้รับประสบการณ์ที่ดีหากมาพักที่นี่ อันเป็นโรงแรมที่ได้ “สี่ดาวจากห้า” ตามชื่อเพลงนั่นเอง     

Advertise in imaginative ways, start your free trial today…

Take it easy for a little while

Come and stay with us, it’s such an easy flight

 

Snow Patrol – Empress

ซิงเกิ้ลใหม่จากอัลบั้มใหม่ “WILDNESS” ที่จะออกวางจำหน่ายในวันที่ 25 เดือนนี้ ของวงอัลเทอร์เนทีฟร็อคจากไอร์แลนด์เหนือ เจ้าของบทเพลงฮิต Run , Chasing Car

สัมผัสไปกับท่วงทำนองของ “Empress”  เพลงร็อค ชวนมูฟ ที่ชวนให้รู้สึกถึงด้านสดใสของชีวิต พร้อมกับเรื่องราวชวนยิ้มในมิวสิควีดิโอ ที่มาพร้อมงานภาพแบบงามๆ

HONNE – Me & You

MV จากซิงเกิ้ลใหม่ของ HONNE วงดนตรีดูโอนีโอโซลจากอังกฤษ ที่กำลังจะมาเปิดคอนเสิร์ตในบ้านเราอีกครั้งวันที่ 25 กรกฎาคมนี้

สำหรับแฟนๆวง HONNE ก็มาดู MV ตัวนี้ให้หายคิดถึงกันก่อน ดูเหมือนว่าคราวนี้จะเอาใจแฟนๆชาวเอเชียเต็มที่เลยนะครับ

Me & You เป็นเพลงเพราะๆในแบบฉบับของ HONNE ที่ฟังแล้วชวนขยับตัวไปด้วย แถมยังได้หนุ่ม Tom Misch มาร่วมแต่งและเล่นกีตาร์ให้ด้วย

 

PREP – Snake Oil feat. Reva Devito

ซิงเกิ้ลใหม่จาก PREP วงโมเดิร์นโซลจากอังกฤษ ที่มีผลงานมาแล้วหนึ่ง EP คือ FUTURES’ คราวนี้พวกเขากลับมาพร้อม EP ใหม่ที่ชื่อว่า Cold Fire ที่งานเพลงยังคงไพเราะเหมือนเดิมไม่ผิดหวัง อีกทั้งยังได้เพื่อนนักดนตรีอย่าง DEAN , Reva DeVito และ Pomo มาแจมด้วย

Snake Oil เป็นเพลงท่วงทำนองช้า หนึบๆ แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเซ็กซี่ เป็นส่วนผสมอันลงตัวระหว่าง R&B , Soul และ Jazz ที่กลั่นออกมาเป็นดนตรีป็อปที่งดงามดูดีมีสไตล์

 

LUCKY TAPES – 22

วงโซลป็อปจากแดนปลาดิบที่เพิ่งมาเปิดคอนเสิร์ตในบ้านเราร่วมกับเพื่อนๆวงอื่นที่แนวดนตรีชวนเคลิบเคลิ้ม เพลิดเพลินไปด้วยกัน คราวนี้พวกเขากลับมาพร้อมซิงเกิ้ลใหม่ที่ชื่อว่า “22” ซิงเกิ้ลเปิดตัว EP ใหม่ของพวกเขาที่ชื่อว่า “22” ที่จะออกวางแผงในวันที่ 23 ที่จะถึงนี้

เชิญเพลิดเพลินไปกับบทเพลงโซลป็อป ฟังง่ายเมโลดี้สวย และท่าเต้นพลิ้นๆจากนักเต้นสาว รินะ มิซูมูระ ได้เลยครับ

PassCode -Ray

ก่อนหน้านี้เราคงคิดไม่ออกว่าความใสๆของไอดอลกับความดุเดือดของดนตรีเมทัลนั้นจะไปด้วยกันได้อย่างไร จนกระทั่ง Babymetal ได้ก่อกำเนิดขึ้น หลังจากนั้นก็มีวงดนตรีที่ผสานความน่ารักเข้ากับดนตรีแบบดุเดือดอีกมากพอสมควร

แต่ท่ามกลางวงดนตรีเหล่านั้น Passcode คือหนึ่งวงที่น่าจับตามอง ด้วยการผสมผสานซาวด์อิเล็กทรอนิกร็อกให้เข้ากับดนตรีป็อปร็อค ให้มีทั้งความน่ารัก ฟังง่าย จังหวะสนุกชวนเต้นพร้อมท่าเต้นเท่ๆ แล้วยังผสานไปด้วยภาคดนตรีที่เข้มข้น นี่แหละที่ทำให้เราไม่ควรพลาด Passcode ด้วยประการทั้งปวง

ครั้งนี้ Passcode ได้ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ที่มีชื่อว่า Ray ออกมาซึ่งยังคงเอกลักษณ์ในงานดนตรีของทั้งสี่สาวได้อย่างครบถ้วน  ภาคดนตรีเข้มข้น เท่ ชวนโยก เสียงร้องของสาวๆก็น่ารักชวนฟัง เป็นส่วนผสมที่ลงตัวยิ่งนัก ดนตรีเป็นป็อปร็อคฟังง่าย ไลน์เท่ มีซาวด์อิเล็คทรอนิคมาผสมผสานพร้อมเสียงสำรอกที่แซมมาท่ามกลางเสียงร้องของสาวๆ มันช่างเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอะไรเยี่ยงนี้บ บอกเลยเอาเรื่อง !!!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

เบื้องลึก เบื้องหลัง และแรงบันดาลใจสู่อัลบั้มใหม่ของ “Arctic Monkeys”

Published

on

“Tranquility Base Hotel & Casino” (2018) นี่คือชื่ออัลบั้มใหม่ของวงอินดี้ร็อคจากแดนผู้ดี “Arctic Monkeys” ที่คราวนี้เหมือนจะมาแปลกกว่าเดิม (ซึ่งวงนี้ก็มาแปลกใหม่ทุกครั้งที่ออกผลงานอยู่แล้ว)

ดูจากชื่ออัลบั้มและงาน Artwork แล้วอาจชวนให้รู้สึกถึงความ Sci-Fi แถมในอัลบั้มก็ยังมีชื่อเพลงอย่าง “Star Treatment” “The World’s First Ever Monster Truck Front Flip” หรือ “Science Fiction”ก็ยิ่งชวนให้คิดไปในแนวทางนี้เข้าไปใหญ่  คงก่อให้เกิดความสงสัยในความแปลกใหม่ทั้งคอนเซป แนวเพลง และเนื้อหาของเพลงในอัลบั้มนี้ ดังนั้นในวันนี้ผมจะพาไปเจาะลึก ขุดค้นกันดูว่า ต้นทางและแรงบันดาลใจของผลงานเพลงในอัลบั้มนี้มีที่มาจากอะไรบ้างครับ

“Tranquility Base Hotel & Casino” (2018) อดีต-ปัจจุบัน เทคโนโลยี และนวนิยายไซไฟ

อัลบั้ม “Tranquility Base Hotel & Casino” เป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 6 ของ Arctic Monkeys และเป็นอัลบั้มแรกที่ อเล็กซ์ เทอร์เนอร์ ฟรอนท์แมนของวงร่วมโปรดิวซ์ด้วย

“Star Treatment” เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเราในการจุ่มหูลองไปสัมผัสรสชาติทางเสียงอันแปลกใหม่ของงานเพลงในอัลบั้มนี้ นอกจาก “Star Treatment” จะเป็นแทร็คแรกของอัลบั้มแล้วมันยังเปรียบเสมือนเป็นประตูสู่โลกใบใหม่ที่ท้าให้เราก้าวเข้าไปสัมผัสกับโลกแห่งเสียงอันมหัศจรรย์

ตลอดเพลง เทอร์เนอร์ได้กลั่นเอาความข้องขัด ความวุ่นวายในอดีต และแรงบันดาลใจก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียง มาหลอมรวมเป็นเรื่องราวอันลุ่มลึกที่เปรียบเปรยและสะท้อนให้เห็นถึงการผันแปรและแรงกดดันจากการมีชื่อเสียง นอกจากนี้เพลงนี้ยังถือเป็นการคารวะศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเทอร์เนอร์นั่นก็คือ The Strokes และ Leonard Cohen

การเขียนเพลงในอัลบั้มนี้ของเทอร์เนอร์ยังคงลุ่มลึกคมคายเช่นเคย สมแล้วที่เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอังกฤษ และอาจจะเป็นของโลกเสียด้วยซ้ำ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 เมื่อครั้งเทอร์เนอร์อายุย่างเข้า 30 ปี ชื่อเสียงกำลังท่วมทับเขาและเพื่อนสมาชิกวง แต่เขากลับรู้สึกขาดแคลน ที่สำคัญเลยคือขาดแคลนถ้อยคำที่เขียนลงไปในบทเพลงของเขา เขาไม่รู้ว่าจะดำเนินต่อไปได้อย่างไรหลังจากได้รับความสำเร็จอย่างท้วมท้นจากอัลบั้มล่าสุด  “AM” ที่ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2013

Arctic Monkeys ลุคเก่า

Arctic Monkeys ลุคใหม่ เปลี่ยนไปเยอะเลยทีเดียว

ในทุกวันเขาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่ลอส แองเจลิส กับ แฟนนางแบบสาว Taylor Bagley และเจ้าหมา Scooter แน่นอนเขาไม่ได้ดู “Blade Runner” เหมือนกับที่ท่อนหนึ่งในเพลง “Star Treatment” ได้เอื้อนเอ่ยถามว่า What do you mean you’ve never seen Blade Runner? แต่ภาพยนตร์ที่เขาได้ดูและได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่องานเพลงในอัลบั้มนี้กลับเป็นภาพยนตร์จากผู้กำกับชาวอิตาลีชั้นครูอย่างเฟเดริโก เฟลลินี เรื่อง “8 1/2” งานมาสเตอร์พีซของเขาจากปี 1963 ที่คนรักหนังทุกคนต้องดู 

ถ้าหากคุณอยากทำความเข้าใจงานเพลงในอัลบั้ม “Tranquility Base Hotel & Casino”  ภาพยนตร์เรื่อง 8 1/2” คือ กุญแจไขความลับนั้น 

ภาพยนตร์เรื่อง 8 1/2” เป็นเรื่องราวของผู้กำกับภาพยนตร์คนหนึ่งที่กำลังประสบภาวะถึงทางตัน เขาเขียน เขาคิดอะไรไม่ออกเกี่ยวกับโปรเจคภาพยนตร์ไซไฟที่เขากำลังจะท อีกทั้งเขายังถูกความทรงจำครั้งยังเยาว์ตามหลอกหลอนอีกด้วย ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพสะท้อนความรู้สึกของเฟลลินีที่กำลังรู้สึกกดดันต่อชื่อเสียงและความคาดหวังที่ตนเองได้รับ ไม่ต่างอะไรกันกับภาวะที่เทอร์เนอร์กำลังเผชิญอยู่

เทอร์เนอร์กำลังนั่งอยู่ในห้องเก่าๆ ที่ต่อมาเขาเรียกมันว่า “lunar surface” (พื้นผิวดวงจันทร์) นั่งต่อหน้าเปียโน Steinway Vertegrand  ที่  Ian McAndrew ผู้จัดการวงซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดอายุครบ 30 ปีของเขา ขณะนั้นเทอร์เนอร์ได้ย้อนทวนกลับไปยังวันเก่าๆเช่นเดียวกันกับตัวละครในภาพยนตร์ 8 1/2” ของเฟลลินี  เขาย้อนกลับไปยังช่วงเวลาก่อนที่จะย้ายมาอยู่ LA  ก่อนหน้าที่จะได้เป็นวงเฮดไลน์ในเทศกาลดนตรี Glastonbury ถึงสองครั้ง ก่อนที่จะมีเงินเป็นล้านๆในบัญชีธนาคาร ก่อนที่ความรู้สึกตื่นเต้นจะเกิดเมื่ออัลบั้มแรกในชีวิตจะออกวางจำหน่าย และย้อนกลับไปจนถึงเมื่อเขามีอายุ 8 ขวบอันเป็นวัยที่เขาได้เรียนเปียโนกับ “เดวิด” พ่อของเขาเอง

เขายังคงนั่งอยู่หน้าเปียโนตัวนั้น เล่นชุดคอร์ดที่พ่อของเขาสอน และทันใดอีกห้วงความทรงจำก็ผุดขึ้นมาในห้วงสำนึก มันคือช่วงเวลาที่เขาเป็นวัยรุ่นที่นั่งเขียนเพลงในอัลบั้ม ‘Whatever People Say I Am, That’s What I’m Not’ อัลบั้มแรกในชีวิตของเขา อยู่ในโรงรถของที่บ้าน เทอร์เนอร์พบว่าสิ่งที่เขากำลังเขียนอยู่ในตอนนี้มันใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาเขียนในอัลบั้มแรก ทั้งๆที่มันอยู่ต่างที่ ต่างกาลเวลา แต่ทว่ากลับมีบางสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน

ดังนั้นมันจึงไม่แลกอะไรหากอัลบั้มใหม่นี้จะเปิดด้วยท่อนที่ว่า “I just wanted to be one of the Strokes, now look at the mess you made me make.”  มันเป็นการรำลึกถึงวงดนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาทำงานเพลง เมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งวง Arctic Monkeys กับเพื่อนๆ  เทอร์เนอร์ตั้งใจที่จะก้าวไปสู่สิ่งใหม่ แต่ยิ่งเดินไปเหมือนความรู้สึกบางอย่างกำลังพาเขากลับมายังจุดเริ่มต้น จุดที่เป็นแรงบันดาลใจอันเปี่ยมไปด้วยไฟฝันของเขา

ดังเช่นในเพลง “Science Fiction” ที่กล่าวถึงกระบวนการในการสร้างสรรค์งานเพลงในอัลบั้มนี้ของเขา

 “I want to stay with you, my love

  The way some science fiction does”

 “I want to make a simple point about peace and love

  But in a sexy way where it’s not obvious”

 “So I tried to write a song to make you blush,

  But I’ve a feeling that the whole thing

  May well just end up too clever for its own good,

  The way some science fiction does.”

เนื้อเพลงจากเพลงนี้ ได้ทำให้เห็นทิศทางการเขียนเพลงในอัลบั้มนี้ของเทอร์เนอร์ “ฉันอยากเขียนเพลงที่เรียบง่ายเกี่ยวกับความสงบสุขและความรัก แต่อยากนำเสนอมันออกมาในทางที่เซ็กซี่ ทางที่มันไม่โจ่งแจ้งจนเกินไป…และผลที่ได้ก็เป็นดั่งที่นิยายวิทยาศาสตร์เป็น” นั่นก็คือ มันเล่าเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ภายใต้ฉากและบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการนั่นเอง

งานเพลงในอัลบั้มนี้บันทึกเสียงกันที่ Vox Studios  ในลอสแองเจลิส และ La Frette แมนชั่นยุคศตวรรษที่ 19 ที่ถูกแปลงให้เป็นสตูดิโอบันทึกเสียงตั้งอยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส อันเป็นที่ Nick Cave & The Bad Seeds  บันทึกเสียงอัลบั้ม ‘Skeleton Tree’ของพวกเขา เทอร์เนอร์และวงของเขาบรรเลงดนตรีร่วมกันท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ในห้องที่พวกเขาบันทึกเสียงนั้นมีภาพตอนบันทึกเสียงของศิลปินระดับตำนานมากมายอาทิเช่น The Beach Boys กับอัลบั้ม ‘Pet Sounds’ , Phil Spector กับ ‘Wall of Sound’ , Dion Dimucci กับ ‘Born to Be With You’  และ Leonard Cohen กับ ‘Death of a Ladies’ Man’ เทอร์เนอร์ชอบอัลบั้มเหล่านี้มากและเขาอยากให้อัลบั้มนี้ของ Arctic Monkeys เป็นดังเช่นอัลบั้มเหล่านี้

ส่วนการบันทึกเสียงร้องนั้น เทอร์เนอร์ได้อัดไลน์ร้องของตนเองลงใน Tascam 388 เทป 8 แทร็คแบบวินเทจ ซึ่งให้เสียงที่ดูโดดเดี่ยวได้อย่างน่าทึ่ง มันเข้ากันดีกับคอนเซปของอัลบั้ม ‘Tranquility Base Hotel and Casino’ ได้อย่างเหมาะเจาะ หลายเพลงในอัลบั้มให้ความรู้สึกเหมือนกับมันถูกเล่าโดยร็อคสตาร์ผู้โดดเดี่ยว ยกตัวอย่างเช่นในเพลง ‘One Point Perspective’  มันเล่าเรื่องของร็อคสตาร์ผู้หนึ่งที่ใส่แต่กางเกงในเดินไปมาในห้องขณะกำลังคิดฝันจะทำสิ่งใหม่ๆ ก่อนที่จะพบว่ามันยากเหลือเกิน เพราะห้วงความคิด ไอเดีย และแรงบันดาลใจของเขากำลังจะหลุดหายไป

เฉกเช่นเดียวกันกับเพลงอย่าง ‘Space Oddity’ของ David Bowie และ  ‘Rocket Man’ ของ Elton John  มันเป็นเพลงที่พูดถึงการเดินทางในอวกาศแต่แท้จริงแล้วกลับเปรียบเปรยถึงความโดดเดี่ยวท่ามกลางชื่อเสียงที่มีนั่นเอง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้งานเพลงในอัลบั้มนี้ของเขาเหมือนเป็นการสารภาพเปิดเปลือยความรู้สึกของเทอร์เนอร์ออกมา อย่างซื่อตรง ราวกับงานเขียนอัตชีวประวัติของเขา

แต่ถึงอย่างนั้น ‘Tranquility Base Hotel and Casino’ก็ไม่ใช่งานเพลงที่สะท้นตัวตนของเทอร์เนอร์และวงเท่านั้น หากแต่มันได้หยิบยื่นบางสิ่งบางอย่างที่ชวนคิดแก่เรา  มันสะท้อนให้เราเห็นถึงวีถีชีวิตในโลกยุคปัจจุบันนี้ของเรา ที่เปรียบเสมือนการอยู่ในฟองสบู่ใหญ่ที่ห่อหุ้มเราไว้ด้วยกระแสแห่งข้อมูลข่าวสารที่หลั่งล้นมาสู่ห้วงสำนึกของเรา

ดังเช่นในท่อน “Everyone’s on a barge floating down the stream of great TV,” ของเพลง ‘Star Treatment’ ที่สื่อถึงการที่เราเข้าถึงสิ่งต่างๆที่เราต้องการจะเสพย์ได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต สตรีมมิ่ง ออนดีมานด์  หรือท่อนหนึ่งจากเพลง ‘The World’s First Ever Monster Truck Front Flip’ ที่ว่า “You push the button and we’ll do the rest” อันถูกหยิบยกมาจากสโลแกนของโฆษณา Kodak ในช่วงต้นปี 1888 ก็ได้สื่อให้เห็นถึงความสะดวกสบายในชีวิตยุคนี้ที่เพียงแค่​“กดปุ่ม” ทุกอย่างก็จะถูกจัดสรรมาอยู่ตรงหน้าแล้ว  มันสะท้อนให้เห็นถึงวีถีชีวิตในยุคปัจจุบันของเราที่ให้ความสำคัญกับแอปพลิเคชั่นบนอุปกรณ์สื่อสารมากกว่าที่จะสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ราวกับเทอร์เนอร์กำลังจะเปรียบเปรยว่าเราเป็นดั่งร็อคสตาร์ผู้โดดเดี่ยว ที่กำลังเพลิดเลินไปกับสื่อบันเทิงทั้งหลายที่รายล้อมรอบตัว และบันดาลทุกสิ่งได้เพียงแค่ “กดปุ่ม” แต่แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่นำความสุขมาให้เราหรือเปล่า นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องถามตัวเองยิ่งนัก

ประเด็นนี้ถูกตอกย้ำให้เห็นชัดยิ่งขึ้น หากเราลองวิเคราะห์ให้ละเอียดลงไปในบทเพลงจากอัลบั้มนี้ยกตัวอย่างเช่นตัวเลข “1984,2019” ที่ปรากฏในเพลง “Star Treatment” นั้นมีนัยยะบางอย่างซ่อนอยู่

1984 นั้นเป็นชื่อนวนิยายแนวดิสโทเปียของนักเขียนชื่อก้อง จอร์จ ออเวลล์ที่เล่าเรื่องราวในอนาคต (นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์เมื่อปี 1949)ที่มนุษย์ถูกควบคุมโดยรัฐบาลและเหล่าบรรดาเทคโนโลยีที่รายล้อมรอบตัวพวกเขา

นวนิยายเรื่อง 1984 ฉบับแปลไทย

ส่วน 2019 นั้นก็คือปีหน้า ซึ่งเทอร์เนอร์ต้องการจะสื่อว่ามันมีความเป็นไปได้ที่อนาคตในแบบที่ปรากฏในนวนิยายเรื่อง 1984 นั้นจะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ตัวเลข 1984 ยังเคยปรากฏอยู่ในซิงเกิ้ลเปิดตัวในปี 2006 ที่ทำให้ชื่อของ Arctic Monkey เป็นที่รู้จักอย่าง  “I Bet You Look Good On The Dancefloor,”

I said, I bet that you look good on the dance floor

Dancing to electro-pop like a robot from 1984

Well, from 1984

อีกทั้ง 1984 ยังเป็นปีที่ภาพยนตร์เรื่อง Ghostbusters ออกฉายและภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งใน reference ที่ปรากฏในเพลงนี้ด้วย ยกตัวอย่างเช่นท่อน “Who you gonna call” นั้นก็เป็นสโลแกนจากภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งสอดคล้องไปกับท่อนเวิร์สที่สองนั่นเอง

I just wanted to be one of those ghosts

haunt you via the rear view mirror.

Don’t you know an apparition is a cheap date?

ภาพยนตร์เรื่อง Ghostbusters ฉบับปี 1984 นำแสดงโดย บิล เมอร์เรย์

ยังมีงานเพลงดีๆจากอัลบั้ม “Tranquility Base Hotel & Casino” ของ Arctic Monkeys ที่รอคอยให้คุณเปิดประตูก้าวเข้าไปสัมผัส

วันนี้คุณสามารถรับฟังเพลงทุกเพลงจากอัลบั้ม “Tranquility Base Hotel & Casino”  ได้ฟรีผ่านทาง channel youtube “Official Arctic Monkeysครับ

นอกจากทำเพลงดีแล้วยังใจดีอีกด้วย อย่างนี้ไม่ฟังคงไม่ได้แล้วล่ะครับ.

 

ที่มา

http://www.nme.com/big-read-arctic-monkeys-science-fiction-allows-explore-real-world

https://genius.com/albums/Arctic-monkeys/Tranquility-base-hotel-casino

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!