Connect with us

บทความเทคโนโลยี

แบไต๋บุกรัง Huawei ถึงถิ่นกำเนิดในจีน ล้วงแนวคิดปัญญาประดิษฐ์

Published

on

หลังจากที่เว็บแบไต๋บุกโรงงานผลิตสมาร์ทโฟน Huawei แบไต๋กระบวนสร้างมือถือหนึ่งเครื่องว่าต้องทำอะไรบ้าง ในทริปตะลุยจีนครั้งนี้ เรายังได้พูดคุยกับทีมงานที่ดูแลการพัฒนา AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นความสามารถหลักของ Huawei Mate 10 และเยี่ยมชมนิทรรศการ IoT (Internet of Things) ของหัวเว่ย ทำให้เห็นภาพชัดเจนถึง 2 ธุรกิจหลัก คือธุรกิจสร้างเครือข่ายกับธุรกิจอุปกรณ์สำหรับผู้ใช้ของหัวเว่ยด้วย

Beyond Innovation – 4 แนวคิดสู่แบรนด์ชั้นนำของหัวเว่ย

  1. Innovation หัวเว่ยลงทุนมากกว่า 45,000 ล้านเหรียญด้านการวิจัยผลิตภัณฑ์มาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เป็นบริษัทที่ลงทุนตรงนี้สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ทำให้มีสินค้าที่ล้ำสมัยในระดับโลก
  2. Quality สินค้าจะต้องมีคุณภาพกว่าใคร สินค้าจะต้องมีการทดสอบทุกอย่าง ผ่านขั้นตอนที่ทำให้มั่นใจว่า สินค้าทุกตัวออกมานั้น มีคุณภาพจริงๆ ซึ่งมีทั้งการทดสอบภายใน (ที่เรานำเสนอให้ดูในกระบวนการสร้างสมาร์ทโฟน) และการทดสอบจากองค์กรภายนอก (เช่น TÜV Rheinland ทดสอบระบบชาร์จของ Huawei Mate 10)
  3. Openness รับฟังความคิดเห็นของทุกคนและนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทาง Huawei เริ่มเรียนรู้และรับฟังว่า ต้องมาทำอะไรบ้างหากเกิดปัญหา เช่นในเคสของ Memory ที่เรานำเสนอกันไป หรือการร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำเช่น Leica, Pantone, Google, Microsoft เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์
  4. Social Responsibility เรื่องการทำการตลาด การตอบรับโลกโซเชียลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องของ Ecosystem ที่ทาง Huawei ได้เล็งเห็นว่าการสร้างผลิตภัณฑ์จะต้องมาพร้อมความรับผิดชอบในธรรมชาติ โดยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าด้านอื่นนอกเหนือจากโซล่าเซลล์ หรือการพัฒนาการสร้างโทรศัพท์ที่เป็น Eco-friendly สร้างสรรค์ให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

คุยกับหัวหน้าทีมพัฒนา AI ของหัวเว่ย

มร.ฟีลิกซ์ ชาง รองประธานฝ่ายวิศวกรรมด้านซอฟต์แวร์ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป

ในอนาคตอันใกล้ๆ นี้แหละ AI หรือปัญญาประดิษฐ์จะเป็นเรื่องที่ทุกวงการเข้าไปเกี่ยวข้องนะครับ ซึ่งจากการพูดคุยกับคุณฟีลิกซ์ ชาง รองประธานฝ่ายวิศวกรรมด้านซอฟต์แวร์  หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ผู้บริหารที่ดูแลงานพัฒนา AI โดยตรง ทำให้ทราบว่าหัวเว่ยเริ่มพัฒนา AI มาตั้งแต่ 3-4 ปีที่แล้วในฝั่งเทคโนโลยีเครือข่าย เพราะหัวเว่ยมีวิสัยทัศน์ว่า AI จะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายในธุรกิจ (General Purpose Technology) ตอนนี้หัวเว่ยจึงมีวิศวกรพัฒนา AI มากกว่า 100 คน จากวิศวกรทั้งหมดกว่า 2000 คน

ถ้ามองปัญญาประดิษฐ์ให้ใกล้ตัวเราหน่อยก็อย่าง AI ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือครับ คือสมาร์ทโฟนมีเซนเซอร์ต่างๆ เก็บรายละเอียดรอบตัวเช่น ตำแหน่งสถานที่ ทิศทาง เสียง ภาพ ความดันอากาศ อุณหภูมิ แต่สิ่งที่เราต้องการสมองเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลนำมาใช้ทันที ซึ่ง AI ที่ว่านี้จะทำงานคล้ายกับระบบสมองของมนุษย์ ที่มีความเร็วในการประเมินว่าสิ่งรอบตัวคืออะไร และต้องตัดสินใจอย่างไร ซึ่งเป็นลักษณะการประมวลผลที่แตกต่างจาก CPU เดิมที่คิดเป็นโลจิกตรงไปตรงมา ต้องการข้อมูลที่มากพอและแม่นยำจึงจะสามารถประมวลผลได้ ซึ่งบางทีก็มากเกินไปจนประมวลผลได้ช้า

AI ของ Huawei Mate 10 จึงเข้ามาช่วย

คุณฟีลิกซ์อธิบายว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่ใน Huawei Mate 10 นั้นเป็น On-device AI เป็นหลัก คือเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ประมวลผลจบในตัวเครื่อง เพื่อสนับสนุนการทำงานของเครื่อง เช่น AI ทำงานร่วมกับกล้อง ทำให้กล้องของ Huawei Mate 10 สามารถวิเคราะห์ได้ทันที (ด้วยความเร็วในการวิเคราะห์ 2,000 ภาพต่อวินาที) ว่าสิ่งที่อยู่ในเฟรมภาพนั้นคืออะไร เป็นบุคคล เป็นอาหาร เป็นภาพวิว เป็นภาพแมว เป็นข้อความ ฯลฯ แล้วปรับลักษณะภาพให้เหมาะสมกับการถ่ายประเภทนั้นๆ (เช่นถ้าวิเคราะห์ว่าเป็นอาหาร ก็จะปรับภาพให้สีสดมากขึ้น หรือวิเคราะห์ว่าเป็นข้อความ จะปรับภาพให้คมขึ้น)

การพัฒนา AI สำหรับการถ่ายภาพของ Mate 10 นั้นมีการเรียนรู้จากรูปกว่า 100 ล้านภาพเพื่อฝึกให้ปัญญาประดิษฐ์เข้าใจว่าภาพแต่ละแบบจะมีลักษณะอย่างไร ซึ่งตอนนี้ใน Mate 10 สามารถแยกแยะการถ่ายภาพได้ 13 แบบ และจะพัฒนาให้แยกให้มากขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ AI แบบที่ใช้งานใน Mate 10 ยังสนับสนุนการทำงานของผู้ใช้อีกหลายอย่าง ทั้งช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องให้ลื่นขึ้น จัดสรรทรัพยากรได้ดีขึ้น ด้วยการเรียนรู้ลักษณะการใช้งานของผู้ใช้ แล้วจูนระบบให้เหมาะ หรือช่วยรับรู้เสียงของผู้ใช้ และปรับแต่งให้การคุยโทรศัพท์ชัดขึ้น รู้ว่าจะต้องลดเสียงรบกวนเบื้องหลังอย่างไร

AI จะช่วยให้ผู้ใช้เก่งขึ้นในด้านที่ไม่ถนัด เช่นถ่ายรูปดีขึ้นเพราะเครื่องช่วยแต่ง

ซึ่งการทำงานแบบ On-Device จะทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้จะถูกเก็บและประมวลผลในเครื่องเท่านั้น ไม่ได้ถูกส่งขึ้นประมวลผลที่อื่น แต่อย่างไรก็ตามงานบางส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวก็ต้องมี Cloud AI สนับสนุน เพื่อนำองค์ความรู้จากภายนอกเข้ามาช่วยทำให้การตัดสินใจของปัญญาประดิษฐ์ทำได้แม่นยำขึ้น

ในอนาคต เมื่อการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์พัฒนาขึ้น จะช่วยในงานได้อีกหลายอย่าง เช่นการใช้ AR แบบกินพลังงานต่ำลง หรืองาน Real-time Computer Vision ก็จะเป็นไปได้มากขึ้น

AI ของ Huawei เหนือว่าเจ้าอื่นๆ อย่างไร

คุณฟีลิกซ์อธิบายในประเด็นนี้ว่า จุดเด่นของ AI จาก Huawei ทำงานร่วมกันทั้ง Hardware, Software และ Ecosystem

ในฝั่ง Hardware หัวเว่ยมีชิป Kirin 970 ตัวล่าสุดที่พัฒนาเองอยู่ในสมาร์ทโฟนซีรี่ส์ Mate 10 (และน่าจะใส่ลงในสมาร์ทโฟนตัวถัดๆ ไปด้วย) ที่มี NPU (Neural Processing Unit) หน่วยประมวลผลพิเศษเพื่อทำงานในลักษณะเดียวกับสมองมนุษย์ ทำให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ทำงานเร็วขึ้น

ส่วนในฝั่ง Software หัวเว่ยก็มี EMUI ระบบปฏิบัติการที่พัฒนาจาก Android โดยเติมความสามารถที่หัวเว่ยต้องการลงไปอย่าง Kirin HiAI API ตัวใหม่เพื่อทำงานเรื่อง AI โดยเฉพาะ (อยู่ระดับชั้นเดียวกับ Android AI API) เพื่อให้ทำงานร่วมกับ NPU ได้ดีขึ้น

และ Ecosystem หัวเว่ยก็จับมือกับหลายบริษัทเช่น Microsoft หรือ Google เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้งานกับ AI ของหัวเว่ยได้ดีขึ้น (แม้จะเพิ่งเริ่มต้นก็ตาม) โดย AI ของหัวเว่ยนั้นเป็นมาตรฐานกลาง เป็น Open Platform นักพัฒนาภายนอกก็สามารถพัฒนาแอปเพื่อใช้ AI ของหัวเว่ยได้ โดยผ่าน TF หรือ Caffe ที่นิยมใช้กันอยู่แล้ว (ไปเชื่อมต่อกับ Android AI API, Kirin HiAI อีกที) หรือจะเขียนตรงเข้า EMUI AI Engine เลยก็ได้

มอง AI ในอนาคต

คุณฟีลิกซ์และคุณชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย

เมื่อนักข่าวถามคุณฟีลิกซ์ว่า AI จะน่ากลัวแบบที่เราเห็นในข่าวว่าผู้นำความคิดด้านเทคโนโลยีออกมาเตือนเรื่องอันตรายจาก AI คุณฟิลิกซ์ก็ให้มุมมองว่า สถานะของปัญญาประดิษฐ์ที่มนุษย์พัฒนาได้ตอนนี้ยังอยู่ห่างไกลจากจุดที่จะเป็นอันตรายได้อีกเยอะ เรายังต้องผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีอีกมาก แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่ามันก็อาจจะมีอันตรายได้

ส่วน AR (Augmented Reality) กับ AI จะทำงานร่วมกันไหม คุณฟีลิกซ์ก็ให้ความเห็นว่า 2 เทคโนโลยีอยู่คนละสายกันเลย พัฒนากันมาคนละแขนง แต่สุดท้ายก็ต้องมาเกื้อกูลกันอยู่ดี AR ก็ต้องใช้ AI เพื่อวิเคราะห์แยกแยะสิ่งที่อยู่ในภาพ หัวเว่ยจึงมีทีมพัฒนา AR โดยเฉพาะด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

สรุป Hilight เด็ดจากงานเปิดตัว Huawei Mate 20 Series

Published

on

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา หนุ่ย พงศ์สุขและทีมงานเว็บแบไต๋ได้มีโอกาสร่วมงานเปิดตัว Huawei Mate 20 Series ครั้งแรกของโลกที่มหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษครับ เราจึงขอสรุป Hilight จากงานเปิดตัวในครั้งนี้ให้อ่านกัน

ความประทับใจกับ Huawei Mate 20 Series

ทุกครั้งที่ Huawei เปิดตัวมือถือระดับเรือธง จะเป็นทุกครั้งที่เราได้เห็นทิศทางการดีไซน์สมาร์ทโฟนใหม่ๆ ของหัวเว่ยนะครับ ซึ่งในการเปิดตัว Huawei Mate 20 Series ก็เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นดีไซน์ใหม่ที่แตกต่างจากดีไซน์เดิมอย่างเห็นได้ชัด กับกล้องหลัง 3 ตัวพร้อมแฟลชที่วางตัวเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ดีไซน์ตัวเครื่องใหม่ที่โค้งมนรับกับฝ่ามือ พร้อมลวดลายบนตัวเครื่องที่เรียกว่า Hyper Optical Pattern ซึ่งตามความเห็นของเรา เราว่าดีไซน์ใหม่นี่สวยเลยแหละครับ ให้จอใหญ่แต่ยังจับถนัดมือด้วยความเรียวยาวและฝาหลังโค้งของมัน ส่วน PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS อันนี้ไม่ต้องพูดถึง มันสวยอยู่แล้ว และวัสดุที่เป็นหนังก็ทำให้ดูพรีเมี่ยมเข้าไปใหญ่

Richard Yu ซีอีโอ Huawei Consumer Business Group ถือ Huawei Mate 20 โชว์ตัวเป็นครั้งแรก

PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS

เรื่องกล้องก็เป็นสิ่งที่เราตั้งความหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้กับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของหัวเว่ยทุกรุ่น ซึ่งใน Huawei Mate 20 Series ก็เป็นอีกครั้งที่มีการปรับปรุงกล้องครั้งใหญ่โดยการเพิ่มเลนส์มุมกว้างเข้าไปในระบบกล้อง ทำให้กล้อง 3 ตัวของ Huawei Mate 20 Pro สามารถถ่ายภาพได้เหมือนมีการซูม 3 ระดับตั้งแต่ 16 – 80 mm หรือสามารถถ่ายได้ภาพตั้งแต่มุมกว้างมาก มุมธรรมดา และซูมได้ 3 เท่า (ส่วน Huawei Mate 20 รุ่นธรรมดาจะได้ระยะที่ 17 – 52 mm) แถมยังใช้เลนส์มุมกว้างถ่ายวัตถุแบบ Macro ด้วยระยะใกล้สุดแค่ 2.5 cm อีกด้วย แม้ว่าเราจะเสียดายเลนส์ขาว-ดำที่ถูกตัดออกไปในรุ่นนี้บ้าง แต่ถ้าเทียบเลนส์ขาวดำกับเลนส์มุมกว้างที่เพิ่มเข้ามา เราว่าเราอยากได้เลนส์มุมกว้างมากกว่านะ

ด้วยความที่ Huawei Mate 20 Series นั้นใช้ชิปประมวลผลตัวใหม่อย่าง Kirin 980 ซึ่งมาพร้อม Dual-NPU หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์คู่ ทำให้ขีดความสามารถหลายอย่างนั้นเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเรื่องที่เราชอบคือโหมด AI Color และโหมด Bokeh ในกล้องวิดีโอของ Mate 20 ที่ปัญญาประดิษฐ์จะพิจารณารูปร่างมนุษย์ว่ามีขอบเขตถึงส่วนไหนในภาพอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถถ่ายวิดีโอที่ลบสีของฉากหลังออกเหลือแต่สีบนตัวบุคคลในวิดีโอ (ตรวจจับได้หลายคนด้วย) หรือวิดีโอที่มีฉากหลังเบลอได้ ซึ่งเราก็ไม่เคยเห็นมือถือตัวไหนทำได้แบบนี้นะ ลองดูวิดีโอตัวอย่างที่เราถ่ายมาให้ดูข้างล่างนี้ได้เลย

และอีกเรื่องที่ต้องชมหัวเว่ยคือการพัฒนา GPS ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากใน Huawei P9 ที่มีเสียงบ่นเรื่อง GPS เยอะ ซึ่งได้รับการปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนสมาร์ทโฟนในยุค Mate 10 หรือ P20 ไม่มีปัญหาเรื่องนี้แล้ว สามารถนำทางได้แม้เข้าอุโมงค์ ซึ่งใน Huawei Mate 20 Series ก็ได้รับการปรับปรุงเรื่องนี้เข้าไปอีกจนสามารถรับ GPS คลื่น L1 และ L5 ได้พร้อมกัน ทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำขึ้น ซึ่งในเวทีมีการเผยผลทดสอบผ่านการวิ่งในฮ่องกงที่มีตึกระฟ้าเต็มไปหมด ซึ่ง Mate 20 ก็โชว์ผลงานได้ดี แผนที่จุดวิ่งเข้ารูปเข้ารอยมากที่สุดแล้วในบรรดาสมาร์ทโฟนที่ร่วมทดสอบด้วย

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 Series ยังจริงจังกับเรื่องการชาร์จด้วย ทั้งการชาร์จแบบมีสายธรรมดาที่รุ่น Pro และ PORSCHE DESIGN ใช้ระบบชาร์จแบบ Huawei SuperCharge 40W สามารถชาร์จไฟได้ 70% ในครึ่งชั่วโมง แถมยังมีฟีเจอร์การชาร์จไร้สายที่น่าสนใจเรียกว่า Reverse Wireless Change ที่เอา Huawei Mate 20 Series ไปแปะหลังสมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายเพื่อชาร์จได้เลย

ความจริงจังเรื่องซอฟต์แวร์กับ Google

ผู้บริหารจาก Google ขึ้นกล่าวความสามารถของ Huawei Mate 20 Series ที่ร่วมกันพัฒนากับ Google

แม้ว่า Huawei จะเป็นบริษัทจากจีน แต่ก็ทำงานร่วมกับ Google จากอเมริกาในฐานะเจ้าของ Android อย่างใกล้ชิด ซึ่ง Huawei Mate 20 Series ก็มาพร้อม EMUI 9.0 ซึ่งใช้พื้นฐานเป็น Android 9.0 รุ่นล่าสุดจากกูเกิ้ล ซึ่งนอกเหนือความสามารถพื้นฐานที่มีใน Android 9.0 อย่าง Screen Time แล้ว Huawei Mate 20 Series ยังเป็นสมาร์ทโฟนที่ผ่านมาตรฐาน Youtube Signature Device ด้วย ทำให้รองรับฟีเจอร์เทพๆ ของ Youtube หลายอย่าง เช่นสามารถแสดงวิดีโอที่เป็น HDR ได้อย่างสมบูรณ์ สามารถเล่นวิดีโอแบบ 360 องศาได้ รวมถึงสามารถรองรับ High Frame Rate หรือการแสดงวิดีโออย่างนุ่มนวลได้ และยังรองรับรูปแบบการบีบอัดวิดีโอแบบใหม่ ที่ทำให้วิดีโอมีขนาดเล็กกว่าเดิม กินข้อมูลในการชมวิดีโอน้อยลง

นอกจากนี้ Huawei ยังจริงจังกับมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูล จน Huawei Mate 20 Series ผ่านการรับรอง Android Enterprise Recommended ที่การันตีว่าจะได้รับการอัปเดทด้านความปลอดภัยของระบบภายใน 90 วัน และสามารถทำงานร่วมกับระบบไอทีมาตรฐานภายในองค์กรได้เป็นอย่างดี

ก้าวเข้าสู่โลก AR

Huawei Mate 20 Series ถือเป็นพัฒนาการอีกขั้นของหัวเว่ยในโลก AR หรือ Augmented Reality โลกความจริงผสม ตั้งแต่การสนับสนุนมาตรฐาน ARcore ของ Google ทำให้สามารถใช้แอปมากมายใน Google Play ที่รองรับมาตรฐานนี้ได้ ทำให้เราเล่นเกม 3 มิติที่ฉายภาพซ้อนทับโลกจริงได้ หรือแอปเพื่อการศึกษาต่างๆ ที่ทำออกมาให้เล่นไปพร้อมๆ กับโลกความจริง

แต่ทีเด็ดของหัวเว่ยนั้นอยู่ที่ตัว Huawei Mate 20 Pro และ PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS ครับ ที่กล้องหน้านั้นมีเทคโนโลยีการสแกน 3 มิติด้วย ซึ่งปกติเราจะใช้การสแกน 3 มิติกับการตรวจสอบใบหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่อง ที่เทคโนโลยีสแกนหน้า 3 มิติทำให้การตรวจจับใบหน้าแม่นยำขึ้น ลดการปลอมแปลงใบหน้าไปได้เยอะ แต่หัวเว่ยก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสแกนใบหน้า จับเอาเทคโนโลยีนี้มาสแกนข้าวของเครื่องใช้ด้วยเลย ซึ่งเดโมบนเวทีคือการสแกนตุ๊กตาหมีแพนด้าจากโลกจริงให้เข้าไปเป็นโมเดล 3 มิติในมือถือ แล้วจับโมเดล 3 มิติมาซ้อนทับกับโลกจริงอีกครั้งในแบบต่างๆ เช่นหมีแพนด้าเต้น หรือทำท่าทางต่างๆ ในโลก AR ซึ่งถ้าหากอ่านแล้วยังไม่ค่อยเก็ต ลองดูวิดีโอที่หนุ่ย พงศ์สุขไปลองเล่นฟีเจอร์นี้จริงๆ ในงานกันเลยดีกว่า

บุกตลาดใหม่ๆ กับ Huawei Mate 20 X

เปิดตัว Huawei Mate 20 Series ครั้งนี้มีรุ่นหนึ่งที่แตกต่างจากพี่น้องนั่นคือ Huawei Mate 20 X ครับ เพราะเป็นสมาร์ทโฟนหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 7.2 นิ้วที่เน้นการเล่นเกมด้วยระบบระบายความร้อน Huawei HyperCool ซึ่งใช้ Vapor Chamber ที่สามารถระบายความร้อนได้ดีกว่าระบบ Heat Pipe แบบเดิมร่วมกับ Graphene film ที่ระบายความร้อนได้เร็วกว่าฟิล์มทองแดงแบบเดิมด้วย ทำให้ Huawei Mate 20 X สามารถใช้งานหนักๆ อย่างการเล่นเกมเป็นเวลานานได้สบายโดยที่ความแรงของเครื่องไม่ตก

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 X ยังมาพร้อมกับปากกา M-Pen ที่รองรับแรงกด 4096 ระดับ (แบบที่เราเห็นในปากกาของ Huawei MediaPad M5 Series มาแล้ว) ซึ่งทำให้ Huawei Mate 20 X กลายเป็นสมาร์ทโฟนจอใหญ่ เครื่องแรง เล่นเกมลื่น เป็นรุ่นเดียวในซีรี่ส์นี้ที่มีช่องหูฟัง แถมยังใช้ปากกาได้ ซึ่งน่าจะเจาะกลุ่มผู้ใช้ใหม่ๆ อีกมากมายที่แตกต่างจากกลุ่มผู้ใช้ Huawei Mate เดิมครับ

การเปิดตัว Huawei Mate 20 Series ครั้งนี้ก็น่าจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ในระดับโลกของ Huawei มากขึ้นที่ตอนนี้กลายเป็นผู้นำด้านกล้องสมาร์ทโฟน การออกแบบชิปเซ็ต รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับสมาร์ทโฟนไปแล้วครับ ซึ่ง Mate 20 Series ก็ยังมีพื้นที่ว่างให้พัฒนาผ่านซอฟต์แวร์ได้อีกเยอะ ซึ่งน่าติดตามต่อไปว่าจะก้าวเป็นอย่างไรต่อไป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ถอดรหัส Victoria Project โค้ดลับพัฒนาแอป K PLUS ใหม่

Published

on

หลังจากซุ่มพัฒนาแอป K PLUS รุ่นใหม่กันมาเป็นปี ในที่สุดกสิกรไทยก็ได้เปิดตัวแอป K PLUS ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่องใหม่เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ด้วยแนวคิด “เปลี่ยนเพื่อรู้ใจขึ้น” เปลี่ยนโลโก้และหน้าตาใหม่ พร้อมเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่ทุกคนรอคอยแถมยังปลอดภัยเชื่อใจได้ ไม่ว่าจะเป็นถอนเงินจากตู้ ATM โดยไม่ใช้บัตรใช้แค่แอป หรือการ Beyond ความต้องการของผู้ใช้ เช่นการใช้ e-Slip แบบใหม่ที่มี QR Code เพื่อยืนยันว่าเป็นสลิปจากธุรกรรมนั้นจริงๆ ป้องกันปัญหาสลิปปลอม ที่สำคัญคือเพิ่มฟังก์ชันไลฟ์สไตล์ที่เข้ากับความต้องการของผู้ใช้งานเป็นรายบุคคล ด้วยการประยุกต์ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กสิกรไทยพัฒนาในชื่อ “เกด” (KADE) เข้าสู่แอปตัวหลักของธนาคารตัวนี้ เพื่อสนับสนุนการใช้งานของแอปให้ตรงใจผู้ใช้มากขึ้น

คุณสมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีของกสิกรไทยได้เผยเบื้องหลังการพัฒนา K PLUS รุ่นล่าสุดเวอร์ชั่น 5 ให้เราฟังว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือ “K PLUS ตัวใหม่จะเป็นอะไร” ซึ่งเราไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นช่องทาง แต่มันคือธนาคารดิจิตอลเต็มตัว ที่จะอยู่รอดได้โดยไม่ถูก Disrupt อย่างน้อยก็เร็วๆ นี้ โดยคิดแบบรื้อใหม่เลย

“K PLUS ตัวใหม่จะเป็นอะไร”

สมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG)

โดย Codename ในการพัฒนาแอปตัวใหม่ที่เป็นความลับมานานหลายเดือนคือ “Victoria Project” ซึ่ง V ก็คือ 5 ซึ่งหมายถึงเวอร์ชั่น 5 และหมายรวมถึงชัยชนะที่รอดจากการถูก Disrupt โดยเฉพาะจากบริษัทใหญ่ๆ ที่อาจจะไม่อยู่ในวงการแบงค์ (นึกถึงภาพบริษัทอย่าง Google หรือ Alibaba) ที่เมื่อขยับตัว รุกผลิตภัณฑ์ด้านการเงินมากขึ้น อาจทำให้เรามีปัญหาได้

ซึ่งสิ่งที่ทำให้บริษัทนอกวงการแบงค์เหล่านี้น่ากลัวคือมัน “ถูกกว่า เร็วกว่า ดีกว่า” เพราะด้วยความที่เป็นบริษัทสมัยใหม่ ทีมงานที่เกี่ยวข้องกับแต่ละเรื่องจะมีไม่เยอะ แล้วตัดสินใจเร็วกว่าองค์กรเก่าๆ การทำงานก็ทำด้วยวิธี Agile ที่วางแผนสั้นๆ ทำไปแก้ไป แล้ววางแผนใหม่ ทำให้ทำงานเร็วมาก นอกจากนี้คุณสมคิดยังมองว่า บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเหล่านี้อยู่รอบตัวลูกค้าอยู่แล้ว (คิดง่ายๆ ก็ Google ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว) ซึ่งไม่ได้มีแค่บริการทางการเงินอย่างเดียว แต่ให้บริการหลากหลาย นั่งรออยู่หน้าประตูบ้านลูกค้าแล้ว แถมยังมี AI ช่วยสนับสนุนจึงทำให้น่ากลัวมาก

จุดสำคัญคือเป็น Open Platform และมี AI ช่วยสนับสนุน

คุณสมคิด วางภาพของ K PLUS ตัวใหม่ว่าจะเป็น Open Platform พร้อมระบบนิเวศน์สำหรับพาร์ทเนอร์เพื่อให้เข้ามาใช้บริการได้ เช่นระบบ K PLUS Identity เพื่อยืนยันตัวครั้งเดียวก็เข้าใช้บริการของพาร์ทเนอร์ใน K PLUS ได้ แล้วมองภาพไปถึงการสนับสนุนให้ชาวต่างชาติใช้งานได้ เพื่อให้มีผู้ใช้ระดับร้อยล้านคนได้ ซึ่งน่าจะเป็นประเทศในภูมิภาคนี้ก่อน

แนวทางการพัฒนาแอป K PLUS ตัวใหม่

แนวคิดการพัฒนา K PLUS ขยายจากการเป็นแอปมาสู่ “K PLUS Intelligence Platform” ที่นำเสนอประสบการณ์ที่ตรงใจกับลูกค้าเป็นรายบุคคล พร้อมทั้งรองรับการเติบโตในอนาคต ทั้งความเสถียร ความปลอดภัย และความง่ายในประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า รวมถึงการขยายเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจต่างๆสมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG)
  1. K PLUS ตัวใหม่ไม่ใช่แค่ธนาคาร แต่สามารถมีบริการจากพาร์ทเนอร์อื่นได้ด้วย
  2. K PLUS ตัวใหม่ต้องง่าย ใช้ง่าย หาง่าย และปลอดภัย ซึ่งปรับปรุงให้สามารถใช้กับ Wifi ได้ตลอด ไม่ต้องยืนยันตัวผู้ใช้กับซิมตลอดเวลาเหมือนเดิมแล้ว แต่ก็ยังปลอดภัยอยู่
  3. ต้องมี AI เพื่อให้มีผู้ช่วยส่วนตัว ซึ่งในแอปเวอร์ชั่นใหม่ก็มี KADE ช่วยเหลืออยู่ โดย “เกด” (KADE: K PLUS AI-Driven Experience) จะเป็นหัวใจสำคัญในพัฒนาศักยภาพของ K PLUS โดยมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เป็นระบบหลังบ้าน ด้วยการเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน รู้จัก รู้ใจคนใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นำเสนอประสบการณ์ที่ตรงใจกับลูกค้าเป็นรายคนได้ เช่น

  • ฟังก์ชัน K PLUS Today สามารถแจ้งเตือนธุรกรรมการเงินที่สำคัญที่ลูกค้าใช้เป็นประจำ และแนะนำผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชั่นที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า
  • เทคโนโลยีแมชชีน เลนดิ้ง (Machine Lending) ที่อยู่ใน K PLUS ทำให้ธนาคารนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำเสนอสินเชื่อส่วนบุคคล (K-Personal Loan) สินเชื่อธุรกิจ ที่เหมาะสมกับความสามารถในการกู้และตรงกับความต้องการของลูกค้าผ่านแอปฯ K PLUS และในอนาคตยังสามารถแนะนำการใช้จ่ายและการลงทุน (Investment) ที่จะเพิ่มศักยภาพทางการเงินและโอกาสทางธุรกิจให้กับลูกค้า

เป้าหมายของ K PLUS นำแอปธนาคารให้เจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์ นำเสนอบริการให้ง่ายขึ้น

แพลทฟอร์มของ K PLUS ใช้งานมาแล้วกว่า 5 ปี ปัจจุบันมีลูกค้าใช้งาน K PLUS มากกว่า 61% ของลูกค้าธนาคารทั้งหมด 15 ล้านราย มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งจำนวนลูกค้าและปริมาณธุรกรรม ธนาคารจึงพัฒนาศักยภาพของ K PLUS ใหม่ พร้อมกับนำเสนอฟังก์ชันด้านไลฟ์สไตล์ที่เข้ากับความต้องการของผู้ใช้งานเป็นรายบุคคล (Personalization) ด้วยคอนเซปต์ “เปลี่ยนเพื่อรู้ใจขึ้น” ทุกอย่างทำได้จบในแอปเดียว ทำให้เป็นแอปที่ลูกค้าใช้ในชีวิตประจำวัน ได้ใช้จ่ายและเพลิดเพลิน (Pay & Play) กับบริการหรือผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากแบรนด์ดังมากมายที่จะมารวมตัวอยู่บนแพลทฟอร์มของ K PLUSพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารกสิกรไทยวางกลยุทธ์และเป้าหมายของ K PLUS ไว้ 3 ด้าน คือ

1. เพิ่มสัดส่วนการใช้งานฟังก์ชันไลฟ์สไตล์ของ K PLUS อีก 5-10% ภายใน 1 ปี

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย

แน่นอนว่าเป็นแอปธนาคาร ฟังก์ชันที่ลูกค้านิยมใช้มากที่สุดคือ รายการโอน-เติม-จ่าย คิดเป็น 125 ล้านรายการต่อเดือน ในขณะที่ฟังก์ชั่นเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ที่มีตั้งแต่ K PLUS เวอร์ชั่นที่แล้ว มีปริมาณการทำธุรกรรมที่น้อยกว่าที่คาดหมาย มีราว 1% ของรายการทั้งหมดหรือราวรวม 500,000 รายการต่อเดือนเท่านั้น

ในแอป K PLUS เวอร์ชั่นใหม่ กสิกรไทยจึงออกแบบฟังก์ชั่นไลฟ์สไตล์อย่าง K+ Market ให้เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย ให้ลูกค้าเข้าใจว่าแอป K PLUS ทำได้มากกว่าการโอนเติมจ่าย และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการใช้งานมากขึ้น และเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 5-10% ภายใน 1 ปี

2. K PLUS เป็นช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงบริการผลิตภัณฑ์ด้านการเงินของธนาคารได้ง่ายขึ้น

หลายบริการด้านการเงินนั้นมีอยู่ตั้งแต่ K PLUS เวอร์ชั่นที่แล้ว แต่อาจจะเข้าถึงยาก หรือไม่โดดเด่น ในแอปเวอร์ชั่นใหม่กสิกรไทยจึงออกแบบให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการด้านการเงินต่างๆ ผ่าน K PLUS ได้ง่ายและสะดวกขึ้น เช่น ฟังก์ชันถอนเงินโดยไม่ใช่บัตร ซื้อกองทุน

โดยเฉพาะบริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่เปิดให้บริการมา 8 เดือน ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขนาดเล็ก (Micro Finance) ให้กับลูกค้าทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อย มีส่วนผลักดันให้ภาพรวมยอดสินเชื่อคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลสะสมเติบโตกว่า 4% มียอดสินเชื่อใหม่จนถึงเดือนสิงหาคมประมาณ 16,300 ล้านบาท เทียบกับปลายปีก่อนที่มีมูลค่าสินเชื่อส่วนบุคคลคงค้างที่ 15,700 ล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งเป้าภายในปีนี้ปล่อยสินเชื่อคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มอีก 7,000 ล้านบาท หรือคิดรวมเป็น 22,700 ล้านบาท​

3. มุ่งเพิ่มฐานลูกค้ารวมของธนาคารให้ได้ 20 ล้านบัญชีภายใน 3 ปี

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ธนาคารมีฐานลูกค้าใหม่เฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านบัญชี ปัจจุบันธนาคารมีจำนวนบัญชีลูกค้ารวม 15 ล้านบัญชี และเชื่อมั่นว่า ภายใน 3 ปี ฐานลูกค้าใหม่ของธนาคารให้เพิ่มเป็นปีละ 2 ล้านบัญชี และทำให้ธนาคารมีฐานลูกค้ารวมเป็น 20 ล้านบัญชี

โดยที่จำนวนลูกค้า K PLUS ส่วนหนึ่งจะมาจากการเติบโตของฐานลูกค้ารวมของธนาคาร และอีกส่วนที่สำคัญจะมาจากกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าที่ไม่ได้มีบัญชีของธนาคาร เช่น ลูกค้าที่ใช้ อี-วอลเล็ต รวมถึงการเปิดให้ธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ โดยเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในภูมิภาค เพิ่มช่องทางการชำระเงินให้แก่ลูกค้าได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

คุณเคยเห็น 10 ภาพแรกของโลกหรือยัง?

Published

on

ทุกอย่างล้วนมีจุดเริ่มต้น แบไต๋รวบรวมเรื่องราว 10 ภาพแรกของโลก ทั้ง #ภาพถ่ายใบแรกของโลก ภาพถ่ายสีภาพแรก ภาพเซลฟีภาพแรก และอีกสารพันภาพแรกให้คุณเอาไปเล่าให้เพื่อนฟังสนุกๆ ได้ พร้อมแล้วคลิกที่ภาพแล้วอ่านไปด้วยกันเลย!

1. ภาพถ่ายภาพแรกของโลก มองออกกันไหม

ภาพที่มองไม่ออกนี้เป็นภาพแรกของโลกจริงๆ ครับ ชื่อว่า View from the Window at Le Gras หรือวิวจากหน้าต่างที่ Le Gras เป็นผลงานของ Joseph Nicéphore Niépce ชาวฝรั่งเศสในปี 1826 ที่ถ่ายด้วยกล้องรูเข็มด้วยวิธีการ Heliography ซึ่งอธิบายกระบวนยาก เล่าคร่าวๆ ว่าเป็นแผ่นโลหะเคลือบสารเคมีให้ทำปฏิกิริยากับแสง แล้วใช้เวลารับแสงนานกว่า 8 ชั่วโมง ผ่านกระบวนการอีกหน่อยให้เกิดภาพบนแผ่นโลหะ

ถ้ามองภาพแรกไม่ออก นี่เป็นภาพที่ปรับแสงแล้ว เห็นหลังคาบ้านไหม

ภาพแรกเป็นภาพจริงๆ ที่ปรากฎบนแผ่นโลหะ ซึ่งเห็นเป็นเค้าลางๆ เท่านั้น ก็มีคนนำภาพถ่ายของภาพนี้ไปปรับจนเห็นชัดเจนขึ้นว่าเป็นภาพอะไร นี่เป็นก้าวแรกของมนุษยชาติที่ทำให้เรามีกล้องถ่ายรูปใช้ในทุกวันนี้เลยนะ

2. ภาพถ่ายสีภาพแรกของโลก

ภาพนี้เป็นผลงานของ James Clerk Maxwell นักคณิตศาสตร์ฟิสิกส์ชื่อก้อง และลั่นชัตเตอร์โดย Thomas Sutton ผู้สร้างกล้อง SLR คนแรกของโลก ซึ่งต้องถ่ายภาพ 3 ครั้งผ่านฟิลเตอร์สีแดง เขียว และน้ำเงิน แล้วนำ 3 ภาพมารวมกันถึงกลายเป็นภาพโบว์สีสวยภาพนี้ในปี 1861

3. ภาพดิจิทัลภาพแรกของโลก

กล้องดิจิทัลตัวแรกของโลกพัฒนาโดยวิศวกรของโกดักในปี 1975 แต่ภาพดิจิทัลภาพแรกของโลกเกิดก่อนกล้องดิจิทัลตัวแรกเกือบ 20 ปีครับ โดย Russell Kirsch ชาวอเมริกันในปี 1957 เมื่อเขาและทีมงานได้พัฒนาสแกนเนอร์สำเร็จ และได้ลองสแกนภาพลูกชายวัย 3 เดือนของ Kirsch ออกมาเป็นภาพขนาด 176 x 176 pixel

4. ภาพถ่ายคนภาพแรกของโลก

เอ๊ะ แอดลงภาพผิดรึเปล่า นี่เป็นภาพถ่ายคนใบแรกของโลกจริงๆ ครับ ลองดูในภาพดีๆ สิจะเห็นว่ามีมนุษย์หนึ่งนายยืนอยู่บนถนน ภาพในปี 1838 โดย Louis Daguerre ชาวฝรั่งเศส นี้จึงกลายเป็นภาพแรกของโลกที่มีคนอยู่ในภาพ

สาเหตุที่ภาพในยุคแรกๆ ของโลกไม่มีคนอยู่เลยเพราะต้องเปิดรับแสงนานมากครับ อย่างภาพแรกของโลกที่เป็นรูปหลังคานั้นก็เปิดรับแสงอยู่ 8 ชั่วโมง ส่วนภาพนี้ได้พัฒนาเทคนิคแล้วเหลือเวลารับแสงราว 10 นาที เลยมีกระทาชายผู้โชคดีไม่เดินไปไหนติดอยู่ในภาพด้วย (ส่วนคนอื่นเดินไปเดินมา เลยไม่ติดอยู่ในภาพ)

5. ภาพเซลฟีภาพแรกของโลก

Robert Cornelius ชาวอเมริกันถ่ายภาพนี้ในปี 1839 ครับ หลังจากภาพแรกที่มีมนุษย์ไปแค่ปีเดียว โดยอีตา Robert ได้เซ็ตอัปกล้องในวันที่สดใสวันหนึ่งในเดือนตุลาคม ซึ่งหลังจากเปิดฝาเลนส์แล้ว เขาก็วิ่งไปนั่งเก็กอยู่หน้ากล้องนานกว่านาที แล้ววิ่งไปปิดเลนส์กล้อง จึงกลายเป็นภาพเซลฟีภาพแรกของโลก

6. ภาพถ่ายจากอากาศภาพแรกของโลก

ในยุคสมัยที่เรายังไม่มีโดรน ปี 1860 โลกก็ได้มีภาพทางอากาศภาพแรกของโลกแล้ว โดย Gaspard-Félix Tournachon นักบอลลูนชาวฝรั่งเศสที่ถ่ายภาพนี้จากบอลลูนลมร้อนของเขา โดยเป็นภาพของเมืองปารีสนั่นเอง

7. ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ภาพแรกของโลก

ภาพนี้ถ่ายโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อว่า Louis Fizeau และ Leon Foucault เมื่อวันที่ 2 เมษายน 1845 โดยใช้วิธีการถ่ายภาพที่เรียกว่า Daguerreotype ซึ่งใช้เวลารับภาพ 1/60 วินาที ซึ่งถ้าดูภาพดีๆ จะเห็นจุดบอดในตัวอาทิตย์ด้วย

8. ภาพถ่ายจากอวกาศภาพแรกของโลก

 

ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1946 โดยกล้องภาพยนตร์ที่ใช้ฟิล์ม 35 mm ที่ติดไปกับจรวด V-2 #13 ซึ่งเป็นภาพโลกขาวดำที่ความสูง 65 ไมล์เหนือพื้นโลกครับ

9. ภาพถ่ายดวงจันทร์ภาพแรกของโลก

John W. Draper ถ่ายภาพนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 1840 ที่ห้องสังเกตการณ์บนดาดฟ้าของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก โดยใช้เทคนิค Daguerreotype

10. ภาพถ่ายภาพแรกของโลกที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต (นับที่ World Wide Web นะ)

กระโดดข้ามมาในยุคอินเทอร์เน็ตบ้างครับ หลังจาก Tim Berners-Lee ได้สร้าง WWW ขึ้นมาในยุค 90s ที่สถาบันวิจัย CERN หลังจากนั้นในปี 1992 เขาก็ได้อัปโหลดรูปของวง Les Horribles Cernettes (เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า The Horrible CERN Girls หรือวงดนตรีเพี้ยนของสาวนักวิจัยใน CERN นั่นเอง) ทำให้ภาพของ 4 สาว Angela Higney, Michele de Gennaro, Colette Marx-Neilsen และ Lynn Veronneau กลายเป็นภาพแรกบนอินเทอร์เน็ต

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!