Connect with us

บทความเทคโนโลยี

แบไต๋บุกรัง Huawei ถึงถิ่นกำเนิดในจีน ล้วงแนวคิดปัญญาประดิษฐ์

Published

on

หลังจากที่เว็บแบไต๋บุกโรงงานผลิตสมาร์ทโฟน Huawei แบไต๋กระบวนสร้างมือถือหนึ่งเครื่องว่าต้องทำอะไรบ้าง ในทริปตะลุยจีนครั้งนี้ เรายังได้พูดคุยกับทีมงานที่ดูแลการพัฒนา AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นความสามารถหลักของ Huawei Mate 10 และเยี่ยมชมนิทรรศการ IoT (Internet of Things) ของหัวเว่ย ทำให้เห็นภาพชัดเจนถึง 2 ธุรกิจหลัก คือธุรกิจสร้างเครือข่ายกับธุรกิจอุปกรณ์สำหรับผู้ใช้ของหัวเว่ยด้วย

Beyond Innovation – 4 แนวคิดสู่แบรนด์ชั้นนำของหัวเว่ย

  1. Innovation หัวเว่ยลงทุนมากกว่า 45,000 ล้านเหรียญด้านการวิจัยผลิตภัณฑ์มาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เป็นบริษัทที่ลงทุนตรงนี้สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ทำให้มีสินค้าที่ล้ำสมัยในระดับโลก
  2. Quality สินค้าจะต้องมีคุณภาพกว่าใคร สินค้าจะต้องมีการทดสอบทุกอย่าง ผ่านขั้นตอนที่ทำให้มั่นใจว่า สินค้าทุกตัวออกมานั้น มีคุณภาพจริงๆ ซึ่งมีทั้งการทดสอบภายใน (ที่เรานำเสนอให้ดูในกระบวนการสร้างสมาร์ทโฟน) และการทดสอบจากองค์กรภายนอก (เช่น TÜV Rheinland ทดสอบระบบชาร์จของ Huawei Mate 10)
  3. Openness รับฟังความคิดเห็นของทุกคนและนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทาง Huawei เริ่มเรียนรู้และรับฟังว่า ต้องมาทำอะไรบ้างหากเกิดปัญหา เช่นในเคสของ Memory ที่เรานำเสนอกันไป หรือการร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำเช่น Leica, Pantone, Google, Microsoft เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์
  4. Social Responsibility เรื่องการทำการตลาด การตอบรับโลกโซเชียลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องของ Ecosystem ที่ทาง Huawei ได้เล็งเห็นว่าการสร้างผลิตภัณฑ์จะต้องมาพร้อมความรับผิดชอบในธรรมชาติ โดยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าด้านอื่นนอกเหนือจากโซล่าเซลล์ หรือการพัฒนาการสร้างโทรศัพท์ที่เป็น Eco-friendly สร้างสรรค์ให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

คุยกับหัวหน้าทีมพัฒนา AI ของหัวเว่ย

มร.ฟีลิกซ์ ชาง รองประธานฝ่ายวิศวกรรมด้านซอฟต์แวร์ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป

ในอนาคตอันใกล้ๆ นี้แหละ AI หรือปัญญาประดิษฐ์จะเป็นเรื่องที่ทุกวงการเข้าไปเกี่ยวข้องนะครับ ซึ่งจากการพูดคุยกับคุณฟีลิกซ์ ชาง รองประธานฝ่ายวิศวกรรมด้านซอฟต์แวร์  หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ผู้บริหารที่ดูแลงานพัฒนา AI โดยตรง ทำให้ทราบว่าหัวเว่ยเริ่มพัฒนา AI มาตั้งแต่ 3-4 ปีที่แล้วในฝั่งเทคโนโลยีเครือข่าย เพราะหัวเว่ยมีวิสัยทัศน์ว่า AI จะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายในธุรกิจ (General Purpose Technology) ตอนนี้หัวเว่ยจึงมีวิศวกรพัฒนา AI มากกว่า 100 คน จากวิศวกรทั้งหมดกว่า 2000 คน

ถ้ามองปัญญาประดิษฐ์ให้ใกล้ตัวเราหน่อยก็อย่าง AI ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือครับ คือสมาร์ทโฟนมีเซนเซอร์ต่างๆ เก็บรายละเอียดรอบตัวเช่น ตำแหน่งสถานที่ ทิศทาง เสียง ภาพ ความดันอากาศ อุณหภูมิ แต่สิ่งที่เราต้องการสมองเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลนำมาใช้ทันที ซึ่ง AI ที่ว่านี้จะทำงานคล้ายกับระบบสมองของมนุษย์ ที่มีความเร็วในการประเมินว่าสิ่งรอบตัวคืออะไร และต้องตัดสินใจอย่างไร ซึ่งเป็นลักษณะการประมวลผลที่แตกต่างจาก CPU เดิมที่คิดเป็นโลจิกตรงไปตรงมา ต้องการข้อมูลที่มากพอและแม่นยำจึงจะสามารถประมวลผลได้ ซึ่งบางทีก็มากเกินไปจนประมวลผลได้ช้า

AI ของ Huawei Mate 10 จึงเข้ามาช่วย

คุณฟีลิกซ์อธิบายว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่ใน Huawei Mate 10 นั้นเป็น On-device AI เป็นหลัก คือเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ประมวลผลจบในตัวเครื่อง เพื่อสนับสนุนการทำงานของเครื่อง เช่น AI ทำงานร่วมกับกล้อง ทำให้กล้องของ Huawei Mate 10 สามารถวิเคราะห์ได้ทันที (ด้วยความเร็วในการวิเคราะห์ 2,000 ภาพต่อวินาที) ว่าสิ่งที่อยู่ในเฟรมภาพนั้นคืออะไร เป็นบุคคล เป็นอาหาร เป็นภาพวิว เป็นภาพแมว เป็นข้อความ ฯลฯ แล้วปรับลักษณะภาพให้เหมาะสมกับการถ่ายประเภทนั้นๆ (เช่นถ้าวิเคราะห์ว่าเป็นอาหาร ก็จะปรับภาพให้สีสดมากขึ้น หรือวิเคราะห์ว่าเป็นข้อความ จะปรับภาพให้คมขึ้น)

การพัฒนา AI สำหรับการถ่ายภาพของ Mate 10 นั้นมีการเรียนรู้จากรูปกว่า 100 ล้านภาพเพื่อฝึกให้ปัญญาประดิษฐ์เข้าใจว่าภาพแต่ละแบบจะมีลักษณะอย่างไร ซึ่งตอนนี้ใน Mate 10 สามารถแยกแยะการถ่ายภาพได้ 13 แบบ และจะพัฒนาให้แยกให้มากขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ AI แบบที่ใช้งานใน Mate 10 ยังสนับสนุนการทำงานของผู้ใช้อีกหลายอย่าง ทั้งช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องให้ลื่นขึ้น จัดสรรทรัพยากรได้ดีขึ้น ด้วยการเรียนรู้ลักษณะการใช้งานของผู้ใช้ แล้วจูนระบบให้เหมาะ หรือช่วยรับรู้เสียงของผู้ใช้ และปรับแต่งให้การคุยโทรศัพท์ชัดขึ้น รู้ว่าจะต้องลดเสียงรบกวนเบื้องหลังอย่างไร

AI จะช่วยให้ผู้ใช้เก่งขึ้นในด้านที่ไม่ถนัด เช่นถ่ายรูปดีขึ้นเพราะเครื่องช่วยแต่ง

ซึ่งการทำงานแบบ On-Device จะทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้จะถูกเก็บและประมวลผลในเครื่องเท่านั้น ไม่ได้ถูกส่งขึ้นประมวลผลที่อื่น แต่อย่างไรก็ตามงานบางส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวก็ต้องมี Cloud AI สนับสนุน เพื่อนำองค์ความรู้จากภายนอกเข้ามาช่วยทำให้การตัดสินใจของปัญญาประดิษฐ์ทำได้แม่นยำขึ้น

ในอนาคต เมื่อการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์พัฒนาขึ้น จะช่วยในงานได้อีกหลายอย่าง เช่นการใช้ AR แบบกินพลังงานต่ำลง หรืองาน Real-time Computer Vision ก็จะเป็นไปได้มากขึ้น

AI ของ Huawei เหนือว่าเจ้าอื่นๆ อย่างไร

คุณฟีลิกซ์อธิบายในประเด็นนี้ว่า จุดเด่นของ AI จาก Huawei ทำงานร่วมกันทั้ง Hardware, Software และ Ecosystem

ในฝั่ง Hardware หัวเว่ยมีชิป Kirin 970 ตัวล่าสุดที่พัฒนาเองอยู่ในสมาร์ทโฟนซีรี่ส์ Mate 10 (และน่าจะใส่ลงในสมาร์ทโฟนตัวถัดๆ ไปด้วย) ที่มี NPU (Neural Processing Unit) หน่วยประมวลผลพิเศษเพื่อทำงานในลักษณะเดียวกับสมองมนุษย์ ทำให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ทำงานเร็วขึ้น

ส่วนในฝั่ง Software หัวเว่ยก็มี EMUI ระบบปฏิบัติการที่พัฒนาจาก Android โดยเติมความสามารถที่หัวเว่ยต้องการลงไปอย่าง Kirin HiAI API ตัวใหม่เพื่อทำงานเรื่อง AI โดยเฉพาะ (อยู่ระดับชั้นเดียวกับ Android AI API) เพื่อให้ทำงานร่วมกับ NPU ได้ดีขึ้น

และ Ecosystem หัวเว่ยก็จับมือกับหลายบริษัทเช่น Microsoft หรือ Google เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้งานกับ AI ของหัวเว่ยได้ดีขึ้น (แม้จะเพิ่งเริ่มต้นก็ตาม) โดย AI ของหัวเว่ยนั้นเป็นมาตรฐานกลาง เป็น Open Platform นักพัฒนาภายนอกก็สามารถพัฒนาแอปเพื่อใช้ AI ของหัวเว่ยได้ โดยผ่าน TF หรือ Caffe ที่นิยมใช้กันอยู่แล้ว (ไปเชื่อมต่อกับ Android AI API, Kirin HiAI อีกที) หรือจะเขียนตรงเข้า EMUI AI Engine เลยก็ได้

มอง AI ในอนาคต

คุณฟีลิกซ์และคุณชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย

เมื่อนักข่าวถามคุณฟีลิกซ์ว่า AI จะน่ากลัวแบบที่เราเห็นในข่าวว่าผู้นำความคิดด้านเทคโนโลยีออกมาเตือนเรื่องอันตรายจาก AI คุณฟิลิกซ์ก็ให้มุมมองว่า สถานะของปัญญาประดิษฐ์ที่มนุษย์พัฒนาได้ตอนนี้ยังอยู่ห่างไกลจากจุดที่จะเป็นอันตรายได้อีกเยอะ เรายังต้องผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีอีกมาก แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่ามันก็อาจจะมีอันตรายได้

ส่วน AR (Augmented Reality) กับ AI จะทำงานร่วมกันไหม คุณฟีลิกซ์ก็ให้ความเห็นว่า 2 เทคโนโลยีอยู่คนละสายกันเลย พัฒนากันมาคนละแขนง แต่สุดท้ายก็ต้องมาเกื้อกูลกันอยู่ดี AR ก็ต้องใช้ AI เพื่อวิเคราะห์แยกแยะสิ่งที่อยู่ในภาพ หัวเว่ยจึงมีทีมพัฒนา AR โดยเฉพาะด้วย

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

รู้จักเทคโนโลยี Hybrid TOYOTA รุ่นล่าสุดผ่านแนวคิดญี่ปุ่น

หนึ่งในสิ่งที่ตกตะกอนจากวัฒนธรรมคือการออกแบบรถ Toyota C-HR ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี อย่างเครื่องยนต์ Hybrid รายละเอียด ความปลอดภัยจากโครงสร้างพื้นฐานของรถแบบ TNGA และใส่ใจในการใช้งาน ก็เป็นหนึ่งในมรดกของบุคลิกคนญี่ปุ่น ที่สะท้อนผ่านวัฒนธรรมหลากหลาย

Published

on

(Advertorial)

Toyota บริษัทผลิตรถยนต์ชั้นนำจากญี่ปุ่น ถือเป็นความภูมิใจของชาวเอเชียอย่างเราได้ไม่น้อยนะครับ เพราะบริษัททีตอนนี้่มีอายุอานามปาเข้าไป 80 ปีแล้ว (ในปี 2017) แต่ยังสามารถพัฒนารถยนต์ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง และส่งขายไปทั่วโลกจนบริษัทโตโยต้าติดอยู่ใน Top5 ของ Fortune Global 500 หรือติด 1 ใน 5 บริษัทที่มีรายได้มากทึ่สุดในโลก

ซึ่งพื้นฐานของความสำเร็จ ส่วนหนึ่งมาจากปรัชญา Kaizen หรือแนวคิดพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่โด่งดังของโตโยต้า ซึ่งเราขอลัดฟ้าไปญี่ปุ่นเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมอันงดงามของแดนอาทิตย์อุทัย ที่สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาเทคโนโลยีของทีมวิศวกรโตโยต้า

ปรัชญา Kaizen จากการหล่อหลอมของวัฒนธรรมญี่ปุ่น

คำว่า 和 ‘วะ’ แปลว่า ‘ความลงตัว’

วัฒนธรรมที่ตกทอดมายาวนานของชาวญี่ปุ่นคือการเขียนหนังสือด้วยพู่กันญี่ปุ่น ทุกการตวัดลายเส้นล้วนสะท้อนความละเอียดอ่อน ทั้งการจับพู่กัน น้ำหนักในการกด องศาในเขียน แสดงถึงสมาธิที่ตั้งมั่น โดยมีการเรียนการสอนและที่ถูกฝึกฝนการเขียนพู่กันมาตั้งแต่ยังเด็ก สื่อถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และความอดทนในการฝึกฝนอย่างยาวนาน จนเกิดความชำนาญ และได้เป็นงานชิ้นเอก (Masterpiece) ที่น่าภาคภูมิใจ

อีกหนึ่งวัฒนธรรมที่แสดงความตั้งใจของช่างฝีมือ และการพัฒนาต่อเนื่องยาวนานคือชุดกิโมโน ชุดประจำชาติที่เป็นความภาคภูมิใจของญี่ปุ่น หัวใจสำคัญของชุดกิโมโน อยู่ที่การตัดเย็บและการออกแบบลวดลาย ที่ต้องอาศัยทักษะชั้นสูงผสานกับความประณีตในการลงรายละเอียด ชาวญี่ปุ่นพัฒนาเทคนิคการตัดเย็บเสื้อผ้าแบบใหม่ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการสวมใส่ อีกทั้งยังเลือกวัสดุที่เหมาะกับการสวมใส่ทุกสภาพอากาศ ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชุดกิโมโนได้รับความนิยมและแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วในหมู่วัยรุ่น และเข้าถึงคนญี่ปุ่นทุกเพศทุกวัยเสมอ

Makes Ever Better… พัฒนาการอย่างต่อเนื่อง คือ หัวใจของ ไคเซน!

จากรากเหง้าวัฒนธรรมญึ่ปุ่นที่มีการพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โตโยต้าเองเข้าใจและเชื่อมั่นในปรัชญานี้ จีงได้นำเอามาเป็นหัวใจหลักของการพัฒนารถยนต์มาอย่างยาวนาน โดยเรียกปรัชญานี้ว่า ‘ไคเซน’(Kaizen) ซึ่งหมายถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้งเพื่อสิ่งที่ดีกว่า โตโยต้าใส่ใจทุกรายละเอียดการพัฒนาเทคโนโลยีทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคิดริเริ่ม จนถึงมอบสู่มือลูกค้า

ระบบไฮบริด 1 + 1 = ∞ การผสมผสานที่ลงตัวดั่งอาหารฟิวชั่น

โตโยต้านั้นขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยี Hybrid มายาวนานนะครับ นับตั้งแต่เปิดตัว Toyota Prius รุ่นแรกในไทยเมื่อปี 2540 หรือเมื่อ 20 ปีก่อน เทคโนโลยี Hybrid เครื่องยนต์ลูกผสมระหว่างน้ำมันกับไฟฟ้าก็พัฒนามาถึงรุ่นที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ประสิทธิภาพในการชาร์จและจ่ายพลังงานไฟฟ้าในปริมาณที่มากขึ้นและเร็วขึ้น ทำให้สามารถใช้งานในโหมดพลังงานไฟฟ้าได้นานขึ้นและประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่ารุ่นก่อน

อีกทั้งยังปรับปรุงน้ำหนักของแบตเตอรี่ให้เบาลง วัสดุของแบตเตอรี่ที่เป็น Nickel Metal Hydride ยังถูกพัฒนาให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ทำให้ไม่สร้างมลพิษต่อโลก ระบบไฮบริดใหม่เป็นความภาคภูมิใจของโตโยต้าที่มีบทพิสูจน์ของความนิยมจากผู้ใช้จริงทั่วโลกกว่า 10 ล้านคัน

ซึ่งการทำงานผสมผสานกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานจากน้ำมันของระบบไฮบริด ก็เหมือนอาหารฟิวชั่นที่นำวัฒนธรรมการกินที่หลากหลาย มาผสมผสานกันอย่างลงตัว ซึ่งในญึ่ปุ่นก็มีร้านอาหารฟิวชั่นที่มีชื่อเสียงมากมายที่นำวัฒนธรรมอาหารของญี่ปุ่น ผสมกับวัตถุดิบและกระบวนการจากต่างวัฒนธรรม จนเกิดเป็นเมนูเฉพาะที่ต้องเดินทางมากินอย่างร้าน Fukujuen Kyoto Honten ร้านดังของเมืองเกียวโต ที่นำเสนออาหารสไตล์โมเดิร์นเฟรชกับญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมเอาไว้อย่างลงตัว

ความพิเศษของร้านนี้อยู่แนวคิดของเชฟผู้ปรุง ที่ผสมผสานวัตถุดิบแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น อย่างชาเชียว ออกมาในสไตล์อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยได้น่าทึ่งและลงตัว เป็นรสชาติพิเศษที่ทำให้ร้านอาหารนี้เป็นที่นิยมของทั้งหนุ่มสาวสมัยใหม่และชาวต่างชาติที่อยากจะลิ้มลอง

แนวคิดการผสมผสาน 2 สิ่งที่เยี่ยมยอดเพื่อพัฒนาเป็นสิ่งใหม่ที่แตกต่างมีมานานแล้วในวัฒนธรรมญี่ปุ่น จากอาหารฟิวชั่นสู่เครื่องยนต์ไฮบริด จึงเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันที่พัฒนาสู่แนวคิดเทคโนโลยีใหม่ครับ

โครงสร้างพื้นฐาน TNGA ประสบการณ์รวมกันเป็นหนึ่ง

TNGA หรือ Toyota New Global Architecture คือสถาปัตยกรรมรากฐานของรถยนต์ที่โตโยต้าพัฒนาขึ้นเพื่อให้ทุกส่วนประกอบของรถยนต์ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ตัวอย่างรถที่พัฒนาโดยอิงกับ TNGA คือ Toyota C-HR ครับ ที่ปรับปรุงหลายจุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน ทั้งจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง ลดอาการโคลงของตัวรถ พัฒนาช่วงล่างอิสระแบบปีกนกคู่ รับแรงกระแทกแยกกันในแต่ละจุด ทำให้ขับขี่นุ่มนวล และเกาะถนนได้ดี

โดยรวมแล้ว TNGA คือการปรับปรุงทุกส่วนประกอบของรถให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันและพัฒนาตัวถังให้แข็งแรงขึ้น ทำให้ขับขี่คล่องตัวและสนุกขึ้น แถมยังปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งแนวคิดของ TNGA ที่ผสมผสานเทคโนโลยีให้รวมเป็นหนึ่ง ก็เปรียบเหมือนสวนของวัดโคไดอิจิ (Kodaiji Temple) ที่แม้ชื่อเป็นวัด แต่มีการใช้เทคโนโลยีฉายภาพ Projection Mapping เพื่อเล่าเรื่องได้เหมือนสวนนี้มีชีวิต มีการยิงไฟเพื่อขับความงามของธรรมชาติให้โดดเด่นยิ่งขึ้นในเวลากลางคืน

จากการผสมผสานความงามของธรรมชาติและความงามจากมนุษย์สวนของวัดโคไดอิจิ จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงสัญลักษณ์สำคัญของเมืองเกียวโตที่มีทั้งความสวยงามของธรรมชาติและความน่าสนใจของเทคโนโลยีผสานอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว

Toyota C-HR รถยนต์ที่ตกตะกอนจากวัฒนธรรมและเทคโนโลยี

Toyota C-HR นั้นเป็นรถกลุ่ม subcompact crossover SUV รุ่นใหม่ล่าสุดของโตโยต้า ซึ่งมีทั้งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ Hybrid รุ่นล่าสุดและโครงสร้างตัวถังใหม่ TNGA รวมอยู่ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีสำคัญอีก 2 ตัวคือระบบเสริมความปลอดภัยขณะขับขี่ (Toyota Safety Sense) ช่วยลดความเร็วก่อนชนอัตโนมัติ แถมหน่วงพวงมาลัยไม่ให้ออกนอกเลนได้ด้วย และระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ T-Connect ที่รถจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอด เพื่อแสดงข้อมูลจำเป็นระหว่างขับรถ และติดตามตำแหน่งรถได้จากสมาร์ทโฟน

หนึ่งในสิ่งที่ตกตะกอนจากวัฒนธรรมคือการออกแบบรถ Toyota C-HR ที่เต็มไปด้วยรายละเอียด ความปลอดภัยและใส่ใจในการใช้งาน ก็เป็นหนึ่งในมรดกของบุคลิกคนญี่ปุ่น ซึ่งวัฒนธรรมที่สื่อความละเอียดอ่อนในด้านนี้เป็นอย่างดีคือพิธีชงชาอันเลื่องชื่อครับ

รายละเอียดของพิธีชงชานั้นเริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกใบชาและผสมชาจนได้กลิ่นอายที่ต้องการ ไปจนถึงพิธีชงชาที่นอกจากองค์ประกอบที่ตัวน้ำชาที่มีรสฝาด ตัดกับขนมที่ออกหวานจนลงตัวแล้ว ยังมีความละเมียดของประเพณีที่มีการหันไปกล่าวขอโทษแขกคนถัดไปที่ตนเป็นผู้ดื่มชาก่อน แล้วหันไปคำนับเจ้าภาพเพื่อเป็นการขอบคุณจากนั้นจึงยกถ้วยชาขึ้นดื่ม แสดงถึงความเคารพและให้เกียรติกันระหว่างกันซึ่งมีอิทธิพลต่อมารยาทของชาวญี่ปุ่นในลักษณะที่เป็นพื้นฐานในปัจจุบัน สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของพิธีชงชาอยู่ที่การชื่นชมความงามและคุณค่าของสิ่งต่างๆ เช่นถ้วยชาที่สร้างมาอย่างปราณีต บรรยากาศและการตกแต่งห้องชาที่เรียบง่าย ผสานกับธรรมชาติอย่างลงตัว

อยากสัมผัสเทคโนโลยีและ Toyota C-HR ตัวจริง

พบกับงาน Toyota Hybrid Discovery ที่ 3 เมืองใหญ่

  • Central Festival Chiangmai ตั้งแต่วันที่ 7 -11 กุมภาพันธ์ 2561
  • Central Chonburi ตั้งแต่วันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2561
  • Central World กรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 7-11 มีนาคม 2561

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

รู้จัก HoToKeN ระบบเหรียญ Blockchain ไทยที่กำลังเปิดขายและมีระบบนิเวศรองรับ

แนะนำ HoToKeN ระบบเหรียญสัญชาติไทยที่เปิดให้ซื้อขายและมีแพลตฟอร์มรองรับแล้ว

Published

on

(Advertorial)

ถ้าทศวรรษที่แล้ว Internet คือเทคโนโลยีใหญ่ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนบนโลกไปทั้งหมด ทศวรรษนี้เทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ระดับเดียวกับอินเทอร์เน็ตก็คงหนีไม่พ้น Blockchain รากฐานของ BitCoin ที่นำไปประยุกต์กับสารพัดเรื่องในชีวิตประจำวัน และ HoToKeN (อ่านว่า ฮอต-โท-เคน) ก็เป็นหนึ่งในระบบเหรียญสัญชาติไทยที่นำพื้นฐานของ Blockchain มาใช้ครับ

จุดแข็งของ Blockchain จุดแข็งของ HoToKeN

คำว่า Blockchain นั้นมาจากการลักษณะการทำงานที่เก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับ ข้อมูลที่เก็บแต่ละชุดนั้นมีการอ้างอิงข้อมูลชุดที่อยู่ก่อนหน้าอยู่เสมอ ทำให้สามารถสืบสาวกลับไปได้ว่าข้อมูลชุดนี้มีที่มาอย่างไร ซึ่งการเก็บข้อมูลแบบ Blockchain นี้มีความปลอดภัยสูงมาก ใครก็ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ได้ เพราะจะไปขัดกับข้อมูลชุดต่อๆ มาทั้งหมด แถมยังกระจายรายการเดินข้อมูล (Distributed Ledger) ทั้งหมดให้ผู้ใช้ทุกคนถือ จึงเป็นระบบที่ไม่มีศูนย์กลาง ถ้าต้องการแก้ไขข้อมูลก็ต้องแก้รายการเดินข้อมูลของผู้ใช้ทั้งหมดด้วยซึ่งมันเป็นไปได้ยากในระบบที่มีผู้ใช้จำนวนมาก และยังมีกลุ่มผู้ใช้ที่แย่งกันตรวจสอบความถูกต้องของรายการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาในระบบด้วย โดยคนที่ตรวจสอบถูกต้อง รวดเร็วที่สุดก็จะได้รางวัลไป

จากลักษณะการทำงานของ Blockchain ที่รัดกุม สืบสาวต้นตอได้ มีแนวคิดตรวจสอบความถูกต้องเสมอ ทำให้เราสามารถประยุกต์ใช้ Blockchain กับงานการเงิน (อันนี้ Bitcoin พิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวคิดที่เวิร์ค) งานเก็บประวัติวัตถุโบราณ งานค้าขาย หรืองานอะไรก็ได้ที่เน้นความถูกต้องของข้อมูล ทำให้เทคโนโลยีนี้น่าจะกลายเป็นพื้นฐานของหลายๆ เรื่องในอนาคต และเป็นความรู้พื้นฐานของคนทำงานในยุคต่อไปด้วย

เพราะเป็น Blockchain จึงแฮกระบบกลางแทบไม่ได้

เมื่อ HoToKeN ใช้รูปแบบการทำงานของ Blockchain ผ่านเทคโนโลยีกลางจาก Ethereum ที่เรียกว่า ERC-20 จึงทำให้มั่นใจว่า HoToKeN จะมีมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลธุรกรรม (Transaction) แบบเดียวกับ Blockchain ที่ไม่สามารถแก้ไขรายการเดินข้อมูลจากแหล่งเดียวได้

จุดเด่นของ HoToKeN คือมีระบบนิเวศรองรับแล้ว

 

จุดตัดสินว่าเหรียญดิจิทัลต่างๆ จะมีคุณค่าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามันนำไปใช้ประโยชน์อะไรในชีวิตความเป็นจริงได้บ้าง อย่าง Bitcoin แม้มูลค่าในหน้าจออาจจะสูงมาก แต่การใข้งานจริงกลับติดขัด เพราะข้อกำหนดของระบบทำให้กระบวนการตรวจสอบการโอนเหรียญทำได้ช้ามาก มีค่าใช้จ่ายสูง จึงไม่รองรับการใช้งานแบบ Micro Transactions ที่โอนเงินไปๆ มาๆ จำนวนน้อยได้ แถมมูลค่าของ Bitcoin ยังเหวี่ยงมากจนผู้ใช้ต้องแบกรับความเสี่ยง ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างจึงทำให้มูลค่าจริงๆ ของ Bitcoin ยังเป็นที่น่ากังขา

ส่วน HoToKeN นั้น วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งคือสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในระบบนิเวศของ HotNow แพลทฟอร์มเพื่อให้ร้านค้าสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ผ่านระบบคูปองดิจิทัล ซึ่งเปิดให้บริการในไทยไปแล้วเมื่อต้นปี 2017 ที่ผ่านมา จุดเด่นของแอป HotNow คือเปิดให้ร้านค้าสามารถกำหนดกลุ่มผู้รับสิทธิพิเศษจากตำแหน่งในภูมิศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ ทำให้การนำเสนอส่วนลด บริการพิเศษสามารถส่งตรงไปถึงกลุ่มผู้ใช้ได้อย่างเห็นผล

ซึ่งหน้าที่ของ HoToKeN คือจะเป็นตัวแทนมูลค่าของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะที่อยู่ในระบบของ HotNow เป็นเหมือนกุญแจที่ไว้ปลดล็อกดีลต่างๆ เพื่อแลกส่วนลด หรือใช้แลกสินค้าในโลกจริงได้ ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้เงินในโลกจริงเพื่อแลก HoToKeN หรือจะเข้าร่วมกิจกรรมหรือเกมต่างๆ ที่ HotNow นำเสนอเพื่อรับ HoToKeN ได้อีกด้วย

HoToKeN จึงสามารถโตได้ด้วยการสร้างงานให้มันทำ สร้างความต้องการในระบบเศรษฐกิจย่อมๆ ที่เกี่ยวข้องกับ HotNow นั้นเอง นอกจากนี้ HoToKeN เองยังมีความสามารถ Smart Contract หรือสัญญาอัจฉริยะที่จะทำงานอัตโนมัติเมื่อตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่นการใช้แลกรับบริการ ตัว Smart Contract ก็จะตรวจสอบเงื่อนไขว่ามีการจ่าย HoToKeN ตรงกับที่กำหนดไว้หรือไม่ ถ้าตรงก็จะปลดล็อกบริการนั้นให้ใช้ต่อไป ซึ่งพื้นฐานเหล่านี้ก็จะเป็นรากฐานให้ HoToKeN เติบโตได้ต่อไปในอนาคต

เรื่องเหรียญๆ ของ HoToKeN

  • HoToKeN ชื่อย่อคือ HTKN) จะมีเหรียญทั้งหมด 10,000 ล้านเหรียญในระบบ
  • เปิดจำหน่าย 3,000 ล้านเหรียญผ่าน ITO (Initial Token Offering) เริ่มต้นในเดือนธันวาคม 2017 ช่วง Pre-sale จะได้ส่วนลด 65% คือขายที่ราคา $0.1 ต่อ HTKN และเริ่ม Public Sale วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2018 ซึ่งสามารถดูรายละเอียดและซื้อเหรียญได้ผ่านเว็บ HoToKeN (การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนลงทุนทุกครั้ง)
  • กันไว้ 6,500 ล้านเหรียญสำหรับแจกจ่าย แลกเปลี่ยนในระบบเศรษฐกิจที่มี HotNow เป็นจุดเริ่มต้น
  • ส่วนอีก 500 ล้านเหรียญแจกจ่ายให้พนักงานและผู้เกี่ยวข้อง
  • HTKN จะเริ่มค้าตาม Crypto Exchange ปลายเดือนมีนาคม 2018
  • แล้วเริ่มใช้เต็มระบบปลายปี 2018

ดูรายละเอียดและซื้อเหรียญได้ผ่านเว็บ HoToKeN  (การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนลงทุนทุกครั้ง)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

(บทวิเคราะห์) ทำไมพี่มาร์กแห่ง Facebook ต้องลด Reach เพจ และเราจะเอาตัวรอดอย่างไร

หลังจากพี่มาร์กประกาศอย่างเป็นทางการว่าเฟซบุ๊กกำลังลด Reach จนหลายคนเริ่มคิดไปไกลว่าทราฟฟิกฟรีจากเฟซบุ๊กกำลังจะหายไป เพราะอะไรจึงเกิดเรื่องนี้ แล้วจะแก้ไขอย่างไร

Published

on

กลายเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อพี่มาร์กแห่ง Facebook (Mark Zuckerberg) ออกมาประกาศผ่านหน้าเฟซบุ๊กของตัวเองว่าต่อไปนี้ News Feed จะให้ความสำคัญกับโพสต์ของเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น และลดความสำคัญของ Public Post หรือโพสต์จากเพจลงไป ซึ่งก่อนหน้านี้คนทำเพจก็เห็นสัญญาณความถดถอยของเพจหลายอย่างมาพักใหญ่แล้วแหละครับ แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนเท่าที่พี่มาร์กประกาศ

แบไต๋จึงขอวิเคราะห์เหตุผลของเฟซบุ๊กและทางรอดจากวิกฤตนี้กัน

เฟซบุ๊กสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร

ก่อนที่เราจะเข้าใจ Facebook News Feed เราต้องเข้าใจแก่นธุรกิจของเฟซบุ๊กกันก่อน จริงอยู่ว่าเฟซบุ๊กนั้นได้เงินมหาศาลจากโฆษณาในรูปแบบต่างๆ แต่ถ้าเฟซบุ๊กนำเอาโฆษณามาเป็นแกนของการให้บริการ ก็คงไม่มีใครอยากใช้งานสิ่งที่มีแต่โฆษณา เพราะฉะนั้นแก่นและความคิดเริ่มต้นของ facebook เลยคือการติดต่อกับเพื่อน ติดต่อกับผู้คน ได้รู้ความเป็นไปของคนที่เรารู้จักและสนใจ ซึ่งด้วยแกนของการให้บริการแบบนี้จึงทำให้ผู้ใช้ติดเฟซบุ๊กมาก เพราะสามารถนำเสนอเรื่องราวของเพื่อนที่เราสนใจได้

เฟซบุ๊กต้องทำอะไรบ้างถึงจะนำเสนอเรื่องที่ผู้ใช้สนใจได้

ด้วยความฉลาดของผู้สร้างเฟซบุ๊กจึงพัฒนากระบวนการคิดหรือ algorithm ขึ้นมาตีค่าความสำคัญของเนื้อหาต่างๆ ที่แชร์ขึ้นไปในเฟซบุ๊ก แล้วนำเนื้อหาที่ระบบคิดว่าสำคัญไปแสดงให้ผู้ใช้ได้เห็น ซึ่ง Algorithm ตัวนี้เฟซบุ๊กปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาให้สอดรับกับลักษณะการใช้ที่เปลี่ยนแปลงไป และต่อกรกับเนื้อหาไม่มีคุณภาพที่หวังจะอาศัยช่องโหว่ต่างๆ ในระบบเพื่อนำเสนอเรื่องจนทำให้ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้เสียไป

ความมั่นคงของเฟซบุ๊กขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้ และระยะเวลาที่ใช้ในระบบ ถ้าไม่มีใครใช้เฟซบุ๊กก็ล่มสลาย

เฟซบุ๊กไม่ได้เปิดเผยกระบวนการคิดของ algorithm ชุดนี้อย่างละเอียด แต่อธิบายเป็นภาพคร่าวๆ ว่าจะให้น้ำหนักกับโพสต์ของคนใกล้ชิด หรือครอบครัวเป็นหลัก (ก็ตามจุดประสงค์ของเฟซบุ๊กที่เชื่อมโยงคนรู้จักเข้าหากัน) นอกจากนี้ยังมีอีกหลายตัวแปรที่ใช้ถ่วงน้ำหนักว่าเนื้อหานี้น่าแสดงให้ผู้ใช้เห็นหรือไม่ เช่นปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้กับเพื่อนคนนั้น ถ้าเฟซบุ๊กสังเกตว่าเราไปกดไลค์ใคร เฟซบุ๊กก็จะให้น้ำหนักกับโพสต์ของเพื่อนคนนั้นขึ้นมา แล้วยิ่งถ้าเข้าไปคอมเมนต์โพสต์ หรือแชร์โพสต์ เฟซบุ๊กก็จะให้น้ำหนักมาก เพราะถือเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความพยายาม ความตั้งใจ ก็น่าจะหมายความว่าผู้ใช้คนนั้นสนใจกับโพสต์ของคนๆ นั้นเป็นพิเศษ เราจึงเห็นได้ว่าใครที่เราไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เราก็จะไม่ค่อยเห็นโพสต์ของเขานั้นเอง แล้วยิ่งถ้าเป็นคนที่เรากด Hide Post บ่อยๆ เฟซบุ๊กยิ่งจำเลยว่าไม่ต้องแสดงคนนี้

นอกจากนี้เฟซบุ๊กยังพิจารณาถึงเรื่องอื่นๆ ที่เราน่าจะสนใจ
โดยเฟซบุ๊กให้น้ำหนักกับ 2 เรื่อง คือเรื่องที่เราควรรู้ และเรื่องเราน่าจะสนุกกับมัน ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยภายนอกคือ เรื่องนั้นๆ ที่แชร์ในเฟซบุ๊กมีคนคลิกเข้าไปดู มีคนเขียนคอมเมนต์ หรือมีคนกดแชร์เยอะแค่ไหน ถ้ามีผู้ใช้คนอื่นๆ สนใจมาก มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่คนอื่นสนใจด้วย เฟซบุ๊กก็จะค่อยๆ ปล่อยให้คนอื่นๆ เห็นเนื้อหานั้นด้วย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายในของผู้ใช้เอง ที่เฟซบุ๊กค่อยๆ ศึกษาเราจากลักษณะการใช้งานของเราว่าเรากดไลค์เนื้อหาแบบไหน ชอบดูเพจอะไร คลิกอ่านเรื่องใดบ้าง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้กับเนื้อหา ว่าผู้ใช้แต่ละคนน่าจะชอบเนื้อหาแบบไหนบ้าง ซึ่งเฟซบุ๊กพิจารณากันเป็นรายบุคคล หน้า News Feed ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกันไงครับ

เป้าหมายเฟซบุ๊กเปลี่ยน เมื่อพี่มาร์กมีลูก

Mark Zuckerberg ให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ว่าตั้งแต่เขามีลูกสาว 2 คน ก็เริ่มเปลี่ยนแนวคิดการสร้างเฟซบุ๊กใหม่ โดยคิดในมุมมองว่าอยากให้ลูกสาวคิดว่าสิ่งที่พ่อสร้างเป็นสิ่งที่ดีต่อโลก และอ้างอิงผลวิจัยว่าคนเราใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเชื่อมโยงกับคนที่เราห่วงใย ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง เป็นการเชื่อมโยงกันที่มีความหมายมากขึ้น แต่การอ่านเนื้อหาอื่นๆ แม้จะเป็นข่าวหรือดูวิดีโอความบันเทิง ก็อาจไม่ได้ทำให้รู้สึกดีกับชีวิต ต่อไปเฟซบุ๊กจึงให้น้ำหนักกับโพสต์ของเพื่อนและครอบครัวมากกว่าโพสต์แบบสาธารณะ

คีย์เวิร์ดสำคัญคือ การเห็นเรื่องราวแง่ดีๆ ของชีวิต เห็นเรื่องราวที่มีความสุข ทำให้ผู้ใช้มีความสุข

แต่พี่มาร์กก็พูดความจริงไม่หมดว่าการเห็นชีวิตของคนอื่นที่ดีกว่าเรา ก็ทำให้ผู้ใช้รู้สึกเป็นทุกข์เช่นเดียวกัน กับการที่ต้องเอาชีวิตของตัวเองไปเทียบกับชีวิตที่หรูหรา ดูดี (ที่อาจจะเฟคก็ได้) ของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เรารู้จักและรู้พื้นฐานมาอย่างดี (เช่นโตมาด้วยกัน เรียนมาด้วยกัน แต่ตอนนี้ประสบความสำเร็จมากกว่าเรา) ซึ่งคงมีไม่บ่อยนักที่เราจะระบายเรื่องร้าย หรือเรื่องส่วนตัวมากๆ ลงในเฟซบุ๊ก

ซึ่งเฟซบุ๊กก็ประกาศเช่นกันว่าการปรับครั้งนี้อาจทำให้ผู้ใช้ใช้เวลาบนเฟซบุ๊กน้อยกว่าเดิม และปฏิสัมพันธ์กับโพสต์ต่างๆ น้อยลงกว่าเดิม จนราคาหุ้นตกลงไป 4.5% ก็ต้องดูกันต่อไปว่าการตัดสินใจของเฟซบุ๊กครั้งนี้ จะช่วยให้สังคมบนเฟซบุ๊กน่าอยู่ขึ้นกว่าตอนนี้จริงอย่างที่พี่มาร์กตั้งใจหรือไม่ หรือไม่สำเร็จและเป็นแค่อีกหนึ่งกลเกมที่ต้องการให้ผู้ใช้เชิงธุรกิจจ่ายเงินมากกว่าเดิม

ทางออกสำหรับคนทำ Facebook Pages และผู้ใช้ธุรกิจ

แบไต๋ขอสรุปทางออกสำหรับเพจธุรกิจ หรือผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับลดการมองเห็น หรือปรับลด Reach ของเฟซบุ๊กในครั้งนี้ครับ

  1. คุณคงเห็นแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือของ Facebook เบ็ดเสร็จในฐานะเจ้าของระบบ ถ้าต่อไปเฟซบุ๊กจะปรับอะไรอีก คุณโต้เถียงไม่ได้ มีแต่ต้องทำตาม ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ อย่าผูกธุรกิจของตัวเองให้เฟซบุ๊กชี้เป็นชี้ตาย ให้ลงทุนลงแรงกับสื่ออื่นๆ ด้วย เช่นลงทุนทำเว็บเพื่อให้หาเจอผ่าน Google หรือเริ่มต้นใช้ Twitter ในการกระจายข่าวสาร ใช้ LINE ในการติดต่อลูกเพจ (ไลน์กำลังทดสอบ LINE Square ที่คล้ายๆ facebook group แต่อยู่ในไลน์)
  2. ตัวตนของบุคคลในเฟซบุ๊กมีความสำคัญมากขึ้น การแชร์เนื้อหาอย่างมีคุณภาพ เขียนความเห็นเพื่อให้ได้แสดงความคิดเห็นจึงสำคัญ เริ่มต้นจากตัวเองและเพื่อนๆ ก่อน
  3. กระตุ้นความสัมพันธ์กับผู้ติดตามเสมอ ในฐานะเจ้าของเพจที่เข้าไปมีส่วนร่วม โต้ตอบ สร้างบทสนทนาที่มีประโยชน์
  4. ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่สิ่งที่ต้องทำตลอดคือสร้างเนื้อหาให้แตกต่าง สร้างแฟนคลับของเนื้อหาด้วยสิ่งที่หาจากที่อื่นไม่ได้ แล้วค่อยใช้แพลทฟอร์มอย่าง facebook, Youtube, Twitter, Line, Website เป็นเครื่องมือปล่อยของ
  5. การบอกให้ลูกเพจกด Follow และ See First ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่วิธีง่ายๆ ปุ่มเดียวรักษา Reach ไว้ได้ ต้องผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน
  6. ถึงอย่างไรก็ตาม Facebook ก็เป็นเครือข่ายที่มีผู้ใช้เยอะมาก โดยเฉพาะในไทย ยังไงเราก็ต้องลงโฆษณา ก็ต้องบูสโพสต์อยู่ดีเพื่อให้ถึงผู้ใช้ ซึ่งต่อไปค่าบูสจะยิ่งแพงขึ้นเพราะจะมีคนซื้อโฆษณามากขึ้น การเรียนรู้เพื่อโปรโมทในแพลทฟอร์มอื่นๆ อย่างซื้อโฆษณาใน Adword หรือ Twitter ก็เป็นทางออกที่ดี
  7. วิดีโอก็ถูกลดรีชเช่นกัน แต่วิดีโอจากโฆษณาดันไม่โดน เอ๊ะ
  8. ทางออกคือสร้างการสนทนาในเครือข่ายเยอะๆ คอมเมนท์ยาวๆ มีคุณค่า เฟซบุ๊กจะให้น้ำหนักมากกว่าไลค์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!