Connect with us

บทความเทคโนโลยี

อยากรู้ไหม Instagram เรียงลำดับโพสต์ยังไง ใช้อะไรคิดว่าต้องเอารูปนี้มาให้เราดู

Published

on

เคยสงสัยกันมั้ย ว่าทำไมเวลาเรากำลังสนใจเรื่องอะไร เรื่องนั้นก็มักจะเด้งขึ้นมาใน Instagram บ่อยๆ อย่างวันนั้นเพิ่งเข้าไปดูรูปน้องเป่าเปา เผลอแว๊บเดียวก็มีทั้งรูปน้องเรซซิ่ง น้องอคิณ น้องพอลเต็มไปหมด จนอดสงสัยไม่ได้ว่า Instagram เนี่ย เค้ามีวิธีหรือการทำงานของอัลกอริทึ่มยังไงในการคัดโพสต์ต่างๆ มาให้เราเสพ! วันนี้แบไต๋ก็เลยพยายามไปหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแสดงโพสต์ต่างๆ บน Instagram มาให้ทุกคนทราบกันแบบคร่าวๆ

Julian Gutman, Instagram product lead ออกมาอธิบายเกี่ยวกับการทำงานของอัลกอริทึ่ม Instgram ไว้ดังนี้

Instagram จะคัดโพสต์มาให้เราดูจาก 3 สิ่งหลักๆ ต่อไปนี้

ความสนใจ

ยิ่งเราสนใจอะไร โพสต์นั้นก็ยิ่งโผล่มา! หากเราชอบดูรูปรถ หรือกดติดตาม Instagram ที่มีรูปรถเยอะๆ แม้กระทั่งการกด Like กด Share หรือ Comment Instagram ก็จับจุดได้ทันทีว่าเราสนใจในเรื่องนั้นๆ จากนั้นเมื่อคนที่เราติดตามอยู่ลงรูปรถ เราก็จะเห็นรูปหรือวิดีโอนั้นทันที นอกจากนี้ในหน้าค้นหาของ Instagram (ไอคอนรูปแว่นขยาย) ก็จะคัดโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับรถมาแสดงให้เราเห็นบ่อยๆ ด้วย

ความสดใหม่

ยิ่งโพสต์ล่าสุดเท่าไหร่ ยิ่งถูกเอามาโชว์มากเท่านั้น!

ในแต่ละวันคนทยอยโพสต์นู่นนี่ลง Instagram กันตลอด ถ้าจะเลือกแสดงโพสต์ทั้งหมดในเวลาแป้ปเดียวก็เป็นไปได้ยาก Instagram เลยจัดความสำคัญให้โพสต์ต่างๆ ด้วยการใช้ลำดับเวลา แต่ไม่ใช่ว่าโพสต์เก่าแล้วจะถูกนำมาแสดงก่อน แต่เป็นลำดับเวลาตามความล่าสุดต่างหาก เช่น สุดา (แหม๋ ยกตัวอย่างได้ชื่อไทยมาก) โพสต์ภาพ 3 ภาพในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยโพสต์เช้า กลางวัน เย็น หากปราณี ที่ติดตามสุดาอยู่เปิด Instagram เข้ามาเล่นก็จะเห็นโพสต์ตอนเย็นก่อนเป็นโพสต์แรก และหากเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็จะเจอโพสต์กลางวัน และเช้า ตามลำดับ

http://melinasouza.com

ความสนิทสนม

สังเกตมั้ยว่าทำไมเราถึงเห็นโพสต์ของเพื่อนสนิทเราบ่อยๆ นั่นเป็นเพราะ Instagram คัดโพสต์มาแสดงจากความสัมพันธ์นั่นเอง ยิ่งเราเคย Comment กด Like หรืออยู่ใน Tag รูป หรือไป Tag ใคร Instagram ก็จะโชว์โพสต์ของคนนั้นบ่อยๆ นั่นเอง

นอกจากปัจจัย 3 อย่างข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยแฝงอื่นๆ มาประกอบด้วย เรียกว่าค่อนข้างซับซ้อนทีเดียว แต่ถ้าทำความเข้าใจหน่อย อาจนำไปใช้ประโยชน์ได้เยอะเลย

ความถี่ในการเข้าใช้งาน

หากอยากเป็นนักอัพเดท ทันเทรนด์โลก จงกดเจ้า Instagram บ่อยๆ เพราะยิ่งเรากดเข้า Instagram บ่อยเท่าไหร่ Instagram ก็จะยิ่งทำงานเพื่อเรา ทยอยสรรหาโพสต์ใหม่ๆ (ที่เหมาะสมกับเรา) มาโชว์เรามากขึ้น โดย Instagram จะวิเคราะห์ว่าการเข้าใช้งานล่าสุด ว่าเรากำลังหมกมุ่นหรือสนใจกับอะไรอยู่ และเมื่อเรากดเข้าใช้ Instagram อีกครั้ง มันก็จะนำผลการวิเคราะห์นั้นมาแสดงรูปและวิดีโอให้เราดู นั่นหมายความว่ายิ่งเราสนใจอะไร แล้วกดเข้าไปดู เราก็จะได้รายละเอียดของเรื่องนั้นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

จำนวนคนที่เราติดตาม

ยิ่งเราติดตามคนอื่นมากเท่าไหร่ Instagram ก็จะทยอยโชว์โพสต์ของคนอื่นๆ แบบกระจายมากเท่านั้น ในขณะเดียวกันเราก็จะเห็นโพสต์แบบเจาะจงของคนใดคนหนึ่งน้อยลง เช่น สุดาติดตามคนอื่นทั้งหมด 800 คน และปราณีติดตามคนอื่น 200 คน นั่นหมายความว่า สุดาจะเห็นโพสต์ของหลายๆ คนแบบกระจายมากกว่าปราณี ในขณะที่ปราณี จะเห็นโพสต์ของแต่ละคนได้ละเอียดกว่าสุดา

ระยะเวลาการใช้

ยิ่งเราใช้เวลากับ Instagram เยอะมากเท่าไหร่ Instagram ก็ยิ่งจะเอาโพสต์มาให้เราดูเยอะมากเท่านั้น ทั้งเจาะลึกกว่า จะโพสต์เก่าหรือโพสต์ใหม่ก็มาหมด แต่ถ้าใช้เวลาในการใช้ Instagram ไม่นาน Instagram ก็จะหาโพสต์ที่เหมาะกับเราที่สุดมาให้ดูแทน

รวมเรื่องที่ทีมงานบอกว่าไม่จริ๊ง ไม่จริงกับ Instagram

ส่วนเรื่องอื่นๆ ทั้งการแบนผู้ใช้ที่โพสต์เยอะๆ หรือการบอกว่าการใช้ฟีเจอร์ story จะช่วยทำให้ผู้อื่นเห็นโพสต์เรามากขึ้น และข่าวลือหรือความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ใน Instagram… วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าความจริงมีอะไรบ้าง

  • Instagram ไม่ได้ลดจำนวนคนเห็นโพสต์เหมือน Facebook ถ้าเราไล่ดูไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นโพสต์ทั้งหมด (Instagram น่าร๊ากกกกอะ)
  • Instagram ไม่ได้มีการคัดว่าถ้าโพสต์วิดีโอหรือรูปคนจะเห็นเยอะแตกต่างกัน (มีข่าวออกมาว่า Facebook จะให้คนเห็นโพสต์วิดีโอมากกว่ารูปถ่าย เลยทำให้คนเข้าใจว่า Instagram มีการทำงานคล้ายคลึงกัน) แต่จะขึ้นอยู่กับ Engagement ที่เรามีต่อผู้ใช้คนนั้นๆ หรือความสนใจโพสต์นั้นๆ มากกว่า
  • ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Story, Live หรือฟีเจอร์อะไรก็ตาม ไม่ได้มีผลกับการคัดความสำคัญของ Instagram แต่อย่างใด ดังนั้นต่อให้แอคเค้าท์ของคุณไม่เคยลง story เลยสักครั้ง แต่มีคนติดตาม กด Like หรือ Comment บ่อยๆ Instagram ของคุณก็ยังปังอยู่ดี ไม่ต้องห่วง!
  • โพสต์เยอะ ไม่ได้มีผลกับการจัดอันดับของ Instagram  มีข่าวลือออกมาว่า ยิ่งโพสต์เยอะเท่าไหร่ Instagram ก็จะลดการมองเห็นโพสต์ลงเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วนั้นไม่ใช่เลย เพียงแต่ Instagram จะกระจายโพสต์ให้เห็นอย่างเสมอภาคกัน ดังนั้นโพสต์บางโพสต์อาจตกไปล่างๆ บ้าง แต่ไม่ได้ถูกทิ้งให้เหงาหงอย อด Like แน่นอน
  • ไม่ว่าจะเป็นแอคเค้าท์ธรรมดาหรือแอคเค้าท์ทางธุรกิจ ก็ไม่ได้ใช้ในการตัดสินการจัดอันดับความสำคัญในการโชว์โพสต์ของ Instagram การสลับแอคเค้าท์ไปมาจึงมีค่าเท่าเดิม ลำบากเปล่าๆ
  • เรื่อง Shadow banning หรือการแบนแบบเนียนๆ ที่คนโดนแบนจะไม่รู้ว่าถูกแบนนั้นไม่ใช่เรื่องจริง Instagram ไม่มีการแอบแบนคนที่ใส่ hashtag เยอะๆ หรือทำอะไรให้คนนั้นเสียหาย เรียกได้ว่า Shadow banning เป็นข่าวโคมลอยไร้สาระที่สุดเลยก็ว่าได้
  • มีข่าวลือว่า Instagram จะเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะเรียงลำดับภาพแบบเดิม ที่เรียงตามเวลาโพสต์ได้ ซึ่งเป็นเพียงข่าวโคมลอยเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว Instagram ยังไม่ตัดสินใจเพิ่มตัวเลือกการเรียงฟีดแบบเดิม ที่เรียงลำดับภาพตามเวลาการโพสต์ เพราะไม่อยากสร้างความสับสนให้ผู้ใช้ เนื่องจากผู้ใช้บางคนเซ็ตแล้วอาจจะลืมไปว่าตั้งการเรียงฟีดไว้ยังไง เลยทำให้ทุกคนเรียงฟีดเหมือนกันซะเลย แต่ก็รับฟังผลตอบรับจากคนที่ไม่ชอบฟีดแบบนี้เพื่อปรับปรุงอยู่

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องจริงของ Instagram ที่คุณควรจะรู้ไว้ ที่ไม่ได้มีไว้เพียงประดับบารมีเฉยๆ แต่สามารถนำไปปรับใช้ ทั้งต่อการสร้าง Instagram ของคุณให้เป็นที่รู้จักและการสร้างแบรนด์สินค้าของคุณให้ปังล้ำหน้า! หวังว่าบทความดีจะเป็นประโยชน์นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก techcrunch

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

“วัฒนธรรมใช้ร่วมกัน” ด้วยแอปพลิเคชัน ช่วยคุณประหยัดเงิน ช่วยชาติประหยัดพลังงาน

Published

on

เศรษฐกิจแบบใช้ร่วมกันหรือ Sharing Economy นั้นเป็นเทรนด์โลกมาสักระยะแล้วนะครับ เพราะเราอยู่ในโลกที่ทรัพยากรที่มีค่านั้นหายากมากขึ้นทุกวัน อะไรที่สามารถแชร์กันได้ ใช้ร่วมกันได้ จึงได้รับความสนใจจากผู้ใช้เรื่อยมา แล้วยิ่งตอนนี้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้ใช้สามารถหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้น คนที่มีทรัพยากรก็สามารถแชร์ถึงตัวคนที่ต้องการได้ง่ายขึ้น คนในยุคนี้จึง “รวมพลังหาร 2” แชร์กันใช้ได้ง่ายกว่าเดิมมาก ใครที่ยังคิดไม่ออกว่าการแชร์ทรัพยากรเพื่อใช้ร่วมกันนั้นเป็นอย่างไร เราขอแนะนำให้รับชมวิดีโอ “ยิ่งใช้ร่วมกัน ยิ่งประหยัดชัวร์” แนวคิดดีๆ ที่จะช่วยกันประหยัดพลังงาน

จากกระแสการแบ่งปันนี้ เราขอแนะนำบริการ “แชร์กันใช้” จากทั่วโลกรวมถึงบริการที่เปิดในไทยให้รู้จักกันนะครับ เริ่มที่…

Car Pool คือการใช้รถร่วมกัน

หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน” ยกตัวอย่างเช่นถ้าเพื่อนที่ทำงานที่เดียวกัน บ้านใกล้กัน เดินทางโดยใช้เส้นทางเดียวกันเราก็สามารถใช้วิธีแชร์รถคันเดียวกันเพื่อไปทำงานด้วยกัน รถยนต์ 1500 ซีซี 1 คัน ใช้น้ำมันประมาณ 1 ลิตร/12 กม. ถ้าคน 4 คน ขับรถคนละคันจากจุดเริ่มต้นเดียวกันไปสู่จุดหมายเดียวกันด้วยระยะทาง 24 กม. จะต้องใช้น้ำมันถึง 8 ลิตร แต่ถ้าคน 4 คนใช้รถร่วมกันเดินทางไปด้วยกัน จะใช้รถเพียงคันเดียวและใช้น้ำมัน 2.5 – 3 ลิตรเท่านั้น ลดการสิ้นเปลืองน้ำมันได้ถึง 5 ลิตร

ลดการใช้รถยนต์ และน้ำมัน “วัฒนธรรมทางเดียวกันไปด้วยกัน” ในไทยต้องแอปฯ “Liluna”

ในทุกวันที่เราต้องเดินทางออกไปทำงานหรือธุระต่างๆ การใช้รถยนต์ 1 คันต่อ 1 คน นั้นเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำมันที่ค่อนข้างสูงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ตามมาก็เยอะไม่ว่าจะเป็นค่าทางด่วน, ค่าที่จอดรถ สารพัดค่าใช้จ่าย มันน่าจะดีกว่าไหมหากรถคัน 1 สามารถใช้เดินทางพร้อมกันได้ทีละหลายคนแชร์การใช้ทรัพยากรร่วมกันช่วยประหยัดน้ำมัน แถมยังลดค่าใช้จ่ายของคุณได้ด้วยเราขอแนะนำแอปพลิเคชันที่เป็นตัวช่วยให้เราสามารถหาเพื่อนร่วมทางด้วย “Liluna”

ขอบคุณภาพ : www.liluna.info

จุดเด่นของแอปฯ คือเปิดให้คนทั่วไปที่ใช้รถยนต์ของตัวเองเดินทางในเส้นทางต่างๆ แจ้งจุดหมายเริ่มเดินทางและปลายทางเพื่อให้คนที่สนใจและใช้เส้นทางเดียวกันสามารถใช้รถร่วมกันในการเดินทางโดยคนที่จะขอร่วมทางไปด้วยกันผ่านแอปฯ สามารถแชร์ค่าเดินทางกับเจ้าของรถได้ซึ่งเจ้าของรถจะเป็นผู้กำหนดค่าใช้จ่ายการเดินทางเองหรืออาจจะไม่คิดก็ได้

หากใครกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้ Liluna นั้น ในการสมัครใช้แอปพลิเคชันต้องมีการยืนยันตัวบุคคลผ่านรหัส OTP โดยจะส่งมาทางโทรศัพท์ ซึ่งตอนนี้ได้มีการบังคับลงทะเบียนเบอร์โทรด้วยบัตรประชาชนจึงถือได้ว่ามีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง ในฝั่งเจ้าของรถทางทีมงานจะมีการตรวจสอบเอกสารใบขับขี่และ พรบ. เพื่อยืนยันตัวตน สำหรับคนที่มาร่วมทางก็ต้องมีการลงทะเบียนโดยใช้รูปแทนตัวเองที่ชัดเจน แอปฯ นี้นอกจากจะช่วยเราประหยัดค่าใช้จ่ายของทั้ง 2 ฝ่ายแล้วยังเป็นโอกาสที่เราจะได้พบปะผู้คนใหม่ๆ หรืออาจจะเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกันที่อยู่ในเส้นทางเดียวกันด้วยนะครับ

Uber ตัวอย่างระดับโลกของการใช้รถร่วมกัน

แม้ว่าในประเทศไทย Uber จะถอนทัพออกไปแล้วไปร่วมลงทุนใน Grab แทน แต่โมเดลธุรกิจการแชร์รถที่มีเพื่อรับรายได้เสริมก็ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งปกติแล้วผู้ใช้ชาวไทยจะคุ้นเคยกับ UberX ที่นำรถส่วนตัวออกมาแชร์ให้บริการ หรือ Uber Black ที่ใช้รถลิมูซีนหรูมารับส่งคน แต่ในบางเมือง Uber ก็มีบริการรถที่แชร์การใช้งานจริงๆ คือ UberPool ที่ระบบจะจัดการนำทางให้คนขับรถรับผู้โดยสารจากหลายจุด ไปส่งยังหลายๆ จุดที่อยู่ในทางผ่านเดียวกัน ซึ่ง UberPool จะมีค่าบริการที่ถูกกว่า Uber ปกติ แต่ก็ต้องแลกกับระยะเวลาเดินทางที่มากขึ้นเพราะคนขับรถต้องลัดเลาะไปตามเส้นทางเพื่อรับผู้โดยสารคนอื่นๆ ด้วย

ซึ่งการจะทำระบบแบบ Uber Pool ได้ ก็ต้องเป็นเมืองที่มีคนเรียกรถมากพอ และระบบก็ต้องมีอัลกอริทึ่มดีที่พอในการแนะนำเส้นทางที่เหมาะสม ก็น่าเสียดายที่ Uber ยุติการให้บริการในไทยไปแล้ว

“ใช้จักรยานสาธารณะ”เดินทางในระยะสั้นๆ ที่ใช้ง่ายสะดวกสบายแค่คลิกและสแกนผ่านแอปฯ

การเดินทางในบางสถานที่ ที่ระยะทางไม่ไกลนักหากจะต้องสตาร์ทรถหนึ่งคันเพื่อเดินทางระยะใกล้ๆ ดูจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่ และถ้าเป็นเส้นทางที่รถติดหรือหาที่จอดรถยาก ช่องทางเดินรถไม่ได้สะดวกสบายแล้ว ทางเลือกอีกทาง คือการใช้รถจักรยานน่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่าซึ่งในปัจจุบันได้มีบริการ “Bike Sharing” แบ่งปันการใช้จักรยานสาธารณะแบบง่ายๆ ผ่านแอปฯ ที่ให้บริการและในประเทศไทยก็เริ่มมีการให้บริการกันแล้วในบางสถานที่ซึ่งมีผู้ให้บริการอยู่หลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น

โอโฟ (ofo)

ขอบคุณภาพ : www.ofo.com/th

ในประเทศจีน โมเดลแบ่งบันสิ่งของในชีวิตประจำวันผ่านแอปนั้นได้รับความนิยมมากครับ มีของหลายอย่างมากที่สามารถใช้งานแล้วก็คืนผ่านแอปได้ในจีน เช่น ร่ม รถยนต์ ลูกบาส (หรือจะเรียกว่าการเช่าก็ได้นะ) แต่ตัวท็อปยอดฮิตที่ได้รับความนิยมจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันคือการแบ่งบันจักรยานครับ ซึ่งในประเทศไทยก็มีบริการอย่าง ofo ให้ได้ใช้กันแล้ว

รูปแบบการใช้งาน ofo ง่ายๆ เลยคือแค่เดินไปหาจักรยานสีเหลืองของ ofo ที่จอดอยู่ตามข้างถนน จะเดินสุ่มๆ ไปเจอ หรือเปิดแอปหาดูว่ามีจักรยานอยู่แถวไหนบ้างก็ได้ เสร็จแล้วเปิดแอป ofo ในมือถือแล้วสแกน QR Code ด้านหลังจักรยาน ระบบก็จะปลดล็อกรถให้ พอขี่ไปถึงจุดหมายเรียบร้อยก็แค่จอดในบริเวณที่จอดได้ ไม่กีดขวางทางจราจร แล้วกดล็อกรถจักรยาน แอปฯ ofo ก็จะสรุปออกมาว่าค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ซึ่งไม่แพงเลยครับ

ข้อดีของ ofo คือความสะดวกของผู้ใช้ ที่ไม่ต้องตามหาจักรยานตามจุดจอด แถมไม่ต้องหาที่จอดด้วย เพราะสามารถจอดตรงไหนก็ได้ที่ควรจอด แต่ก็อาจมีปัญหาบ้างถ้ามีคนใช้งานผิดๆ เอาไปจอดไว้หน้าบ้าน หน้าร้านที่เค้าห้ามจอดครับ ซึ่งตอนนี้จักรยาน ofo ก็มีวางหลายพื้นที่ในไทยแล้ว เช่น ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต และที่จังหวัดภูเก็ตในละเเวกตัวเมืองและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต

  • จุดเด่น: ตัวจักรยานใช้ GPS ติดตามตำแหน่งกรณีที่เกิดปัญหาหรือต้องการซ่อมบำรุง ยางล้อใช้เป็นยางตันเพื่อตัดปัญหาการดูแลลมยางแถมยังใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อเป็นไฟส่องนำทางแบบตรวจจับการเคลื่อนไหวและติดสว่างโดยอัตโนมัติ
  • เทคโนโลยี: บริการของ ofo เป็นแบบ IoT (Internet of Things) ปลดล็อคจักรยานด้วยแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนและสแกน QR Code บนตัวจักรยาน
  • อัตราค่าบริการ: 5 บาท / 30 นาที มีค่ามัดจำการใช้บริการ 99 บาท (ขอเงินคืนได้เมื่อยกเลิกการใช้บริการ) ชำระค่าบริการได้ผ่านบัตรเครดิต เดบิต และ BluePay

ขอบคุณภาพ : www.ofo.com/th

ประโยชน์ของการปั่นจักรยานนอกจากจะได้ร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ยังสามารถประหยัดพลังงาน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เป็นสาเหตุของภาวะเรือนกระจกได้อีกด้วย ปัจจุบัน ofo มีจักรยานมากกว่า 14 ล้านคันใน 250 เมือง 22 ประเทศทั่วโลก และมียอดการใช้งาน 35 ล้านครั้งต่อวัน จากผู้ใช้งานทั้งหมด 250 ล้านคนทั่วโลก จากยอดการใช้นี้ ofo สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 3.78 ล้านตัน หรือเทียบเป็นน้ำมันเบนซินได้ 1.07 พันล้านลิตรเลยทีเดียว จากสถิติล่าสุดของ Tomtom Traffic Index กล่าวไว้ว่าชาวกรุงเทพฯ ใช้เวลากว่า 240 ชั่วโมงต่อปีบนท้องถนนนั้น ofo ก็สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ ยกตัวอย่างหลังจากเปิดทำการจักรยาน ofo ในประเทศจีนสถิติการใช้รถยนต์เดินทางระยะสั้น 5 กิโลเมตร ลดลงไปถึง 44% เลยทีเดียว

ทุกคนสามารถร่วมกันประหยัดพลังงานได้ง่ายๆ เพียงหันมาปั่นจักรยานในระยะทางใกล้ๆ แทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวและยังสามารถลดปัญหารถติดได้อีกด้วย อย่าปล่อยให้โลกเราร้อนขึ้นเพียงเพราะคำว่า “ใกล้แค่นี้ขับรถไปก็ได้” เลย

โมไบค์ (Mobike)

ขอบคุณภาพ : mobike.com และภาพจาก P R K U

ให้บริการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนเป็นที่แรก ตามด้วยห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และกำลังจะขยายพื้นที่ให้บริการในวงกว้างตามเมืองต่างๆ รวมถึงละเเวกห้างสรรพสินค้าเครือเซ็นทรัลในอนาคต

  • จุดเด่น: ของโมไบค์คือ บริการที่เน้นความสบายของผู้บริโภคเป็นหลัก ผู้ใช้จะสามารถใช้จักรยานได้เมื่อ ปลดล็อกจักรยานด้วยบลูทูธ (Bluetooth) และการสแกน QR Code ที่อยู่บนจักรยานแต่ละคันด้วยแอปฯ ในสมาร์ทโฟน
  • เทคโนโลยี: ส่วนตัวจักรยานใช้เทคโนโลยี GPS ติดตามตำแหน่งของจักรยานแต่ละคันมีนวัตกรรมยาง ไร้ลมแบน, เฟรมอะลูมิเนียมกันสนิม, ระบบการขับเคลื่อนไร้โซ่
  • อัตราค่าบริการ: 10 บาท / 30 นาที โดยชำระผ่าน mPay ได้

โอไบค์ (oBike)

ขอบคุณภาพ : Facebook.com/BikeThailand

นำร่องเปิดให้บริการตามจุดสัญจรอย่างแนวสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ในกรุงเทพฯ ก่อนขยายขอบเขตพื้นที่ให้บริการตามสถานศึกษาอย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เเละล่าสุดในจังหวัดภูเก็ต

  • จุดเด่นและเทคโนโลยี: ใช้บริการด้วยการจองผ่านแอปพลิเคชันและปลดล็อคด้วยการสแกน QR Code เช่นเดียวกับ ofo และโมไบค์ และใช้เทคโนโลยีการติดตาม GPS เหมือนๆ กัน
  • อัตราค่าบริการ: 10 บาท / 15 นาที

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลอ้างอิงของแต่ละที่เกี่ยวกับเรื่อง Bike Sharing
 โดยแต่ละเจ้าของผู้ให้บริการก็มีจุดเด่นและลักษณะการใช้งานต่างกันแต่จุดประสงค์เดียวกันคือ “ลดการใช้พลังงาน” ใครที่ได้ไปตามสถานที่ต่างๆ ที่มีบริการ Bike Sharing อย่าลืม!! ลองใช้กันนะครับ ประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ แล้วยังถือเป็นการออกกำลังทางอ้อม ดีต่อสุขภาพเรานะครับ

ค้นหาที่พักในการท่องเที่ยว “พักร่วมกัน” แบบโฮสเทล ผ่านแอปฯ 
ลดค่าใช้จ่ายและช่วยลดการใช้พลังงาน

ปัจจุบันที่พักสำหรับการท่องเที่ยวในรูปแบบ Hostel มีให้บริการในไทยเพิ่มมากขึ้นโดยประเทศที่เป็นผู้นำ “ที่พักแบบแชร์กัน” อย่าง ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, เยอรมนี นั้นมีการให้บริการที่พักแบบ Hostel กันอย่างแพร่หลาย โดย Hostel จะมีทั้งห้องพักแบบที่เป็นห้องรวมมีเตียงแยกให้เป็นบุคคลหรือเป็นแบบห้องส่วนตัว

ในเรื่องการบริการจะเน้นให้ตัวผู้เข้าพักต้องดูแลตัวเอง โดยจะมีพื้นที่และของใช้ส่วนกลางให้ผู้ที่มาพักได้ใช้ร่วมกันเพื่อประหยัดพลังงาน เช่น ห้องน้ำ, กาน้ำร้อน, ตู้เย็น หรือไมโครเวฟ การใช้บริการที่พักแบบแชร์กันเป็นการช่วยประหยัดพลังงานสบายเงินในกระเป๋าแถมยังมีโอกาสได้สร้างมิตรภาพรู้จักกับเพื่อนใหม่จากการท่องเที่ยวอีกด้วย

ขอบคุณภาพ : hostelworld.com

ส่วนแอปฯ ที่ให้บริการในการหาที่พักแบบ Hostel นั้นก็มีอยู่หลายตัวครับ แอปฯ ที่จะช่วยให้คุณสามารถหาที่พักแบบ Hostel ได้จากทั่วโลกที่ดูโดดเด่นก็จะมี Hostelworld แอปฯ ที่เน้นการหาห้องพักลักษณะห้องรวมข้อดีของการพักห้องรวมคือราคาที่พักต่อคืนไม่สูงมากนักเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่เป็น Backpacker หรือนักท่องเที่ยวที่ชอบเที่ยวคนเดียวแอปฯ ใช้งานง่ายมีรายละเอียดห้องพัก พร้อมรีวิว ที่ชัดเจน

สำหรับคนเดินทาง Backpacker ซึ่งนับวันก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยความที่ปัจจุบันการเดินทางสะดวกมากขึ้น และเส้นทางในการเดินทางที่หลากหลายทำให้ตัดสินใจออกเดินทางกลุ่มเล็กๆ กันเยอะขึ้นโฮสเทลเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและตอบโจทย์มากสำหรับคนกลุ่มนี้ที่เดินทางแต่ละครั้ง 3 – 5 วัน ขึ้นไปเพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

โฮสเทลยังตอบโจทย์มากๆ เนื่องจากที่พักโรงแรมทั่วไปส่วนใหญ่จะต้องจองกันเป็นห้องจำกัดจำนวนคนเข้าพักแต่ละห้อง แต่โฮสเทลเช่ากันเป็นเตียง 1 ห้องนอนอาจจะพักรวมกันตั้งแต่ 4 เตียง 8 เตียง 10 เตียง บางที่มากถึง 20 เตียงราคาถูกที่สุดที่ Search เจอข้อมูลคือ 150 – 200 บาท ต่อคืน  Backpacker ก็จัดการค่าใช้จ่ายได้และอาจจะมีเงินเหลือเอาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้เต็มที่มากขึ้นอีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเพื่อนหลายคนจากที่พักโฮสเทลเพราะมีโอกาสเจอผู้คนที่หลากหลายแน่นอนว่าผู้คนที่หลากหลายเหล่านั้นจึงเต็มไปด้วยความแตกต่างทั้งวัฒนธรรม ภาษา ความเชื่อ ความชอบ เมื่อมาอยู่รวมกันแล้วจึงมีโอกาสพูดคุยกันและเรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : Smile Bell

นี่เป็นเพียงบางเรื่องที่เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมประหยัดพลังงาน “วัฒนธรรมหาร 2 วัฒนธรรมใช้ร่วมกัน” ยังมีอีกหลายเรื่องมากมายที่เรานั้นทำได้ ลองเริ่มที่ตัวเราและส่งต่อวัฒนธรรมนี้ไปถึงเพื่อน ครอบครัว ที่ทำงาน และเราจะได้มีสัมพันธ์ที่ดีมากขึ้นลดความเป็นสังคมปัจเจกมาเป็นสังคมที่ใช้ร่วมกัน แชร์ร่วมกัน เพราะเราไม่รู้จริงๆ ว่าพลังงานที่มีให้เราใช้กันอยู่ในทุกวันจะมีเพียงพอให้เราใช้ไปได้ถึงเมื่อไหร่ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตระหนักในการลด และ แชร์ การใช้พลังงานร่วมกันให้มากขึ้น

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

เจาะประเด็น ทำไมประเทศไทยต้องมีมาตรฐานรางปลั้กไฟใหม่

ไทยได้กำหนดมาตรฐาน มอก. สำหรับรางปลั้กใหม่เพื่อให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่คนขายปลั้กเดิมจะเป็นยังไง แล้วทำไมคนซื้อควรซื้อปลั้กมาตรฐานใหม่ มาหาคำตอบกัน

Published

on

รู้หรือไม่ว่าปลั้กพ่วงที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดไฟไหม้ และอันตรายต่อชีวิตต่างๆ อีกมากมาย ซึ่ง สมอ. หรือ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจึงได้ออกมาตรฐาน มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) ชุดใหม่ออกมาและบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมคุณภาพปลั้กพ่วงที่ขายในประเทศไทยทั้งหมด จนในช่วงแรกที่มาตรฐานนี้บังคับใช้ก็มีดราม่าอยู่บ้าง เมื่อมีบางแบรนด์ต้องถอนตัวจากตลาดไปในตอนนี้ เพราะผลิตภัณฑ์ยังไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐานใหม่ รวมถึงปลั้กรางที่จะเข้ามาตรฐานนี้ก็จะมีราคาสูงขึ้นด้วย ตามคุณภาพวัสดุที่ต้องสูงขึ้นเพื่อให้เข้าเงื่อนไข

อภิจิณ โชติกเสถียร เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

anitech ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปลั้กพ่วงรายใหญ่ของไทยจึงจัดเสวนา “IOT กับมาตรฐาน มอก. และอนาคตปลั๊กไฟ โดย anitech” โดยได้รับเกียรติจากคุณอภิจิณ โชติกเสถียร เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนและผู้ค้าถึงมาตรฐานปลั้กไฟใหม่ พร้อมข้อบังคับทางกฎหมาย

มาตรฐานรางปลั้กไฟใหม่เป็นอย่างไร

(ซ้าย) พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์, โธมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด, พิชญ์สินี ประดับพลอย นิติกรชำนาญการ, สมชาย พันธ์ยา นักวิชาการมาตรฐานชำนาญการ

คุณสมชาย พันธ์ยา นักวิชาการมาตรฐานชำนาญการ ตัวแทนภาครัฐ เล่าให้ฟังถึงมาตรฐานปลั้กไฟใหม่หรือ มอก.2432-2555 ว่ามีเงื่อนไขการผลิตที่รัดกุมเพื่อหลายอย่างเพื่อความปลอดภัยคือ

  • ต้องใช้สายไฟที่มีพื้นที่หน้าตัดอย่างน้อย 0.75 mm² ขึ้นไปเท่านั้นสำหรับกระแสระดับ 10 A โดยกำหนดให้สายไฟยาวได้ 5 เมตรสำหรับข้อกำหนดต่ำสุด และถ้ามีพื้นที่หน้าตัดสายไฟ 1.0 mm² จะสามารถมีความยาวสายไฟได้สูงสุด 30 เมตร (ตามตารางด้านบน) ซึ่งปลั้กรางราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานเมื่อก่อนใช้กันแค่สายไฟที่มีหน้าตัดเล็กกว่านี้ (เพื่อประหยัดต้นทุน) ทำให้รับกระแสได้น้อย และอาจทำให้เกิดการลุกไหม้ได้
  • เต้าเสียบต้องมีม่านชัตเตอร์ เพื่อป้องกันนิ้วหรือของที่จะตกลงรางปลั้กจนเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
  • ถ้ามีปลั้กรางมีเกิน 3 เต้า ต้องมีตัวตัดกระแสไฟฟ้าแบบ Thermal cutoff เพื่อป้องกันกระแสเกินจนร้อนจัดแล้วลุกไหม้
  • ตัวเต้าเสียบต้องได้มาตรฐานปลั้กแบบใหม่ เสียบแล้วไม่หลวม
  • หัวปลั้กเสียบมีฉนวนที่โคนของปลั้ก เพื่อป้องกันสายไฟ ซึ่งตอนนี้ก็มีมาตรฐานปลั้กไฟใหม่ของไทยให้ทำตามแล้ว
  • ต้องติดสลากบอกให้ชัดเจนว่าปลั้กรางนี้สามารถรับกระแสได้เท่าไหร่
  • ตัวผลิตภัณฑ์ก็ต้องแสดงเครื่องหมายมอก. ให้ชัดเจนด้วย
  • ส่วนตัวสวิทซ์ที่รางปลั้ก อันนี้มาตรฐานใหม่ไม่ได้บังคับว่าต้องมี จะไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีสวิทซ์บนปลั้กราง ตัวสวิทซ์ก็ต้องได้มาตรฐานมอก. ด้วย

คุณสมชายย้ำว่ามาตรฐานมอก. รางปลั้กไฟใหม่นี้ไม่มีการยกเลิกแน่นอน ไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจะดราม่าว่ามาตรฐานใหม่ทำให้ราคาของปลั้กรางเพิ่มขึ้นแล้วทำให้คนไม่ซื้อ ก็มากดดันให้ยกเลิกมาตรฐาน เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่ามีผู้ผลิตที่สามารถทำตามมาตรฐานใหม่ของไทยได้ ในเมื่อมีผู้ทำได้แล้ว จะยกเลิกเพื่อยกประโยชน์ให้ผู้ผลิตที่ไม่ปรับตัวทำไม

ถ้าผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายปลั้กรางที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. ใหม่จะมีโทษอย่างไร

ประเด็นนี้คุณพิชญ์สินี ประดับพลอย นิติกรชำนาญการ อธิบายว่ากฎหมายบังคับกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายเท่านั้น คนซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานไปไม่มีโทษ แค่มีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมอก. ใหม่จะมีโทษปรับตามระดับอัตรา เช่นเจอครั้งแรกปรับ 5,000 บาท ครั้งที่ 2 ปรับ 10,000 บาท ครั้งที่ 3 ปรับ 30,000 บาท ซึ่งถึงเจอจนถึงครั้งที่ 5 จะถูกดำเนินคดีซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 1 เดือน แต่ทั้งหมดนี้ก็อาจเทียบไม่ได้กับชื่อเสียงของบริษัทห้างร้านที่จำหน่ายของตกมาตรฐาน เมื่อถูกจับก็เสียชื่อเสียงและความเชื่อมั่นจากลูกค้าไป

กรณีนี้มีข้อยกเว้นอยู่ตรงที่สินค้าที่ผลิตหรือนำเข้าก่อนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่กฎหมายบังคับใช้ จะยังจำหน่ายได้อยู่จนกว่าสินค้าในสต็อกจะหมด แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ไปตรวจเจอ ก็ต้องมีหลักฐานยืนยันว่าผลิตหรือนำเข้ามาก่อนวันที่ 24 ก.พ. จริงๆ

ซึ่งคุณพิชญ์สินีก็แนะนำผู้จำหน่ายว่าก่อนจะรับสินค้ามาขาย ก็ต้องขอดูใบอนุญาตก่อน รวมถึงมาตรฐานมอก. บนตัวสินค้า และเมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจก็ต้องขอดูบัตรเจ้าหน้าที่ก่อน หรือถ้าไม่แน่ใจก็สามารถโทรเช็คกับทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้

มุมมองของผู้ผลิตปลั้กราง มาตรฐานใหม่ผลิตยากขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น แต่กัดฟันเพื่อความปลอดภัย

โธมัส – พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด

คุณโธมัส – พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ Anitech เล่าให้ฟังว่า มาตรฐานใหม่ก็ผลิตได้ยากขึ้น ตอนแรกที่ประกาศใช้มาตรฐานนี้มีการคำนวณราคาสินค้าออกมา ก็เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากราคาเดิม แต่ทีม R&D ก็ใช้เวลาพัฒนาปรับปรุงการผลิตให้ได้มาตรฐานโดยที่ต้นทุนไม่สูงขึ้นมากนัก ทำให้ตั้งราคาได้ในระดับที่ตลาดน่าจะยอมรับอยู่ ก็ยอมรับว่าได้กำไรลดลง แต่ก็ทำตามเพราะมีกติกาที่ชัดเจน ทุกคนต้องทำเหมือนกัน

ซึ่ง anitech ตั้งเป้าเป็นแบรนด์ชั้นนำด้าน IoT ในไทย โดยคุณโธมัสวางแผนให้ผลิตภัณฑ์ 20% ของบริษัทเป็นสินค้า IoT ที่สามารถเชื่อมอินเทอร์เน็ตได้ (ตอนนี้ anitech มีสินค้ามากกว่า 1,000 SKU)

ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้จะเริ่มจำหน่ายรางปลั้กไฟ IoT รุ่นใหม่ที่สามารถควบคุมการทำงานผ่านแอปได้ พร้อมสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน eSIM ได้ ก็ถือเป็นปลั้กราง IoT รุ่นแรกของโลกที่ผ่านมาตรฐานมอก. ใหม่ และกำลังพัฒนาให้สั่งงานผ่าน Google Assistant และ Alexa ได้ด้วย

ที่ผ่านมายอดขายคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ ในปี 2560 อยู่ที่ 300 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนชิ้นอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านชิ้น เติบโตจากปี 2559 อยู่ที่ 25% งบประมาณการตลาดปีนี้ (2561) อยู่ที่ 45 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 10% ของรายได้ประมาณการณ์ในปีนี้ โดยงบประมาณในส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นใน เรื่องของการพัฒนานวัตกรรมของสินค้าในครึ่งปีหลัง บุกตลาดปลั๊ก IOT หรือ Smart plug เป็น Product Highline และตั้งเป้ายอดขายปลายปี 2561 ไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท ซึ่งสามารถผลักดันยอดขายขึ้นมากกว่าปี 2560 ถึง 150 ล้านบาท กินพื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดปลั๊กในประเทศไทยอยู่ที่ 30% นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายในการที่จะก้าวเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอันดับ 1 ของไทย และช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 50% ภายในปี 2563 อีกด้วยโธมัส - พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

ทำไมเหตุการณ์ #ทีมหมูป่า ในถ้ำหลวง ถึงเป็นเรื่องดีในเรื่องร้ายของคนไทย

Published

on

จากเหตุการณ์นักฟุตบอลเด็กอายุ 11-16 ปี ทีมหมูป่าอะคาเดมี 13 คนพร้อมโค้ช ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนมานานกว่า 2 สัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน ซึ่งเริ่มคลี่คลายลงเมื่อสามารถพาเด็กชุดหนึ่งออกนอกถ้ำได้สำเร็จ แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับเด็กและครอบครัวผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อมองในภาพรวมเราก็เชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดเรื่องดีอีกมากขึ้นกับสังคมไทย

1. ทำให้คนไทยเห็นว่าการวางแผนและวิทยาศาสตร์ทำให้เกิดความสำเร็จ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์และโชคช่วย

สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ความสำเร็จต่างๆ ทั้งการเจอตัวน้องๆ ทีมนักฟุตบอลภายในถ้ำ หรือการนำตัวเด็กออกจากถ้ำจนประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้เกิดเพราะโชคช่วย (ซึ่งจริงๆ แล้วโชคไม่ช่วยด้วยซ้ำ เพราะฟ้าฝนไม่เคยเป็นใจ ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน) และไม่ได้เกิดจากความบังเอิญที่อยู่ๆ น้ำลดลงเอง แต่ความสำเร็จในการกู้ภัยเหล่านี้เกิดจากการวางแผนงานที่รัดกุม มีการซักซ้อมเพื่อลดความผิดพลาดให้น้อยลงมากที่สุดในสถานการณ์วิกฤต

นอกจากนี้วิทยาการล้ำยุคต่างๆ ก็สร้างความเป็นไปได้ให้การกู้ภัยครั้งนี้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น จากข่าวเหตุการณ์ถ้ำหลวงที่เผยแพร่ติดต่อกันหลายวัน ทำให้คนไทยได้เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ทั้งข้อจำกัดของระบบภาพถ่ายดาวเทียมที่ถ่ายทะลุพื้นดินไม่ได้ เซ็นเซอร์สแกนตรวจสอบภายในถ้ำต่างๆ การเสนอแนวคิดต่างๆ ในการกู้ภัยทั้งการใช้ท่อไนล่อน หรือการใช้เรือดำน้ำเล็ก รวมถึงเรื่องพื้นฐานอย่างกฎ 3-3-3 ของการชีวิตรอด คือคนเราสามารถขาดอากาศได้ 3 นาที ขาดน้ำได้ 3 วัน และขาดอาหารได้ 3 สัปดาห์ ซึ่งสร้างความเข้าใจให้คนไทยได้อีกมากโข

2. สถานการณ์สร้างบุคคลตัวอย่างให้คนไทยรู้จัก

ทุกสังคมต้องการ idol หรือบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เพื่อให้ชีวิตมีจุดมุ่งหมายว่าอยากทำอะไร หรืออยากเป็นอะไรให้ได้อย่าง idol ที่เรานับถือ ซึ่งในเหตุการณ์นี้ทำให้คนไทยได้รู้จักคนเก่งในหลากหลายอาชีพ เพื่อเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิตต่อไป

  • ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร (อดีต) ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย แม่ทัพวางแผนและควบคุมการกู้ภัยในครั้งนี้ ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ได้แสดงให้คนไทยเห็นว่าการเป็นผู้นำที่ดี สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างไร ซึ่งเป็นแบบอย่างที่น่าศึกษาทั้งวิธีการสื่อสารกับมวลชนที่เข้ามาช่วยเหลือหน้างานที่มีจำนวนมาก ก็ต้องการการสื่อสารที่สั้น กระชับ ไม่อ้อมค้อม รวมถึงการสื่อสารกับประชาชนที่ติดตามที่ให้รายละเอียดและความมั่นใจตามข้อมูลที่มี ไม่มีการให้ความคาดหวังเกินจริง และเป็นแบบอย่างในการทำงานร่วมกันเป็นทีม
  • Elon Musk (อีลอน มัสก์) ซีอีโอของ Tesla บริษัทผลิตรถไฟฟ้าชั้นนำของโลก, SpaceX บริษัทขนส่งทางอวกาศที่พัฒนาจรวดขนส่งที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และ Boring Company บริษัทเกี่ยวกับธรณีและการขุดเจาะ ซึ่งบริษัททั้งหมดนั้นใช้วิทยาศาสตร์ชั้นสูงเพื่อแก้ปัญหายากๆ ในชีวิตของมนุษยชาติ ซึ่งในเหตุการณ์ทีมหมูป่าติดถ้ำนี้ Musk ได้แสดงให้คนไทยได้เห็นบุคลิกของผู้บริหารที่มีเทคโนโลยีอยู่ในมือ และตัดสินใจอย่างรวดเร็วให้ทีมวิศวกรของบริษัทนำเทคโนโลยีมาสร้างเครื่องมือกู้ภัย และส่งมาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว
  • พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน หรือ หมอภาคย์ ตัวแทนกองทัพไทยที่ผ่านการฝึกฝนสุดโหด และร่วมปฏิบัติภารกิจในฐานะนายแพทย์แนวหน้าที่ดำน้ำมุดถ้าที่คดเคี้ยวเข้าไปช่วยเหลือเด็กๆ
  • อาสาสมัครจากนานาประเทศ ที่ทำให้คนไทยรู้จักนักดำน้ำกู้ภัยในถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านชลประทาน วิศวกรสื่อสาร วิศวกรธรณี และอื่นๆ อีกมากมาย

การทดสอบอุปกรณ์กู้ภัยของทีม Elon Musk

3. สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสื่อมวลชนและเกรียนคีย์บอร์ดไทย

เหตุการณ์ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนนี่แตกต่างจากเหตุการณ์ส่วนใหญ่อื่นๆ ที่สื่อมวลชนไทยเคยเจอมา คือ

  1. เป็นสถานการณ์ที่ลากยาวติดต่อนานเกือบเดือน
  2. เป็นสถานการณ์ที่คนทั้งโลกสนใจอย่างต่อเนื่อง

ด้วยความที่เป็นสถานการณ์ลากยาว ทำให้องค์กรต่างๆ หรือภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดบทบาทของสื่อ จากปกติที่โลกในยุคโซเซียลและนิสัยผู้เสพนั้นสั่งสอนให้สื่อไทยต้องเน้นดราม่า ต้องตีหัวเรียกคนดูคนอ่านเยอะๆ จนบางครั้งก็ก้าวข้ามเส้นความเป็นส่วนตัวของผู้เสียหาย หรือก้าวข้ามเส้นจริยธรรมบางอย่างไป แต่เหตุการณํนี้เรามีเวลามากพอที่จะตั้งเงื่อนไขและตั้งคำถามว่าสื่อมวลชนควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไรบ้างในเหตุการณ์แบบนี้ เรามีเวลาให้จิตแพทย์ได้ออกมาร่างสิ่งที่สื่อควรปฏิบัติกับผู้อยู่ในเหตุการณ์โดยเฉพาะน้องๆ ทั้ง 13 คน และยังมีเวลาพอให้สังคมได้กดดันสื่อที่ทำออกนอกลู่นอกทางก่อนที่เรื่องร้ายๆ จากกระแสสังคมจะรุมเล่นงาน

และยังมีเวลาสั่งสอนเกรียนคีย์บอร์ดไทยก่อนที่จะเกิด Cyber Bully อย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ด้วยความที่ต่างชาติก็ให้ความสนใจในเหตุการณ์นี้มากมาย ทำให้เรามีข้อเปรียบเทียบการทำงานของสื่อไทยกับสื่อต่างชาติ ว่ามีรูปแบบการนำเสนอต่างกันอย่างไร กลายเป็นข้อเปรียบเทียบให้สื่อไทยได้ปรับปรุงการทำงานให้ได้อย่างนานาประเทศ แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าสื่อของชาติใดก็ต้องนำเสนอแง่มุมที่เหมาะกับคนดูในประเทศนั้น เราจึงไม่อาจแปลกใจนักที่สื่อไทยจะเน้นเรื่องความสัมพันธ์ บุคคลใกล้ตัว และเรื่องส่วนตัว เพราะอาจเป็นนิสัยของคนไทยกลุ่มหนึ่งเช่นกัน

ในวันที่เราเขียนบทความนี้ ยังอยู่ในระหว่างการช่วยเหลือน้องๆ ทีมหมูป่าออกจากถ้ำนะครับ แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เราเห็นว่ามนุษยชาติมีคุณค่าขนาดไหนเมื่อทำงานใหญ่ร่วมกัน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!