Connect with us

บทความเทคโนโลยี

อยากรู้ไหม Instagram เรียงลำดับโพสต์ยังไง ใช้อะไรคิดว่าต้องเอารูปนี้มาให้เราดู

เคยสงสัยกันมั้ย ว่าทำไมเวลาเรากำลังสนใจเรื่องอะไร เรื่องนั้นก็มักจะเด้งขึ้นมาใน Instagram บ่อยๆ อย่างวันนั้นเพิ่งเข้าไปดูรูปน้องเป่าเปา เผลอแว๊บเดียวก็มีทั้งรูปน้องเรซซิ่ง น้องอคิณ น้องพอลเต็มไปหมด จนอดสงสัยไม่ได้ว่า Instagram เนี่ย เค้ามีวิธีหรือการทำงานของอัลกอริทึ่มยังไงในการคัดโพสต์ต่างๆ มาให้เราเสพ! วันนี้แบไต๋ก็เลยพยายามไปหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแสดงโพสต์ต่างๆ บน Instagram มาให้ทุกคนทราบกันแบบคร่าวๆ

Julian Gutman, Instagram product lead ออกมาอธิบายเกี่ยวกับการทำงานของอัลกอริทึ่ม Instgram ไว้ดังนี้

Instagram จะคัดโพสต์มาให้เราดูจาก 3 สิ่งหลักๆ ต่อไปนี้

ความสนใจ

ยิ่งเราสนใจอะไร โพสต์นั้นก็ยิ่งโผล่มา! หากเราชอบดูรูปรถ หรือกดติดตาม Instagram ที่มีรูปรถเยอะๆ แม้กระทั่งการกด Like กด Share หรือ Comment Instagram ก็จับจุดได้ทันทีว่าเราสนใจในเรื่องนั้นๆ จากนั้นเมื่อคนที่เราติดตามอยู่ลงรูปรถ เราก็จะเห็นรูปหรือวิดีโอนั้นทันที นอกจากนี้ในหน้าค้นหาของ Instagram (ไอคอนรูปแว่นขยาย) ก็จะคัดโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับรถมาแสดงให้เราเห็นบ่อยๆ ด้วย

ความสดใหม่

ยิ่งโพสต์ล่าสุดเท่าไหร่ ยิ่งถูกเอามาโชว์มากเท่านั้น!

ในแต่ละวันคนทยอยโพสต์นู่นนี่ลง Instagram กันตลอด ถ้าจะเลือกแสดงโพสต์ทั้งหมดในเวลาแป้ปเดียวก็เป็นไปได้ยาก Instagram เลยจัดความสำคัญให้โพสต์ต่างๆ ด้วยการใช้ลำดับเวลา แต่ไม่ใช่ว่าโพสต์เก่าแล้วจะถูกนำมาแสดงก่อน แต่เป็นลำดับเวลาตามความล่าสุดต่างหาก เช่น สุดา (แหม๋ ยกตัวอย่างได้ชื่อไทยมาก) โพสต์ภาพ 3 ภาพในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยโพสต์เช้า กลางวัน เย็น หากปราณี ที่ติดตามสุดาอยู่เปิด Instagram เข้ามาเล่นก็จะเห็นโพสต์ตอนเย็นก่อนเป็นโพสต์แรก และหากเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็จะเจอโพสต์กลางวัน และเช้า ตามลำดับ

http://melinasouza.com

ความสนิทสนม

สังเกตมั้ยว่าทำไมเราถึงเห็นโพสต์ของเพื่อนสนิทเราบ่อยๆ นั่นเป็นเพราะ Instagram คัดโพสต์มาแสดงจากความสัมพันธ์นั่นเอง ยิ่งเราเคย Comment กด Like หรืออยู่ใน Tag รูป หรือไป Tag ใคร Instagram ก็จะโชว์โพสต์ของคนนั้นบ่อยๆ นั่นเอง

นอกจากปัจจัย 3 อย่างข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยแฝงอื่นๆ มาประกอบด้วย เรียกว่าค่อนข้างซับซ้อนทีเดียว แต่ถ้าทำความเข้าใจหน่อย อาจนำไปใช้ประโยชน์ได้เยอะเลย

ความถี่ในการเข้าใช้งาน

หากอยากเป็นนักอัพเดท ทันเทรนด์โลก จงกดเจ้า Instagram บ่อยๆ เพราะยิ่งเรากดเข้า Instagram บ่อยเท่าไหร่ Instagram ก็จะยิ่งทำงานเพื่อเรา ทยอยสรรหาโพสต์ใหม่ๆ (ที่เหมาะสมกับเรา) มาโชว์เรามากขึ้น โดย Instagram จะวิเคราะห์ว่าการเข้าใช้งานล่าสุด ว่าเรากำลังหมกมุ่นหรือสนใจกับอะไรอยู่ และเมื่อเรากดเข้าใช้ Instagram อีกครั้ง มันก็จะนำผลการวิเคราะห์นั้นมาแสดงรูปและวิดีโอให้เราดู นั่นหมายความว่ายิ่งเราสนใจอะไร แล้วกดเข้าไปดู เราก็จะได้รายละเอียดของเรื่องนั้นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

จำนวนคนที่เราติดตาม

ยิ่งเราติดตามคนอื่นมากเท่าไหร่ Instagram ก็จะทยอยโชว์โพสต์ของคนอื่นๆ แบบกระจายมากเท่านั้น ในขณะเดียวกันเราก็จะเห็นโพสต์แบบเจาะจงของคนใดคนหนึ่งน้อยลง เช่น สุดาติดตามคนอื่นทั้งหมด 800 คน และปราณีติดตามคนอื่น 200 คน นั่นหมายความว่า สุดาจะเห็นโพสต์ของหลายๆ คนแบบกระจายมากกว่าปราณี ในขณะที่ปราณี จะเห็นโพสต์ของแต่ละคนได้ละเอียดกว่าสุดา

ระยะเวลาการใช้

ยิ่งเราใช้เวลากับ Instagram เยอะมากเท่าไหร่ Instagram ก็ยิ่งจะเอาโพสต์มาให้เราดูเยอะมากเท่านั้น ทั้งเจาะลึกกว่า จะโพสต์เก่าหรือโพสต์ใหม่ก็มาหมด แต่ถ้าใช้เวลาในการใช้ Instagram ไม่นาน Instagram ก็จะหาโพสต์ที่เหมาะกับเราที่สุดมาให้ดูแทน

รวมเรื่องที่ทีมงานบอกว่าไม่จริ๊ง ไม่จริงกับ Instagram

ส่วนเรื่องอื่นๆ ทั้งการแบนผู้ใช้ที่โพสต์เยอะๆ หรือการบอกว่าการใช้ฟีเจอร์ story จะช่วยทำให้ผู้อื่นเห็นโพสต์เรามากขึ้น และข่าวลือหรือความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ใน Instagram… วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าความจริงมีอะไรบ้าง

  • Instagram ไม่ได้ลดจำนวนคนเห็นโพสต์เหมือน Facebook ถ้าเราไล่ดูไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นโพสต์ทั้งหมด (Instagram น่าร๊ากกกกอะ)
  • Instagram ไม่ได้มีการคัดว่าถ้าโพสต์วิดีโอหรือรูปคนจะเห็นเยอะแตกต่างกัน (มีข่าวออกมาว่า Facebook จะให้คนเห็นโพสต์วิดีโอมากกว่ารูปถ่าย เลยทำให้คนเข้าใจว่า Instagram มีการทำงานคล้ายคลึงกัน) แต่จะขึ้นอยู่กับ Engagement ที่เรามีต่อผู้ใช้คนนั้นๆ หรือความสนใจโพสต์นั้นๆ มากกว่า
  • ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Story, Live หรือฟีเจอร์อะไรก็ตาม ไม่ได้มีผลกับการคัดความสำคัญของ Instagram แต่อย่างใด ดังนั้นต่อให้แอคเค้าท์ของคุณไม่เคยลง story เลยสักครั้ง แต่มีคนติดตาม กด Like หรือ Comment บ่อยๆ Instagram ของคุณก็ยังปังอยู่ดี ไม่ต้องห่วง!
  • โพสต์เยอะ ไม่ได้มีผลกับการจัดอันดับของ Instagram  มีข่าวลือออกมาว่า ยิ่งโพสต์เยอะเท่าไหร่ Instagram ก็จะลดการมองเห็นโพสต์ลงเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วนั้นไม่ใช่เลย เพียงแต่ Instagram จะกระจายโพสต์ให้เห็นอย่างเสมอภาคกัน ดังนั้นโพสต์บางโพสต์อาจตกไปล่างๆ บ้าง แต่ไม่ได้ถูกทิ้งให้เหงาหงอย อด Like แน่นอน
  • ไม่ว่าจะเป็นแอคเค้าท์ธรรมดาหรือแอคเค้าท์ทางธุรกิจ ก็ไม่ได้ใช้ในการตัดสินการจัดอันดับความสำคัญในการโชว์โพสต์ของ Instagram การสลับแอคเค้าท์ไปมาจึงมีค่าเท่าเดิม ลำบากเปล่าๆ
  • เรื่อง Shadow banning หรือการแบนแบบเนียนๆ ที่คนโดนแบนจะไม่รู้ว่าถูกแบนนั้นไม่ใช่เรื่องจริง Instagram ไม่มีการแอบแบนคนที่ใส่ hashtag เยอะๆ หรือทำอะไรให้คนนั้นเสียหาย เรียกได้ว่า Shadow banning เป็นข่าวโคมลอยไร้สาระที่สุดเลยก็ว่าได้
  • มีข่าวลือว่า Instagram จะเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะเรียงลำดับภาพแบบเดิม ที่เรียงตามเวลาโพสต์ได้ ซึ่งเป็นเพียงข่าวโคมลอยเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว Instagram ยังไม่ตัดสินใจเพิ่มตัวเลือกการเรียงฟีดแบบเดิม ที่เรียงลำดับภาพตามเวลาการโพสต์ เพราะไม่อยากสร้างความสับสนให้ผู้ใช้ เนื่องจากผู้ใช้บางคนเซ็ตแล้วอาจจะลืมไปว่าตั้งการเรียงฟีดไว้ยังไง เลยทำให้ทุกคนเรียงฟีดเหมือนกันซะเลย แต่ก็รับฟังผลตอบรับจากคนที่ไม่ชอบฟีดแบบนี้เพื่อปรับปรุงอยู่

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องจริงของ Instagram ที่คุณควรจะรู้ไว้ ที่ไม่ได้มีไว้เพียงประดับบารมีเฉยๆ แต่สามารถนำไปปรับใช้ ทั้งต่อการสร้าง Instagram ของคุณให้เป็นที่รู้จักและการสร้างแบรนด์สินค้าของคุณให้ปังล้ำหน้า! หวังว่าบทความดีจะเป็นประโยชน์นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก techcrunch

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

การพลิกผันด้านอาหาร (Food disruption) เทคโนโลยีจะช่วยสร้างอาหารเพิ่มขึ้นได้อย่างไร

Published

on

ภายในสองทศวรรษหน้าการเกษตรและการปลูกพืชทั้งหลายในโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างเหลือเชื่อ เพราะเทคโนโลยีด้านการเกษตรกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากจำนวนประชากรโลกที่จะเพิ่มขึ้นถึง 1 หมื่นล้านคน ภายในปี 2050

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทำให้เกษตรกรหนึ่งคนสามารถทำผลิตผลทางการเกษตรได้เพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อใน 20 ปีที่ผ่านมา ปรากฎการณ์ในการใช้หุ่นยนต์เพื่อเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตรแทนมนุษย์เริ่มปรากฏขึ้นในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด

หุ่นยนต์และโดรนสามารถที่จะจัดการกับแมลงที่มีผลกระทบต่อผลิตผลทางการเกษตรได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้ทำวิจัยและพบว่าพืชผลทางการเกษตร 20 ถึง 40% ทั่วโลกได้ถูกทำลายโดยแมลง จึงทำให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และโดรนสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่เกษตรกรไม่สามารถทำได้ในอดีต

เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ (IoT) และกล้องถ่ายรูปโดยการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่รวมทั้งหุ่นยนต์ที่สามารถที่จะตรวจสอบพืชผลว่า ถึงเวลาที่จะเก็บเกี่ยวได้แล้วหรือยัง ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นด้วยราคาถูกและถึงมือเกษตรกร ประกอบกับการเก็บเกี่ยวพืชผลด้วยการใช้หุ่นยนต์หรือรถเก็บเกี่ยวเคลื่อนที่อัตโนมัติกำลังจะเกิดขึ้นจริง ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยฮาเปอร์อาดามส์ (Harper Adams University) ได้คิดค้นการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้คนเลยแม้แต่คนเดียว

บริษัท Agribotix ได้พัฒนาโดรนและซอฟต์แวร์ ซึ่งใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศเพื่อการวิเคราะห์ว่าโรคของผลผลิตพร้อมที่จะถูกเก็บเกี่ยวแล้วหรือไม่ด้วยการถ่ายภาพทางอากาศ ยิ่งไปกว่านั้นได้มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI โดยการใช้ Machine Learning ในการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของสถานะพืชพรรณในช่วงเวลาต่างๆ และเก็บข้อมูลหลายปี จนทำให้การวิเคราะห์มีความชาญฉลาดและแม่นยำมากขึ้น

จึงทำให้แนวโน้มภายในสองทศวรรษหรือ 20 ปีข้างหน้า ด้วยการเก็บข้อมูลอันมหาศาลที่เราเรียกว่า Big data จะทำให้เกิดการวิเคราะห์ในภาพใหญ่ของการปลูกพืชจนทำให้เราสามารถที่จะวิเคราะห์และพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของพืชในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างแม่นยำ จนทำให้การเกษตรแม่นยำเกิดขึ้นได้จริงในสองทศวรรษดังที่กล่าวมา

การเกษตรแนวตั้ง (Vertical farming) กำลังเป็นแนวโน้มที่ชัดเจนที่ทำให้มวลมนุษยชาติสามารถแก้ปัญหาความอดอยากด้วยการปลูกพืชในที่ร่มและพื้นที่จำกัด โดยการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์จนทำให้สามารถปลูกพืชพรรณที่แตกต่างกันทั่วโลกได้ไม่ว่าจะอยู่ในประเภทใด ด้วยการควบคุมอุณหภูมิ แสง และดินที่เหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆ จนในวันนี้สถาบันวิจัยการเกษตรทั่วโลกหลายแห่งได้พิสูจน์แล้วว่า การปลูกพืชในรูปแบบใหม่นี้มีประสิทธิภาพในการปลูกมากกว่าการปลูกในระบบเปิดกลางแจ้งด้วยซ้ำไป

ในสหราชอาณาจักร มีการวิจัยที่น่าสนใจคือ การค้นพบว่าพืชแต่ละชนิดที่แตกต่างกันนั้นจะใช้แสงคลื่นความถี่ที่แตกต่างกันในการปลูกให้เติบโตอย่างรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้การปลูกพืชในรูปแบบใหม่ในระบบปิด (Indoor farm) มีประสิทธิภาพมากกว่าและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าการที่ปลูกในพื้นที่กลางแจ้งแบบเดิม โดยการทดลองดังกล่าวได้มีการปลูกพืชจากประเทศต่างๆทั่วโลกในระบบปิด โดยการเลียนแบบสภาวะอากาศ แสง และดินจากสถานที่ต่างๆทั่วโลกซึ่งปลูกในเฉพาะพืชนั้นๆ ผลปรากฏว่าการเติบโตของพืชมีประสิทธิภาพดีกว่าการปลูกพืชแบบเดิมในประเทศต่างๆ ดังกล่าว

ไม่เพียงแต่เทคโนโลยีด้านการเกษตรที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดเท่านั้น แต่เทคโนโลยีด้านการเลี้ยงสัตว์ก็กำลังจะปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจากประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดความต้องการในการบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการพัฒนาการเลี้ยงสัตว์โดยการใช้เซ็นเซอร์ IoT เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของสัตว์ รวมทั้งการควบคุมโรคด้วยการมอนิเตอร์สัตว์แต่ละชนิดและแต่ละตัวในฟาร์มแบบเรียลไทม์ และมีการวิเคราะห์ข้อมูลตลอดเวลาอย่างอัตโนมัติ

นักวิจัยในสกอตแลนด์ได้ทำการวิจัยเพื่อตรวจสอบการป่วยของวัว โดยการมอนิเตอร์ลมหายใจของวัวแต่ละตัว ด้วยการหาจังหวะการหายใจที่ปกติและไม่ปกติเพื่อเปรียบเทียบและแจ้งเตือนการเป็นโรคและการติดโรคของวัว ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้ภาพถ่ายซึ่งสามารถวิเคราะห์อุณหภูมิของวัวแต่ละตัว และเห็นการเปลี่ยนแปลงของวัวตลอดเวลา จึงสามารถรู้ได้ถึงสภาวะของวัวแต่ละตัวว่ามีความแข็งแรงและสมบูรณ์หรือไม่ และยังมีการวิจัยของบริษัทเอกชนด้านเทคโนโลยีการเกษตร ด้วยการติดไมโครโฟนเพื่อฟังเสียงสุกรทำให้สามารถที่จะคาดการณ์และวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำว่าสุกรนั้นมีสุขภาพหรือมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร

การวิจัยในประเทศเบลเยียมโดยการใช้ระบบภาพเคลื่อนไหวเพื่อที่จะจับพฤติกรรมของลูกไก่ในฟาร์มจำนวนนับพันตัวด้วยการศึกษาการเคลื่อนไหวของกลุ่มลูกไก่ (Automated Behavior Analysis) ในฟาร์ม จนสามารถเก็บรูปแบบ (pattern) พฤติกรรมเปรียบเทียบกับความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นการป่วยของไก่หรือความผิดปกติด้านอื่นๆเป็นต้น ซึ่งพบว่า ผลการทดลองมีความแม่นยำกว่า 90%

สถาบันวิจัยทะเลและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม (Institute of marine and environmental technology) แห่งมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ เมืองบัลติมอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการวิจัยการเลี้ยงปลาทะเลในระบบปิด ผลปรากฏว่าการเลี้ยงในระบบปิดสามารถที่จะทำให้เกิดผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี (zero waste and zero pollution) และสามารถที่จะลดความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของสัตว์น้ำในทะเลได้อีกด้วย และผลดีที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการผลิตอาหารทะเลบนบกในระบบปิดดังกล่าว สามารถที่จะประหยัดต้นทุนในระบบขนส่งได้อย่างมาก เพราะเนื่องจากการขนส่งอาหารทะเลจะต้องเสียต้นทุนในเรื่องของการแช่เย็นและการเดินทางหลายพันกิโลเมตรเพื่อส่งสินค้าอาหารทะเลจากชายฝั่งทะเลเข้าเมือง

ในปี 2013 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์การเกษตรและกสิกรรมบริษัทหนึ่งได้ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้คิดค้นวิธีการปลูกเนื้อเพื่อการบริโภคและประสบความสำเร็จโดยสามารถผลิตเนื้อในห้องทดลองเพื่อบริโภคแล้ว

บริษัท Dupont และ Syngenta เป็นบริษัทที่ทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับไบโอเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมการตัดต่อพันธุกรรม (Genomic engineering) ได้ทำการวิจัยในการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ที่มีอากาศและสิ่งแวดล้อมที่แห้งแล้ง จนการวิจัยมีผลดีอย่างน่าพอใจ เพราะเนื่องจากการปลูกข้าวโพดที่สามารถทนทานต่อสภาวะอากาศที่แตกต่างกันและได้ผลผลิตดีเป็นที่น่าพอใจ จึงมีแนวโน้มในอนาคตว่าการปลูกข้าวโพดสามารถปลูกที่ใดก็ได้ในโลก จึงทำให้ความกังวลที่จะขาดแคลนอาหารเพราะประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น อาจจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต เพราะเนื่องจากการผลิตข้าวโพดเพียงพอต่อการบริโภคสำหรับคนทั่วโลก

ประเทศในแอฟริกาใต้ได้ประสบปัญหาการขาดแคนอาหาร จึงมีการทำวิจัยในสถาบันวิจัยที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของวิศวกรรมการตัดต่อพันธุกรรม เพื่อที่จะปลดล็อคให้มีการผลิตอาหารในพื้นที่ของทวีปแอฟริกาที่สามารถเลี้ยงดูผู้คนได้อย่างเพียงพอ เช่น การวิจัยการตัดต่อพันธุกรรมข้าว โดยความร่วมมือกันระหว่างสถาบันวิจัยทางชีววิทยา 18 แห่งทั่วโลก ในโครงการวิจัยที่ชื่อว่า C4 Rice project ขึ้น เพื่อทำให้สามารถปลูกข้าวในสภาวะอากาศแห้งแล้งได้

การตัดต่อพันธุกรรมในพืชก็ได้นำไปใช้ในการตัดต่อพันธุกรรมในสัตว์เช่นเดียวกัน เพื่อที่จะสามารถผลิตอาหารให้กับมวลมนุษยชาติทั้งโลกได้อย่างเพียงพอในหลายทศวรรษต่อจากนี้ไป

Reference
The Future of Farming & Agriculture

————————-
แปลและเรียบเรียงโดย
พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
https://link.medium.com/vnV4JVinWR
14 ธ.ค. 61

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

มุมมองป๋าเต็ด-ยุทธนา กับอนาคตของวงการเพลงในโลกไฮเทคโนโลยี

Published

on

เรื่องราวของเทคโนโลยีนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับเรื่องกีกๆ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟนอย่างเดียว แต่โลกดนตรีก็เปลี่ยนไปเยอะมากตามเทคโนโลยีที่อยู่รอบตัว ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครให้ข้อมูลได้ดีกว่า ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ผู้คร่ำหวอดในวงตรีเพลง ดีเจ และการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเสียงเพลงมายาวนาน ซึ่งให้ความเห็นภายในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ไว้อย่างน่าสนใจครับ

สถานที่ที่ฟังเพลง มันเปลี่ยนวงการเพลงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

  • ยุคเพลงคลาสสิก ทำเพลงเพื่อสรรเสริญพระเจ้า เครื่องดนตรีเลยต้องดัง และเสียงยาวๆ เลยกลายเป็นออแกนเป็นพระเอก
  • ต่อมาคนรวยอย่างฟังเพลงที่บ้าน ซึ่งห้องที่ฟังก็เปลี่ยนไป เสียงไม่ได้ก้องอย่างห้องใหญ่ ดนตรีเลยเปลี่ยนเป็นวงเล็กลง
  • ดนตรีแจ๊ส เกิดในผับ ต้องต่อสู้กับเสียงคนที่คุยกัน ทำให้เสียงดนตรีต้องดัง และมีจังหวะที่จะแทรกเข้าไประหว่างผู้คนได้
  • ปัจจุบัน สถานที่จัดคอนเสิร์ตของวงดังๆ กลายเป็นสถานที่ใหญ่มาก เช่นสนามกีฬา ซึ่งคนที่มาฟังก็แมสมากๆ เพลงจึงต้องมีท่อนที่จำง่ายๆ ให้คนร้องตามได้

เทคโนโลยีการบันทึกเสียง ก็เปลี่ยนรูปแบบเพลง

  • ยุคแผ่นเสียงต้องทำให้เพลงสั้นลง เพราะหน้าแผ่นเสียงมีจำกัด จะเพลงยาวแบบเพลงคลาสสิกที่มีหลาย Movement ก็ไม่ไหว
  • ยุควิทยุต้องเปิดทีละเพลง เพลงเลยสั้นลงเหลือราว 3.30 นาที เพราะนานไปเดี๋ยวคนหมุนหนี ทำให้สถานีวิทยุไม่เปิด
  • ยุคเทปมีหน้า B ก็เอาไว้ลงเพลงแปลกๆ ที่ไม่ฮิต เลยมีศัพท์เรียกว่า B side
  • ยุคหนึ่ง ringtone ฮิตมาก การแต่งเพลงก็ต้องดีไซน์ฮุคหนึ่ง ความยาวสัก 30 วิเพื่อไปอยู่ใน ringtone ได้เพราะๆ
  • ยุคโซเซียล อันนี้น่าสนใจมาก เมื่อ Tierra Whack ออกเพลง 1 นาทีทั้งอัลบั้ม เพื่อออกใน instragram ได้

เทรนด์วงการเพลงในอนาคตจะเป็นยังไง

  • ศิลปิน noname จะดังเร็วขึ้น ถ้าทำเพลงฮิตจริงๆ เพราะตอนนี้กระจายได้เร็วมากผ่าน Social Media (ลองดูตัวอย่างในบทความนี้นะครับ “10 ที่สุดของเนื้อร้องเพลงไทยในปี 2018” )
  • ธุรกิจคอนเสิร์ตเติบโตอย่างรุนแรง บัตรก็แพงขึ้น เพราะคนออกมาร่วมมากขึ้น
  • ตอนนี้ AI สามารถช่วยแต่งเพลงได้ โดยเฉพาะช่วยแต่งทำนอง แต่ง Beat ที่คนน่าจะติดหู
  • เพลงสำหรับผู้สูงอายุ คนแก่เริ่มใช้ออนไลน์มากขึ้นแล้ว
  • ไวนิลจะเริ่มกลับมา เทปก็กลับมาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มซื้อความทรงจำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

สรุปเทรนด์เทคโนโลยี 2019 โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Techsauce

Published

on

เนื่องจากว่าเว็บแบไต๋นั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นอีกหนึ่งหัวข้อในงาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2019 (CTC 2019) คือเรื่องราวเกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดในปี 2019 ครับ ซึ่งในหัวข้อนี้ได้คุณมาร์ค-อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Brand Inside พร้อมคุณมิมี่-อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Techsauce ขึ้นให้ข้อมูลครับ

เทรนด์เทคโนโลยีปี 2019 คือ ABC

ความเห็นจากคุณมาร์ค เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไปมากในปี 2019 คือ ABC ครับ ซึ่งประกอบไปด้วย

AI – Artificial Intelligence

ซึ่งความหมายของปัญญาประดิษฐ์ในช่วงปี 2019 AI คือระบบ Automation หรือระบบช่วยทำงานต่างๆ นะครับ ยังไม่ใช่ AI แบบที่เป็นหุ่นยนต์แทนมนุษย์ได้เหมือน Terminator ตัวอย่างของ AI ในยุคปี 2019 เช่นการคัดแยกรูป ซึ่งถ้าไม่ใช้ AI จะต้องใช้แรงคนถึกแยกเอง ซึ่งลักษณะ AI แบบนี้จะเติบโตและหลากหลายขึ้นในปี 2019

แต่คุณมาร์คก็ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นฐานของ AI คือมันพัฒนายากอยู่แล้ว ต้องใช้นักวิจัยเก่งๆ อ้างอิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ระดับสูงถึงจะทำได้ ซึ่งทำให้การสร้าง AI แบบเฉพาะทางสักชุดหนึ่งทำยาก ถ้าบริษัทไม่มีทรัพยากรเพียงพอ แต่ถ้าเป็นงานทั่วไปที่คนทั่วไปใช้ เช่นแยกรูป แยกเสียง ก็มีบริษัทใหญ่ๆ ก็วิจัยและทำผลิตภัณฑ์ออกมาให้ใช้บริการแล้ว

BLOCKCHAIN

คุณมาร์คคาดว่าปี 2019 เทคโนโลยี Blockchain กำลังจะตายลง เพราะมันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับทุกอย่าง อย่างที่เราเห็นหลายๆ บริษัทประกาศว่าจะนำ Blockchain มาใช้ แต่สุดท้ายก็ออกสู่ตลาดจริงไม่ได้ ทำให้ทิศทางของ Blockchain ไปในกลุ่มเฉพาะมากขึ้น เพราะมันเหมาะสำหรับงานที่เป็นลำดับ หรือ sequential และยกตัวอย่างไปที่ BitTorrent ที่ออกแบบมาสำหรับยุคที่เน็ตช้าๆ พอเน็ตเร็วขึ้นก็ทำให้ BitTorrent เลื่อมความนิยมลงไป เพราะกด Steaming ก็ดูได้เลย

CLOUD

คลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่เกิดมานานแล้ว แต่ก็ยังมีความสำคัญอยู่ตลอด ตอนนี้เกิดกระแสในธุรกิจคือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้รายใหญ่กินรวบในตลาด รายเล็กๆ สู้ไม่ได้ทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งทำให้รายใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น

ความคิดเห็นด้านเทรนด์เทคโนโลยีจาก Techsauce

คุณมิมี่จาก Techsauce มองว่า AI จะมาคู่กับ Data เสมอ ทำให้องค์กรต้องเอาคนมาทำงานกับข้อมูลมากขึ้น แต่ปัญหาของทุกองค์กรคือหาคนไม่ได้ โดยเฉพาะคนไทยที่หายากมาก ทำให้ต้องไปดึงมาจากต่างประเทศ

และบริษัทไทยเริ่มถูกคุกคามมากขึ้น จากคู่แข่งที่เมื่อก่อนอยู่นอกวงการกัน กลายเป็นว่าตอนนี้คนที่รู้ข้อมูลดีที่สุดกลับเป็นบริษัท Technology แม้ว่าบริษัทเราจะอยู่ในธุรกิจมานาน เช่น แบงค์ หรือการสื่อสาร แต่ข้อมูลไปอยู่กับ facebook, google ที่รู้จักลูกค้าเรามากกว่า ปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นว่าแบงค์เข้าไปจับมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ และเก็บข้อมูลเองมากขึ้น

ถ้าเป็นนักธุรกิจ ตอนนี้เราต้องรู้เรื่องอะไร

  • มาร์ค Blognone – เทคโนโลยีภาพรวมของ 2019 เทียบกับ 2018, 2017 นั้นต่างไปไม่มาก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนหน้านี้ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนกันโหดมาก เช่นดูสมาร์ตโฟนตอนนี้ ไม่ได้ต่างกันมากแล้วในแต่ละปี เทรนด์ความก้าวหน้าตอนนี้คือใครต่อยอดได้เจ๋งกว่า ดีกว่า ก็จะชนะ ซึ่งคุณมาร์คยกตัวอย่างอย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันมีแคมเปญการตลาดเจ๋งๆ มากมายที่เล่นกับเทคโนโลยี แต่สุดท้ายผลแพ้ชนะของแคมเปญวัดกันที่ Operation หน้างานว่าใครจะจัดการได้ดีกว่า ถ้าสื่อสารออกไปดี ทั่วถึง แต่หน้างานไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ มีข้อผิดพลาดในการทำงาน สุดท้ายพังไปก็มีมาก
  • มิมี่ Techsauce – คือการปรับความคิดของคนที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี มองว่า People กับ Process เป็นกระบวนการสำคัญ ซึ่งต้องเริ่มจากคนที่เป็นหัวก่อน ต้องให้ความสำคัญ และเข้าใจภาพรวมว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป กระทบกับธุรกิจเรายังไง ตอนนี้อาจจะตื่นตัว กลัวโดน Disrupt แต่โฟกัสออกมาว่าจะทำอะไร แก้อะไร ต้องทำออกมาเป็น Action ให้ได้ แล้วจะหาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหาของเรา สรุปคือ ต้องรู้ก่อนว่าปัญหาของเราคืออะไรกันแน่ แล้วค่อยหาเครื่องมือ
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!