Connect with us

บทความเทคโนโลยี

รู้ไหมว่าค่ามลภาวะต่าง ๆ ในแอปดูยังไง! และส่งผลเสียอะไรกับเราบ้าง!

อย่างที่บอกไปครับว่าวิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นเรื่องใกล้ตัวผองเราชาวกรุงเทพกว่าที่คิด (แถมยังลามไปถึงจังหวัดข้างเคียงเป็นที่เรียบร้อย) แบไต๋เราเลยอยากจะนำเสนอให้ทุกท่านรับมือกับวิกฤตนี้ได้ล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันที่ทางเรามานำเสนอในครั้งนี้พร้อมบอกวิธีการดูข้อมูลสำคัญทั้งหลาย ถ้าพร้อมแล้วละก็ ลุย!

ค่าที่ควรต้องรู้ในแอปรายงานคุณภาพอากาศ

AQI ค่าสำคัญที่ควรดูในแอป

AQI (Air Quality Index): แปลตรงตัวคือดัชนีของคุณภาพอากาศยิ่งมีตัวเลขมากยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา ซึ่งมีระดับดังนี้

  • 0 – 50 อากาศดีไม่มีพิษภัย สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องวิตกกังวลใด ๆ
  • 51 – 100 อากาศปานกลาง ผู้คนปกติสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ แต่ผู้ที่มีปัญาเรื่องการเดินหายใจหากเจออาการของโรคที่เป็นอยู่ควรกลับเข้าที่พักหรือละระยะเวลาที่อยู่กลางแจ้ง
  • 101 – 150 อากาศไม่ดี แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบในตัวเลขระดับนี้คือกลุ่มคนที่มีปัญหาหรือมีโรคเกี่ยวกับด้านทางเดินหายใจเป็นหลัก (หอบ, ภูมิแพ้ ฯลฯ)
  • 151 – 200 อากาศไม่ดีและเริ่มมีผลต่อผู้คนทั่วไปหากอยู่นอกกล้างแจ้งเป็นระยะเวลานานเกินไป
  • 201 – 300 อากาศไม่ดีอย่างมาก ๆ ควรอยู่แต่ในอาคารบ้านเรือนหรือสถานที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัย และปิดท้ายด้วยระดับอันตรายสูงสุดต่อสุขภาพอย่าง
  • 301 – 500 ไม่ควรจะใช้กิจกรรมภายนอกบ้าน เพราะส่งผลกระทบด้านสุขภาพต่อบุคคลทุกกลุ่ม

แล้วสารพิษในอากาศที่รายงานผ่านแอป แต่ละตัวอันตรายอย่างไร

AQI นั้นคำนวนขึ้นมาจากระดับของสารมลพิษ (Pollutants) ต่างๆ ในอากาศ ซึ่งมลพิษต่างๆ มีรูปแบบการก่อผลเสียต่อสุขภาพของเราไปจนถึงขนาดที่แตกต่างกันไป โดยจะมีทั้งสิ้น 6 ชนิดที่รายงานกันผ่านแอป ได้แก่

  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ฝุ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน เกิดจากการเผาไหม้ทั้งจากยานพาหนะ, วัสดุการเกษตร, ไฟป่า และกระบวนการอุตสาหกรรม สามารถเข้าถึงถุงลมในปอดได้ และก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ หรือโรคปอดต่างๆ ซึ่งหากได้รับในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานจะสะสมในเนื้อเยื่อปอด ทําให้การทํางานของปอดเสื่อมประสิทธิภาพลง ทําให้หลอดลมอักเสบ มีอาการหอบหืด รวมถึงเป็นต้นเหตุของมะเร็ง
  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมครอน เกิดจากกิจกรรมของธรรมชาติเป็นหลัก เช่นการผุกร่อนของหิน ทราย ซึ่งทำให้หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก
  • ก๊าซโอโซน (O3) ก๊าซที่ไม่มีสี (หรือมีสีฟ้าอ่อน) มีกลิ่นฉุน ละลายน้ำได้เล็กน้อย เกิดขึ้นได้ทั้งระดับบรรยากาศชั้นที่สูงจากผิวโลก และระดับชั้นบรรยากาศผิวโลกที่ใกล้พื้นดิน โดยมีผลกระทบต่อสุขภาพคืออาการระคายเคืองตา, ระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุต่างๆ, ปอดมีประสิทธิภาพลดลง, เหนื่อยเร็ว (โดยเฉพาะในเด็ก คนชรา และคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง)
  • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซนี้จะไม่มีสี กลิ่น หรือรส โดยจะเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ แต่มีความน่ากลัวคือก๊าซนี้จะสามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้โดยจะไปรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจนประมาณ 200-250 เท่า ซึ่งเมื่อหายใจเข้าไปทำให้ก๊าซชนิดนี้จะไปแย่งจับกับฮีโมโกลบินในเลือด เกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (CoHb) ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย และหัวใจทำงานหนักขึ้น
  • ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ก๊าซที่ไม่มีสีและกลิ่น ละลายน้ำได้เล็กน้อย มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ จะเกิดจากการกระทำของมนุษย์ อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ อุตสาหกรรมบางชนิด เป็นต้น โดยก๊าซนี้จะมีผลต่อระบบการมองเห็นและผู้ที่มีอาการหอบหืดหรือ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซไม่มีสี (หรืออาจมีสีเหลืองอ่อน ๆ) มีรสและกลิ่นที่ระดับความเข้มข้นสูง โดยจะเกิดจากธรรมชาติและการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีกำมะถัน (ซัลเฟอร์) เป็นส่วนประกอบ ซึ่งสามารถรวมตัวกับสารมลพิษอื่นแล้วก่อตัวเป็นอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กได้ ก๊าซนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากได้รับเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

แนะนำแอปเช็คมลภาวะทางอากาศ

AirVisual (iOS, Android)

ไทยเราตอนนี้แดงเยอะใช้ได้เลย…

อาจกล่าวได้ว่านี่คือแอปสามัญประจำโลกที่ไว้ใช้เช็คมลภาวะทางอากาศเลยล่ะ และจริง ๆ แล้ว AirVisual เป็นแอปที่ไว้ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เช็คสภาพอากาศอย่าง IQAir แต่หากไม่มีเจ้าเครื่องนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะตัวแอปสามารถตรวจสอบสิ่งที่เราต้องการได้ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว

วันที่ 15 เดือนมกราคมนี้ไทยอยูอันดับ 22 นะ

มีข่าวเชิงลึกเกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศให้อ่านด้วยนะ

ซึ่งจุดเด่นของ AirVisual ที่นอกจากจะบอกค่า AQI แบบเรียลไทม์พร้อมบอกการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวันแล้ว ด้วยความที่เป็นแอปสากลโลก เลยทำให้เราสามารถตรวจเช็คมลภาวะทางอากาศจากประเทศต่าง ๆ บน Google Map หรือจะดูในรูปแบบของการจัดอันดับก็ยังได้ แถมยังสามารถตามข่าวสารถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านอากาศในเชิงลึกได้อีกด้วย แต่กระนั้นตัวแอปไม่มีภาษาไทยให้เปลี่ยนนะ

Air4Thai (iOS, Android)

เชื่อถือได้เพราะข้อมูลมาจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แค่ชื่อแอปก็บอกแล้วว่าเพื่อผองเราชาวไทย โดยจุดเด่นของแอปนี้ที่นอกจากจะใช้ภาษาบ้านเราแล้ว การนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ก็ถูกย่อยมาให้อ่านแบบเข้าใจง่าย แถมข้อมูลที่เห็นยังน่าเชื่อถือได้เพราะมาจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมยังมีเอกสารสถานการณ์การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศและเสียงจากปีต่าง ๆ ในรูปแบบไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลดไปอ่านได้ด้วยนะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

C internet BY CAT ให้คุณเลือก “เน็ตแรง” ได้ “ทั้งวัน” “ทั้งคืน”

Published

on

ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตหลากหลายค่ายก็เริ่มแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุก ๆ คน บ้างก็เน็ตราคาเบาที่ได้ความแรงพอประมาณ หรือหากแรงแบบจัดเต็ม แต่ราคาก็แรงตามไปด้วย แต่บางคนก็คงคิดว่า เน็ตแรง ๆ มีไว้ทำอะไร? แค่เท่าที่ใช้อยู่ก็ดีพอแล้ว วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ

เน็ตฯ แรง ทำอะไรได้บ้าง?

  • เกมเมอร์สายสตรีมมิ่ง (Streaming) ต้องการเน็ตที่มีขา Upload สูง ๆ เพื่อให้การส่งภาพไปยังอินเตอร์เน็ตมีความเสถียรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น YouTube Twitch หรือแม้แต่ Facebook Gaming ก็กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน
  • คนค้าขายออนไลน์สมัยนี้ก็ใช้การ Live สดบน Social Media เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย ถ้าเน็ตแรง ๆ ภาพชัด ๆ ก็สามารถกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี
  • คนชอบดูหนัง โดยเฉพาะการรับชมผ่าน NetFlix iFlix หรือ Video Provider เจ้าอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถรับชมคุณภาพระดับ 4K ได้ ถ้าเน็ตฯ คุณไม่แรงพอ หนังก็จะกระตุก ทำให้อารมณ์ของเราสะดุดไปด้วย
  • คนทำงานด้านต่าง ๆ ที่ต้องมีการรับ / ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ ถ้าเน็ตแรงไม่พอ กว่าจะส่งงาน รับงาน อาจจะชักช้าไม่ทันการได้

เรียกได้ว่าไลฟ์สไตล์ยุคใหม่นี้ต้องการพลังความเร็วของอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งสำคัญนอกเหนือจากความแรง คือความเสถียรที่ดีบนอินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ ออฟติค แท้ 100% และจะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถเลือกช่วงเวลา “เน็ตแรง” ในราคาที่ “เบาสุด ๆ” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเราได้ แบไต๋ขอแนะนำ C internet BY CAT อีกหนึ่งทางเลือกของการเล่นเน็ตในรูปแบบแพ็คเกจ Work all day play all night เน็ตบ้านเลือกได้ จะแรงส์ทั้งวัน หรือ จะมันส์…ทั้งคืน ก็คุ้มด้วยราคา 590 บาทต่อเดือนเท่านั้น

Work all Day

อินเตอร์เน็ตแพ็คเกจตอบโจทย์คนเน้นทำงานที่บ้าน ที่อยากได้เน็ตแรง ๆ เพื่อให้คุณสามารถอัปโหลด/ดาวน์โหลดงานได้อย่างทันท่วงที หรือจะซื้อ/ขายของออนไลน์ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเน็ตสะดุด พร้อมให้ความเร็วจัดเต็ม 100/100 Mbps ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ช่วงเวลา 07.00-19.00 น. และ 30/30 Mbps ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00-07.00 น. และในวันเสาร์-อาทิตย์ สามารถติดสปีดเน็ตสูงสุด 100/100 Mbps ตลอด24 ชั่วโมง

Play all Night

อินเตอร์เน็ตแพ็คเกจตอบโจทย์คนต้องการเน็ตแรง ๆ หลังกลับมาจากการทำงานเหนื่อย ๆ ให้คุณตะลุยโลกของเกมและภาพยนตร์ระดับ 4K ได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด บนความเร็วจัดเต็ม 100/100 Mbps ได้ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00-07.00 น. และ 30/30 Mbps ตั้งแต่ช่วงเวลา 07.00-19.00 น. และในวันเสาร์-อาทิตย์ สามารถติดสปีดเน็ตสูงสุด 100/100 Mbps ตลอด24 ชั่วโมง

ทั้ง 2 แพ็คเกจนี้ C internet BY CAT ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่เน้นการใช้งานอินเตอร์เน็ตภายในบ้านทั้งทำงาน เล่น Social Media หรือเล่นเกมหนัก ๆ และแม้แต่ดูหนัง 4K ภาพคม ๆ ผ่านสตรีมมิ่งก็จัดเต็มได้อย่างลื่นไหลผ่านสายไฟเบอร์ ออพติค แท้ 100% บน Internet Gateway ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย แถมยังเลือกการใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ของเราอีกด้วย

แล้วสำหรับบ้านไหนที่มีคนใช้เน็ตเยอะ ๆ จนคิดว่า 100/100 Mbps ยังไม่พอ เขาก็มีแพ็คเกจ 200/200 Mbps ในราคาสุดคุ้ม 890 บาทต่อเดือนให้คุณได้เลือกอีกด้วย งานนี้แรงสะใจแน่นอน

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้สมัครแพ็คเกจ

  • ยกเว้นค่าแรกเข้า : ค่าติดตั้ง 2,000 บาท และค่าลงทะเบียน 1,500 บาท
  • ยกเว้นค่าเช่าอุปกรณ์ปลายทาง (CPE) 300 บาท/เดือน/เครื่อง (ไม่รวม Vat) และผู้ใช้บริการได้รับสิทธิยกเว้นค่าประกันอุปกรณ์ 2,500 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) กรณียกเลิกบริการ C internet ต้องคืนอุปกรณ์ ให้กับบริษัทในวันที่ทำการยกเลิก

ถือได้ว่าแพ็คเกจ Work all Day Play all Night เป็นอีก 1 ทางเลือกที่ตอบโจทย์คนชอบใช้อินเตอร์เน็ตตลอดเวลา (Always On) เพื่อการรับข่าวสารที่รวดเร็ว ฉับไว ตอบโจทย์คนไทยยุคใหม่อย่างแท้จริง สุดท้ายนี้สำหรับใครที่สนใจสามารถสมัครแพ็คเกจได้ที่นี่ http://bit.ly/CinternetBYCAT

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

คุยกับคุณกระทิงประธาน KBTG คนใหม่ ถึงอนาคตเทคโนโลยีกสิกรไทย และความเสถียรระบบในปัจจุบัน

Published

on

กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG

หนึ่งในเนื้อหาจากงานแถลงวิสัยทัศน์ของกสิกรไทย ที่ 5 ผู้บริหารของธนาคาร ชูการผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตรเพื่อก้าวสู่ธนาคารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันในสมรภูมิที่เทคโนโลยีแข่งกัน Disrupt ธุรกิจเดิม ซึ่งพื้นฐานสำคัญสำหรับองค์กรยุคใหม่คือระบบไอทีที่รองรับงานยุคใหม่ได้ และมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ สำหรับธนาคารกสิกรไทย หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงคือ กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG ซึ่งวันนี้แบไต๋ได้คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน KBTG ถึงอนาคตที่กำลังจะมุ่งไปครับ

ปี 2562 KBTG ชูนวัตกรรม 3 ด้าน

1. Cognitive Banking หรือธนาคารอัจฉริยะ

ธนาคารอัจฉริยะคือการนำข้อมูลและ insight ต่างๆ มาทำให้เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น เหมือนเอาพนักงานแบงค์ 20,000 คน มาร่วมให้บริการลูกค้าโดยอยู่ในมือถือตลอดเวลา และให้บริการที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น ซึ่งแอปต่างๆ จะต้องทำหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น KPlus ที่มีความสามารถหลายอย่างในแอปเดียว และให้ข้อมูลได้ทั้งในส่วนที่คิดว่าลูกค้าต้องการ และในส่วนที่ลูกค้ายังไม่สนใจ แต่คาดว่าน่าจะสนใจเมื่อได้รู้ข้อมูลได้ด้วย

2. Augmented Intelligence (AI)

กสิกรไทยไม่ได้มองว่าปัญญาประดิษฐ์คือคู่แข่งขันสำหรับแรงงาน แต่ AI ในความหมายของกสิกรไทยคือ Augmented Intelligence ที่หมายถึงการที่คนกับเครื่องจักรจะทำงานด้วยกัน เพราะบุคลากรของกสิกรไทยนั้นสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจ และความต้องการของลูกค้ามายาวนาน ส่วนปัญญาประดิษฐ์ก็ให้ความรู้ที่ครบรอบด้าน ซึ่งถ้าทำงานร่วมกันก็จะได้สุดยอดพนักงานที่เข้าใจลูกค้า และรอบรู้

แทนที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ชนะคน ก็สร้างเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือคนให้ดีขึ้น

3. inclusive innovation นวัตกรรมที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้แก่ทุกคน

แบงค์จะต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง เทคโนโลยีจะช่วยให้แบงค์เข้าใจคนมากขึ้น สามารถให้บริการคนได้ทุกระดับ เช่นนำเสนอสินเชื่อรูปแบบใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัลให้กับลูกค้ากลุ่ม Underbanked ที่ในอดีตไม่สามารถรับบริการสินเชื่อจากธนาคารได้เพราะขาดคุณสมบัติ เช่น การเดินบัญชีไม่เพียงพอ หรือไม่มีรายได้ที่สม่ำเสมอ

ซึ่งภารกิจเหล่านี้ กสิกรไทยไม่อาจทำได้คนเดียว จึงมีการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ผ่านนวัตกรรมการร่วมมือใหม่ที่ทำให้เชื่อมต่อระหว่างกันง่ายขึ้นคือ

  • Open Banking API ความสามารถในการต่อเชื่อมบริการของธนาคารให้แก่พันธมิตรโดยสะดวกและปลอดภัย
  • Innovation Sandbox คือ สนามทดลองเพื่อรองรับการทดสอบไอเดียทางนวัตกรรมใหม่ ๆ ของพันธมิตรโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ได้อย่างประหยัดและรวดเร็ว
  • K PLUS Business Platform การสร้างความหมายใหม่ของ K PLUS จากการเป็นธนาคารบนโทรศัพท์มือถือไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจที่พันธมิตรสามารถนำไปต่อยอดสร้างบริการแบบดิจิทัล โดยการประยุกต์ใช้คุณสมบัติที่มีอยู่แล้วอย่างเต็มศักยภาพ

ซึ่งในปี 2562 นี้จะทุ่มงบลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และบุคลากร กว่า 5,000 ล้านบาท (ซึ่งคุณกระทิงบอกว่า งบ IT 5,000 ล้านต่อปี ก็ถือว่าเยอะ แต่ถ้าคิดเป็น USD ก็ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับองค์กรระดับโลก) เพื่อเป้าหมายการพัฒนา KBTG ไปสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนแกนเทคโนโลยีของโลกมาสู่ประเทศไทย ภายในปี 2565

คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์เกี่ยวกับแง่มุมเทคโนโลยีใน KBTG

ความเสถียรของระบบธนาคารไทยเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

คุณกระทิง: เรามีการวางแผนปรับปรุงขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมมากขึ้นอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ทำแอป K Plus ใหม่ก็มีการปรับ back-end ใหม่ด้วย ซึ่งตอนนี้ได้ถึงระดับใกล้หมื่นธุรกรรมต่อวินาทีแล้ว (TPS) ก็จะไปให้ถึงหลักหมื่น TPS ต่อไป และช่วงก่อนตรุษจีนจะมีการขยายขึ้นระบบขึ้นไปอีกเพื่อรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมากขึ้น

ที่เราทำตอนนี้คือเน้นวางสถาปัตยกรรมระบบใหม่ ป้องกันรักษาความปลอดภัยให้ดี ปรับปรุง Core banking ต่อไปถ้าย้ายจากระบบจาก On Premise (เซิร์ฟเวอร์ในบริษัท) ไปบน Cloud มากขึ้น ก็จะรองรับการใช้งานได้เยอะขึ้น เพราะสามารถขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานขึ้นลงได้ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้ทุกแบงค์ต้องช่วยกันในการวางสถาปัตยกรรมกลางด้วย

แรงงานด้านเทคโนโลยีในไทยเป็นอย่างไร และการจ้างงานสายเทคโนโลยีโดยกสิกรเป็นอย่างไรบ้าง

คุณกระทิง: ตอนนี้ KBTG มีพนักงานมากกว่า 1,200 คน และยังจะจ้างเพิ่ม 300 อัตรา ตอนนี้รับทุกสายของไอที ซึ่งรับประกันว่าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรียนรู้เทคโนโลยี รูปแบบการทำงานใหม่ๆ ที่นี่แน่นอน

KBTG ก็มีการใช้แนวทางการบริหารงานใหม่ๆ เสมอ อย่าง Flat Organization ที่การทำงานเสมอกันระหว่างผู้มีตำแหน่งสูงกับต่ำ หรือแนวคิด One KBTG รวมเป็นหนึ่ง ตัดงานต่างๆ ให้ไวขึ้น ลดขอบกั้นระหว่างแผนกต่างๆ เพื่อให้งานเดินไวขึ้น ซึ่งตอนนี้เริ่มใช้ OKR ควบคู่ไปกับ KPI แบบเดิม และกำลังขยายให้ใช้มากขึ้น เพื่อวัดผลในรูปแบบสมัยใหม่ หรือกระบวนการพัฒนาที่ปกติ KBTG ทำในรูปแบบ Agile อยู่แล้ว ก็เริ่มก้าวไปสู่กระบวนการใหม่ๆ ให้ Beyond Aglie มากขึ้น

ซึ่ง KBTG ต้องเป็นอันดับหนึ่งขององค์กรด้านเทคโนโลยีในไทยให้ได้ ปัจจุบันในไทยก็มีคู่แข่งด้านองค์กรเทคโนโลยีอย่าง Agoda หรือ LINE ที่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนกัน

ใครที่สนใจก็ส่งใบสมัครมาได้เลยที่ recruitment@kbtg.tech

กสิกรไทยมองภาพ Super App ไว้อย่างไร

คุณกระทิง: Super App หรือแอปใหญ่ ความสามารถเยอะๆ ลูกค้าจะใช้เวลาอยู่กับแอปใหญ่ๆ แบบนี้นานขึ้น ซึ่ง KPlus จะเหนือแอปอื่นๆ กว่าตรงที่เข้าไปอยู่ใน Super App อื่นๆ ด้วย (เช่นระบบจ่ายเงินของ K Plus ไปอยู่ในเฟซบุ๊กให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินผ่านบัญชีของกสิกรได้) ซึ่งเราเรียกว่ากลยุทธ์แบบนี้ว่า Omni Presense ไปอยู่ทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการร่วมงานกับพาร์ทเนอร์เยอะมาก พอกสิกรไทยไปอยู่ในทุกที่ ก็จะ Disrupt ยากขึ้น เพราะเราพร้อมให้บริการจากทุกทาง

ซึ่ง KBTG จะโฟกัสที่เทคโนโลยี และเชื่อมต่อต่างๆ เพื่อการพัฒนา ซึ่งจะไม่ได้เน้นสนับสนุน Startup มากนัก เพราะมีหน่วยงานอื่นๆ ในกสิกรไทยที่ดูแลเรื่องนี้อยู่

อนาคตของ KADE (K PLUS AI-Driven Experience) จะเป็นอย่างไร

คุณกระทิง: ระบบ AI ของกสิกรไทยก็ต้องเก่งขึ้น ด้วยข้อมูลต่างๆ ที่มีมากขึ้น มีการอ้างอิงสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เช่นไปอยู่ใน Grab หรือ LINE ก็ต้องให้ผลต่างกันตามสภาพแวดล้อมของแอป

ซึ่งปีที่แล้วข้อมูลที่กสิกรไทยเก็บได้ เท่ากับที่เคยเก็บกันมา 60 ปี ซึ่งปีนี้ก็จะมากขึ้น จึงต้องมีการวางยุทธศาสตร์และรากฐานการจัดเก็บข้อมูลให้ดี ซึ่งเรื่องความปลอดภัยและความเสถียรถือว่าเป็น 2 เรื่องที่สำคัญมาก เราถึงมีการตั้ง Cyber Security Office เพื่อดูแลความปลอดภัยโดยเฉพาะ

Q: เราได้เรียนรู้อะไรได้จากจีน?

A: จีนเป็นประเทศที่มี Data มากที่สุดในโลก เรื่อง IoT ก็เป็นระดับโลก เราเรียนรู้เพื่อเอามาเทียบและพัฒนา ไม่ได้รู้เพื่อกลัว อย่างประกันในจีนสามารถเคลมได้ใน 8 วินาที เพราะเอาข้อมูลต่างๆ มาประกอบการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งของ 400,000 ชิ้นใน 3 ชั่วโมง เรื่อง Fintech จีนก็เก่งกว่าอเมริกา มี QR มีการปล่อยกู้ผ่านแอป รวมถึง AI ก็น่าจะนำได้เร็วๆ นี้

แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ต้องการให้ AI ทดแทนคน แต่ทำให้คนเก่งขึ้น และสงครามเทคโนโลยีจีน-อเมริกาไม่จบเร็วๆ นี้แน่ๆ ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งของ Trade War ซึ่งเราก็ไม่ควรเลือกข้าง เพราะก็ต้องอิงธุรกิจและเทคโนโลยีจากทั้ง 2 ฝั่งอยู่ดี

เมื่อเทคโนโลยีแข็งแกร่งเป็นรากฐาน กสิกรไทยก็มุ่งสู่วิสัยทัศน์ใหม่ได้

ซึ่งการแถลงข่าว K Bank Vision 2019 ยังมีทีมผู้บริหาร ขึ้นให้รายละเอียดของวิสัยทัศน์ที่จะใช้ AI เข้ามาเสริมการทำงานของธนาคาร ทั้งการทำงานเชิงรับที่พนักงานธนาคารจะเก่งขึ้น รอบรู้มากขึ้นจากความช่วยเหลือของ AI หรือการใช้งานเชิงรุกที่นำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์ถึงผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าน่าจะสนใจและนำเสนอออกไป นอกจากนี้ยังบุกตลาดในกลุ่ม CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ให้มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีพื้นฐานอย่าง QR Code มาตรฐานไทยเพื่อให้ผู้ใช้แอปธนาคารไทยสามารถใช้สแกนชำระเงินนอกประเทศได้ หรือการพัฒนา National Digital ID (NDID) ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ เพื่อให้ระบุตัวผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ ผู้ใช้จึงสามารถใช้งานธุรกรรมสำคัญๆ อย่างการเปิดบัญชีหรือการขอสินเชื่อ โดยไม่ต้องไปธนาคารได้

ซึ่งผู้บริหารที่ขึ้นให้ข้อมูลในงานนี้มี 5 ท่านดังนี้

  1. ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม inCorporate “แกร่งในไทย ก้าวไกลข้ามเขตแดน เป็นหนึ่งในอาเซียน”
  2. ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในแง่มุม insight “มหัศจรรย์บิ๊กดาต้า เจาะลึกแบบรู้ใจรายคน ดันปล่อยกู้ 3 หมื่นล้านบาท”
  3. พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม ignite “ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจในต่างประเทศ โตกว่า 8 เท่าใน 3 ปีภายใต้เศรษฐกิจผสานมิติ”
  4. พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย แง่มุม integrate“เดินหน้าหาลูกค้าใหม่ มุ่งรายย่อยโต 9-12%”
  5. เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กับ innovate “เตรียม 5,000 ล้านลงทุนนวัตกรรมการเงิน ชู KBTG บริษัทไอทีอันดับหนึ่ง”

วิดีโอภาพรวมวิสัยทัศน์จาก 5 ผู้บริหารของกสิกรไทย

ซึ่งเนื้อหาในงานวัน Kbank A year of i ก็มีทั้งวิสัยทัศน์จากผู้บริหาร และโซนซื้อของแบบไม่ใช่เงินสดให้ได้ทดลองกันด้วย สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดงานจากผู้บริหารท่านอื่นๆ ว่ากสิกรไทยในปี 2019 จะรุกตลาดอย่างไรบ้าง ก็สามารถอ่านรายละเอียดได้จากบทความ “สรุปวิสัยทัศน์ 2562 กสิกรไทย ผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตร สู่ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่ พร้อมขยายสู่ต่างประเทศ” เลยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

IBM, Netflix ฯลฯ ร่วมกันติวเข้มฝ่าวิกฤต Digital Disruption ในงาน AIS Vision!

Published

on

AIS Digital Intelligent Nation คืองานสัมมนาที่ช่วยเสริมแกร่งให้ประเทศไทยพร้อมรับมือกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภายภาคหน้าที่ซ้ำยังมีเซคชั่นครึ่งหลังของงานอย่าง ACADEMY for THAIS ซึ่งความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันเพราะได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำระดับโลกทั้งไทยและเทศ มาร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์ตรงถึงการก้าวผ่านวิกฤติ Digital Disrupt พร้อมเผยเคล็ดลับความคิด จนสามารถพลิกเกมชิงความได้เปรียบกลับมาเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและประสบความสำเร็จ

Welcome Speech โดย คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม

คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคลของทาง AIS ได้กล่าวเปิดช่วง ACADEMY for THAIS พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่าใน 2-3 ปีมานี้คนไทยมีการพูดถึง digital disruption หรือการถูกดิจิตัลแทรกแซงมากยิ่งขึ้น ทำให้หลายบริษัทได้มองถึงการยกระดับคนไทยให้มีความเข้าใจและรับมือได้อย่างลึกซึ้ง

น้อมรับ ท้าทาย และมองหาโอกาสในยุค Digital Disruption

ดิจิทัลคือสังคมของการเปิด สังคมแห่งการแชร์

หลังจากนั้นในลำดับถัดมา คุณปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม (IBM) ประเทศไทย จำกัด ก็ได้ขึ้นเวทีมาให้ความรู้แลกเปลี่ยนมุมคิดในหัวข้อ “Embracing Digital Disruption : Challenges and Opportunities” อันเป็นการนำเสนอกรณีศึกษาทั้ง 4 ที่ทาง IBM สรุปมาให้ ได้แก่

1) Dancing with Disruption เปลี่ยนแปลงการทำงานของตัวเอง หรือการยอมรับและอยู่กับมันด้วยการสร้างความสมดุลของสิ่งที่ตัวเองเป็นและกำลังจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างจากบริษัท ปตท. จำกัด ที่ใช้ Watston ปัญญาประดิษฐ์จากทาง IBM ในการทำนายการซ่อมบำรุงล่วงหน้า (predictive maintenance) ว่าเครื่องยนต์ในโรงงานมีโอกาสเสียหายหรือต้องการซ่อมบำรุงมากน้อยเพียงใด

2) Trust in the journey รับฟังผลตอบรับจากผู้ใช้งานและนำมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง อาทิ DHL ได้เพิ่มการขนส่งด้วยโดรนให้กับผู้ใช้งานที่ห่างไกลจากเขตเมือง

3) Orchestrating the future ทำอย่างไรถึงจะคิดถึงโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น Beam บริษัทผลิตแปรงสีฟันที่สร้างแอปในเก็บข้อมูลการแปรงฟันของลูกค้า เพื่อสร้างช่องทางให้กับทันตแพทย์และบริษัทประกันเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจของตน (เช่นหากแอปตรวจพบว่าสุขภาพฟันของผู้ใช้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีก็จะได้ส่วนลดค่าประกัน เป็นต้น)

4) Innovation in motion นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อให้ธุรกิจตอบรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น Woodside ได้นำความรู้และทักษะการขุดเจาะแท่นนำมั่นกลางทะเลของพนักงานไปใส่ใน Watson ปัญญาประดิษฐ์จากทาง IBM เพื่อให้มันเรียนรู้และช่วยเหลืองานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เหตุใด Netflix ถึงสะเทือนวงการบันเทิงโลกได้!?

วิทยากรท่านถัดมาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเขาคือ Mitch Lowe ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix ที่มาพร้อมหัวข้อ “How Netflix Disrupted the Entertainment World” และแม้จะไม่สามารถมาบรรยายได้กับตัว แต่เขาก็ได้ฝากบันทึกวิดีโอที่เป็นประโยชน์มาให้รับฟังกัน

บันทึกวิดีโอของ Lowe ได้อธิบายว่า Netflix คือแพลตฟอร์มที่พยายามแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ที่ในแรกเริ่มพวกเขาถือกำเนิดมาจากบริษัทเปิดให้เช่าดีวีดีที่ส่งแผ่นไปให้ถึงบ้าน ก่อนที่ในภายหลังจะเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มบริการสตรีมมิ่งวิดีโอ ซึ่งความแตกต่างระหว่าง Netflix และเจ้าอื่นคือ ความเข้าใจผู้ชม ไม่ว่าจะการพยายามทำให้สามารถรับชมซีรีส์จากที่ไหนก็ได้ผ่านอุปกรณ์พกพา, มีฟีเจอร์ในการรับชมวิดีโอตอนต่อในทันที และเป็นผู้คิดค้นคอนเซปต์ของการยกซีรีส์ทั้งซีซั่นให้ผู้บริโภครับชมได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องตามติดแบบรายสัปดาห์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันคู่แข่งของทาง Netflix มีเพียงสิ่งเดียว คือ ”ความง่วง”

และในช่วงท้ายสุดนั้น Lowe ก็ได้จำแนกกุญแจสู่ความสำเร็จของ Netflix ออกมาเป็น 3 หลักด้วยกัน ได้แก่ People, Culture และ Leadership

People (บุคลากร) พวกเขาไม่ได้วัดความคุณภาพพนักงานจากความขยัน แต่ดูจากประสิทธิภาพของงานที่ออกมา, ต้องกระตือรือร้นตลอดเวลา หมั่นหาแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาฝีมือ และที่สำคัญต้องไม่ A***ole (แปลเอาเองละกันนะครับประโยคหลังสุด ฮ่าๆ)

Culture (วัฒนธรรมในหน่วยงาน) Netflix เป็นองค์กรที่มอบความยืดหยุ่นให้กับพนักงานเป็นอย่างมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าพวกเขาถือคติอย่างกรายๆ ว่างานที่ดีย่อมออกมาจากพนักงานที่สมบูรณ์พร้อม อาทิ การไม่จำกัดวันพักร้อนให้หยุดกี่วันก็ได้ตามใดที่งานสำเร็จ, พวกเขาไม่ได้สนใจว่าพนักงานทำงานที่ไหน หากสนแค่พวกเขาต้องทำงานจริงๆ

Leadership (สร้างความเป็นผู้นำ) ทัศนะคติคือสิ่งที่สำคัญ และองค์กรต่างๆ ควรจะปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามยุคสมัย เพราะไม่มีที่จะปลอดภัยในธุรกิจของตัวเองไปตลอดกาล (ยกตัวอย่างจาก ร้านเช่าวิดีโอ Blockbuster, แบรนด์ขายฟิล์มกล้อง Kodak ฯลฯ) ซึ่ง Netflix คำนึงถึงลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง จะทำอย่างไรให้ประสบการณ์ของลูกค้าดีขึ้น

“เดินธุรกิจอย่างไรเมื่อโลกไร้พรมแดน”

หลังจากที่ฟังแนวทางวิธีการจากวิทยากรคนไทยในต่างแดนและ Netflix กันไปเป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงคราวของหลากผู้บริหารองค์กรของไทยมาร่วมกันนำเสนอวิธีการรับมือปรับตัว และนำเทคโนโลยีไปใช้ได้อย่างไรในหัวข้อ “เดินธุรกิจอย่างไรเมื่อโลกไร้พรมแดน” ที่ได้รับเกียรติจาก คุณชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลกรุ๊ป, ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), คุณมารุต ชุ่มขุนทด CEO & Founder Class café, คุณอราคิน รักษ์จิตตาโภค Head of Service Application & Network Development, AIS โดยที่มีผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจคนดังคุณบัญชา ชุมชัยเวทย์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ความคิดเห็นจากคุณชนิตร ชาญชัยณรงค์ (รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลกรุ๊ป)

  • ทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่งจะได้การยอมรับเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเพราะการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งวัฎจักรเทคโนโลยีพร้อมจะเข้ามาและออกในทุกอุตสาหกรรมได้ตลอดเวลา ทำให้นักธุรกิจควรมีแนวคิด 3 X คือ
    Exponential การต้องเติบโตเรียนรู้ตลอดเวลา, Exclusive ควรมีสิ่งที่มีแค่เรา และ Execution การทำให้เกิดขึ้นจริง
  • ธุรกิจต้องปรับตัวและทำความเข้าใจมากที่สุดในเรื่อง Data
  • กลุ่มคนวัย Baby boomers น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะรูปแบบและวิธีการทำงานในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปจากแบบเดิมที่พวกเขาเคยเจออย่างชัดเจน เลยอาจจะปรับตัวและเรียนรู้ได้ยาก ซึ่งอาจเกิดกรณีร้ายแรงคือถูกแทนที่ได้หากไม่ธุรกรรมต่างๆ งานพวกนี้เครื่องจะเข้ามาแทนได้ นักวิเคราะห์ก็จะสู้เครื่องไม่ได้ (Machine Learning) ซึ่งไม่มีความแอบแฝงในข้อมูลด้วย และข้อมูลสะอาดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ฯลฯ

ความคิดเห็นจากผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ (ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล: Depa)

  • ความรู้ความเข้าใจเรื่องดิจิทัลนั้นสำคัญมาก, ซึ่งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานหลายองค์ยังตามไม่ทัน
  • ควรมีบริษัทตั้งบริษัทเอกชนเข้ามาดูแล Data ให้กับทางภาครัฐ​ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (แต่น่าเสียดายที่มีคนไม่เห็นด้วย)
  • ตอนนี้ภาครัฐบาลกำลังจัดทำ Cyber Security Law (กฎหมายความปลอดภัยไซเบอร์) แต่ไทยยังขาดมาตรฐานความปลอดภัยของ Smart Device ต่างๆ ที่อุปกรณ์ IoT เก็บข้อมูลออกไป
  • ประชาชนคาดหวังกับรัฐว่าจะทำเร็วเหมือนเอกสาร ซึ่ง depa ก็ทำงานบน cloud, paperless แล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว

ความคิดเห็นจากคุณมารุต ชุ่มขุนทด (CEO & Founder Class café)

  • Startup มีอาวุธเป็นเทคโนโลยีและความกล้าที่จะแหวกแนวคิด แต่สิ่งที่กีดกั้นเรามากที่สุดคือแนวคิดจากคนสมัยก่อน
  • SME เป็นองค์กรที่สามารถใช้งาน Big Data ได้ดีกว่าองค์กรใหญ่ โดยยกตัวอย่างด้วย Class Cafe เอง ที่ใช้ AI Recognition (เทคโนโลยีจดจำใบหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์) เพื่อให้พนักงานจดจำลูกค้าได้ดีขึ้น ระบบแนะนำได้ว่าชอบกินอะไร ให้บาริสต้าเอาไปนำเสนอได้

ความคิดเห็นจากคุณอราคิน รักษ์จิตตาโภค (Head of Service Application & Network Development, AIS)

  • องค์การโทรคมนาคมต้องปรับตัวให้ทันผู้ใช้งาน เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนลูกค้าจะเดินเข้ามาหาหรือพาร์ทเนอร์จะเข้ามาที่ AIS เอง แต่กลายเป็นว่าในปัจจุบันได้ติดต่อผ่านอินเทอร์เน็ตแทน และระบบ Cloud เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้และมันรวดเร็วมาก มันทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน อาทิ
    บริการของ LINE ที่เปลี่ยนรูปแบบโปรแกรมแชท,  facebook ก็เปลี่ยนโซเชี่ยล, Grab ก็เปลี่ยนรูปแบบการใช้แท็กซี่ ฯลฯ
  • องค์กรใหญ่ๆ ต้องเรียนรู้จากการล้ม และปรับตัวให้ทัน ไม่ควรหยิ่งทะนงในจุดยืน

จริงอยู่ที่ Digital Disruption เป็นยุคอันใกล้ที่อาจจะดูน่ากลัว แต่หากเราสามารถปรับตัวและเรียนรู้ได้ทันท่วงที พวกเราก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากวิกฤตนี้ในการส่งเสริมให้แบรนด์หรือองค์กรของตนเติบใหญ่และไปในทิศทางทีดีขึ้นได้ ซึ่งทาง AIS ก็พร้อมที่จะเป็นหนึ่งในผู้ช่วยเหลือให้พวกเราอยู่รอดในยุคสมัยนี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!