Skylab Food and Tray (1973 - 1974) Image Credit: NASA

‘FOOD IN SPACE’ เพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่แม้อยู่ในอวกาศ!! (ตอนแรก)

ในการเดินทางอันแสนยาวนาน ‘อาหาร’ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในทุกยุคทุกสมัย ยิ่งการเดินทางนั้นจำต้องออกไป ‘นอกโลก’ ไปสู่สภาวะที่ไม่ปกติ ไร้แรงโน้มถ่วง อาหารการกินก็กลับกลายเป็นเรื่องยากลำบากขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์จึงจำต้องคิดค้นหานานาวิธีถนอมอาหาร และออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สะดวกต่อการกินในอวกาศมากที่สุด 

ความสะดวกที่ว่าคือ อาหารอวกาศยังต้องมีน้ำหนักเบากะทัดรัด กินแล้วไม่เลอะเทอะ กระจัดกระจายไปทั่วยาน และแน่นอนว่าต้องอร่อย (อันนี้ก็สำคัญมากนะ ไม่งั้นนักบินอวกาศที่อุดอู้อยู่ในยานคงเบื่อตายเลย พาลให้เสียสมาธิไปอีก) ทั้งยังต้องมีความหลากหลาย เพียบพร้อมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และให้พลังงานแก่นักบินแต่ละคนอย่างเพียงพอด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง หน่วยงานที่รับผิดชอบภารกิจอวกาศของสองชาติยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่แข่งด้านอวกาศกันมาตลอดอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต (หรือรัสเซีย) จึงคิดค้นพัฒนาการเก็บรักษาและคงคุณค่าอาหารที่จะส่งขึ้นไปในอวกาศตลอดมา เพื่อให้เข้าใจถึงความยากลำบากและนานาไอเดียที่ว่าเราจึงขอนำเสนอลำดับพัฒนาการของอาหารอวกาศจากอดีต (1) มาสู่ปัจจุบัน (2) มาให้ดูชมกัน 

มื้อแรกในอวกาศ! ยูริ กาการิน VS จอห์น เกล็นน์

ก่อนยุคอวกาศ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกินอาหารในสภาวะไร้น้ำหนัก เพื่อพิสูจน์ความคิดนั้น ยูริ กาการิน (Yuri Gagarin) จึงได้รับมอบหมายงานสำคัญอย่างหนึ่ง ให้ปฏิบัติระหว่างภารกิจโคจรรอบโลกด้วยยานวอสตอค 1 (Vostok 1) ระหว่างช่วงเวลา 108 นาทีบนยานนั้น เขาต้องพยายาม ‘กิน’ ให้ได้ โดยเมนูของเขาคือ เนื้อบดและซอสช็อกโกแลต ซึ่งบรรจุมาในบรรจุภัณฑ์ที่มีหน้าตาเหมือนหลอดยาสีฟัน และแน่นอนว่าภารกิจนี้ ‘สำเร็จ’ ไปได้ด้วยดี นอกจากเขาจะกลายเป็นมนุษย์อวกาศคนแรกแล้ว เขาจึงเป็นมนุษย์คนแรกที่กินอาหารในอวกาศด้วย

แม้จะตามหลังสหภาพโซเวียต แต่ฟากสหรัฐอเมริกาก็ไม่ละเลยการทดสอบนี้เช่นกัน ในอีก 1 ปีให้หลังจอห์น เกล็นน์ (John Glenn) นักบินอวกาศผู้เดินทางไปกับยาน Friendship 7 ในโครงการเมอคิวรี ชาวอเมริกาคนแรกที่โคจรรอบโลกสำเร็จก็ต้อง ‘ทดลองกิน’ เช่นกัน ในเวลานั้นยังไม่มีใครรู้ว่า เมื่อกินเข้าไปแล้วจะเกิดการย่อยและดูดซึมสารอาหารได้อย่างปกติหรือไม่ มื้อนั้นของเกล็นน์คือซอสแอปเปิ้ลที่บรรจุมาในหลอด เม็ดกลูโคสและน้ำเปล่า ซึ่งมันพิสูจน์ว่านอกจากจะกินได้แล้ว อาหารเหล่านั้นยังถูกย่อยและดูดซึมในสภาพไร้น้ำหนักได้ด้วย

นอกจากมื้อที่ว่าแล้ว เกล็นน์ยังได้กินเนื้อวัวและผักบดด้วย แต่ทั้งหมดก็อยู่ในหลอดอะลูมิเนียม และดูดผ่านหลอดทั้งสิ้น เพื่อป้องกันความเลอะเทอะ และแน่นอนว่าในยุคแรก ๆ นี้ อาหารยังไม่อร่อยมากนัก ขอเพียงเน้นให้นักบินอวกาศสามารถบีบกินได้อย่างสะดวกเป็นพอ

หน้าตาของหลอดบรรจุอาหารของ จอห์น เกล็นน์ ซึ่งอาหารของ ยูริ กาการิน เองก็เป็นแบบนี้เช่นเดียวกัน
ต่างกันแค่ภาษาที่ระบุบนหลอดเท่านั้น
Credit: Smithsonian National Air and Space Museum
ขณะกำลังกินอย่างตั้งอกตั้งใจในชุดอวกาศบนยาน Friendship 7
Credit: Smithsonian National Air and Space Museum

นานาบรรจุภัณฑ์อาหารอวกาศ

ในสภาวะไร้น้ำหนัก นักบินอวกาศใช้พลังงานทำงานน้อยกว่าเมื่ออยู่บนโลก อาหารสำหรับนักบินอวกาศทั้งของสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ จึงถูกจัดให้อยู่ที่ค่าพลังงาน 2,500 แคลอรี่ต่อวัน (การบริโภคปกติบนโลกอยู่ที่ 3,000 แคลอรี่) โดยอาหารในโครงการเจมินีของสหรัฐฯ (Gemini Program Food) อาหารจะถูกกำจัดความชื้นออกไปถึง 99 % เพื่อลดน้ำหนักลง และโดยเฉลี่ยแล้วต้องมีโปรตีน 17 % ไขมัน 32 % และคาร์โบไฮเดรต 51 % 

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ใช้อาหารแห้งแช่แข็งด้วย (Dehydrated and freeze-dried foods)  โดยอาหารที่ว่านี้ หลังจากปรุงเสร็จจะถูกนำไปทำให้แห้งในพื้นที่สุญญากาศอุณหภูมิสูง และทำให้มีขนาดพอดีคำ พร้อมทั้งเคลือบด้วยเจลาตินหรือน้ำมันก่อนบรรจุในถุงสุญญากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้ออาหารร่วนและแตกตัวออกจากกัน เมื่อจะรับประทาน ก็ค่อยใช้ปืนฉีดน้ำใส่น้ำลงไป แล้วค่อยดูดกิน

แม้จะถูกดึงน้ำออกจนหมด แต่น้ำมันตามธรรมชาติในเนื้ออาหารแห้งแช่แข็งนี้ก็ยังคงอยู่ ทำให้ไม่สูญเสียคุณค่าทางอาหารไปมากนัก อาหารเหล่านี้จะอยู่ในบรรจุภัณฑ์สุญญากาศ 4 ชั้น ซึ่งมีท่อคล้ายวาล์วน้ำที่ปลายด้านหนึ่ง มันสามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้เป็นเวลานาน ซึ่งนอกจากจะเป็นลักษณะเฉพาะของอาหารในโครงการเจมินีแล้ว มันยังถูกใช้ในโครงการอะพอลโลด้วย 

(อ่านต่อหน้า 2 คลิกด้านล่างเลย)