Connect with us

บทความเทคโนโลยี

คู่มือเลือกซื้อ TV ยุค 4K ควรดูอะไรบ้าง!

Published

on

ปี 2017 นี้เราเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคทีวี 4K กันแล้วนะครับ ซึ่งถ้าตอนนี้หลายคนไปซื้อทีวีก็อาจจะสับสน งงงวย ว่าเราควรพิจารณาทีวีอย่างไรกันบ้าง เว็บแบไต๋จึงขอสรุปเรื่องที่สำคัญในการพิจารณาทีวีให้ฟังกัน

จอยิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี แต่ควรใหญ่แค่ไหนกัน

ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาในการซื้อทีวีเลยคือเราต้องกำหนดขนาดจอที่เหมาะสมกับห้องของเราก่อนไปเลือกซื้อทีวีครับ ซึ่งมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

  1. วัดพื้นที่วางทีวีของเราก่อน ว่าสามารถวางหรือแขวนทีวีที่มีขนาด กว้าง x ยาวได้สูงสุดเท่าไหร่ ถ้าซื้อทีวีมาใหญ่เกินจนไปบังประตู หรือวางไม่ได้นี่ก็ขำไม่ออกนะครับ
  2. ขนาดของทีวีนั้นสัมพันธ์กับระยะห่างและความละเอียดของจอ สมมุติเราต้องการทีวี Full HD และระยะจากจุดวางทีวีถึงโซฟาของเราอยู่ที่ประมาณ 2 เมตร ขนาดหน้าจอที่เหมาะสมคือ 46 นิ้วครับ แต่ถ้าเป็นทีวี 4K วางที่ระยะ 2 เมตร ขนาดที่เหมาะสมคือ 70 นิ้ว (โอ้ว ราคาล่ะเท่าไหร่!)

ทีวี 4K ขนาด 50 นิ้ว เหมาะสำหรับการวางในระยะห่างประมาณ 1.5 เมตร

สาเหตุที่เราต้องซื้อทีวีจอใหญ่ขึ้นเมื่อต้องการความละเอียดที่สูงขึ้น เพราะขนาดจอเล็กๆ ไม่เกิน 50 นิ้ว เราแยกภาพ 4K กับ Full HD ไม่ค่อยออกนะครับ ยิ่งทีวีอยู่ห่าง ยิ่งแยกไม่ออกเลย

และนี่จึงเป็นสาเหตุที่ทีวี 8K ไม่มีความจำเป็นในบ้านเลย เพราะขนาด 4K ยังต้องใช้จอใหญ่ 50-60 นิ้วขึ้นไป เพื่อให้แยกภาพได้ แล้ว 8K จอจะต้องใหญ่ขนาดไหนถึงจะแยกความแตกต่างออก

ส่วนทีวีขนาดใดจะเหมาะสมกับห้องของคุณ เราแนะนำให้ลองคำนวนในเว็บ RTINGS ดูนะครับ

จอ 4K ดีกว่า Full HD แน่นอน แต่จำเป็นไหม

ประเด็นนี้ ถ้าเราซื้อทีวีมาเผื่ออนาคต กะใช้ยาวๆ 5 ปี แล้วเงินถึงก็ควรจะเป็น 4K ไว้นะครับ เพราะเนื้อหา 4K กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วถ้าเราจะซื้อมาดู 4K ตอนนี้ เรามีเนื้อหาอะไรให้ดูบ้าง

  • ง่ายสุด Youtube 4K มีคลิปให้ดูเยอะเหมือนกัน
  • บันเทิงสุด Netflix มีหนัง 4K ให้ดูกันพอสมควร
  • เมพสุด Playstation 4 Pro จัดเกมใหม่ๆ เกมแจ่มๆ เล่นได้ตอนนี้เลย
  • แพงสุด Bluray UHD ถ้าเงินถึง ก็บาดตาบาดใจ แต่อย่าเลย กระเป๋าแหก ต้องซื้อเครื่องเล่นเฉพาะด้วย

แต่ Youtube กับ Netflix 4K เน็ตบ้านต้องแรงพอนะครับ อย่างต่ำๆ ก็ต้อง 20 Mb/s สำหรับ Youtube UHD ส่วน Netflix ต้องการ 25 Mb/s ขึ้นไป

สรุป 4K ก็ดีสำหรับคนที่วางแผน หรือมีช่องทางดูเนื้อหา 4K อยู่แล้ว แต่ถ้างบมีจำกัด ไม่มีเนื้อหา 4K แล้วก็จะซื้อทีวีขนาดจอไม่ใหญ่มาก เลือก Full HD ก็ได้ครับ

เทคโนโลยีจอ เลือกอะไรดี

Panasonic EZ1000

เทคโนโลยีจอที่ให้คุณภาพดีที่สุดตอนนี้คือ OLED ครับ เพราะสามารถแสดงสีได้สดใสที่สุด แสดงสีดำได้มืดที่สุดด้วย เพราะมันเป็นการปิดเม็ดพิกเซลนั้นไม่ให้ปล่อยแสงไม่เลย ไม่เหมือนเทคโนโลยี LED ที่คือการนำเอาแผง LCD มากันแสงไฟเบื้องหลังหรือ Backlight ทำให้ยังไงก็ไม่มืดสนิทได้เท่า OLED

ปัจจุบันจอ OLED เริ่มมีให้เลือกซื้อกันหลายแบรนด์ ที่เห็นบ่อยหน่อยก็จอของ LG และในปี 2017 นี้ Panasonic ก็จะเริ่มส่งจอ OLED ออกมาขายด้วยเช่นกันในครึ่งปีหลังนี้ ถ้าเงินถึง (ราคาแสนเดียวยังอาจจะน้อยไป) มันก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ

แต่ถ้างบน้อยลงมาหน่อย ทางเลือกรองลงมาก็คือจอ LED ที่มีเทคโนโลยี Local Dimming หรือการหรี่แสงของหลอดเฉพาะบางจุด เช่นปิดหลอดที่อยู่ฉากหลังของท้องฟ้ายามกลางคืน ก็ทำให้คุณภาพส่วนมืดของภาพดีขึ้นได้ครับ

และถ้างบประมาณจำกัด ก็ซื้อเป็นจอ LED นี้แหละครับ คุณภาพดีพอสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว

เรื่องของ HDR ต้องแคร์ไหม

HDR หรือ High-Dynamic Range เป็นศัพท์ใหม่ที่เพิ่งบูมในปีนี้ครับ ซึ่งนอกจากทีวีแล้วสมาร์ทโฟนก็เริ่มมีเจ้า HDR กันแล้วแหละครับ การรองรับ HDR หมายความว่าจอจะสามารถแสดงสีและเฉดของแสงได้มากกว่าจอปกติ ทำให้ได้ภาพที่สวยงามกว่าปกติ สามารถแสดงภาพในส่วนมืดและส่วนสว่างได้มีรายละเอียดมากขึ้น เหมือนอย่างที่ตาเห็น

แต่เนื้อหาที่เอามาเล่นก็ต้องรองรับ HDR ด้วย

ถ้าเรามีทีวีรองรับ HDR แต่เราไม่มีเนื้อหา HDR มาเล่น คุณก็ไม่ได้ใช้ความสามารถในส่วนนี้ครับ ภาพออกมาไม่ได้ต่างจากทีวีปกติที่ไม่มี HDR เลย ซึ่งในไทยเนื้อหาที่หาง่ายสุดคือเกมจาก PlayStation 4 และ Xbox One S ครับ หลายเกมอย่าง Last of Us, Horizon Zero Dawn ก็รองรับ HDR เรียบร้อย ส่วนถ้าเป็นภาพยนตร์ ง่ายหน่อยก็ Netflix ครับ แพ็กเกจแพงสุดจะมีหนัง 4K HDR ให้เลือกดูด้วย (แต่เน็ตต้องเร็วสัก 25 Mbps ขึ้นไปนะ) หรือดูจากแผ่น Blu-ray ที่รองรับ HDR ก็ได้

คลิกเพื่ออ่านความแตกต่างระหว่าง HDR10 กับ Dolby Vision

ใช้ระบบปฏิบัติการอะไรดี

เรื่องระบบปฏิบัติการในทีวี อาจมองได้ทั้งเป็นเรื่องสำคัญและไม่สำคัญนะครับ

  • สำหรับคนที่ดูบริการออนไลน์พวก Netfilx, Youtube หรือต้องการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเป็นหลัก เรื่องระบบปฏิบัติการนั้นสำคัญ มันจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก
  • สำหรับคนที่เน้นดูหนัง Blu-ray หรือมองว่าทีวีเป็นแค่จอภาพ รับภาพจากเครื่อง Playstation, Apple TV, Chromecast หรือระบบ Home Theater ต่างๆ มาแสดง ถ้ามีจอราคาใกล้กัน ตัวหนึ่งให้เทคโนโลยีจอดีกว่า อีกตัวระบบปฎิบัติการดีกว่า ก็ให้น้ำหนักกับเทคโนโลยีจอจะเหมาะกว่าครับ

ถ้าคุณมองว่าระบบปฏิบัติการในทีวีสำคัญ ต้องการดูเนื้อหาแบบไม่ต้องต่ออุปกรณ์อะไรเสริม ตัวเลือกอันดับหนึ่งคือ Android TV ที่อยู่ในทีวี Sony, Sharp และ Philips บางรุ่นครับ เพราะรองรับ Google Cast ในตัว ไม่ต้องซื้อ Chromecast มาเสียบก็สามารถรับภาพจากมือถือที่รองรับ Chromecast ได้ทันที นอกจากนี้ยังมีแอปและเกมให้ดาวน์โหลดมาใช้อีกมากมาย

ส่วนระบบปฏิบัติการอื่นๆ อย่าง Firefox OS ในทีวี Panasonic, WebOS ของ LG, Tizen OS ของ Samsung ก็มีความสามารถใกล้เคียงกันครับ อาจจะแตกต่างในรายละเอียดนิดหน่อย เช่นระบบสมาร์ททีวีของซัมซุงก็เหมาะสำหรับผู้ใช้มือถือซัมซุง อันนี้ก็เลือกตามความถนัดได้ครับ

เรื่องเสียง ความปวดใจของทีวียุคนี้

เมื่อผู้ผลิตทีวีแข่งกันทำทีวีจอบาง ขนาดของลำโพงก็เล็กลงไปด้วยจนบางทีทำให้เสียงฟังแล้วแปลกหูไปเลย เบสงี้หายเรียบ ทางเลือกมีดังนี้ครับ

ตัว Blade Soundbar ที่ฐานของทีวี

  • เลือกทีวีที่แพงขึ้น ก็จะมีระบบเสียงในตัวที่ดีขึ้น เช่น Panasonic EZ1000 มีลำโพงที่ฐานเลย ให้เสียงดีมาก โดยที่จอยังบางอยู่
  • เอาเงินไปซื้อลำโพงหรือ Soundbar แทน อย่าง Sony ก็ออก Soundbar รุ่นใหม่ขนาดกระทัดรัดออกมา หรือ Soundbar ของ Panasonic ที่เน้นเรื่องคุณภาพเสียงครับ

Soundbar ของ Sony

เรื่องที่ไม่ต้องสนใจก็ได้

ที่นี้มาถึงประเด็นแฟนซีที่ไม่ต้องใส่ใจเวลาเลือกทีวีครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการตลาดที่ใช้จริงแล้วไม่ได้แตกต่างจนต้องเสียเงินเพิ่มกับฟีเจอร์เหล่านี้ครับ

ทีวีจอโค้ง หรือ Curved TV

สิ่งที่ผู้ผลิตโฆษณาเรื่องทีวีจอโค้งคือ ทำให้จอภาพโค้งรับกับสายตาของผู้ชม ซึ่งก็ไม่ใช่แนวคิดที่ผิดอะไรครับ แต่แนวคิดนี้มันไม่เหมาะกับทีวีที่เรานั่งดูห่างเป็นเมตรๆ จากตัวจอเท่านั้นเองครับ คิดถึงภาพทีวีจอโค้งสัก 50 นิ้ว ตั้งห่างจากโซฟา 2 เมตร ภาพที่เราเห็นเมื่อนั่งโซฟา มันก็ไม่ได้แตกต่างจากทีวีจอแบนเท่าไหร่หรอกครับ ระยะขนาดนี้ จอใหญ่แค่นี้ เราก็รู้สึกว่าจอโค้งคือจอแบนนั้นแหละ สู้เอาเงินส่วนต่างระหว่างจอแบนกับจอโค้งไปลงทุนซื้อจอใหญ่ขึ้น หรือซื้อ Soundbar จะได้ประสบการณ์การรับชมที่ดีกว่า

จอภาพแบบโค้งนั้นเหมาะสำหรับงานที่เรานั่งชิดจอมาก อย่างการใช้เป็นจอคอมพิวเตอร์ หรือจอที่ใหญ่มากๆ อย่างจอในโรงหนัง ที่องศาความโค้งนั้นโอบรอบสายตาเราได้ หรือเหมาะสำหรับคนที่ตั้งทีวีไว้กลางบ้าน ไม่ได้วางชิดกำแพง จอโค้งก็ดูเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สวยไปอีกแบบ

ทีวี 3 มิติ

มันจบแล้วครับนาย เทคโนโลยี 3 มิติที่มีตอนนี้ไม่ได้ทำให้ชมทีวีพร้อมกันหลายๆ คนได้สบายนัก ผู้ผลิตทีวีหลายรายก็เลิกผลิตทีวี 3 มิติไปหมดแล้ว จึงไม่ต้องสนใจในตอนนี้แล้ว

สรุปวิธีการซื้อทีวี

  1. ซื้อจอใหญ่ที่สุดเท่าที่เงินและพื้นที่เราจะมี
  2. พศ. นี้ ควรดูเป็นจอ 4K HDR แล้ว ยกเว้นว่างบไม่ถึง Full HD ก็ยังโอเค
  3. เป็นไปได้ ควรกันเงินไว้ซื้อลำโพงเพิ่มด้วย
  4. ระบบปฏิบัติการ Android TV นั้นดีที่สุด แต่ถ้าเน้นดูเนื้อหาจากกล่อง จาก Blu-ray หรือ Playstation ก็ไม่ต้องแคร์ ใช้อะไรก็ได้
  5. จอโค้งเป็นเรื่องแฟนซี ไม่มีผลต่อคุณภาพภาพ

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

5 เหตุผล ทำไม Huawei P20 ถึงเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงในราคาไม่ถึง 20,000 บาท ที่น่าใช้ที่สุด

ในยุคของการแข่งขัน เราเลยมีสมาร์ทโฟนที่จัดเทคโนโลยีระดับเรือธงในราคาไม่ถึง 20,000 บาท

Published

on

(Advertorial)

สำหรับใครที่มีงบประมาณในการซื้อมือถือใหม่ไม่ถึง 2 หมื่นบาท แต่อยากได้สมาร์ทโฟนระดับเรือธงที่ทุกองค์ประกอบจัดมาในระดับท็อปทั้งประสิทธิภาพเครื่อง หน้าจอ กล้อง ระบบเสียง หรือการเชื่อมต่อเครือข่าย เราแนะนำ Huawei P20 ให้เป็นสมาร์ทโฟนที่น่าใช้ที่สุดด้วยเหตุผลต่อไปนี้ครับ

1. คุณภาพกล้องระดับท็อป เชื่อใจได้

จุดเด่นของกล้องในสมาร์ทโฟนตระกูล Huawei P20 เลยคือเป็นกล้องที่มาพร้อม AI หรือปัญญาประดิษฐ์ครับ ตัว Master AI นั้นสามารถวิเคราะห์ลักษณะภาพที่กล้องเห็นว่าคือภาพอะไร แล้วปรับลักษณะภาพให้เหมาะสมกับภาพแนวนั้นๆ ได้ เช่นถ่ายภาพต้นไม้ กล้องจะวิเคราะห์ว่าเป็น Greenery แล้วปรับสีเขียวให้สดขึ้น หรือถ่ายเห็นท้องฟ้าเยอะๆ กล้องจะปรับภาพแบบ Blue Sky เพื่อเร่งความสดให้ท้องฟ้าให้ฟ้าเข้มขึ้น ซึ่งกระบวนการปรับของ P20 นั้นปรับให้เห็นตั้งแต่ก่อนถ่ายรูปเลย ว่าภาพที่เปลี่ยนไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้ากล้องปรับแล้วไม่ถูกใจก็สามารถเลือกปิดการทำงานของ AI ในจุดนั้นๆ ได้

แล้ว AI ของ P20 ยังช่วยแนะนำเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพให้ผู้ถ่ายได้ด้วย เช่นเมื่อถ่ายภาพวิว ในหน้าเล็งภาพจะขึ้นเส้นระนาบเพื่อช่วยในการปรับเส้นขอบฟ้าให้ตรง หรือเมื่อถ่ายภาพหมู่จะสามารถแนะนำการจัดองค์ประกอบ เพื่อให้ถ่ายติดทุกคนได้

โหมดถ่ายภาพบุคคลของ Huawei P20 ก็น่าสนใจครับ มีการใช้กล้อง 2 เลนส์ด้านหลังเพื่อคำนวณระยะเบลอฉากหลังให้ได้เนียนตา มีคำสั่งเพิ่มเข้ามาใหม่คือ 3D Lighting Effect เลือกทิศทางของแสงที่จะเข้าใบหน้าได้ แถมยังปรับตำแหน่งแสงหลังจากถ่ายไปแล้วได้ด้วย ส่วนกล้องหน้าถ่ายภาพ Selfie ได้สว่างใสและละลายหลังได้เนียนอยู่แม้จะมีแค่กล้องเดียว ก็เป็นภาพคนละสไตล์จากภาพคมเข้มของกล้องหน้านะครับ

โหมดที่ว้าวสุดของ Huawei P20 น่าจะเป็น Night Mode เปิดรับแสง 6 วินาทีไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง

ในสมาร์ทโฟนตระกูล Huawei P20 นั้นมี Night Mode ทำงานร่วมกับ AI นะครับ เรียกว่า AIS หรือ AI Image Stabilizer ที่สมาร์ทโฟนจะใช้เซนเซอร์ในเครื่องเพื่อชดเชยการสั่นไหวของกล้อง แล้วแบ่งการถ่ายภาพออกเป็นช่วงๆ เช่นถ่ายภาพนาน 4 วินาที อาจจะแบ่งถ่ายครั้งละวินาทีออกมา 4 ภาพ เพื่อใช้ AI ปรับตำแหน่งทุกภาพให้เท่ากัน แล้วเอาผลที่ได้มาซ้อนกัน จนได้ภาพที่สว่างขึ้นกว่าการถ่ายภาพตามปกติ และไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง

กล้องของ Huawei P20 นั้นพัฒนาร่วมกับ Leica เช่นเคยนะครับ โดยกล้องตัวแรกเป็นเลนส์ถ่ายภาพสี ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 ส่วนเลนส์อีกตัวเป็นเลนส์ถ่ายภาพขาวดำความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/1.6 ซึ่งเซนเซอร์รับภาพมีขนาด 1/2.3 นิ้ว ถือเป็นเซนเซอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป จึงให้คุณภาพที่ดี จนกวาดคะแนนจาก DxOmark ไป 102 คะแนน ซึ่งไม่น้อยเลย

Huawei P20 ถ่ายวิดีโอ Super Slow Motion 960 fps ก็ได้นะ

กวาดคะแนน DxOMark กันไปขนาดนี้

ตัวอย่างภาพจาก Huawei P20

2. หน้าจอของ Huawei P20 นั้นดีมาก

หน้าจอของ Huawei P20 นั้นเป็นหน้าจอ IPS-LCD แบบ FullHD+ สัดส่วน 18.7:9 นะครับ แม้ว่าจะไม่ใช่จอระดับ OLED แต่หน้าจอของ P20 นี้ก็ให้สีสันดีที่มาก เป็นจอที่ให้ Contrast ได้ดี แสดงผลสีดำได้มืดใกล้เคียงกับจอ OLED เลย แล้วผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งสีสันของจอได้อีกเยอะ ทั้งปรับโหมดสีให้สดใสขึ้น หรือเปิดโหมด Natural Tone เพื่อปรับโทนสีหน้าจอให้เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อม หรือโหมด Eye Comfort สำหรับตัดแสงสีฟ้า เพื่อให้สบายตาเวลาใช้ตอนกลางคืนอีกด้วย

(ซ้าย) Huawei P20 ที่จอดำได้พอๆ กับ Huawei Mate 10 Pro ด้านขวา ที่ใช้จอ OLED

ส่วนใครที่ไม่ชอบให้จอแสดงรอยบากด้านบน ก็สามารถสั่งปิดรอยแหว่งใน settings ของเครื่องได้ง่ายๆ แต่เราว่ามีรอยแหว่ง มันก็แสดงความทันสมัยของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ได้ดีนะ

3. การเชื่อมต่อ รองรับทั้ง VoLTE และ VoWiFi

บางคนอาจจะคิดว่า VoLTE และ VoWiFi นั้นเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่ใครที่ได้ลองใช้ 2 ระบบนี้แล้วต้องติดใจจนไม่อยากใช้มือถือที่โทรออกรับสายในระบบเดิมเลย VoWiFi หรือ Voice Over WiFi คือการคุยกันด้วยเสียงผ่านระบบ WiFi ทำให้สามารถใช้โทรศัพท์รับสายและโทรออกได้แม้จับได้แค่สัญญาณไวไฟแต่ไม่สามารถจับสัญญาณโทรศัพท์ได้ ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับคนที่ท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ จะสามารถโทรออกและรับสายได้เหมือนอยู่ในประเทศเลย ค่าบริการก็อัตราเดียวกับที่ใช้ในประเทศ

ส่วน VoLTE หรือ Voice Over LTE คือการโทรออกผ่านระบบ 4G LTE ทำให้เสียงสนทนาคมชัดกว่าการโทรปกติ และโทรออกได้รวดเร็ว ไม่ต้องรอครู่หนึ่งกว่าสัญญาณอีกฝั่งจะดังครับ ที่สำคัญคือการโทรผ่าน VoLTE ทำให้เน็ตไม่ตัดด้วยนะ ใครที่เล่นเกมอยู่แล้วสายเข้า ก็ไม่ต้องหงุดหงิดเพราะเน็ตตัดด้วย

ซึ่ง Huawei P20 รองรับทั้ง 2 ระบบนี้ ใครที่ใช้ P20 แล้วไอคอน VoLTE กับ VoWiFi ไม่ขึ้น ก็ลองปรึกษาผู้ให้บริการโทรศัพท์ดูนะครับ อาจจะต้องมีการตั้งค่าอะไรอีกนิดหน่อยถึงจะใช้ได้ แถม P20 ยังรองรับ 4G LTE ได้แบบ 2 ซิมพร้อมกันด้วยนะ

4. เรื่องเสียงของ Huawei P20 ล่ะ ลืมได้ยังไง

Huawei P20 ใช้ Dolby Atmos เพื่อปรับปรุงคุณภาพเสียง

Huawei P20 นั้นมาพร้อมกับระบบประมวลผลเสียง Dolby Atmos นะครับ ก็ช่วยทำให้เสียงดังกังวาลขึ้น และทำให้มิติของเสียงดีขึ้น โดยเฉพาะการฟังผ่านสาย (แต่ต้องเสียบจากช่อง USB-C นะ P20 ไม่มีช่อง 3.5 mm แล้ว) ส่วนการฟังจากลำโพงของตัวเครื่องก็ให้เสียงดังดี แม้ว่าจะมีลำโพงเดียว ไม่ใช่ลำโพงคู่สเตอริโอแบบที่รุ่นพี่ Huawei P20 Pro จะทำได้

Huawei P20 รองรับ Codec Bluetooth เพียบ

ส่วนใครที่ชอบฟังเพลงแบบไร้สาย ก็น่าจะถูกใจที่ Huawei P20 รองรับ Codec เสียงผ่าน Bluetooth เยอะมาก ทั้ง aptX HD, LDAC, AAC รวมถึงมาตรฐานใหม่อย่าง HWA (Hi-res Wireless Audio) คือไม่ว่าหูฟังหรือลำโพงจะเป็นแบบไหน P20 ก็สามารถส่งเสียงที่ดีที่สุดที่อุปกรณ์รับจะรับได้ไปให้ได้ เจ๋งป่ะล่ะ (อ่านความสำคัญของ Codec ในการส่ง Bluetooth ได้จากบทความนี้เลย)

5. ประสิทธิภาพของ Huawei P20 มาจาก CPU ตัวท็อปของค่าย

Huawei P20 ใช้ชิป Kirin 970 ซึ่งเป็นชิปที่แรงที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้ โดยมี RAM 4 GB และหน่วยความจำในเครื่องอีก 128 GB ซึ่งก็ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีทั้งการใช้งานทั่วไป และการเล่นเกม (ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเกมด้วยว่าปรับแต่งมาให้เหมาะกับชิป Kirin มากแค่ไหน) แต่ในช่วงวันแรกๆ ที่ใช้งานอาจจะรู้สึกหน่วงๆ หน่อย เพราะ AI ต้องใช้เวลาเรียนรู้ในการปรับจูนเครื่องให้เหมาะสมนะ

ความพิเศษของ Kirin 970 นั้นอยู่ที่มีหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์หรือ NPU อยู่ในตัวด้วย ทำให้วิเคราะห์ภาพ หรือวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานได้รวดเร็วกว่าการใช้ CPU เพียวๆ เช่น ในแอปกล้องที่มีการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์อย่างรวดเร็วว่าภาพในเฟรมนี้คืออะไร จะได้ปรับรูปแบบการถ่ายภาพให้เหมาะสม หรือแอปอื่นๆ อย่างแอปแปลภาษาที่ NPU ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นครับ

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Kirin 970 จากแอป Geekbench 4.2 นั้นได้คะแนน Multi-core ราว 6600 คะแนน ก็เป็นคะแนนที่สูงกว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้ชิป Snapdragon 835 นะ

ร่ายเหตุผลดีๆ ของ Huawei P20 มาให้ฟังขนาดนี้ จะไม่สนใจได้ยังไง นี่เรายังไม่ได้ชูเรื่องความสวยงามในการออกแบบให้ฟังเลยนะ แต่ดูรูปในบทความนี้ก็น่าจะเห็นว่าฝาหลังมันดีไซน์สวยจริงๆ จับก็ถนัดมือ

Huawei P20 นั้นเปิดตัวที่ราคา 19,990 บาท แต่หลายค่ายมือถือก็จัดโปรพิเศษสมัครพร้อมแพ็กเกจได้ค่าเครื่องที่ถูกลงไปอีก ก็ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่เลยนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

ทำไมคนรักเสียงดนตรีถึงควรใช้หูฟังแบบมีสาย ในยุคที่เค้าไร้สายกัน

Published

on

ในช่วงปีที่ผ่านมานี้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงหนึ่งเกิดขึ้นกับวงการสมาร์ทโฟน คือตั้งแต่ iPhone 7 นั้นเอาช่องต่อหูฟัง 3.5 mm ออกจากเครื่อง ก็ทำให้สมาร์ทโฟน Android อีกหลายรุ่นดำเนินรอยตามแนวคิดนี้ ปัจจุบันสมาร์ทโฟนจำนวนมากโดยเฉพาะรุ่นเรือธงจึงมีแค่ช่องชาร์จอย่างเดียว ผลักดันให้ผู้ใช้ต้องหันไปใช้หูฟังไร้สายมากขึ้น เพราะการจะใช้หูฟังมีสายแบบเดิมมันกลายเป็นเรื่องลำบากในการเสียบหัวแปลงสาย แถมฟังไปชาร์จไปก็ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษให้เหนื่อย แต่ถ้าคุณเป็นคนรักเสียงดนตรี เรายังแนะนำให้คุณฟังผ่านสายเหมือนเดิม และนี่คือเหตุผลจากเราครับ

เพราะการฟังเพลงจาก Bluetooth ก็เหมือนฟังเพลงคุณภาพ MP3

ไม่ว่าคุณจะมีไฟล์เพลงที่ดีแค่ไหน จะเป็นไฟล์ FLAC ที่ริปจากแผ่น CD โดยตรงแบบไม่สูญเสียรายละเอียด หรือซื้อเพลง Hi-Res คุณภาพสูงราคาแพงมา แต่ความดีงามทั้งหมดทั้งมวลนี้จะมลายหายไปเมื่อคุณฟังเพลงผ่าน Bluetooth เพราะเสียงเพลงที่ผ่านสัญญาณ Bluetooth จะถูกบีบอัดซ้ำอีกครั้งเพื่อให้ส่งไร้สายได้ ซึ่งการบีบอัดนี้ก็จะทำให้ความสดใส และรายละเอียดของเสียงเพลงนั้นหายไป พูดให้เห็นภาพคือฟังเพลง FLAC แต่เสียงออกมาเป็น MP3 นั้นแหละ

มาตรฐานการบีบอัดเสียงพื้นฐานของ Bluetooth นั้นเรียกว่า SBC หรือ Subband Codec นะครับ ซึ่งรองรับคุณภาพเสียงในระดับ CD เท่านั้น ไม่รองรับเสียงในระดับ Hi-Res โดยอุปกรณ์ Bluetooth ที่เกี่ยวกับเสียงทั้งโลกจะต้องถอดรหัสเสียงในรูปแบบ SBC ออกมาได้ ซึ่ง SBC Codec จะใช้ Bitrate สำหรับเสียงสเตอริโอที่ 328 kbps เทียบกับเสียงจาก CD ต้นฉบับที่ใช้บิตเรท 1411 kbps หรือไฟล์ FLAC ทั่วไปจาก CD ที่ให้บิตเรทประมาณ 1000 kbps จะเห็นได้ว่าปริมาณข้อมูลต่างกันเยอะ ทำให้เสียงจากหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ที่สูญเสียความเจ๋งจากต้นฉบับไปเยอะ

เปรียบเทียบโค้ดเสียง SBC กับ LDAC

แล้วเรามีทางเลือกที่ดีกว่า SBC Codec ไหม แน่นอนเรามีทางเลือกการบีบอัดเสียงอื่นๆ ที่ให้คุณภาพดีกว่า เช่น AAC ที่ใช้ในอุปกรณ์ของแอปเปิ้ล, aptX ที่ใช้ในหูฟังจำนวนมาก หรือ LDAC โค้ดเสียงตัวท็อปของ Sony ที่เคลมว่าสามารถให้เสียงเท่าคุณภาพ CD หรือเทียบเท่าเสียงระดับ Hi-Res ซึ่งลำโพงและหูฟังส่วนใหญ่ของ Sony ในปัจจุบันรองรับ LDAC อยู่แล้ว

เงื่อนไขของการใช้โค้ดเสียงที่ดีกว่า SBC คือว่าอุปกรณ์ทั้งตัวรับและตัวส่งก็ต้องรองรับ Codec นั้นด้วย ถ้าอุปกรณ์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่รองรับ ก็จะกลับไปใช้ SBC Codec ทันที เช่น

  • iPhone รองรับรูปแบบเสียง AAC หูฟังหรือลำโพงก็ต้องรองรับ AAC ด้วย ถึงจะให้เสียงได้ดีกว่า SBC
  • อุปกรณ์ Android 8 รองรับรูปแบบเสียงผ่าน Bluetooth ทั้ง AAC, aptX HD, LDAC อันนี้เป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าฝั่งแอปเปิ้ล เพราะไม่ว่าหูฟังหรือลำโพง Bluetooth จะรองรับรูปแบบเสียงพิเศษอะไร Android 8 ก็ส่งสัญญาณไปหาได้

ใน Android 8 นั้นรองรับโค้ดเสียงมากมาย จนใช้กับหูฟังหรือลำโพงได้หลายรุ่น

แต่ปัญหาคือหูฟังและลำโพงจำนวนมาก บางรุ่นก็ขายแพงราคาหลายพัน แต่ไม่รองรับ Codec เสียงอื่นๆ นอกจาก SBC ซะงั้น ก็ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่กากต่อไป (ถ้าใครใช้ Android 8 อยู่ สามารถเข้า Developer Option ไปตรวจสอบได้เลยว่าอุปกรณ์ Bluetooth ที่เราเชื่อมต่ออยู่นั้นกำลัง Codec อะไรอยู่)

ฟังผ่าน Bluetooth ไม่ได้ใช้ DAC เทพหรือซอฟต์แวร์เทพในสมาร์ทโฟน

LG V30 มาพร้อมฟีเจอร์ Quad DAC ใช้ชิปพิเศษจาก ESS ทำให้ได้เสียงดี แต่ต้องฟังผ่านช่อง 3.5 mm เท่านั้นนะ

สมาร์ทโฟนหลายตัวในปัจจุบัน โดยเฉพาะรุ่นที่โฆษณาเรื่องคุณภาพเสียงนั้นจะมีชิป DAC แยกที่ให้เสียงดีกว่าวงจร DAC ทั่วไป (ตัวแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อกสำหรับส่งต่อไปที่หูฟัง) ซึ่งเจ้าชิปตัวนี้จะทำงานเมื่อเสียบสายหูฟังเข้ากับเครื่องเท่านั้น ถ้าฟังเพลงไร้สายผ่าน Bluetooth เสียงจะถูกส่งแบบดิจิตอลไปแปลงเป็นอนาล็อกที่ตัวหูฟังหรือลำโพง ซึ่งก็ถือว่าเสียของสำหรับคนที่ใช้สมาร์ทโฟนเสียงดีๆ นะครับ (แต่ถ้าใครเชื่อมั่นว่าหูฟังหรือลำโพงของเรามีความสามารถแปลงสัญญาณที่ดี ก็ไม่มีปัญหาอะไร)

สมาร์ทโฟน Asus มักจะมาพร้อมระบบปรับแต่งเสียง dts headphone

นอกจากนี้สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็จะมีซอฟต์แวร์พิเศษเพื่อช่วยประมวลผลเสียงให้ออกมาดีขึ้น อย่าง Sony จะมี DSEE HX และ ClearAudio+ หรือ Oppo มี Real Sound HD หรือ Huawei มี Histen หรือ Asus มี DTS Headphone ซึ่งปกติซอฟต์แวร์ปรับแต่งเสียงเหล่านี้จะไม่ทำงานเมื่อฟังเพลงไร้สายครับ ถ้าใครลองแล้วชอบระบบปรับแต่งเสียงของมือถือตัวเอง ก็ต้องฟังผ่านสายนะจ๊ะ

เรื่องของ Latency ความหน่วงเสียงก็เป็นอีกเรื่องใหญ่

เรื่อง Latency หรือความหน่วงเสียงก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่ใช้หูฟังเพื่อการดูหนังหรือเล่นเกมนะครับ แน่นอนว่าการฟังเสียงผ่านระบบ Bluetooth นั้นจะมีความหน่วงเสียงมากกว่าการต่อสายอยู่แล้ว เพราะกว่าเสียงจะออกมาได้ต้องผ่านกระบวนการดังนี้

เกิดสัญญาณเสียง -> ใช้เวลาแปลงเป็นรหัสเสียงเช่น SBC -> ส่งไร้สาย -> ฝั่งรับก็ต้องใช้เวลาถอดรหัสเสียง -> ได้เสียงออกมาฟัง

ในขณะที่การฟังเสียงผ่านสายมี Latency ไม่ถึง 10 ms (1 millisecond = 1/1000 วินาที) แต่การฟังเพลงผ่าน Bluetooth ด้วย SBC Codec อาจจะมีความหน่วงเสียงถึง 200 ms คือถ้ายิงปืนในเกม เสียงปืนในหูฟังจะหน่วงจากเหตุการณ์ในเกมไป 0.2 วินาที ทำให้เกิดความรำคาญในการใช้งานได้เพราะเสียงมันไม่ตรงภาพไง

แล้วเรามีทางแก้ให้การส่งเสียงผ่าน Bluetooth ทำได้รวดเร็วขึ้นไหม มีครับ ก็ต้องใช้ codec ตัวพิเศษอย่าง aptX LL (Low Latency) ที่ออกแบบให้ทำงานเร็วมาก ก็จะเหลือความหน่วงเสียงประมาณ 30 ms เท่านั้นเอง แต่ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขเดิมคืออุปกรณ์ทั้งตัวส่งและตัวรับต้องรองรับ aptX LL ด้วยนะครับ

สรุป ใส่ใจรายละเอียดเสียงต้องฟังผ่านสาย เน้นสะดวกก็ฟังไร้สายด้วยอุปกรณ์ดีๆ

จากที่เขียนมาทั้งหมด ยังไงการฟังเพลงให้เสียงดี รายละเอียดครบก็ต้องฟังโดยเสียบสายตรงจากอุปกรณ์เล่นนะครับ เพื่อหลีกเลี่ยงการบีบอัดเสียงจากกระบวนการส่ง Bluetooth แต่ถ้าต้องการความสะดวกสบายจริงๆ ก็สามารถหาหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ที่รองรับ Codec เสียงดีๆ มาใช้แทนได้ สังเกตง่ายหน่อยก็ดูข้างกล่องว่ารองรับ aptX หรือ LDAC หรือไม่ ก็จะใช้กับสมาร์ทโฟน Android 8 ได้เนียนและเสียงดี

ส่วน iPhone อันนี้จำกัดเยอะหน่อยเพราะรองรับแค่โค้ดเสียง AAC เท่านั้น แถมไม่รองรับการเล่นเพลงแบบ Hi-res ด้วย (คนรักเสียงเพลงที่ใช้ iPhone ควรมีเครื่องเล่นเพลงแยกนะ iPhone มันตอบสนองเราไม่ได้) ก็ต้องหาหูฟังที่รองรับโค้ดเสียง AAC มาใช้เท่านั้นครับ ถ้ารองรับ aptX หรือ LDAC แต่ไม่รองรับ AAC เวลาใช้กับ iPhone ก็จะดีดกลับไปใช้โค้ดเสียงตัวที่แย่ที่สุดอย่าง SBC ทันที

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

อยากรู้ไหม Instagram เรียงลำดับโพสต์ยังไง ใช้อะไรคิดว่าต้องเอารูปนี้มาให้เราดู

Published

on

เคยสงสัยกันมั้ย ว่าทำไมเวลาเรากำลังสนใจเรื่องอะไร เรื่องนั้นก็มักจะเด้งขึ้นมาใน Instagram บ่อยๆ อย่างวันนั้นเพิ่งเข้าไปดูรูปน้องเป่าเปา เผลอแว๊บเดียวก็มีทั้งรูปน้องเรซซิ่ง น้องอคิณ น้องพอลเต็มไปหมด จนอดสงสัยไม่ได้ว่า Instagram เนี่ย เค้ามีวิธีหรือการทำงานของอัลกอริทึ่มยังไงในการคัดโพสต์ต่างๆ มาให้เราเสพ! วันนี้แบไต๋ก็เลยพยายามไปหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแสดงโพสต์ต่างๆ บน Instagram มาให้ทุกคนทราบกันแบบคร่าวๆ

Julian Gutman, Instagram product lead ออกมาอธิบายเกี่ยวกับการทำงานของอัลกอริทึ่ม Instgram ไว้ดังนี้

Instagram จะคัดโพสต์มาให้เราดูจาก 3 สิ่งหลักๆ ต่อไปนี้

ความสนใจ

ยิ่งเราสนใจอะไร โพสต์นั้นก็ยิ่งโผล่มา! หากเราชอบดูรูปรถ หรือกดติดตาม Instagram ที่มีรูปรถเยอะๆ แม้กระทั่งการกด Like กด Share หรือ Comment Instagram ก็จับจุดได้ทันทีว่าเราสนใจในเรื่องนั้นๆ จากนั้นเมื่อคนที่เราติดตามอยู่ลงรูปรถ เราก็จะเห็นรูปหรือวิดีโอนั้นทันที นอกจากนี้ในหน้าค้นหาของ Instagram (ไอคอนรูปแว่นขยาย) ก็จะคัดโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับรถมาแสดงให้เราเห็นบ่อยๆ ด้วย

ความสดใหม่

ยิ่งโพสต์ล่าสุดเท่าไหร่ ยิ่งถูกเอามาโชว์มากเท่านั้น!

ในแต่ละวันคนทยอยโพสต์นู่นนี่ลง Instagram กันตลอด ถ้าจะเลือกแสดงโพสต์ทั้งหมดในเวลาแป้ปเดียวก็เป็นไปได้ยาก Instagram เลยจัดความสำคัญให้โพสต์ต่างๆ ด้วยการใช้ลำดับเวลา แต่ไม่ใช่ว่าโพสต์เก่าแล้วจะถูกนำมาแสดงก่อน แต่เป็นลำดับเวลาตามความล่าสุดต่างหาก เช่น สุดา (แหม๋ ยกตัวอย่างได้ชื่อไทยมาก) โพสต์ภาพ 3 ภาพในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยโพสต์เช้า กลางวัน เย็น หากปราณี ที่ติดตามสุดาอยู่เปิด Instagram เข้ามาเล่นก็จะเห็นโพสต์ตอนเย็นก่อนเป็นโพสต์แรก และหากเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็จะเจอโพสต์กลางวัน และเช้า ตามลำดับ

http://melinasouza.com

ความสนิทสนม

สังเกตมั้ยว่าทำไมเราถึงเห็นโพสต์ของเพื่อนสนิทเราบ่อยๆ นั่นเป็นเพราะ Instagram คัดโพสต์มาแสดงจากความสัมพันธ์นั่นเอง ยิ่งเราเคย Comment กด Like หรืออยู่ใน Tag รูป หรือไป Tag ใคร Instagram ก็จะโชว์โพสต์ของคนนั้นบ่อยๆ นั่นเอง

นอกจากปัจจัย 3 อย่างข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยแฝงอื่นๆ มาประกอบด้วย เรียกว่าค่อนข้างซับซ้อนทีเดียว แต่ถ้าทำความเข้าใจหน่อย อาจนำไปใช้ประโยชน์ได้เยอะเลย

ความถี่ในการเข้าใช้งาน

หากอยากเป็นนักอัพเดท ทันเทรนด์โลก จงกดเจ้า Instagram บ่อยๆ เพราะยิ่งเรากดเข้า Instagram บ่อยเท่าไหร่ Instagram ก็จะยิ่งทำงานเพื่อเรา ทยอยสรรหาโพสต์ใหม่ๆ (ที่เหมาะสมกับเรา) มาโชว์เรามากขึ้น โดย Instagram จะวิเคราะห์ว่าการเข้าใช้งานล่าสุด ว่าเรากำลังหมกมุ่นหรือสนใจกับอะไรอยู่ และเมื่อเรากดเข้าใช้ Instagram อีกครั้ง มันก็จะนำผลการวิเคราะห์นั้นมาแสดงรูปและวิดีโอให้เราดู นั่นหมายความว่ายิ่งเราสนใจอะไร แล้วกดเข้าไปดู เราก็จะได้รายละเอียดของเรื่องนั้นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

จำนวนคนที่เราติดตาม

ยิ่งเราติดตามคนอื่นมากเท่าไหร่ Instagram ก็จะทยอยโชว์โพสต์ของคนอื่นๆ แบบกระจายมากเท่านั้น ในขณะเดียวกันเราก็จะเห็นโพสต์แบบเจาะจงของคนใดคนหนึ่งน้อยลง เช่น สุดาติดตามคนอื่นทั้งหมด 800 คน และปราณีติดตามคนอื่น 200 คน นั่นหมายความว่า สุดาจะเห็นโพสต์ของหลายๆ คนแบบกระจายมากกว่าปราณี ในขณะที่ปราณี จะเห็นโพสต์ของแต่ละคนได้ละเอียดกว่าสุดา

ระยะเวลาการใช้

ยิ่งเราใช้เวลากับ Instagram เยอะมากเท่าไหร่ Instagram ก็ยิ่งจะเอาโพสต์มาให้เราดูเยอะมากเท่านั้น ทั้งเจาะลึกกว่า จะโพสต์เก่าหรือโพสต์ใหม่ก็มาหมด แต่ถ้าใช้เวลาในการใช้ Instagram ไม่นาน Instagram ก็จะหาโพสต์ที่เหมาะกับเราที่สุดมาให้ดูแทน

รวมเรื่องที่ทีมงานบอกว่าไม่จริ๊ง ไม่จริงกับ Instagram

ส่วนเรื่องอื่นๆ ทั้งการแบนผู้ใช้ที่โพสต์เยอะๆ หรือการบอกว่าการใช้ฟีเจอร์ story จะช่วยทำให้ผู้อื่นเห็นโพสต์เรามากขึ้น และข่าวลือหรือความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ใน Instagram… วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าความจริงมีอะไรบ้าง

  • Instagram ไม่ได้ลดจำนวนคนเห็นโพสต์เหมือน Facebook ถ้าเราไล่ดูไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นโพสต์ทั้งหมด (Instagram น่าร๊ากกกกอะ)
  • Instagram ไม่ได้มีการคัดว่าถ้าโพสต์วิดีโอหรือรูปคนจะเห็นเยอะแตกต่างกัน (มีข่าวออกมาว่า Facebook จะให้คนเห็นโพสต์วิดีโอมากกว่ารูปถ่าย เลยทำให้คนเข้าใจว่า Instagram มีการทำงานคล้ายคลึงกัน) แต่จะขึ้นอยู่กับ Engagement ที่เรามีต่อผู้ใช้คนนั้นๆ หรือความสนใจโพสต์นั้นๆ มากกว่า
  • ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Story, Live หรือฟีเจอร์อะไรก็ตาม ไม่ได้มีผลกับการคัดความสำคัญของ Instagram แต่อย่างใด ดังนั้นต่อให้แอคเค้าท์ของคุณไม่เคยลง story เลยสักครั้ง แต่มีคนติดตาม กด Like หรือ Comment บ่อยๆ Instagram ของคุณก็ยังปังอยู่ดี ไม่ต้องห่วง!
  • โพสต์เยอะ ไม่ได้มีผลกับการจัดอันดับของ Instagram  มีข่าวลือออกมาว่า ยิ่งโพสต์เยอะเท่าไหร่ Instagram ก็จะลดการมองเห็นโพสต์ลงเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วนั้นไม่ใช่เลย เพียงแต่ Instagram จะกระจายโพสต์ให้เห็นอย่างเสมอภาคกัน ดังนั้นโพสต์บางโพสต์อาจตกไปล่างๆ บ้าง แต่ไม่ได้ถูกทิ้งให้เหงาหงอย อด Like แน่นอน
  • ไม่ว่าจะเป็นแอคเค้าท์ธรรมดาหรือแอคเค้าท์ทางธุรกิจ ก็ไม่ได้ใช้ในการตัดสินการจัดอันดับความสำคัญในการโชว์โพสต์ของ Instagram การสลับแอคเค้าท์ไปมาจึงมีค่าเท่าเดิม ลำบากเปล่าๆ
  • เรื่อง Shadow banning หรือการแบนแบบเนียนๆ ที่คนโดนแบนจะไม่รู้ว่าถูกแบนนั้นไม่ใช่เรื่องจริง Instagram ไม่มีการแอบแบนคนที่ใส่ hashtag เยอะๆ หรือทำอะไรให้คนนั้นเสียหาย เรียกได้ว่า Shadow banning เป็นข่าวโคมลอยไร้สาระที่สุดเลยก็ว่าได้
  • มีข่าวลือว่า Instagram จะเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะเรียงลำดับภาพแบบเดิม ที่เรียงตามเวลาโพสต์ได้ ซึ่งเป็นเพียงข่าวโคมลอยเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว Instagram ยังไม่ตัดสินใจเพิ่มตัวเลือกการเรียงฟีดแบบเดิม ที่เรียงลำดับภาพตามเวลาการโพสต์ เพราะไม่อยากสร้างความสับสนให้ผู้ใช้ เนื่องจากผู้ใช้บางคนเซ็ตแล้วอาจจะลืมไปว่าตั้งการเรียงฟีดไว้ยังไง เลยทำให้ทุกคนเรียงฟีดเหมือนกันซะเลย แต่ก็รับฟังผลตอบรับจากคนที่ไม่ชอบฟีดแบบนี้เพื่อปรับปรุงอยู่

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องจริงของ Instagram ที่คุณควรจะรู้ไว้ ที่ไม่ได้มีไว้เพียงประดับบารมีเฉยๆ แต่สามารถนำไปปรับใช้ ทั้งต่อการสร้าง Instagram ของคุณให้เป็นที่รู้จักและการสร้างแบรนด์สินค้าของคุณให้ปังล้ำหน้า! หวังว่าบทความดีจะเป็นประโยชน์นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก techcrunch

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!