‘Beabadoobee’ หรือ ‘บี คริสตี’ (Bea Kristi) คือนักร้องนักแต่งเพลงสาววัย 22 ปี ที่ต้องจากบ้านเกิดที่ฟิลิปปินส์ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 3 ขวบ และย้ายมาอยู่ที่อังกฤษกับคุณพ่อคุณแม่ ผ่านพบประสบการณ์มากมาย ทั้งการเป็นคนนอกของสังคมตะวันตก รวมกลุ่มกับก๊วนเพื่อน ‘เด็กหลังห้อง’ และก่อวีรกรรมสุดแสบจนถูกไล่ออกจากโรงเรียน

ในช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดและรอยบาดแผลมากมาย บีใช้จินตนาการและความสนใจในดนตรีเป็นสิ่งที่ประคับประคองหัวใจเธอไว้ จากการฝึกเล่นกีตาร์ตามยูทูบมาสู่การลองเขียนเพลงของตัวเอง “Coffee” คือเพลงแรกที่เธอเขียนขึ้นในชีวิตตั้งแต่ปี 2017 ในวันที่เธอจดถ้อยคำสุดท้ายลงไปในบทเพลงเธอไม่เคยรู้เลยว่าหลังจากที่เพลงนี้ได้ถูกปล่อยออกไปชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Beabadoobee

ตัดภาพมาวันนี้ บีได้กลายเป็น ‘Beabadoobee’ มีผลงานออกมามากมาย และได้รับเสียงชื่นชมมาโดยตลอดมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง 2 อัลบั้ม คือ “Fake It Flowers” (2020) และ ‘Beatopia’ (2022) อัลบั้มล่าสุดของเธอที่เพิ่งปล่อยออกมาให้เราได้ฟังเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นโอกาสดีที่ Beartai Buzz ได้มีโอกาสพูดคุยกับศิลปินสาวชื่อแปลกคนนี้ ‘Beabadoobee’ ถึงอัลบั้มชุดใหม่ที่พร้อมจะพาผู้ฟังปลดปล่อยตนเองและท่องไปในโลกจากจินตนาการของเธอที่มีชื่อว่า ‘Beatopia’ ลองไปสัมผัสเรื่องราว มุมมองความคิด และท่วงทำนองที่กลั่นมาจากจิตใจของเธอกัน

Beatopia

ชื่อ ‘Beabadoobee’ นี่เวลาออกเสียงแล้วมันฟังดูน่าสนใจมาก มันให้ความรู้สึกที่ดีและน่ารักมาก ๆ เลย ช่วยเล่าที่มาของชื่อนี้หน่อย

เฮ้ ! จริง ๆ แล้วฉันไม่ได้ตั้งใจจะเก็บมันไว้หรอก มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงดูสนุกและเกือบจะเหมือนเป็นเสียงของอะไรสักอย่างที่ทำขึ้นมา ตอนแรก ‘Beabadoobee’ เป็นแค่ชื่อที่ใช้ใน finsta (แอคหลุมอินสตาแกรม) ของฉัน แต่แล้วฉันก็มีแผนจะปล่อยเพลงออนไลน์ที่อัดไว้กับเพื่อนคนหนึ่ง ฉันก็เลยตัดสินใจใช้ชื่อนี้เป็นชื่อศิลปิน เพราะฉันคิดว่าจะไม่มีใครเห็นมันจริง ๆ ฮ่าฮ่า !

อะไรคือไอเดียและคอนเซ็ปต์ในซิงเกิล “10:36”

“10:36” เป็นเพลงโปรดของฉันในอัลบั้มนี้ ชื่อเพลงอาจดูแปลก ๆ ทุกคนคิดว่ามันอ้างอิงถึงเพลง “10:15 Saturday Night” ของวง Cure แต่จริง ๆ แล้วชื่อเพลงนี้คือเวลาที่ฉันเพิ่งเขียนเพลงนี้เสร็จ ตอนท้ายของท่อนคอรัสเป็นการสรุปว่าฉันต้องการใครสักคนที่จะนอนข้าง ๆ กันในยามค่ำคืนและทำให้ฉันไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกต่อไป

คุณเพิ่งปล่อยอัลบั้มชุดที่ 2 ‘Beatopia’ ออกมาซึ่งมันน่าสนใจมาก ๆ เลย อยากรู้ว่าอะไรคือคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มนี้

ทุก ๆ เพลงในอัลบั้มนี้จะมีธีมเป็นของตัวเอง แต่ทั้งหมดทั้งมวลฉันกำลังสัมผัสถึงความรัก การอยู่คนเดียว ความรู้สึกในวัยเด็ก และการได้ออกไปใช้ชีวิตในโลกอีกครั้งหลังถูกล็อกดาวน์ และมันเป็นธีมที่เกี่ยวกับการออกสำรวจและการได้เป็นอิสระอยู่ทั่วทั้งอัลบั้มนี้เลย ซึ่งฉันถ่ายทอดมันออกมาผ่านทางเสียงมากกว่าที่จะเป็นเนื้อร้อง แต่นั่นคือสิ่งที่ฉันพยายามทำในการทำเพลงและการแต่งเพลงในอัลบั้มนี้ซึ่งมันเป็นการทดลองมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยทำมาเลย

ช่วยเล่าให้เราฟังถึงโลกในจินตนาการของคุณที่ชื่อ ‘Beatopia’ มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและมันเชื่อมโยงกับชีวิตคุณอย่างไร

มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยการอยู่ร่วมกัน เป็นสถานที่ที่สนุกสนานและมีอะไรให้ได้สำรวจอยู่ตลอด มันค่อนข้างเกี่ยวข้องกับความคิดของฉันเกี่ยวกับการหลบหนีและการอยู่ร่วมกันในทางที่ดี ที่ซึ่งเราทั้งหมดจะอยู่ด้วยกันอย่างปกติสุข ฉันสนุกกับการสร้างภาษาและทุกอย่าง มันเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาในวัยเด็กของฉันมาก ๆ แต่ก็เกี่ยวข้องกับชีวิตของฉันตอนนี้ด้วยเหมือนกัน มันดีมากเลยที่ฉันได้ใส่เสียงดนตรีและความเป็นศิลปะลงไปในโลกใบนี้ มันเหมือนเป็นการจบหนังสือของโลกใบนี้ที่ฉันสร้างขึ้นเมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก !

คุณมีวิธีการทำงานในอัลบั้ม  ‘Beatopia’ อย่างไร

ฉันเริ่มต้นด้วยเดโมที่ฉันมีจากอัลบั้มที่แล้ว มันเป็นเพลงเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ใช้ในการเริ่มต้นและนั่นคือเพลง “Talk” ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเพลงนี้ถึงฟังดูเป็นญาติกันกับเพลง “Fake It Flowers”  ด้วยเหตุนี้ฉันจึงได้ร่วมงานกับ เจคอบ (Jacob) มือกีตาร์ของฉันเพื่อเริ่มเขียนเพลงสำหรับอัลบั้มใหม่นี้ เราใช้เวลาหนึ่งปีในสตูดิโอที่ใหญ่พอสำหรับ 2 คนและมีอุปกรณ์มากมาย มันเล็กและสกปรกมาก แต่เราก็แค่ทดลองทำอะไรให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ทดลองเสียงอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ใหม่ ๆ และค้นหาว่ามันทำงานอย่างไร และเราลองเขียนเพลงในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ด้วยไอเดียและการเขียนอย่างตรงจุด เจคอบจะลองวิธีใหม่ ๆ มากมายในการบันทึกเสียงเช่นการหาตำแหน่งวางไมค์ในกระเดื่อง แล้วเราก็สนุกไปกับเพื่อน ๆ ที่แวะเวียนมาและลองทำอะไร ด้วยกัน ทุกคนต่างเคาะอะไรบางอย่างที่พวกเขาสามารถเคาะได้ในห้องนี้และเอาเสียงที่ได้มามิกซ์ใส่ในเพลง เรามีเพื่อนอย่างจอร์เจีย (Georgia) ที่เข้ามาเติมเสียงสตริงส์หรือ Pink Pantheress ที่มาเติมเสียงร้อง มันเป็นเพียงการสำรวจสิ่งใหม่มากมายบนโลก Beatopia น่ะ

ในทั้ง 14 เพลงจากอัลบั้ม ‘Beatopia’ คุณใส่แนวเพลงอะไรลงไปบ้าง

ฉันจะบอกว่าเราสามารถใส่แนวเพลงหรือสไตล์ได้ค่อนข้างมากในอัลบั้มนี้ทั้ง อัลเทอร์เนทีฟร็อก โฟล์ก บอสซาโนวา  อินดี้ เบดรูมป๊อป กลิ่นอายของดนตรีอเมริกานาและเวสเทิร์น หรือแม้แต่กลิ่นอายของดนตรีอาร์แอนด์บีอะคูสติกที่คุณจะพบได้ในคอรัสของเพลง “Sunny Day” ที่ให้ฟีลลิงแบบ คอร์รีน เบลีย์ เร (Corrine Bailey Rae) ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันตั้งใจทำมาก ๆ เพราะฉันรักเธอมากมายเลย

มีอะไรที่คุณอยากจะสื่อสารกับแฟน ๆ ของคุณเป็นพิเศษผ่านอัลบั้ม ‘Beatopia’

จงสำรวจ ทดลองและสนุกโดยไม่ต้องใส่มันลงไปในกล่องใบไหนทั้งนั้น ไม่ต้องคิดว่าคุณและสิ่งที่คุณทำจะโอเคไหม จงซื่อสัตย์ เปิดกว้างและพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่คุณอยากจะพูดถึง อย่าเก็บหรือซ่อนมันไว้ ให้ลุยเลย !

คุณมีวิธีการเขียนเพลงที่ตรงไปตรงมาและเชื่อมโยงกับคนฟังได้ดี คุณมีวิธีเขียนเพลงอย่างไร ? และเพลงส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ของคุณหรือเปล่า

มันเหมือนฉันได้เขียนไดอารี่ ฉันแค่เขียนว่าฉันรู้สึกอย่างไรและเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ฉันมีความกระตือรือร้นมาก ๆ และสามารถรู้สึกถึงสิ่งต่าง ๆ ได้และฉันจะปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามาหาฉัน แล้วฉันจะวิ่งไปหากีตาร์เพื่อเขียนเกี่ยวกับมัน หรือถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะนั่งนิ่งอยู่กับที่และอาบความรู้สึกนั้นอยู่สักพักในเวลาที่ฉันเขียนอะไรไม่ออก แต่เมื่อฉันเข้าใจทุกอย่างที่ฉันกำลังเผชิญอยู่ ฉันจะเขียน 6 เพลงเสร็จได้ในหนึ่งหรือสองวัน มันเป็นเรื่องของการเปิดใจและซื่อสัตย์ ฉันแค่เขียนจากมุมมองส่วนตัวมาก ๆ เท่านั้น

การเป็นศิลปิน การทำเพลง และการเล่นดนตรีมีความหมายต่อชีวิตคุณอย่างไร

มันเป็นทุกอย่างสำหรับฉัน เป็นการบำบัดที่ดีที่สุดของฉันจริง ๆ ฉันได้เอาทุกอย่างออกมา ! ได้เล่นดนตรีต่อหน้าแฟน ๆ เป็นประสบการณ์ที่สวยงามจริง ๆ ฉันแค่อยากให้ทุกคนมาปาร์ตี้กับฉัน การได้พบปะกับแฟน ๆ เป็นเรื่องที่สวยงามเสมอ ฉันมีแฟนเพลงที่ดีที่สุดเลย !

อะไรคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่คุณได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตจนกระทั่งมาเป็นศิลปิน

คุณต้องเป็นตัวของตัวเอง ยอมรับในตัวเอง ฉันยังคงเรียนรู้สิ่งนี้ในทุก ๆ วัน แต่ฉันรู้สึกสบายใจมากขึ้นกับความคิดนี้ในทุก ๆ วันที่ฉันได้ทำอะไรต่อไป คุณต้องรักตัวเองนะ

คุณมีอะไรจะบอกกับแฟน ๆ ชาวไทยไหม และเราจะได้ดูคอนเสิร์ตของคุณหรือเปล่า

แน่นอน ! ฉันรักพวกคุณนะ ฉันจะไปที่นั่นเร็ว ๆ นี้ (อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า) และฉันแทบรอไม่ไหวที่จะพบพวกคุณในโชว์ของฉัน โปรดฟังอัลบั้ม ‘Beatopia’ และร้องทุกคำกลับมาตอนที่เราได้อยู่ด้วยกันในคอนเสิร์ตนะ มันจะต้องสุดยอดมาก ๆ เลยล่ะ !

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส