สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่มีอัลบั้มใหม่ออกใหม่จากศิลปินที่หลายคนรอคอยอย่าง “Bombay Bicycle Club” ที่ทิ้งห่างจากอัลบั้มก่อนร่วม 6 ปี  อัลบั้มใหม่สุดเซอร์ไพรซ์ที่ปล่อยมาแบบไม่ทันให้ตั้งตัวของแรปเปอร์รุ่นเก๋าอย่าง “Eminem”  หรือจะเป็น “Manic” จากศิลปินสาว Halsey ที่งานนี้บอกเลยว่าไม่ผิดหวัง รวมไปถึง “Circles” อัลบั้มล่าสุดจาก Mac Miller แรปเปอร์หนุ่มผู้ล่วงลับ ซึ่ง Jon Brion โปรดิวเซอร์ของเขาได้สืบสานความตั้งใจทำมันต่อจนเสร็จให้เราได้ฟังกัน  นับว่าแต่ละอัลบั้มล้วนทำให้บรรยากาศของงานดนตรีในปีนี้มีความน่าสนใจใช่น้อยเลย มาเริ่มกันที่อัลบั้มแรกเลยดีกว่าครับ


“Manic” – Halsey


“Manic” อัลบั้มเต็มชุดที่ 3 จาก ฮาลซีย์ (Halsey) [หรือในชื่อจริงว่า แอชลีย์ นิคเกอร์เนต แฟรนจิพานี (Ashley Nicolette Frangipane) นักร้อง นักแต่งเพลงสาวชาวอเมริกันที่กำลังอยู่ในวัยเบญจเพสพอดี คือภาพสะท้อนการสำรวจตัวตนของเธอแล้วเลือกที่จะเปิดเปลือยมันออกมาอย่างสัตย์ซื่อบนท่วงทำนองของดนตรีพอปร่วมสมัยผ่านบทเพลงทั้ง 16 ที่ผู้ฟังสามารถเชื่อมโยงตัวตนและประสบการณ์ของตนเองเข้าไปยังเรื่องราวของเธอได้อย่างลื่นไหล

การที่ฮาลซีย์เลือกที่จะนำเรื่องราวและความรู้สึกส่วนตัวอันเปราะบางออกมานำเสนอผ่านมุมมองของตนเองนั้น เป็นการเปลี่ยนความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาให้กลายเป็นความแข็งแกร่งอันเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่โลดแล่นไปบนห้วงแห่งดนตรีพอปอันผสานไปด้วยซาวด์อิเล็กทรอนิกเจืออารมณ์ดาร์ก

“I’m my own biggest enemy / Yeah, all my empathy’s a disaster”  เธอบอกเล่าความหวาดกลัวในรักและสับสนในใจเอาไว้ใน “I HATE EVERYBODY” ประโยคที่เธอสร้างไว้เสมือนกันตัวเองจากความปวดร้าวทั้งหลาย ทั้ง ๆ ที่ใจก็ต้องการใครสักคนแต่ด้วยความอ่อนไหวจึงกลัวที่จะต้องลงเอยกับคนที่ไม่ใช่ สุดท้ายเลยต้องบอกไปว่า “ฉันเกลียดทุกคน”

ในแทร็คต่อมา “3 a.m.” เธอตอกย้ำความอ่อนไหวและไม่มั่นคงในจิตใจอีกครั้ง “My insecurities are hurting me , someone , please come and flirt with me” และยังคงยืนยันต่อว่าตัวเธอนั่นเองคือ “ศัตรูที่เลวร้ายที่สุด” “I’m the worst of my enemies and I don’t really know what to do with me.”

แม้กระทั่งบทเพลงสุดหวานอย่าง “Finally // beautiful stranger” เธอก็ยังไม่วายแสดงความกลัวในใจและกางกั้นกำแพงขวางไว้แม้ในช่วงเวลาสุดโรแมนติค “And I say I’m only playing , but the truth is this / That I’ve never seen a mouth that I would kill to kiss.” แกล้งทำเป็นไม่รัก “I’m only plaing,boy” แต่จริง ๆ แล้ว ไม่เคยเจอปากไหนที่เธอจะห้ามใจไม่ให้จูบได้เท่าของเขาคนนั้นเลย

การร่วมงานกับศิลปินคนอื่นในอัลบั้มนี้ก็เป็นอะไรที่น่าประทับใจ อย่าง “Alanis’ interlude” ที่อลานิส มอริสเซตต์ เป็นแรงพลังสำคัญในการฉายฉานอีกด้านหนึ่งของเธอออกมา ผ่านบทเพลงรักระหว่างหญิงสาวต่อหญิงสาวที่มีท่อนอันชวนตะลึงพรึงเพริดอย่าง “Your Pussy is the Wonderland”

ส่วนการร่วมงานกับ ชูก้า (SUGA) จากวง K-POP “BTS” ก็เป็นหนึ่งในงานที่น่าประทับใจสุด ๆ ในอัลบั้มนี้ ผ่าน “SUGA’s Interlude” บทเพลงอารมณ์ละมุน ที่ท่อนเศร้าลึกของฮาลซีย์ผสานแรปเร่าร้อนภาษาเกาหลีจากชูก้าในซาวด์ดนตรีอิเล็กทรอนิกชวนล่องลอย

Play video

 

ก่อนจะปิดท้ายอย่างงดงามใน “Still Learning” ที่เธอบอกว่า “I’m still learning to Love myself”  และ “929” แทร็คส่งท้ายอันเป็นมหากาพย์เรื่องราวชีวิต จากสาวน้อยธรรมดามาสู่คนมีชื่อเสียง ชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยน ความเปลี่ยวเหงา สับสนที่พบเจอ การข้ามผ่านความเดียงสาและเรียนรู้โลกแห่งมายา “Because nobody loves you , they just try to fuck you / Then put you on a feature on the B-side”

ความประทับใจจาก “Manic” คือการที่เราได้เสพบทเพลงผ่านเรื่องราวของศิลปินที่ให้ความรู้สึกราวกับกำลังชมภาพยนตร์ดราม่าชั้นดีที่ตัวละครถ่ายทอดเรื่องเล่าจากมุมมองของเธอผ่าน voice over   ตลอดช่วงเวลากว่า 48 นาทีเราจะได้โลดแล่นไปในเรื่องราวของเธอที่สุดท้ายมันได้คลี่คลายความหมายบางอย่างในชีวิตของเราด้วยเช่นกัน


“Everything Else Has Gone Wrong” – Bombay Bicycle Club


หลังจากห่างหายไปนานตั้งแต่อัลบั้มล่าสุดในปี 2014 วงอินดี้พอปจากสหราชอาณาจักร  “Bombay Bicycle Club” ที่เพิ่งมาวาดลวยลายและสร้างประสบการณ์สุดมันส์ให้แฟนเพลงชาวไทยใน “Maho Rasop Festival 2019” ก็กลับมาพร้อมอัลบั้มเต็มชุดใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “Everything Else Has Gone Wrong”

หลังจากจบอัลบั้ม “So Long, See You Tomorrow” ในปี 2014 หลายคนก็ไม่กล้าหวังว่าจะมีอัลบั้มใหม่ออกมา เพราะทางวงเล่นประกาศว่าจะขอ “พักแบบไม่มีกำหนด” แต่สุดท้ายสัญญาณดีก็มาเริ่มที่ปี 2018 ที่ทางวงกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อเล่นคอนเสิร์ตครบรอบ 10 ปีของอัลบั้มเปิดตัว  “I Had the Blues But I Shook Them Loose” (2009) และหลังจากนั้นไม่นานสัญญาณแห่งการกลับมาก็ชัดเจนเมื่อทางวงปล่อยซิงเกิลใหม่ “Eat, Sleep, Wake (Nothing But You)” ที่ชวนให้หายคิดถึงเพราะมันดึงเอาความรู้สึกประทับใจที่มีใน “Bombay Bicycle Club” ออกมาไม่ว่าจะเป็นเมโลดี้อันพุ่งทะยานแบบใน “Flaws” และกลิ่นอายดนตรี post-punk จาก “I Had the Blues But I Shook Them Loose”

ไม่ว่าจะเป็น “I Can Hardly Speak” อินดี้พอปแทร็กเก๋ ๆ และ ไตเติลแทร็ก “​Everything Else Has Gone Wrong” ที่มาพร้อมท่วงทำนองสดใสกับจังหวะดนตรีอันโลดแล่นชวนขยับ ก็ล้วนแล้วแต่น่าสนใจและชวนให้รู้สึกว่าอัลบั้มนี้ต้องมีดีแน่ และก็เป็นเช่นนั้นเพราะในอัลบั้มยังมีแทร็กที่น่าสนใจอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นแทร็กเปิดอย่าง “Get Up” ที่ฟังแล้วมันชวน Get Up สมชื่อจริงไม่ว่าจะไลน์แซ็กที่ใส่มาหรือว่าจะกลอง กีตาร์ เบส ที่ผสานเข้ามาได้อย่างสะใจ หรือ “Good Day” แทร็กกลางอัลบั้มที่มาพร้อมความเบาสบายในท่วงทำนองสดใสอันแฝงไว้ด้วยไลน์ดนตรีที่น่าสนใจหรือจะเป็นใน “Let You Go” ที่มาพร้อมซาวด์อิเล็กทรอนิกเร้าใจที่เปิดด้วท่วงทำนองบางเบาก่อนที่จะพาเราไหลไปกับท่วงทำนองอันเร้าใจ

นับว่าเป็นหนึ่งอัลบั้มฟังเพลินประจำปี และช่วยให้แฟน ๆ หายคิดถึง “Bombay Bicycle Club” ได้ดีเลยทีเดียว

Play video


“Music To be Murdered By” – Eminem


เล่นมากันแบบไม่บอกไม่กล่าวอยู่ดี ๆ พี่ก็ปล่อยอัลบั้มใหม่แบบไม่ทั้นให้ตั้งตัว กับ “Music To be Murdered By” อัลบั้มเต็มชุดที่ 11 จากแรปเปอร์หนุ่มแรปเดือด “Eminem”

จุดเด่นของ Eminem ก็คือการเล่าเรื่อง การเลือกสรรคำและถ่ายทอดอารมณ์ลงไปบนถ้อยคำเหล่านั้น “Darkness” คือความประทับใจขั้นสุดในอัลบั้มนี้ที่ Eminem ค่อย ๆ คลี่เรื่องออกทีละชั้น ทีละชั้น เล่ามันจากมุมมองบุคคลที่ 1 เพื่อดึงเราให้เข้าไปสู่เรื่องราว  สัมผัสกับห้วงความคิด สัมผัสกับบรรยากาศ ลึกลับ ซ่อนเร้น ชวนติดตาม “I don’t wanne be alone in the darkness / I don’t wanne be alone in the darkness anymore.”  “Feels like I’m Loathing in Las Vegas / Haven’t got the vaguest why I’m so lost” แรกเริ่มเดิมทีเราคือชายคนหนึ่งที่บอกกล่าวกับตัวเองว่าไม่อยากอยู่ในความมืดหม่นอีกต่อไป แต่เขากำลังอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งในลาส เวกัส กำลังมองออกไปที่นอกหน้าต่างรอคอยเวลาโชว์เริ่ม เฝ้ามองว่าจะมีใครผ่านมาหรอืไม่ หลังจากนั้นความสับสนและกังวลค่อย ๆ ก่อตัว เขาพูดถึงปืน ถ้อยคำเริ่มแสดงความมืดหม่น สับสน บางสิ่งบอกเขาให้ “ผ่อนคลาย” “Then something told me relax /And just hope for the show to be packed / Don’t wanna hit the stage before they fill each row to the max / Cause that’d be totally wack /You can’t murder a show nobody’s at (Hello darkness, my old friend)” จากนั้นเราผู้ฟังจึงค่อย ๆ ได้รับรู้ว่าเรานั้นกำลังอยู่ในหัวของ “ฆาตกร” ฆ่าหมู่จากเหตุการณ์ยิงกันที่ลาสเวกัสสตริปในปี 2560 อันเป็นเหตุกราดยิงที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา มือปืนเปิดฉากระดมยิงจากชั้นที่ 32 ของโรงแรมและกาสิโนแมนดะเลย์เบย์ ข้ามถนนไปยังฝูงชนในลานจัดงานกลางแจ้งระหว่างที่นักร้องเจสัน ออลดีน กำลังเปิดการแสดงนั่นเอง จากนั้นในบทเพลง เสียงปืน เสียงคนกรีดร้อง เนื้อร้องที่บรรยายเหตุการณ์ต่าง ๆ ความวุ่นวาย ตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บ ห้วงความคิดของฆาตกร คลี่คลายปะปนกันไปในห้วงอารมณ์หม่น  มันคือบทเพลงที่สอดคล้องต้องกันกับเหตุการณ์ชวนขวัญในประเทศที่มีชายอุกอาจเดินดุ่มไปปล้นทองพร้อมสังหารประชาชนคนบริสุทธิ์เพียงเพื่อต้องการความท้าทายและอยากตายโดยฝีมือคนอื่น เราต่างอยากรู้แรงจูงใจที่แท้หรือความจริงที่ซ่อนไว้ในจิตใจอันโหดร้ายของชายคนนี้ ท่อนเพลงหนึ่งใน “Darkness” ราวกับจะสะท้อนมันออกมาได้อย่างดี “You’ll never find a motive / The truth is I have no idea / I am just as stumped , no signs of mental illness , just tryin’ to show ya.”

Eminem เอาวิญญาณของผู้กำกับหนังสยองขวัญ ลึกลับ ลุ้นระทึกอย่าง “อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก” มาสวมใส่อยู่ในร่างของศิลปินแรป ถ่ายทอดผ่านบทเพลงที่สะท้อนเรื่องราวอันน่าหวาดหวั่นของสังคมร่วมสมัย ถึงแม้ผลงานในอัลบั้มนี้อาจจะไม่เปรี้ยงปร้างนัก แต่มันก็เป็นก้าวเดินสำคัญหนึ่งของ Eminem ที่เราเชื่อว่าหากเขาพัฒนาต่อไปในเส้นทางนี้ เราคงจะได้ฟังผลงานแรป ฮิปฮอปชั้นดี ในแบบที่ไม่มีใครทำได้อย่างแน่นอน

Play video


“Circles”- Mac Miller


“Circles” เป็นผลงานอัลบั้มชุดที่ 6 และนับว่าเป็นชุดสุดท้ายของ แม็ก มิลเลอร์ (Mac Miller) หรือ มัลคอล์ม เจมส์ แม็กคอร์มิก (Malcolm James McCormick) แรปเปอร์หนุ่มผู้ล่วงลับ อดีตคนรักของนักร้องสาว อะรีอานา กรานเด (Ariana Grande)

มิลเลอร์ได้เริ่มต้นบันทึกเสียงงานเพลงในอัลบั้มนี้ตั้งแต่ปี 2018 ก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดได้ไม่นานนัก ในตอนนั้นมิลเลอร์ตั้งใจจะให้ “Circles” เป็นอัลบั้มคู่ที่จะมาเป็นส่วนประกอบอัลบั้มก่อนหน้าคือ “Swimmings” เพื่อให้ทั้งสองอัลบั้มนี้เป็น “สองอัลบั้มสองสไตล์ที่ต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน และทำให้มันครบบรรจบรอบ” จนกลายเป็น “swimmings in circles” นั่นเอง  Jon Brion ซึ่งโปรดิวซ์งานให้กับมิลเลอร์ได้สืบสานความตั้งใจของมิลเลอร์จนเสร็จ โดยยึดเอาแนวคิดที่มิลเลอร์ได้เคยคุยเอาไว้เป็นแนวทางในการสานต่อมันจนเสร็จสมบูรณ์  “มันเป็นกระบวนการที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ไม่มีเส้นทางที่ชัดเจน” ครอบครัวของมิลเลอร์ได้เขียนไว้ในอินสตาแกรมของเขา ”เราเพียงแต่รู้ว่ามันมีความสำคัญต่อมัลคอล์มและโลกใบนี้ที่สมควรจะได้ฟังมัน”  

“Circles” ประกอบด้วยบทเพลงทั้งหมด 12 เพลงที่ต่างถูกเรียงร้อยจากร่องรอยของแนวดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็น ฮิปฮอป, R&B, lo-fi, emo-rap, ซอฟท์ร็อก, อินดี้ โฟล์ก, พอป และ ซินธ์พอป ที่ภายนอกนั้นดูสดใสแต่ภายในกลับซ่อนไว้ซึ่งความกังวลหม่นใจ  มันเป็นเพลงที่สะท้อนการข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งความหม่นเศร้า ช่วงเวลายาวนานของวันร้าย ๆ กับวันดี ๆ ที่อยู่กับเราไม่นานก่อนที่จะหายลับไป แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับถูกสื่อออกมาในท่วงทำนองและมุมมองที่สดใสและให้ความหวัง เป็นเสียงแห่งความสดใสในโลกหม่นอันงดงาม

สมกับเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของศิลปินที่เปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ แม้ผู้สร้างผลงานนั้นจะได้จากไป แต่ผลงานนั้นยังคงอยู่บนโลกใบนี้ตลอดไป.

Play video

 

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส