[รีวิว] Bird Box: Barcelona เริ่มอย่างระทึก จบแบบสะดุดสะอึกอีกครา
Our score
5.5

Release Date

14/07/2023

ความยาว

110 นาที

ผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับ

'Carriers' (2009)

[รีวิว] Bird Box: Barcelona เริ่มอย่างระทึก จบแบบสะดุดสะอึกอีกครา
Our score
5.5

Bird Box: Barcelona

จุดเด่น

  1. การเปิดเรื่องน่าสนใจ กล้าเสี่ยงในการเล่าเรื่องได้ดี มีการวางพัฒนาการของตัวละครได้เป็นขั้นตอน โปรดักชันทำได้ดีในฉากเมืองร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะครึ่งเรื่องแรกดูตั้งใจคิดตั้งใจทำทั้งการเล่าเรื่องและโปรดักชันดีกว่าครึ่งหลังชัดเจน

จุดสังเกต

  1. พวกเอฟเฟกต์แสงต่าง ๆ ทำได้ไม่ค่อยดีนัก พยายามหลอกคนดูแต่ก็ต้องยอมปล่อยเฉลยให้เดาง่ายไวไป ลีลาการเล่าเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนดูอาจไม่ค่อยติดตามตัวละครได้ดีนัก ขึ้นต้นทำได้ดีมากแต่ช่วงจะพาจบกลับธรรมดาเหลือเกิน
  • บท

    6.0

  • โปรดักชัน

    5.5

  • การแสดง

    6.5

  • ความสนุกตามแนวหนัง

    5.5

  • ความคุ้มค่าการรับชม

    6.0

เรื่องย่อ: สิ่งมีชีวิตลึกลับที่มาเยือนโลกและทำให้ทุกคนที่มองเห็นฆ่าตัวตาย กลายเป็นปรากฏการณ์ล้างโลกอย่างรวดเร็ว ในภาคแรกเหตุการณ์เกิดในฝั่งอเมริกา แต่ในภาคนี้ผู้ชมจะได้มาดูการแพร่ระบาดใกล้จุดกำเนิดเรื่องราวในสเปนกันบ้าง

เน็ตฟลิกซ์มีคอนเทนต์ในมือมากมาย และลิขสิทธิ์การดัดแปลงนิยายชื่อเดียวกัน ทั้งยังเป็นผลงานเขียนเรื่องแรกของนักเขียนแนวสยองขวัญ จอช เมเลอร์แมน (Josh Malerman) ในปี 2014 ก็เป็นหนึ่งในนั้น

แน่นอนว่าการตลาดของหนัง ‘Bird Box’ (2018) ก็ทำให้เห็นว่าเน็ตฟลิกซ์ตั้งใจกับสมบัตินี้มากขนาดไหน โดยตอนนั้นเน็ตฟลิกซ์ให้ผู้กำกับสาวรางวัลออสการ์สาขาภาษาต่างประเทศจาก ‘Hævnen’ (2010) อย่าง ซูซานน์ เบียร์ (Susanne Bier) มารับหน้าที่ถ่ายทอด และแสดงนำโดยดาราหญิงแม่เหล็กอย่าง แซนดรา บุลล็อก (Sandra Bullock) รวมถึงมีดาราที่มีชื่อมาประกบอีกหลายคน

จุดเด่นของ ‘Bird Box’ ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นการนำเสนอความน่ากลัวจากสิ่งที่เรามองไม่เห็น และไม่อาจมองเห็น รูปลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตประหลาดนั้นไม่มีการเปิดเผยกลายเป็นความสงสัยและจินตนาการของผู้ชมว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร เหตุใดผู้ที่เห็นก่อนฆ่าตัวตายถึงปีติและชื่นชมว่างดงาม แม้ว่าในเวลาต่อมาจะมีบริษัทที่ออกแบบสัตว์ประหลาดให้หนังมาเผยภาพคอนเซ็ปต์ของสัตว์ประหลาดตนนี้ แต่ก็ถูกลบไปในเวลาไม่นาน และจากการที่หนังจงใจตัดทิ้งไป ปริศนาของมันจึงยังคงเป็นเสน่ห์ที่น่าสนใจติดตามมาจนถึงหนังในภาคใหม่อย่าง ‘Bird Box: Barcelona’ (2023)

Bird Box: Barcelona

ในภาคนี้เรื่องราวย้ายมาเล่าในฝั่งยุโรปคือประเทศสเปน โดยหากอิงจากข่าวในหนังภาคแรกก็ถือว่าเป็นประเทศที่อยู่ใกล้จุดเริ่มต้นปรากฏการณ์ฆ่าตัวตายหมู่เป็นที่แรกในประเทศโรมาเนีย โดยได้ผู้กำกับสองพี่น้อง เดวิด และ อเล็กซ์ พาสเตอร์ (David Pastor – Àlex Pastor) ที่เคยมีผลงานแนวโลกแตกจากโรคระบาดอย่าง ‘Carriers’ (2009) มากำกับ

และสองพี่น้องพาสเตอร์ก็เลือกหยิบจุดที่น่าสนใจจากหนังภาคแรกมาใช้นั่นคือ เรื่องราวของกลุ่มคนที่ชื่อว่า ผู้เห็น ซึ่งมีคำอธิบายมาจากภาคแรกว่าคนที่จิตใจผิดปกติหากมองเห็นสัตว์ประหลาดจะไม่ถูกครอบงำให้ฆ่าตัวตาย แต่จะอยากนำพาผู้อื่นให้เปิดตามองสัตว์ประหลาดตาม กลายเป็นภัยร้ายที่มาจากเหล่ามนุษย์ด้วยกันเอง

หนังเปิดมาได้อย่างน่าสนใจเมื่อ เซบาสเตียน และ แอนนา ลูกสาวของเขาต่างหนีตายในเมืองบาร์เซโลนา โดยจุดหักมุมที่โดดเด่นเกิดขึ้นในช่วง 10 นาทีแรกของหนัง เมื่อเซบาสเตียนถูกจู่โจมจากเหล่าคนตาบอดที่หิวโหย กลายเป็นว่าในโลกที่ห้ามมองเห็นพวกคนพิการหรือบกพร่องทางสายตากลับกลายเป็นผู้อยู่รอดแทนคนตาดีเสียอีก นับว่าหนังจั่วหัวด้วยความขัดแย้งจนรู้สึกว่าสองพี่น้องพาสเตอร์เองก็มีของไม่ธรรมดา

หนังยังเดินไปข้างหน้าโดยเริ่มเผยเรื่องเล่าของผู้รอดชีวิตที่เซบาสเตียนกับลูกได้พบ ว่าเหล่าผู้เห็นกลายเป็นความชั่วร้ายใหม่ของโลก เพราะพวกนั้นคลั่งในการบังคับให้ทุกคนเปิดตามองแล้วตาย แถมพวกมันยังสามารถลืมตาเดินไปทั่วได้อย่างปกติ กลายเป็นผู้ล่าอย่างสมบูรณ์แบบ และหนังก็นำพาเราไปในทิศทางที่ตัวเอกต้องเผชิญภัยจากทั้งสิ่งที่ต่อต้านไม่ได้และจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง

เราคงพูดถึงเนื้อหาของหนังได้เพียงนี้ และบอกได้เพียงว่าสองพี่น้องพาสเตอร์กล้าเล่นท่าเสี่ยงมาก ๆ ตั้งแต่หนังผ่านไปได้เพียงครึ่งชั่วโมง มันได้ผลในความตื่นตระหนกของผู้ชมต่อการรับรู้ก่อนหน้านี้ แต่มันก็สร้างความรู้สึกทะแม่งในการจะเอาใจช่วยหรือติดตามเรื่องราวต่อไปเช่นกัน

Bird Box: Barcelona

หนังยังคงขนบจากหนังภาคแรกในการเล่าเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ทุกอย่างล่มสลาย สลับกับเรื่องราวในอดีตวันที่ทุกอย่างเริ่มต้น ต่างกันเพียงว่าสัดส่วนหรือน้ำหนักในหนังภาคแรกเน้นไปที่อดีต แต่ในภาคใหม่นี้เน้นไปที่ปัจจุบันมากกว่า แต่น่าเสียดายที่จุดหักเหเรื่องราวสำคัญในภาคนี้แม้จะพยายามหลอกล่อผู้ชม อย่างไรก็ตามมันก็เดาได้ล่วงหน้าไวเกินไป จนเมื่อเกิดการเฉลยผ่านเหตุการณ์ในอดีตเราจึงไม่รู้สึกมากเท่าที่ตัวละครรู้สึก แต่มองในแง่ตรรกะก็มองอีกมุมว่าหนังขยายมุมมองเรื่อง ผู้เห็น จากคำอธิบายในภาคแรกได้น่าสนใจดี

และหากเทียบกันก็คงต้องบอกว่า หลังจากเรื่องราวผ่านครึ่งแรกไป ความระทึกความน่าสนใจในตอนเริ่มก็ค่อย ๆ หมดพลังลงเรื่อย ๆ ยิ่งครึ่งหลังนั้น หนังไม่มีลีลาหรือท่าการเล่าใหม่ ๆ มานำเสนออีก เหตุการณ์ถูกใส่มาเพียงเพื่อล้างตัวละครที่ไม่จำเป็นออกไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ส่วนของการพัฒนาความคิดของตัวละครเอกนั้น เหมือนจะทำได้ดีแต่ด้วยการที่มันหลุดเฉลยไวไปทำให้เราเห็นอกเห็นใจตัวละครน้อยลง

ท้ายหนังจึงไม่ใช่การใส่ฉากใหญ่มาเร้าอารมณ์ปิด แต่เป็นแค่ฉากเล็ก ๆ เพื่อพยายามหาทางลงจอดให้ง่ายที่สุด ผลที่ได้มันเลยกลายเป็นหนังธรรมดาไปอีกเรื่องหนึ่งอย่างน่าเสียดาย

Bird Box: Barcelona

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส