ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Health
Read More

คุณยายอายุมากที่สุดในโลก ฉลองวัย 116 ปี เผยเคล็ดลับอายุยืนจากมายด์เซต

เอเธล คาเทอร์แฮม (Ethel Caterham) คุณยายชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "บุคคลที่มีอายุมากที่สุดในโลก" ได้ฉลองวันเกิดครบ 116 ปี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายกับครอบครัวที่บ้านพักคนชราในเมืองเซอร์รีย์ ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน ปัจจุบันคุณยายคาเทอร์แฮม ก็ได้รับการยืนยันจาก Guinness World Records รวมถึงฐานข้อมูลด้านอายุขัยระหว่างประเทศ ว่าเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในโลกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังการเสียชีวิตของซิสเตอร์อีนาห์ คานาบาร์โร ลูคัส (Inah Canabarro Lucas) นักบวชชาวบราซิล ซึ่งมีอายุ 116 ปี โดยสถิติผู้ที่มีอายุยืนที่สุดตลอดกาล ยังคงเป็นของฌานน์ กัลมองต์ (Jeanne Calment) หญิงชาวฝรั่งเศสที่มีชีวิตยืนยาวถึง 122 ปี ทางบ้านพัก Hallmark Care Homes บ้านพักผู้สูงอายุที่ดูแลคุณยายเอเธล โพสต์ผ่านเพจ Facebook ว่า “สุขสันต์วันเกิดครบ 116 ปี คุณเอเธล คาเทอร์แฮม” ซึ่งคุณยายใช้เวลาในวันสำคัญอย่างเรียบง่ายกับครอบครัวและอาหารที่ชอบ เธอเคยเผยเคล็ดลับการมีอายุยืนว่า “ฉันไม่เคยโต้เถียงกับใครเลย ! ฉันฟัง แต่ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ”…
14/06/2024
Read More

BDMS ตั้งเป้าครึ่งปีหลัง ขับเคลื่อน 6 กลยุทธ์ พัฒนาต่อเนื่องสู่ความยั่งยืนทางการแพทย์

หลังจากที่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ได้รับการจัดอันดับความยั่งยืนดัชนี DJSI (Dow Jones Sustainability Indices) หรือดัชนีชี้วัดความยั่งยืนของดาวโจนส์ ประจำปี 2566 ให้เป็นที่ 1 ด้านความยั่งยืนของโลก (DJSI WORLD) และกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (DJSI Emerging Markets) เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นเลิศ ผ่านแนวคิด ESG ได้แก่ มิติสิ่งแวดล้อม (Environment) มิติสังคม (Social) และมิติเศรษฐกิจ (Governance) ในครึ่งปีแรก BDMS ได้พัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง และครอบคลุมทุกด้าน ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม (Environment) ที่ดำเนินธุรกิจทางการแพทย์คาร์บอนต่ำอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม BDMS Green Healthcare ส่วนมิติสังคม (Social) ได้มีการส่งมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในสังคม ได้แก่ การจัดอบรมกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา…
05/06/2024
Read More

ความสิ้นหวัง ก้นบึ้งแห่งจิตใจที่ ‘เวลา’ ช่วยเยียวยาได้

“ความสิ้นหวัง” คือความรู้สึกและอารมณ์ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับ “ความหวัง”  ความสิ้นหวัง คือ การขาดความหวัง มีความรู้สึกว่าปัญหาที่เจออยู่จะไม่มีทางดีขึ้นไปมากกว่านี้ได้แล้ว เป็นความรู้สึกที่บั่นทอนพลังใจมาก และถ้าหากบุคคลใดพบกับความสิ้นหวังรุนแรง อาจนำไปสู่ความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง หรืออยากลาจากโลกนี้ไปได้ เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกสิ้นหวังได้เสมอไป เช่น  แต่อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถหาวิธีการจัดการกับความรู้สึกสิ้นหวังได้ ในยามที่คุณเผชิญกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ยากลำบาก ลองทำตามคำแนะนำนี้  สุดท้ายคือการปล่อยให้เวลาได้เข้าไปเยียวยาหัวใจของคุณ ไม่มีความสุขไหนที่จะคงอยู่ตลอดไป และก็ไม่มีความทุกข์ไหนที่จะคงอยู่ตลอดกาล ขอให้คุณค่อย ๆ ปรับใจของตัวเองให้ดีขึ้นในแต่ละวัน วันละเล็ก วันละน้อย หัวใจของคุณก็จะกลับมาสดใสได้อีกครั้งอย่างแน่นอน
05/06/2024
Read More

แผลทางใจมือสอง (Secondary Traumatization) เรื่องใหญ่สำหรับคนให้คำปรึกษา

“เรื่องของเขา แต่เราเจ็บ !” แผลทางใจมือสอง หรือ Secondary Traumatization คือภาวะ “ความเครียด” ที่ผู้ให้คำปรึกษาต้องแบกรับ และบางครั้งก็กลายมาเป็นแผลในใจแบบไม่รู้ตัว  แผลทางใจมือสอง จะเกิดขึ้นเมื่อเราได้ไปรับฟังปัญหาความทุกข์ของผู้อื่น หรือมีคนนำเรื่องหนัก ๆ มาปรึกษาด้วย แม้การแชร์ประสบการณ์เหล่านั้นจะจบลงแล้ว  แต่ผู้ที่รับฟังก็เกิดความรู้สึกจมดิ่งไปกับเรื่องที่ได้ยิน และสลัดความรู้สึกนั้นออกไปไม่ได้ จนเกิดความเครียด และรู้สึกทุกข์ตามมา ซึ่งเรื่องใหญ่ที่มักก่อให้เกิดแผลทางใจมือสอง เช่น  ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการประสบกับภาวะแผลทางใจมือสอง เช่น นักบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ที่มักให้คำปรึกษาคนอื่น มักมีคนมาระบายทุกข์ด้วย นอกจากนี้ สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทของผู้ที่เคยประสบเหตุการณ์หนัก ก็มีความเสี่ยงที่จะทุกข์จากปัญหาของคนที่ตัวเองสนิทด้วยเช่นกัน   อาการของผู้ที่เริ่มเข้าสู่ภาวะ แผลทางใจมือสอง  ทั้งนี้นอกเหนือไปจากการมอบความใส่ใจ พร้อมให้คำปรึกษาที่ดีกับผู้อื่นแล้ว ผู้ที่ให้คำปรึกษาเองก็ควรที่จะหาทางระบายความเครียดของตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน รักษาชีวิตให้มีความสมดุล มีความเข้าใจต่อปัญหาชีวิตของผู้อื่น ในแบบที่ไม่นำเรื่องนั้นกลับมาทำร้ายตัวเอง เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถดูแลผู้อื่น ไปพร้อม ๆ กับการดูแลตัวเองได้อย่างมีคุณภาพ
14/02/2023
Read More

ใช้อาหารเสริมวิตามินมากเกินไป ‘ตกค้าง’ ในร่างกายจริงไหม?

อาหารเสริมวิตามินเป็นตัวช่วยที่ชดเชยวิตามินให้กับร่างกาย ซึ่งการได้รับวิตามินอย่างเพียงพอช่วยให้สุขภาพเราแข็งแรงและร่างกายสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ แต่หลายคนน่าจะเคยได้ยินว่าการกินวิตามินมากเกินไปอาจตกค้างในร่างกาย บางครั้งอาจถึงขั้นตับและไตพังเลยทีเดียว แต่เรื่องนี้เป็นความจริงรึเปล่านะ โดยทั่วไปแล้ว อาหารเสริมที่เป็นวิตามินและแร่ธาตุมักสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย เมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่การใช้อาหารเสริมติดต่อกันนานและการได้รับวิตามินจากอาหารเสริมมากเกินอาจ ‘ตกค้าง’ ในร่างกายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของวิตามิน A, D, E, และ K เพราะวิตามินกลุ่มนี้ละลายในไขมัน ซึ่งละลายช้าและตกค้างในร่างกายได้ง่ายกว่ากลุ่มวิตามินที่ละลายในน้ำ อย่างวิตามิน B และ C ในแต่ละวันร่างกายเรามีโควตาในการรับสารอาหารแต่ละประเภทอยู่ หากเราได้รับกลุ่มวิตามินที่ละลายในน้ำมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ร่างกายก็จะขับออกผ่านทางของเสีย แต่ถ้ารับวิตามินกลุ่มที่ละลายในน้ำมันมากเกินไป ร่างกายจะขับออกได้ยากกว่าเลยเกิดการตกค้างในร่างกาย ซึ่งการได้รับมากเกินไปไม่ใช่ว่าจะทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงแตกต่างกันไปตามอาหารเสริมแต่ละชนิด เกณฑ์ทางการแพทย์ในการใช้อาหารเสริมเพื่อชดเชยสารอาหารแนะนำว่าควรอยู่ระหว่าง 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือน ในเคสนี้คือคนที่ได้รับการตรวจแล้วว่าร่างกายมีภาวะขาดสารอาหารแล้วเท่านั้น แต่สำหรับคนทั่วไปอย่างเรา ๆ ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในแต่ละวันเราได้รับสารอาหารชนิดใดเข้าไปเท่าไหร่ บางคนเลยเลือกที่จะกินอาหารเสริมเพื่อทดแทนวิตามิน แม้ว่าส่วนใหญ่จะปลอดภัย แต่แนะนำว่าควรสอบถามวิธีใช้ ผลข้างเคียง และความจำเป็นในการใช้จากแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะอาหารเสริมบางชนิดส่งผลต่อโรค การตั้งครรภ์ และการออกฤทธิ์ของยาได้ ส่วนอาหารเสริมอื่น ๆ นอกจากวิตามิน แนะนำว่าปรึกษาแพทย์ก่อนเช่นเดียวกัน เพราะแม้ส่วนมากจะเคลมว่าดีต่อสุขภาพ แต่อาหารเสริมบางชนิดอาจทำให้ร่างกายทำงานหนักโดยไม่จำเป็น เหมือนที่หลายคนอาจเคยได้ยินว่ากินอาหารเสริมมาก ๆ…
14/02/2023
Read More

อาหารเสริมและวิตามินแก้ผมร่วงอันไหนปัง อันไหนแป้ก

ปัญหาผมร่วงผมบางพบได้บ่อยทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจได้ คนที่มีปัญหาเหล่านี้ก็มักจะเสาะแสวงหาเคล็ดลับที่ช่วยให้ผมหนาและดูดกดำ เสยผมได้แบบมั่นใจมากขึ้น โดยการกินวิตามินในรูปแบบอาหารเสริมก็เป็นหนึ่งในวิธีที่หลายคนเลือกใช้ ควบคู่ไปกับการดูแลเส้นผมด้วยวิธีอื่น ๆ Hack for Health เลยจะนำข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับวิตามินในรูปแบบอาหารเสริมบำรุงผมและหนังศีรษะมาเล่าให้ฟังกันว่าวิตามินตัวไหนปังและตัวไหนที่อาจไม่ได้ผล พร้อมอาหารทางเลือกที่มีวิตามินที่อาจช่วยบำรุงเส้นผมของคุณได้ วิตามินเอ แม้ในทางวิทยาศาสตร์พบว่าวิตามินเอมีส่วนช่วยเรื่องการเกิดใหม่ของเส้นผม แต่ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่พบว่าการกินอาหารเสริมวิตามินเอมีประสิทธิภาพถึงขั้นที่ช่วยรักษาโรคผมร่วงได้ การกินวิตามินเอในรูปแบบของอาหารเสริมเพื่อลดอาการผมร่วงจึงอาจไม่เวิร์กหรือให้ผลที่แน่ชัดสักเท่าไหร่ อาหารที่มีวิตามินเอ: เนื้อสัตว์ เครื่องใน ผัก ตำลึง ฟักทอง ข้าวโพด แครอท ผักโขม คะน้า มะละกอ แคนตาลูป และมะม่วงสุก วิตามินซี วิตามินตัวท็อปที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน แต่สำหรับเรื่องสุขภาพผมแล้ว ยังไม่มีผลรับรองที่แน่ชัด เพราะแม้ว่าปัจจุบันจะมีการศึกษาที่พบว่าอาหารเสริมวิตามินซีช่วยในเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผมได้ แต่เป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง เลยไม่สามารถบอกได้ว่าจะให้ผลแบบเดียวกันในคนรึเปล่า อาหารที่มีวิตามินซี: ส้ม ส้มโอ มะนาว สตรอว์เบอร์รี และฝรั่ง  ธาตุเหล็ก ภาวะขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุของโรคผมร่วงที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิง ยิ่งสาวคนไหนที่เป็นวีแกนหรือประจำเดือนมามากเป็นประจำ ร่างกายอาจขาดธาตุเหล็กและเกิดผมร่วงตามมา ซึ่งการเสริมธาตุเหล็กให้กับร่างกายจึงช่วยแก้ปัญหาผมร่วงจากสาเหตุนี้ได้ อาหารที่มีธาตุเหล็ก: เนื้อสัตว์ เลือดสัตว์ เครื่องใน ธัญพืช ไข่แดง และอาหารทะเล วิตามินดี…
14/02/2023
Read More

GE Healthcare เตรียมเปิดตัว! นวัตกรรมภาพถ่ายทางการแพทย์สุดเจ๋งใน 2023

ภาพถ่ายทางการแพทย์เป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการตรวจและรักษาโรคอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเอกซเรย์ CT scan MRI อัลตราซาวด์ และอื่น ๆ ซึ่ง GE Healthcare ยักษ์ใหญ่ด้าน Health Tech เตรียมเปิดตัวนวัตกรรมภาพถ่ายทางการแพทย์รูปแบบใหม่ในปี 2023 โดยมุ่งเน้นไปที่การลดความเสี่ยงจากการใช้รังสีเพื่อการถ่ายภาพทางการแพทย์ คุณธีรวรรณ ศรีสุข ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ GE Healthcare กล่าวว่าในการพัฒนานวัตกรรมภาพถ่ายทางการแพทย์ GE Healthcare คำนึงถึงความปลอดภัยทั้งผู้ที่เข้ารับการตรวจและบุคลากรทางแพทย์ด้วยการลดการใช้รังสีให้ได้มากที่สุด ซึ่งมีการนำเทคโนโลยี Reconstruction มาช่วยทำให้ภาพถ่ายรังสีมีความคมชัดและแม่นยำแทนการใช้รังสีในปริมาณเดิม ทั้งยังใช้ AI เพื่อหารอยโรคของภาพถ่ายรังสี ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว เทคโนโลยีอย่างแรกที่น่าสนใจ คือ MRI แบบใหม่ที่ช่วยให้คนที่เข้ารับการตรวจมีความกังวลน้อยลง คนมักจะเรียก MRI แบบเดิมว่าเป็นการเข้าอุโมงค์ ซึ่งเป็นการนอนในอุโมงค์ MRI ที่แคบและต้องนอนนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน คนที่กลัวที่แคบจึงอาจรู้สึกอึดอัดและกังวลได้ โดยทาง GE Healthcare ได้เปลี่ยนจากการครอบด้วยอุโมงค์ให้กลายเป็นผ้าห่มที่มีคอยล์ที่จะช่วยในการรับสะท้อนภาพของคลื่นแม่เหล็กจากเครื่อง MRI แทน ซึ่งช่วยลดความกังวลของผู้ป่วยได้อย่างมากเลยทีเดียว ต่อมาเป็น CT…
Optimistic Asian girl raises clenched fists, anticipates for good results of exam, closes eyes and smiles broadly, has pony tail, wears sweater isolated on blue background. People, emotions, lifestyle
13/02/2023
Read More

คนโสดมีความสุขกว่าคนมีคู่ ? ก่อนจะรักใครต้องรักตัวเองก่อน

ความรัก ถือเป็นเรื่องสวยงามที่เกิดขึ้นในชีวิตของหลายคน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นความรักแบบคู่รักเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความรักจากครอบครัว จากเพื่อน หรือจากครูอาจารย์ ที่สำคัญคนโสดไม่ต้องน้อยใจไป เพราะรู้หรือไม่ว่าข้อดีของการใช้ชีวิตโสดมีมากมาย อีกทั้งคนที่โสดยังมีแนวโน้มมีความสุขและมีสุขภาพจิตที่ดีมากกว่าคนที่มีคู่รักอีกด้วย  ทำไมคนโสดถึงมีความสุขกว่าคนมีคู่ งานวิจัยพบว่าชาวอเมริกันที่เป็นโสดส่วนใหญ่จะมีเวลาให้กับครอบครัว หรือเข้าสังคมไปสังสรรค์กับผู้อื่นมากกว่าคนมีคู่ ไม่ต้องห่วงว่าการเป็นโสดจะทำให้คุณรู้สึกเหงาเพราะนักจิตวิทยาได้ให้ทฤษฎีเอาไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แม้ต้องอยู่คนเดียวแต่คนเหล่านั้นจะชดเชยด้วยการหากิจกรรมที่ได้ทำร่วมกับผู้อื่น ดังนั้น คนโสดมีแนวโน้มจะได้ทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบร่วมกับผู้คนอย่างมีความสุขและที่สำคัญมีอิสระมากกว่าคนมีคู่ หากคุณเป็นคนที่ชอบเก็บตัว การเป็นโสดจะทำให้คุณได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น เพราะสำหรับบางคนการได้อยู่ในห้องตามลำพังคือการฟื้นฟูจิตใจรวมถึงได้พักผ่อนอย่างหนึ่ง ในขณะที่คนมีคู่หรือมีครอบครัวอาจจะต้องบริหารเวลาในการดูแลตนเองไปพร้อม ๆ กับภาระหน้าที่ของการเป็นคนรักหรือหัวหน้าครอบครัว งานวิจัยชี้คนโสดใช้เวลาเฉลี่ย 5.56 ชั่วโมงต่อวันไปกับกิจกรรมยามว่างที่ชื่นชอบ ในขณะที่คนแต่งงานแล้วหรือคนมีคู่ ใช้เวลาพักผ่อนเฉลี่ย 4.87 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้คนโสดมีโอกาสได้เล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือหากิจกรรมเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจของตนเองได้มากกว่า ที่สำคัญการได้ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบยังช่วยป้องกันโรคเครียดได้อีกด้วย  นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์พบว่าชายและหญิงอายุ 18 - 64 ปี ที่ไม่เคยแต่งงานมีแนวโน้มออกกำลังกายมากกว่าคู่รักที่หย่าร้างหรือแต่งงานแล้ว อีกทั้งมีรายงานด้วยว่าผู้ชายที่แต่งงานแล้วมีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนมากกว่าผู้ชายโสดถึง 25% เพราะอย่างที่บอกในข้อก่อนหน้านี้ว่าคนโสดมักมีเวลาว่างในการออกกำลังกายมากกว่าคนมีคู่รักนั่นเอง ทุกคนรู้ดีว่าการนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญ และการนอนหลับให้เต็มอิ่มมีส่วนช่วยฟื้นฟูร่างกายหลายด้าน จากผลสำรวจชี้ว่าคนโสดมีแนวโน้มที่จะนอนหลับได้มากที่สุด เฉลี่ยคืนละ 7.13 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับคนที่มีแฟนแล้ว เพราะการนอนหลับข้างใครสักคนอาจทำให้คุณนอนหลับได้ยากขึ้นนั่นเอง หากคุณมีคู่ แน่นอนว่าหากวันไหนคู่ของคุณทำให้คุณไม่สบายใจ อารมณ์เสีย การจัดการกับความรู้สึกของคุณอาจจะยาก และเป็นไปได้ว่าคุณอาจจะอารมณ์เสียเรื่องคู่ของคุณไปทั้งวัน…
13/02/2023
Read More

จี๊ดขึ้นสมองหลังกินของเย็น เกิดจากอะไร แก้ได้ไหม?

จี๊ดขึ้นสมองหลังกินของเย็น (Brain freeze/Cold neuralgia) ไม่ว่าจะเป็นน้ำเย็น น้ำแข็ง โดยเฉพาะน้ำปั่นและไอศกรีม อาการจี๊ดขึ้นสมองดูเหมือนเป็นอาการที่ดูขำ ๆ แต่ก็ทรมานมากเลยทีเดียว โดยลักษณะของอาการนี้จะเป็นอาการปวดจี๊ดแบบเฉียบพลันคล้ายมีของแหลมทิ่มอยู่ในสมองเรา อาการจี๊ดขึ้นสมองจะอยู่นานเวลาหลายวินาทีไปจนถึงหลายนาที โดยเฉลี่ยแล้วจะไม่เกิน 5 นาที (แค่ไม่ถึง 10 วินาทีก็ทรมานแล้ว) และจะเกิดได้ง่ายขึ้น เมื่อคุณกินหรือดื่มของเย็นในปริมาณมากและเร็วเกินไป ยิ่งการกินไอศกรีมหรือดื่มน้ำเย็นท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวจะเพิ่มความเสี่ยงของอาการนี้ได้มากยิ่งขึ้น Hack for Health จะพาไปหาเหตุผลว่าทำไมกินของเย็นทีไรต้องปวดจี๊ดขึ้นสมองทุกที และที่สำคัญเรามีวิธีแก้มาฝากด้วย Fun fact: อาการจี๊ดขึ้นสมองหลังกินของเย็นมีอีกชื่อเฉพาะทางการแพทย์ที่อ่านได้ง่าย ๆ และสั้น ๆ ว่า Sphenopalatine Ganglioneuralgia (สะ-ฟี-โน-พา-เล-ไทน์-แกง-เกลีย-นิว-รัล-เจีย) ทำไมต้องจี๊ดขึ้นสมองหลังกินของเย็น ปัจจุบันมีหลายทฤษฎีที่อธิบายว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นหลังกินของเย็น ซึ่งมีอยู่ทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งเป็นทฤษฎีที่บอกว่าอาการนี้เป็นผลมาจากกลไกเอาตัวรอดของมนุษย์ ทฤษฎีนี้อธิบายไว้ว่า บริเวณเพดานปากของคนเรามีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก เมื่อความเย็นจากอาหารหรือเครื่องดื่มที่สัมผัสกับเพดานปาก เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นจะหดและคลายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อนำเลือดไปเลี้ยงสมองตามกลไกธรรมชาติ พอเลือดจากเพดานปากที่วิ่งไปเลี้ยงสมองจะไปกระตุ้นเส้นประสาทใบหน้า (Trigeminal nerve) ที่กระจายอยู่ทั่วกึ่งกลางใบหน้าและตรงกับหน้าผากเลยทำให้เราปวดจี๊ดขึ้นสมองนั่นเอง ซึ่งการหดตัวอย่างรวดเร็วของเส้นเลือดฝอยและหลอดเลือดอื่น ๆ เป็นผลมาจากสัญชาติการเอาตัวรอดของมนุษย์เพื่อใช้ในการรักษาอุณหภูมิภายในร่างกาย หากลองสังเกตดูเราจะเห็นว่าเมื่อร่างกายเราสัมผัสกับความหนาวเย็น นิ้วมือ นิ้วเท้า จมูก…
09/02/2023
Read More

หมุดหมายใหม่ BDMS มุ่งหน้าสู่ความเป็นเลิศด้าน Health Tech พร้อมเผยนวัตกรรมสุขภาพสุดล้ำ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.พัชรินทร์ บุญยะรังสรรค์ ผู้ช่วยประธานฝ่ายนวัตกรรมองค์กรยั่งยืนของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด หรือ BDMS ที่หลายคนรู้จักได้ให้สัมภาษณ์ในหัวข้อ ‘เป้าหมายของ BDMS สู่นวัตกรรมทางการแพทย์อย่างยั่งยืน’ ณ ริมคลองคาเฟ่ Mövenpick Hotels & Resorts ถนนวิทยุ โดยในช่วงเริ่มสัมภาษณ์ ดร.พัชรินทร์ ได้เผยหมุดหมายใหม่ของ BDMS ว่าจะมุ่งหน้าสู่ความเป็นเลิศด้าน Health Tech แม้เพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ทาง BDMS ได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงานมาเป็นเวลาหลายปีเพื่อพัฒนานวัตกรรมสุขภาพที่ช่วยส่งเสริมและรักษาสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการดูแลเชิงป้องกัน (Preventive care) เพื่อลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยในแนวคิดการให้บริการแบบ Faster, Better, and Cheaper รวมทั้งเทคโนโลยีที่ช่วยให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ดร.พัชรินทร์ ได้ให้นิยามความยั่งยืนในหัวข้อการสัมภาษณ์นี้ว่าต้องเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกันได้ ทั้งผู้รับบริการ สังคมไทย บุคลากรทางแพทย์ และ BDMS เองด้วย ในการสัมภาษณ์…
08/02/2023
Read More

คุณอาจไม่ได้เป็นคนขี้อาย ชวนเช็กอาการ ‘โรคกลัวการเข้าสังคม’

ใครเคยมีอาการตัวสั่น มือชา ใจเต้นเร็ว พูดไม่ออก หรือมีอาการเสียงสั่น โดยเฉพาะเวลาที่ต้องออกไปพูดต่อหน้าสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน/นักศึกษา ที่ต้องออกไปนำเสนองานหน้าห้อง หรือแม้แต่วัยทำงานที่ต้องนำเสนองานในที่ประชุม อาการเหล่านี้ไม่เพียงแต่รบกวนคุณแต่ยังทำให้บุคลิกและความน่าเชื่อถือของคุณลดน้อยลงด้วย  ซึ่งอาการที่กล่าวมาเป็นอาการปกติที่สามารถเจอได้ทุกคน เมื่อต้องพูดหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นชิน จึงเกิดความตื่นเต้น แต่หากคุณมีอาการเหล่านี้ตลอดเวลา และเป็นมายาวนานหลายเดือนแม้ว่าจะคุ้นชินกับสถานการณ์นั้น ๆ แล้วก็ตาม บางทีคุณอาจจะกำลังเผชิญกับ ‘โรคกลัวการเข้าสังคม’ อยู่ก็เป็นได้ ทำความรู้จัก โรคกลัวการเข้าสังคม โรคกลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder หรือ Social Phobia) เป็นความผิดปกติของจิตใจที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล หรือกลัวการเข้าสังคม ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีปัญหาต่อเมื่อต้องพูดคุยกับผู้อื่น หรือการได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ และกลัวการต้องเข้าสังคมเพราะกังวลว่าจะถูกผู้อื่นมองหรือตัดสินตนเอง ซึ่งแม้จะรู้ว่าความกังวลและความกลัวเหล่านั้นไม่มีเหตุผลอะไร แต่ก็ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของตนเองได้ เป็นคนขี้อายหรือเป็นโรคกลัวการเข้าสังคม ความขี้อายอาจทำให้การเข้าสังคม การเรียน หรือการทำงานยากขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเหมือนกับการเป็นโรคกลัวการเข้าสังคม เพราะความขี้อายอาจหายไปได้เมื่อเกิดความเคยชินกับสถานการณ์นั้น ๆ หรืออาจจะเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่ง หรือเกิดขึ้นกับตัวเฉพาะบุคคลเท่านั้น และอาการนี้จะหายไปเมื่อรู้สึกคลายความตื่นเต้น หรือคุ้นเคยกับผู้คนมากขึ้น อาการของโรคกลัวการเข้าสังคม 1.อาการที่แสดงออกผ่านทางร่างกาย 2.อาการที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ โดยผู้ที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคมมักจะหาทางเลี่ยงสถานการณ์ต่าง ๆ และส่งผลกระทบในชีวิตประจำวันมากมาย เช่น…
08/02/2023
Read More

เปิดตัวเครื่อง “NAEOTOM Alpha CT Scanner” เทคโนโลยีทางการแพทย์สุดล้ำ! ช่วยการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ

ซีเมนส์ เฮลท์ธิเนียร์ส เปิดตัว “NAEOTOM Alpha CT Scanner” เทคโนโลยี Photon-counting เครื่องแรกของโลก! ตอบโจทย์การวินิจฉัยทางการแพทย์แม่นยำสูงสุดครั้งแรกในไทย พร้อมพลิกโฉมเทคโนโลยีการวินิจฉัยทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (8 ก.พ. 65)  บริษัท ซีเมนส์ เฮลท์ธิเนียร์ส ประเทศไทย ผู้นำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นนำของโลก เปิดตัวเทคโนโลยีทางการแพททย์สุดล้ำเครื่องแรกของโลก  “NAEOTOM Alpha CT SCANNER” เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงรุ่นล่าสุด นำเทคโนโลยี “Photon-counting” เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพทางการแพทย์ด้านการแสดงภาพที่ให้ความละเอียดสูง ภายใต้ชื่องาน Siemens Healthineers: Experience the Smart Imaging Value Chain นายบีเยิร์น โบเด็นสไตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีเมนส์ เฮลท์ธิเนียร์ส ประเทศไทย เปิดเผยว่า "เรื่องของ Health Care เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกครอบครัว  หากคนในครอบครัวป่วย การรักษาต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับแพทย์ว่าแพทย์จะให้การรักษาอย่างไร สิ่งที่จะช่วยสนับสนุนแพทย์ได้ก็คือเทคโนโลยี และเทคโนโลยีต่าง…
08/02/2023
Read More

กรนแบบไหน ต้องไปหาหมอ?

การกรนเป็นเรื่องปกติที่พบได้เวลานอน ส่วนใหญ่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และพบได้มากขึ้นในคนที่มีน้ำหนักตัวมาก การกรนมีหลายระดับ คุณอาจเคยได้ยินเพื่อนหรือแฟนของคุณกรนเสียงดังจนนอนไม่หลับ บางคนกรนแบบไล่ระดับเสียงก็มีเหมือนกัน นอกจากการกรนจะเป็นปัญหาต่อการนอนของเพื่อนร่วมห้องแล้ว การกรนบางแบบยังเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่เป็นอันตรายได้ด้วย ทำไมถึงกรน? เสียงกรนที่เราได้ยินกันเป็นผลมาจากการที่ทางเดินหายใจส่วนบนแคบลง เช่น เยื่อบุโพรงจมูกบวมทำให้คัดจมูก กล้ามเนื้อขากรรไกร ลิ้น และเพดานอ่อนหย่อนตัวลงจนปิดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นทางที่ลมหายใจเข้าและออก พอแรงลมถูกดันออกมาก็ต้องผ่านอวัยวะที่หย่อนตัวและเบียดเสียดกันอยู่ เลยทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนและเกิดเสียงกรนขึ้นนั่นเอง ปัจจัยเสี่ยงบางอย่างอาจทำให้คุณกรนได้มากกว่าคนอื่น เช่น นอกจากนี้ ใครที่พ่อแม่หรือพี่น้องนอนกรนก็อาจจะนอนกรนด้วยเหมือนกัน กรนแบบไหนควรไปหาหมอ? การนอนกรนแบ่งได้ 2 แบบ กรนแบบปกติและกรนแบบอันตราย คนส่วนใหญ่มักกรนแบบปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้ตื่นมาเจ็บคอ คอแห้ง นอนหลับได้ไม่เต็มที่ และอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องความสัมพันธ์จากการนอนกรนด้วย ส่วนกรนแบบอันตรายเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ชื่อว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) ลักษณะเป็นการกรน ๆ หยุด ๆ เป็นช่วง โดยช่วงที่หยุดกรนเป็นผลมาจากทางเดินหายใจส่วนบนถูกปิดกั้นทั้งหมด หมายความว่าลมหายใจไม่สามารถผ่านไปได้เลย ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนหยุดไปชั่วขณะ สมองและร่างกายจึงขาดออกซิเจน ความรุนแรงขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่หยุดหายใจ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 5 ครั้ง/ชั่วโมง ในรายที่รุนแรงอาจหยุดหายใจถึง 30 ครั้ง/ชั่วโมงเลยทีเดียว หากเกิดภาวะหยุดหายใจถี่ขึ้นก็ยิ่งเป็นอันตราย เพราะเท่ากับว่าสมองขาดออกซิเจนมากขึ้นเรื่อย…
Young sad attractive caucasian guy holding empty dish and fork isolated on grey background. Copy space and mock up. Blank template background. Reject, rejection concept
08/02/2023
Read More

จริงหรือไม่ อยากผอมต้องงดข้าวเย็น ?

สำหรับคนที่มีเป้าหมายอยากหุ่นดีคงเคยลองสารพัดวิธีที่ช่วยลดหรือควบคุมน้ำหนัก วันนี้ Hack for Health จะมาพูดถึงหนึ่งวิธียอดฮิต ที่เชื่อว่าหลายคนเคยใช้วิธีนี้ในการลดน้ำหนักมาแล้ว นั่นก็คือการงดอาหารเย็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็สามารถลดน้ำหนักได้จริง แต่คุณอาจจะต้องทรมานกับการฝืนร่างกายที่หิวในตอนกลางดึก หรือบางคนอาจมีปัญหาสุขภาพตามมา เราจะมาไขความจริงกันว่าถ้าอยากผอมจำเป็นต้องงดข้าวเย็นจริงหรือไม่ ? ทำไมงดข้าวเย็นถึงผอม ? สาเหตุที่ทำให้คุณผอมหลังจากที่งดข้าวเย็นเป็นเวลาหลายวัน นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ได้รับสารอาหารเข้าไปในร่างกายทำให้ผอมลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งในช่วงกลางคืนหากคุณกินมื้อเย็นหนักก็จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักตามมา คนที่งดข้าวเย็นจึงสามารถลดน้ำหนักได้อย่ารวดเร็วเพราะร่างกายไม่ได้รับแคลอรีเข้าไป แต่ไม่นานน้ำหนักของคุณก็จะคงที่ เพราะการงดข้าวเย็นเป็นการลดน้ำหนักที่ไม่ยั่งยืน หากร่างกายของคุณเคยชินกับการกินอาหารในปริมาณที่น้อย การเผาผลาญของร่างกายก็จะเปลี่ยนไปด้วย ทำให้เผาผลาญได้น้อยลง ที่สำคัญกล้ามเนื้อก็จะลดลงอีกด้วย  และหากคุณเริ่มกลับมากินอาหารหนักอีกครั้ง น้ำหนักของคุณก็จะพุ่งสูงได้อย่างง่ายดาย ผลข้างเคียงจากการงดข้าวเย็น 1. พลังงานและเรี่ยวแรงลดลง อย่างที่บอกไปว่าการงดข้าวเย็นจะทำให้ร่างกายไม่ได้รับแคลอรี และการไม่ได้รับแคลอรีหรือสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ก็จะทำให้คุณรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรงและพลังงานลดลง บางคนอาจมีอาการหน้ามืดร่วมด้วย 2. ทรมานกับความหิว ปกติคนเราจะเคยชินกับการต้องกินข้าวในทุก 3 มื้อ หรือบางคนที่ต้องทำงานตอนดึกใช้พลังงานมาก แค่ 3 มื้ออาจจะไม่พอ และเมื่อคุณงดข้าวเย็นในช่วงแรกร่างกายก็จะไม่เคยชินกลายเป็นรู้สึกหิว ยิ่งดึกก็ยิ่งหิว และเสี่ยงต่อการตบะแตกได้ง่าย คราวนี้จากที่ต้องการงดมื้อเย็นก็จะกลายเป็นตบะแตกในมื้อดึก และการกินในมื้อดึกซึ่งเป็นผลเสียต่อร่างกายแน่นอน เพราะอีกไม่กี่นาทีก็ถึงเวลานอนของคุณแล้ว การกินดึกจะเสี่ยงต่อการอาหารไม่ย่อย เป็นกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องเฟ้อได้ง่าย 3. ร่างกายโหยน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต อย่างที่บอกว่าการงดข้าวเย็นจะทำให้คุณรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง พลังงานต่ำ…
Pleased brunette woman holds small creamy muffin, bakes many desserts for New Year holiday or festive time, demonstrates her culinary abilities, has special occasion, degustates homemade cupcake
08/02/2023
Read More

“กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่” เหตุใดต้องตบท้ายของหวานหลังอาหาร

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินสำนวนสุภาษิต ‘กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่’ หมายถึงการดูถูกผู้ที่มีฐานะทางสังคมต่ำกว่า เพราะบ่าวไพร่ในอดีตไม่มีโอกาสได้กินของหวานต่างจากคนที่มีฐานะสูงกว่านั่นเอง และทุกวันนี้ประโยคดังกล่าวก็กลายมาเป็นพฤติกรรม หรือธรรมเนียมการรับประทานอาหารของผู้คนที่พอกินอาหารมื้อหลักหรืออาหารคาวเสร็จมักจะอยากกินของหวานตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอะไรกันแน่ ? Hack for Health จะพาทุกคนมาเจาะลึกเรื่องนี้กัน ทำไมคนถึงชอบกินของหวาน ต้องบอกว่าคนส่วนใหญ่มักจะชื่นชอบความรู้สึกหลังจากการได้กินของหวานไม่ว่าจะกินในเวลาไหนก็ตาม นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อได้รับน้ำตาลเข้าไปร่างกายจะหลังสารเอนดอร์ฟินและสารเซโรโทนินช่วยคลายเครียดและทำให้รู้สึกอารมณ์ดี มีความสุข นั่นจึงเป็นที่มาว่าเพราะอะไรคนเราถึงอารมณ์ดีทุกครั้งที่ได้กินของหวาน ทำไมอยากกินของหวานหลังมื้ออาหาร สำหรับคนที่ติดการกินของหวานหลังอาหาร อาจไม่ได้อยู่ที่ความชื่นชอบหรือร่างกายเรียกร้องน้ำตาลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยปัจจัยที่ทำให้คนคุ้นชินกับการกินของหวานหลังอาหารมีดังนี้ 1.ติดเป็นนิสัย เรียกได้ว่าคนไทยมักจะคุ้นเคยกับการกินอาหารคาวเสร็จแล้วต้องกินของหวานมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงโต๊ะจีน หรืองานเลี้ยงทำบุญต่าง ๆ จะต้องมีของหวานตบท้ายให้ได้ล้างปากเสมอ หรือแม้แต่หลายคนอาจคุ้นเคยความรู้สึกในวัยเด็กที่ของหวานเป็นเหมือนของขวัญหรือรางวัลที่ได้รับจากพ่อแม่ ทำให้ติดนิสัยต้องกินของหวานเพื่อให้ตนเองรู้สึกดี หากไม่ได้กินของหวานหลังมื้ออาหารก็จะรู้สึกแปลก ๆ ซึ่งความเคยชินเหล่านี้ทำให้หลายคนชอบซื้อขนมติดบ้าน หรือติดโต๊ะทำงานเอาไว้เพื่อให้ง่ายต่อเวลาที่ต้องการกินด้วย 2.กินอาหารหลักไม่เพียงพอ หากในมื้ออาหารนั้น ๆ คุณกินอาหารไม่เพียงพอต่อที่ร่างกายควรได้รับ ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin Hormone) หรือฮอร์โมนความหิวก็จะส่งสัญญาณให้ร่างกายคุณรับรู้ และต้องการจะกินอาหารเพิ่มเติมเข้าไปอีก และของหวานก็เป็นอาหารที่กระตุ้นความอยากอาหารได้ดี วิธีแก้คือควรรับประทานอาหารให้มากขึ้น และเน้นเป็นอาหารกากใย เช่น ผลไม้ พืชตระกูลถั่ว และอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอต่อร่างกายเพื่อเพิ่มความอิ่ม ขณะเดียวกันก็มีข้อควรระวังสำหรับกรณีนี้เช่นกัน เพราะบางคนอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องฮอร์โมนเกรลินที่เพิ่มขึ้นแต่ระดับฮอร์โมนเล็ปติน (Lebtin Hormone) หรือฮอร์โมนความอิ่มลดลง สาเหตุมาจากความเครียด…
08/02/2023
Read More

ผักอะไรบ้างที่คุณไม่ควรกินดิบ

ผักเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่หลายคนอาจเคยได้ยินกันมาบ้างว่ามีผักบางชนิดที่ไม่ควรกินดิบ เพราะอาจส่งเสียต่อสุขภาพได้ ซึ่งข้อมูลนี้เป็นเรื่องจริง ผักที่ Hack for Health จะมาเล่าในบทความนี้ บอกเลยว่าใกล้ตัวคุณมาก ๆ ผัก 4 ชนิดที่คุณไม่ควรกินดิบ มาดูกันว่าจะมีผักชนิดไหนบ้าง แล้วทำไมถึงไม่ควรกินดิบ ถ้ากินแล้วจะเกิดอะไรขึ้น 1. กะหล่ำปลีดิบ กะหล่ำปลี น่าจะเป็นหนึ่งในผักที่หลายคนรู้มาบ้างแล้วว่าไม่ควรกินดิบ สาเหตุก็เพราะว่ากะหล่ำปลีมีกรดออกซาลิก (Oxalic acid) ซึ่งสามารถไปจับกับแคลเซียมและธาตุเหล็กที่อยู่ในทางเดินอาหารและไต แม้ว่าร่างกายของคุณสามารถกำจัดกรดชนิดนี้ผ่านการขับถ่าย แต่ถ้าคุณกินมากไป ร่างกายอาจขับออกไม่ทันจนเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในไตได้ นอกจากกะหล่ำปลีแล้ว ผักอีกหลายชนิดก็มีกรดออกซาเลตด้วยเช่นกัน อย่างกะหล่ำดอก ผักโขม คะน้า ผักกาด บร็อคโคลี เคล และผักน้ำ 2. ถั่วงอกดิบ ถั่วงอกดิบเป็นผักเคียงที่พบได้ในหลายเมนู ทั้งก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ผัดไทย และหอยทอด ซึ่งถั่วงอกเป็นอาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นหลายชนิด แต่การกินถั่วงอกดิบอาจทำให้คุณได้รับสารปนเปื้อนต่อไปนี้ได้ 3. ถั่วฝักยาวดิบ สัมผัสความกรอบของถั่วฝักยาวอาจเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับผักชนิดนี้คือมียาฆ่าแมลงปนเปื้อนสูงมาก การได้รับยาฆ่าแมลงอาจทำให้เกิดภาวะเป็นพิษ ปวดท้อง ตะคริวที่ท้อง คลื่นไส้อาเจียน และเวียนศีรษะ…
07/02/2023
Read More

ทำไมการทำงานหนักถึงฆ่าคุณได้?

‘งานหนักไม่เคยฆ่าใคร’ จากคำคมให้กำลังใจสู่คำเสียดสี เมื่อข่าวคนเสียชีวิตจากการทำงานหนักพบได้มากขึ้นทุกปี ทั้งในไทยและทั่วโลก ซึ่งตอกย้ำความเท็จของความเชื่อดังกล่าวให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในยุคสมัยที่ผู้คนแข่งขันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่อาจต้องแลกมาด้วยสุขภาพและชีวิต โดยที่ไม่ทันได้เห็นความสำเร็จ
06/02/2023
Read More

ไม่ชอบผัก ไม่ผิดที่เรา! ผลการศึกษาชี้ไม่ชอบกินผักอาจมาจาก ‘พันธุกรรม’

ผักขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะเต็มไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่ร่างกายต้องการ ซึ่งหลายคนก็กินผักได้ปกติ แต่เชื่อว่ารอบตัวทุกคนต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่ ‘ไม่ชอบกินผัก’ โดยรสชาติความขมของผักเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คนไม่ชอบกินผัก แม้จะรู้ว่ามีประโยชน์ก็ตาม ‘ไม่เห็นจะขมเลย’ น่าจะเป็นคำพูดที่คนไม่กินผักเคยได้ยินจากคนรอบตัว แต่รู้รึเปล่าว่าความสามารถในการรับรสขมของคนเราแตกต่างกัน พันธุกรรม รสขม และคนไม่ชอบกินผัก พันธุกรรม (Genetics) ส่งผลให้มนุษย์เรามีหน้าตารูปร่างที่ต่างกัน รวมถึงการรับรสด้วย ในปี 2019 มีผลการศึกษาที่คาดว่าส่วนหนึ่งของคนที่ไม่ชอบกินผักอาจเป็นผลมาจากพันธุกรรม ซึ่งสารพันธุกรรมบางอย่างจะทำให้บางคนรับรู้รสขมในผักและอาหารได้มากกว่าคนอื่น  โดยปกติ มนุษย์เราจะสืบทอดพันธุกรรมในการลิ้มรสที่ชื่อ TAS2R38 ซึ่งพันธุกรรมนี้จะมี 2 ตัวแปรด้วยกัน คือ AVI และ PAV ในแต่ละคนจะมีชุดตัวแปรที่ต่างกัน ทำให้การรับรสของเราแตกต่างไปกันด้วย เช่น ไม่ใช่แค่ผักเท่านั้นที่คนกลุ่มนี้อาจไม่ชอบกิน แต่ยังรวมถึงอาหารหรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีรสขม อย่างกาแฟ โกโก้ หรือแม้แต่เบียร์ จากการสำรวจความถี่พฤติกรรมการกินของคนจำนวน 175 คน ซึ่งส่วนหนึ่งของคนที่มีตัวแปรดังกล่าวไม่ค่อยกินผัก เลยอาจเป็นไปได้ว่าพันธุกรรมด้านการรับรสส่งผลให้คนไม่ชอบกินผัก แต่นอกจากความขมแล้ว การที่คนไม่ชอบกินก็มาจากเหตุผลอื่นได้…
06/02/2023
Read More

ลดไขมันเฉพาะส่วน เรื่องลวงที่คนหลงเชื่อ วิธีลดไขมันที่ได้ผลจริงต้องทำยังไง?

การลดไขมันเฉพาะส่วนเป็นความเชื่อที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินกันมาบ้าง คนที่เชื่อมักจะออกกำลังกายด้วยท่าเดิมซ้ำ ๆ เพื่อหวังว่าแขนที่ย้วยจะดูเล็กลงด้วยการยกดัมเบลล์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือการซิทอัปอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้พุงยุบ แต่เรื่องนี้เป็นเพียงความเชื่อ ไม่ใช่เรื่องจริง Hack for Health จะมาเล่าว่าทำไมเราถึงไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ พร้อมวิธีลดไขมันที่ใช้ได้จริง ลดไขมันเฉพาะส่วน เรื่องลวงที่คนหลงเชื่อ ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายเฉพาะส่วนมากแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถลดไขมันที่สะสมอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของคุณได้ ยกเว้นว่าคุณจะเข้ารับการดูดไขมันหน้าท้องที่คลินิกเสริมความงาม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและเสี่ยงที่จะกลับมาอ้วนได้ หากไม่ดูแลตัวเอง ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมเราถึงไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ก็เพราะว่ากล้ามเนื้อกับไขมันมีหน้าที่ต่างกัน โดยในระหว่างที่คุณออกกำลังกายและร่างกายต้องการพลังงานมากขึ้น ไขมันสะสมจะถูกดึงมาจากหลาย ๆ ส่วนและถูกแปลงเป็นพลังงานเพื่อนำมาใช้ในการเคลื่อนไหว วิธีลดไขมันที่ใช้ได้จริง? การลดไขมันสะสมสามารถทำได้หลายวิธี เช่น 1. คาร์ดิโอ คาร์ดิโอเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจและการสูบฉีดเลือด ซึ่งช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี คุณสามารถเลือกได้เลยว่าจะ คาร์ดิโอหนัก หรือ คาร์ดิโอนาน เพราะทั้งสองรูปแบบสามารถช่วยไขมันได้ โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการคาร์ดิโอเพื่อสุขภาพ คือ 20–60 นาที ตัวอย่างการคาร์ดิโอ: เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และกระโดดเชือก 2. การออกกำลังกายกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญระหว่างวัน โดย Bodyweight Training และ Weight Training เป็นวิธีหลักในการช่วยสร้างกล้ามเนื้อ…
03/02/2023
Read More

ยิ่งอายุมากยิ่งไม่มีความสุข คุณอาจกำลังเจอกับ ‘วิกฤติวัยกลางคน’

ในแต่ละช่วงวัยของมนุษย์มักมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นและเกิดความเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่รูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่ยังหมายรวมถึงความรู้สึกนึกคิดกังวล และความแข็งแรงของร่างกายที่เริ่มถดถอยตามอายุ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นปกติที่ทุกคนต้องเจอ แต่สำหรับบางคนอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนกระทบกับการใช้ชีวิต เราเรียกอาการเหล่านี้ว่า ‘วิกฤติวัยกลางคน’ วิกฤติวัยกลางคน (Midlife Crisis) คืออะไร วิกฤติวัยกลางคน คือ ช่วงวัยที่คุณรู้สึกสับสนกับตัวเอง ไม่มีความสุข และกระวนกระวายใจกับทุกความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายและปัญหาอื่น ๆ จนหมกมุ่น โดยอาการนี้จะเกิดขึ้นในช่วงอายุ 40-60 ปี และเกิดขึ้นได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด คุณอาจเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับความอ่อนแกของร่างกายตนเอง จากที่แต่ก่อนเคยทำงานได้เยอะกว่านี้ แต่ตอนนี้กลับทำได้น้อยลงเนื่องจากอายุที่มากขึ้น และเริ่มถามหาเป้าหมาย ความมั่นคงต่าง ๆ ในชีวิตของตนเอง หรือเริ่มมีความรู้สึกกังวลกับสุขภาพร่างกายไปจนถึงคิดว่าตนเองเริ่มแก่แล้วกลัวว่าจะใกล้ถึงเวลาต้องเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ อาการเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดความเครียดและภาวะซึมเศร้าตามมาได้ วิกฤติวัยกลางคนเกิดจากอะไร เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุที่มากขึ้น ร่างกายของคุณก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง และอาจประสบกับปัญหาสุขภาพที่มักพบในคนที่มีอายุมาก ผู้หญิงจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เลยทำให้ฮอร์โมนแปรปรวนส่งผลต่ออารมณ์ที่อาจจะไม่คงที่ ในขณะที่ผู้ชายอาจพบว่าฮอร์โมนเพศชายลดลง ทำให้เกิดอาการเศร้า นอนหลับยาก และความต้องการทางเพศลดลง หลายคนเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุกลางคน สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนแปลงนั่นคือ ช่วงวัยนี้ลูก ๆ ของคุณอาจเริ่มออกไปใช้ชีวิตด้วยตนเอง ซึ่งคุณต้องเผชิญกับความรู้สึกที่ต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงนี้ หรือบางคนอาจเกิดภาวะเครียดกับการต้องดูแลพ่อแม่ที่อยู่ในวัยชรา และอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดอาการของวิกฤติวัยกลางคนได้ นั่นคือ ปัญหาการหย่าร้าง…

PR Partners

See All
26/12/2025
Meechok Dechpokasup | 2 days ago
Read More

Huawei Cloud ครองตำแหน่งผู้นำจากรายงาน Omdia พร้อมขึ้นอันดับ 1 ด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม

กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2568 – Omdia ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด Omdia Universe: Global Cloud Service Provider, 2025 โดยจัดให้ หัวเว่ย คลาวด์ อยู่ในกลุ่ม ผู้นำ (Leader) ทั้งในด้านศักยภาพของโซลูชัน รวมถึงด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกให้ หัวเว่ย คลาวด์ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการจากจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ในรายงานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ย คลาวด์ในการพัฒนาบริการคลาวด์ที่สามารถปรับขยายได้ (scalable)