รีวิว OnePlus 10 Pro 5G กับกล้องตัวแรงของ Hasselblad จากการเอาไปใช้จริง 1 สัปดาห์ !

OnePlus 10 Pro 5G ! สมาร์ตโฟนเรือธงตัวล่าสุดจากทาง OnePlus ในปีนี้ก็ยังคงร่วมมือกับทาง Hasselblad บริษัทกล้องสัญชาติสวีเดนเพื่อทำกล้องสมาร์ตโฟนระดับเรือธงอีกครั้งหนึ่ง แล้วรุ่นใหม่นี้จะมีทีเด็ดอะไรบ้าง เรามาแบไต๋กันเลยครับ

ตอนที่แบไต๋ได้รีวิว OnePlus 9 Series ที่ได้แกะกล่องรีวิวควบทั้ง 2 รุ่น เป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่ได้จับมือกับ Hasselblad ไป เราก็ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับแบรนด์กล้องระดับโลกนี้ไว้บ้างแล้ว แต่ครั้งนี้ผมขอถือโอกาสลงลึกให้คุณผู้ชมรู้จักแบรนด์กล้องถ่ายภาพระดับโลกนี้กันเพิ่มครับ

โดย Hasselblad เป็นแบรนด์กล้องที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1841 ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นู่นแหน่ะครับ ก่อตั้งโดยนาย Victor Hasselblad นับเป็นแบรนด์กล้องระบบ Medium Format แบรนด์แรกของโลก กับรุ่น 1600F และเป็นที่เป็นที่รู้จักในด้านความละเอียดของภาพที่ยอดเยี่ยม การออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียที่แค่ถือก็ดูเท่ พร้อมนำไปถ่ายภาพทุกประเภท ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากช่างภาพมืออาชีพให้เก็บภาพประวัติศาสตร์หรือบุคคลดังระดับโลกไว้มากมาย

โดยเฉพาะกับภารกิจอะพอลโล่ 11 ที่กล้อง Hasselblad 500C พร้อมเลนส์ Zeiss Planar 80mm f/2.8 C ได้รับเลือกจาก NASA ให้ไปบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เก็บภาพรอยเท้าของ Neil Armstrong ก้าวแรกของมนุษย์บนดวงจันทร์ เพื่อเก็บหลักฐานว่าภารกิจ Apollo 11 นั้นผ่านไปด้วยดีและมีมนุษย์ขึ้นไปฝากรอยเท้าไว้บนดวงจันทร์แล้ว ทำให้กล้อง Hasselblad ได้สร้างตำนานเอาไว้อย่างแท้จริง

ล่าสุดเมื่อปีที่แล้วนี้เอง OnePlus ก็ได้ไปจับมือกับ Hasselblad เพื่อพัฒนากล้องสำหรับสมาร์ทโฟน OnePlus 9 Series และ OnePlus 10 Series โดยได้นำเอาเทคโนโลยีสีที่แม่นยำ Hasselblad Natural Color Solution หรือ HNCS เอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ มาทำให้ภาพได้สีสันดูเป็นธรรมชาติให้ตรงกับสีที่ตาเราเห็นมากขึ้น มีกลิ่นอาย เอกลักษณ์ของแบรนด์ Hasselblad ด้วย

กล้อง

ไหนๆ เราก็พูดถึงเรื่องกล้องที่ได้ร่วมมือกับ Hasselblad แล้ว เรามาดูเรื่องกล้องของเจ้า OnePlus 10 Pro 5G กันดีกว่าครับ โดยกล้องหลังของ OnePlus 10 Pro เครื่องนี้ มีเลนส์หลักขนาด 48 ล้านพิกเซล f/1.8 เป็นเซนเซอร์ของโซนี่ IMX789 ครับ ข้าง ๆ ก็จะเป็นเลนส์มุมกว้างขนาด 50 ล้านพิกเซล ที่สามารถถ่ายได้สูงสุดถึง 150° เลยด้วยครับ แล้วก็ด้านล่างนี้เป็นเลนส์ซูม 3.3 เท่า และซูมดิจิทัลได้สูงสุด 30เท่า ขนาด 8 ล้านพิกเซล f/2.4 ครับ โดยทั้งเลนส์หลักและเลนส์ซูม ต่างมีระบบกันสั่นแบบ OIS ทั้งคู่เลยครับ

เรามาเริ่มกันที่ภาพถ่ายทั่วไปกันก่อนเลยดีกว่า กล้องหลักสามารถเปิดทั้ง HDR และ AI เพื่อตรวจจับวัตถุในภาพ ให้ภาพที่ถ่ายได้สีที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและมีไดนามิกมากขึ้น รวมถึงยังสามารถถ่ายภาพในย่านสี 10 บิต หรือถ่ายได้เป็นพันล้านสีเลย ! ทาง OnePlus เขาเรียกฟีเจอร์นี้ว่า OnePlus Billion Color Solution ภาพที่ได้จะมีสีตรงตามมาตรฐาน DCI-P3 ด้วยนะครับ อ้อ แต่ต้องเปิดเองในการตั้งค่ากล้องถ่ายรูป และสามารถใช้ได้แค่ในโหมดภาพถ่ายปกติและโหมดกลางคืนเท่านั้นนะครับ

ภาพที่ถ่ายได้มาโดยปกติจะมีความละเอียดอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซลครับ แต่ถ้าเราอยากจะถ่ายภาพมี่มีรายละเอียดเยอะ ๆ ก็สามารถเปิดโหมด 48 ล้านพิกเซลได้ด้วยนะ ภาพที่ได้ก็จะมีรายละเอียดที่มากขึ้น ในขณะที่ยังสามารถเปิด HDR และ AI ได้ตามปกติเลยด้วยครับ

สามารถถ่ายมุมกว้างได้ที่ระดับ 0.6x แต่ถ้าอยากได้ภาพกว้างมากๆ สามารถเปิดโหมด 150 องศาได้ (ภาพมุมกว้าง และ 150 องศานั้นจะไม่มีการปรับสีผ่าน AI ของกล้อง ซึ่งอาจจะทำให้สีของภาพแตกต่างจากการถ่ายด้วยการซูม 1 เท่าได้)

  • กล้องซูม Optical สามารถถ่ายได้ 3.3 เท่า แต่ซูมเข้าได้มากสุดที่ 30 เท่า (สามารถหวังผลการซูมที่ 1 เท่า 3 เท่า และ 10 เท่าได้ แต่ 30 เท่านั้นอาจจะยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่)
  • Night Mode สามารถสไลด์ไปเปิดได้เลย ใช้เวลาในการถ่ายที่แตกต่างกันไป (ถ่ายกลางคืนจากมืดสนิทได้ดีมาก แต่ควรมีขาตั้งกล้องเพื่อให้ได้ภาพที่คมชัด แต่สามารถขุดแสงให้อยู่ในภาพได้ดีมาก ถ้ามีแหล่งกำเนิดแสงน้อย (ภาพที่ 2) ภาพที่ได้จะค่อนข้างสว่าง สวยงาม)
  • โหมด XPAN จากใน Hasselblad XPAN ก็มีให้ถ่ายด้วย (โหมดนี้กองบก.ของเราชอบเป็นพิเศษเลยครับ เพราะว่าสามารถถ่ายภาพที่อัตราส่วน 65:24 และจัดวางภาพถ่ายให้เป็นภาพแนวสตรีทได้ แล้วยังสามารถปรับเป็นภาพสี-ขาวดำได้ รวมถึงยังปรับรูรับแสงก่อนถ่าย เพื่อให้ได้ความรู้สึกที่เราต้องการได้ด้วย สวยงามเหมือนใช้กล้อง Hasselblad XPAN จริง ๆ)
  • โหมดโปรที่มีตัวเลือกให้เลือกเยอะมาก ตั้งได้ทุกอย่างแถมยังดูกราฟสีได้ด้วย
  • กล้องหน้าขนาด 32 ล้านพิกเซล อยู่ด้านมุมบนซ้ายของจอ เวลาถ่ายจะได้ภาพที่เต็มความละเอียดเลยไม่ต้องปรับเพิ่ม
  • Portrait Mode ทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า สามารถตั้งค่าการเบลอฉากหลัง ด้วยการตั้งค่า f/ ได้ตั้งแต่ก่อนถ่าย ตั้งแต่ f 1.4 – f 16 (การละลายหลังสามารถทำได้ค่อนข้างดีมาก แต่ถ้าอยู่ในระยะที่ออกห่างมากขึ้น จะทำให้พื้นหลังบางส่วนยังไม่ถูกตัดออกไป)

สำหรับการถ่ายวิดีโอนั้น กล้องหลังสามารถถ่ายวิดีโอได้ความละเอียดสูงสุดถึง 8K เลยครับ ! แต่จะถ่ายได้แค่ 24fps เท่านั้น เรียกว่าเท่ากับเฟรมเรทของภาพยนตร์เลย ส่วนความละเอียด 4K จะสามารถถ่ายได้สูงสุดที่ 120 fps ครับ แต่ 720p และ 1080p จะถ่ายได้สูงสุดแค่ 60 fps ซะอย่างนั้น

ส่วนอีกโหมดนี้ จะเห็นได้ว่าภาพที่ได้จะมีความนิ่งพอสมควรเลย เพราะว่าได้เปิดโหมด Ultra Steady เอาไว้ด้วยนั่นเองค่ะ แต่ก็จะโดนลดความละเอียดเหลือแค่ 1080P 60fps เท่านั้นนะคะ

ส่วนการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าเอง ก็ถ่ายได้สูงสุดที่ 1080p 30 fps เท่านั้น แต่จะมีข้อดีที่สามารถถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอได้เลย รวมถึงสามารถเปิด Ultra Steady ของกล้องหน้าได้เช่นเดียวกัน

เรามาดูที่รอบตัวเครื่องบ้างดีกว่าครับ เพราะว่าด้านหลังตัวเครื่องนี้เป็นกระจกนะครับ ใช้ Gorilla Glass 5 แต่มีการขัดเพื่อให้เป็นแบบด้าน ทำให้จับถนัดมือและไม่เป็นรอยนิ้วมือง่ายด้วยครับ สีที่ผมถืออยู่นี้เรียกว่า Volcanic Black ออกดำเขม่าหม่น ๆ หน่อย โดยจะมีสี Emerald Forest ที่จะออกไปทางสีเขียวเข้ม ๆ ด้วยนะครับ แต่ยังไม่มีวางจำหน่ายในไทย ต้องรอติดตามทาง OnePlus ว่าจะนำเข้ามาไหม ต่อมาก็จะเป็นกล้องด้านบนครับ ที่จะมีกล้องอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ตัว ที่อธิบายเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ กับแฟลชคู่ด้านล่างซ้ายครับ

แต่ที่น่าสนใจคือตรงแฟลชของมันนี่แหละครับ ที่มีตัวอักษรว่า P2D50T อ้าวแล้วมันย่อมาจากอะไรกันล่ะ เราเลยไปถามทาง OnePlus มา เขาอธิบายว่า P ย่อมาจาก Phone Platform , 2 ย่อมาจาก 2nd Generation Product หรือ “อุปกรณ์รุ่นที่ 2 (ที่ร่วมทำกับ Hasselblad)” D ย่อมาจาก Digitl Camera 50 ย่อมาจาก กล้องหลังความละเอียดสูง 50 ล้านพิกเซล และ T ย่อมาจากกล้องสมาร์ตโฟนแบบ 3 ตัวนั่นเองครับ แหม่ Abstract ซะจริง ๆ

วัสดุรอบตัวเครื่องจะเป็นกรอบโลหะเคลือบนะครับ ส่วนด้านบนของตัวเครื่องจะมีไมค์โครโฟน 1 ตัว อันนี้ไว้ตัดเสียงรบกวน ต่อมาข้างซ้ายก็จะเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ด้านล่างจะเป็นช่องเสียบซิมซึ่งสามารถใส่ได้ 2 ซิมเลยด้วยครับ (แกะให้ดู) แต่เท่าที่เห็นก็คือไม่สามารถใส่ SD Card เพิ่มได้นะครับ อันนี้น่าเสียดายจริง ๆ ไมโครโฟน แล้วก็ตรงนี้เป็นช่อง USB-C อันนี้เป็น USB 3.1 GEN1 นะครับ

ส่วนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือด้านขวาครับ นอกจากจะมีปุ่มปิด-เปิดเครื่องตามปกติแล้ว ก็จะมีนี่ด้วย Alert Slider ที่เราสามารถสไลด์เพื่อเปลี่ยนโหมดเสียงได้ง่าย ๆ ไม่ต้องสไลด์จากจอแต่อย่างใดเลย เรียกว่าเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของทาง OnePlus เลยนะครับ ใครที่ชอบฟีเจอร์นี้บอกเลยว่ารุ่นนี้ก็มาเช่นเดียวกัน

ส่วนหน้าจอของ OnePlus 10 Pro 5G นั้นมีความละเอียด Quad HD+ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว แถมยังเป็นจอนุ่มแบบ LTPO ย่อมาจาก Low-Temperature Polycrystalline Oxide ที่สามารถปรับ Refresh Rate ได้ตั้งแต่ 1 – 120Hz ด้วยนะครับ รองรับ HDR 10+ ที่พร้อมดูภาพที่ถ่ายแบบ 10 bit ที่ถ่ายมาได้อีกต่างหาก จัดเต็มสุด ๆ เลยแบบนี้

ด้วยจอที่จัดเต็ม การแสดงผลบน YouTube ก็จัดเต็มไปด้วยเลย โดยแสดงผลได้เต็มความละเอียด 4K รวมถึงยังแสดงผลแบบ HDR ได้อย่างเต็มที่ ให้จอสว่างได้เต็มที่ 1,300 nits เลยครับ

นอกจากนั้นบนจอก็ยังมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบออปติคอล หรือแบบแสง ให้เราสามารถปลดล็อคหน้าจอได้แบบง่าย ๆ ด้วยนะครับ แบบนี้เลย

พูดเรื่องภาพแล้วเรามาพูดเรื่องเสียงกันบ้างดีกว่าครับ โดยจะเป็นลำโพงคู่ที่จะดังคู่กันร ะหว่างลำโพงด้านล่าง กับสปีกเกอร์โฟนด้านบนเล็ก ๆ นี่แหละครับ ลำโพงคู่สองตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นสเตอริโอให้แก่กัน มาพร้อมกับ Dolby Atmos ที่จะให้เสียงที่มีมิติมากขึ้น รวมถึงการตั้งค่า Dolby Atmos นี้ก็มีอยู่ในซอฟต์แวร์ของเครื่องเลยครับ จะปรับโหมดตามสถานที่ หรือตามสถานการณ์ก็ได้เลย แต่แม้จะเสียงดังดี แต่เสียงเบสยังค่อนข้างน้อย เวลาฟังจะรู้สึกแบน ๆ นิดหน่อย รวมถึงฟีเจอร์นี้ไม่สามารถปิดได้ถ้าเปิดลำโพงด้วย ซึ่งก็สามารถแก้ได้ด้วยการเชื่อมต่อหูฟังครับ โดยเราจะใช้นี่เลย OnePlus Buds Pro ที่จะสามารถปิดการใช้งาน Dolby Atmos ได้ตามที่เราต้องการครับ

สเปก

OnePlus 10 Pro 5G เครื่องนี้ ก็ตามรุ่นความโปรของเขานี่แหละครับ เพราะว่าเล่นยัดสเปคมาจัดเต็ม กับ CPU Snapdragon 8 Gen 1 ที่ประหยัดแบตเตอรี่กว่ารุ่นก่อนหน้า แล้วยังพา 5G ที่ความเร็วอินเทอร์เน็ตเร็ว-แรงมาด้วย !

ส่วนความจุของตัวเครื่องในไทยจะมีวางจำหน่ายเฉพาะรุ่น แรม 12GB และหน่วยความจำ 256 GB ครับ

ร่ายสเปกกันเสร็จแล้ว เราลองมาดูผลการทดสอบบ้างดีกว่า โดยผลการทดสอบจาก Geekbench 5 ได้คะแนน Single Core อยู่ที่ 806 คะแนน และ Multi Core ที่ 3194 คะแนน เร็วแรงตามมาตรฐาน Flagship ของปีนี้จริงๆครับ

ส่วนการทดสอบด้านกราฟิกบน 3Dmark ชุด Wildlife Stress Test ที่ทดสอบกราฟิกต่อเนื่องไป 20 นาที ก็ทำคะแนนสูงสุดที่ 9,568 คะแนน และต่ำสุดอยู่ที่ 6,153 คะแนน ความนิ่งของคะแนนอยู่ที่ 64.3% ซึ่งต้องบอกกันตรงนี้เลยว่ายังคงมีปัญหาเรื่อง CPU Throttling อยู่บ้างครับ แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นปัญหาของ CPU รุ่นนี้ด้วยเช่นกัน

ทดสอบเสร็จเราลองมาลงสนามจริงเลยดีกว่าครับ กับเกมที่ใช้สเปคสูงอย่าง Genshin Impact ที่เราได้ปรับสูงสุด และเปิดโหมด 60 fps ไปด้วย สามารถเล่นได้ลื่นเลยนะครับ เอาไปเคลียร์คอมมิชชั่น เคลียร์เรซิ่นก็สบายหายห่วงเลยครับ แต่เครื่องก็จะค่อนข้างร้อนหน่อย ถ้าอยากให้เล่นลื่น ๆ สบาย ๆ ลองปรับแค่สูงแทน ก็จะเล่นลื่นกว่าเยอะเลยครับ

ไหน ๆ เราพูดถึงการเล่นเกมแล้ว ก็ต่อด้วยเรื่องแบตเตอรี่เลยดีกว่าครับ เพราะแบตเตอรี่รุ่นนี้ก็ใส่เต็มมาถึง 5,000 mAh แล้วยังให้ระบบชาร์จเร็วแบบ SUPERVOOC ที่ 80W อีกต่างหาก ส่วนการชาร์จไร้สายก็สามารถชาร์จได้สูงสุด 50W ผ่าน AirVOOC ด้วย โอ้โห จะเอาเร็วไปไหนเนี่ย กองบก.เราจับเวลามาให้แล้ว สามารถชาร์จจาก 0 ไป 50 ได้ภายในเวลาแค่ 22 นาทีเท่านั้นเองครับ

และเหมือนอย่างเคยครับ ที่ OnePlus 10 Pro 5G เครื่องนี้ยังคงใช้ Software เป็น OxygenOS 12.1 ที่มีพื้นฐานบน Android 12 อยู่ครับ การใช้งานต่าง ๆ ยังคงมีความเป็น Google เพียว ๆ ผสมอยู่เหมือนเดิมเลยครับ นอกจากนี้ ฟีเจอร์การ Customize ต่าง ๆ ยังคงจัดเต็มเหมือนเดิมด้วยครับ จะเปลี่ยนสี UI ก็ทำได้ตามใจเลย

ข้อสังเกต

ต่อไปก็จะเป็นข้อสังเกต ที่กองบรรณาธิการแบไต๋ของเรา ได้สลับเอา OnePlus 10 Pro 5G นี้ไปใช้เป็นเครื่องหลักกว่า 1 สัปดาห์ เขาก็เอาไปใช้งานหนักจริง เอาไปเที่ยวจริงมาด้วย ! ก็ได้ข้อสังเกตมาดังนี้เลยครับ

เพราะกองบก.เราเอาไปเที่ยวมาจริง ๆ ก็เลยได้ถ่ายรูปสถานที่จริง แล้วไปเจอมากับตัวเองว่า กล้องของมันสู้แดดประเทศไทย (โดยเฉพาะหน้าร้อนแบบนี้) ไม่ไหวจริง ๆ ครับ พอเอาไปใช้ถ่ายรูปกลางแดดนาน ๆ แล้วเครื่องร้อนขึ้นมาจนจอหรี่เลย แถมแอปกล้องยังแอบกระตุกตอนร้อนด้วย

วิดีโอกล้องหน้าของ OnePlus 10 Pro 5G ถ่ายได้สูงสุดแค่ 1080p เท่านั้น แล้ว OnePlus เองเขาบอกไว้กระทั่งบนเว็บของเขาเลยนะครับ ! ถึงจะสามารถเล่นฟีเจอร์อื่น ๆ ได้เยอะ แต่กับสมาร์ตโฟนเรทราคา 30000 กว่าบาทนั้นควรจะถ่าย 4K ได้ซะหน่อยน้า

รีวิวที่ดีต้องมีราคา

และเหมือนเดิมว่ารีวิวที่ดีต้องมี ราคา ! OnePlus 10 Pro 5G สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดที่พัฒนากล้องร่วมกันกับ Hasselblad นี้มีราคาอยู่ที่ 35,990 บาท ! วางจำหน่ายในไทยตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคมนี้แล้ว ! รายละเอียดเพิ่มเติมตามไปอ่านได้ที่แคปชั่นเลยครับ วันที่ 7 นี้เตรียมไปซื้อกันได้เล้ย !

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save