รีวิว OPPO Reno8 Series 5G สมาร์ตโฟนสายกล้องปลายปี ถ่ายคนสวยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือถ่ายได้ถึงค่ำ !

นี่คือ OPPO Reno8 5G และ Reno8 Pro 5G สมาร์ตโฟนรุ่นกลางสายกล้องรอบปลายปีจาก OPPO วันนี้ ผมหนุ่ย พงศ์สุข จะมาเจาะลึกถึง Oppo Reno 8 เครื่องนี้กัน ว่า Reno Series รอบปลายปีนี้มีอะไรให้ว้าวกันบ้าง !

กล้อง

เริ่มต้นกันด้วยฟีเจอร์ชูโรงอย่างกล้องถ่ายภาพของเขากันก่อนเลย Oppo Reno 8 เครื่องนี้ มีเลนส์หลักขนาด 50 ล้านพิกเซล f/1.8 ที่มาพร้อมกันสั่นแบบ OIS เป็นเซนเซอร์ตัวเรือธงของโซนี่กับ IMX766 ครับ ถัดลงมาด้านล่างเป็นเลนส์มุมกว้าง ขนาด 8 ล้านพิกเซล f/2.2 และถ่ายภาพได้กว้างสุดที่ 112˚และเล็ก ๆ มุมบนขวานี้เป็นเลนส์มาโครขนาด 2 ล้านพิกเซล ส่วนด้านล่างของเลนส์มาโครนี้คือแฟลชคู่นะครับ ส่วนกล้องหน้านั้นเป็นแบบเจาะรู ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล f/2.4 อยู่ด้านมุมบนซ้ายของจอ เป็นเซนเซอร์ Sony IMX709 ถือว่าเป็นเซ็นเซอร์แฟลกชิปคู่เลย กับ Sony IMX766 และ IMX709

ส่วน Oppo Reno 8 Pro ก็ใช้เซนเซอร์เดียวกันเลย แต่มีชิปประมวลผลภาพ MariSilicon X ที่อยู่ในเรือธง OPPO Find X5 Pro เพิ่มเข้ามาให้ถ่ายภาพ และวิดีโอเวลากลางคืนได้ดีขึ้น เดี๋ยวเรื่องนี้ ผมขออธิบายพร้อมให้คุณผู้ชม ดูหน้าหล่อ ๆ ของนายแบบ นิก กัคช์ เลยครับ

จุดเด่นของ OPPO Reno8 รอบนี้ ก็คือการถ่าย Portrait ในเวลากลางคืน หรือ Night Portrait นี่แหละครับ ที่ไม่ว่าจะสภาพแสงไหน ก็ถ่ายภาพ Portrait ได้สวย และสว่างได้ทุกสถานการณ์จริง ๆ ถ้าเทียบภาพกันเองระหว่างรุ่น Reno 8 และ Reno 8 Pro ภาพจาก OPPO Reno 8 Pro จะมีการเก็บรายละเอียดได้ดีกว่า และถ่ายได้สว่างกว่า จากการทำงานของชิป MariSilicon X นั่นเอง แต่สามารถถ่าย Portrait เวลากลางคืนได้ทั้งคู่เลยครับ

ส่วนการถ่ายภาพบุคคล หรือ Portrait Mode ที่เป็นจุดเด่นของ Oppo Reno Series ในช่วงนี้ กับคอนเซปต์ The Portrait Expert ของเขา การถ่ายภาพบุคคลผ่านโหมด AI Portrait Retouching หรือ Bokeh Flare Portrait สามารถถ่ายได้ดีเลยทีเดียว แต่ถ้าไม่ใช้โหมดเหล่านี้ ก็ปรับความเบลอฉากหลังได้ตั้งแต่ f/16 ไปจนถึง f/1.4 ได้แล้ว ถ้าเทียบภาพกันเองระหว่างรุ่น Reno 8 และ Reno 8 Pro แล้ว ภาพที่ได้ถือว่าทำได้ดีพอ ๆ กันเลยครับ

ส่วนภาพถ่ายกล้องหน้า ที่ผ่านการร่วมมือแบบ OPPO x Sony ก็ทำได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว สามารถถ่ายแบบ Portrait ที่ละลายหลังแบบในกล้องหลังทุกฟิลเตอร์เลย จะถ่าย AI Portrait Retouchingหรือ Bokeh Flare Portrait ก็ถ่ายได้ หรือจะถ่ายด้วยโหมด Portrait ธรรมดา และตั้งค่าความเบลอฉากหลังได้ตั้งแต่ f/16 ถึง f/1.4 เลยเหมือนกัน แต่ถ้าไม่เบลอฉากหลัง ก็สามารถถ่ายกล้องหน้าพร้อมเปิด HDR ได้ด้วยครับ

ส่วนการถ่ายภาพทั่วไป สามารถเปิดได้ทั้ง HDR แบบอัตโนมัติ และ AI Scene Enhancement เพื่อให้มันตรวจสอบว่าวัตถุด้านหน้าเราคืออะไร จะถ่ายดอกไม้ ถ่ายต้นไม้ ถ่ายในอาคาร ถ่ายวิว หรือจะถ่ายแมว มันก็จับได้หมดเลยครับ ซึ่งภาพที่ทำออกมาได้ถือว่าค่อนข้างดีเลย มีการเก็บสีของวัตถุที่ค่อนข้างตรงตาเรา ไม่เพี้ยนมากนักด้วย ถ้าเทียบระหว่าง OPPO Reno 8 และ Reno 8 Pro ภาพที่ได้ แม้จะเลนส์เดียวกัน แต่สีของภาพในรุ่นโปรจะออกมาสีสันสมจริงกว่าเล็กน้อย แต่ถือว่าทำได้ดีทั้งคู่เลย

การถ่ายภาพมุมกว้าง สามารถถ่ายได้กว้างสุดที่ 112 องศา ผ่านเลนส์มุมกว้าง 0.6 เท่าด้านล่างนี้เลย ภาพที่ได้ก็จะได้มุมมองที่กว้างกว่าเดิม แต่ก็จะมีการเก็บรายละเอียดของภาพที่ได้มาไม่ได้ดีมากเท่าครับ ส่วนการซูมก็ใช้การครอปจากเลนส์หลัก 50 ล้านพิกเซลทั้งหมดเลย สามารถซูมได้สูงสุด 20 เท่า แต่สามารถหวังผลได้ในระยะประมาณ 5 เท่านะครับ

ภาพถ่ายกลางคืนที่เป็นอีกจุดเด่นของเขาก็สามารถทำได้ดีเช่นเดียวกัน สามารถถ่ายผ่านโหมดปกติ หรือโหมด Night ก็ได้ ซึ่งภาพที่ได้ จาก Night Mode จะถ่ายเวลาใกล้ ๆ กัน และเก็บรายละเอียดได้ดีกว่าด้วย ขึ้นภาพเทียบไว้ให้แล้ว ! ส่วนถ้าเทียบโหมดกลางคืนโดยตรงกับ OPPO Reno 8 Pro ก็จะได้ภาพที่สว่างกว่า และละเอียดกว่า แต่ใน Reno 8 ภาพจะสีดีกว่านะครับ

อีกความสามารถของเขาก็คือ การถ่ายวิดีโอแบบ Ultra Night Video ผ่าน AI ที่สามารถถ่ายวิดีโอให้สว่างได้ แม้ในที่แสงน้อย ตามภาพที่เห็นนี้เลย แต่จะถ่ายได้ที่ 1080P เท่านั้นนะ แต่ใน OPPO Reno 8 Pro 5G นั้นสามารถถ่ายวิดีโอกลางคืนผ่าน AI ที่ 4K ได้ผ่านการช่วยประมวลผลจากชิป MariSilicon X ของเขานั่นเอง ลองดูเทียบกันนะครับ ภาพที่ได้ในรุ่นโปรจะสว่างกว่า และละเอียดกว่าด้วย

ส่วนการถ่ายวิดีโอแบบทั่วไป ทั้งสองรุ่น สามารถถ่ายวิดีโอจากกล้องหลังได้ความละเอียดสูงสุดที่ 4K 30 FPS เลย แต่ถ้าอยากได้ภาพที่นุ่มขึ้น ก็สามารถลดความละเอียดเหลือ Full HD ก็จะถ่ายได้ 60FPS เลย ภาพที่เห็นอยู่นี้ก็ FULL HD 60 FPS เช่นกันนะ

โหมดอื่น ๆ อย่างเช่น Bokeh Flare Portrait ก็ถ่ายแบบวิดีโอได้เช่นกัน แต่จะถ่ายได้แค่ Full HD เท่านั้น หรือจะถ่ายวิดีโอ AI Color Portrait ก็ได้เช่นกัน แต่จะได้แค่ 720P เท่านั้น

และวิดีโอกล้องหน้า ก็สามารถถ่ายได้สูงสุดที่ Full HD 30 FPS และสามารถเปิด Bokeh Flare Portrait และ AI Color Portrait ได้ทั้งคู่เลย แต่จะได้ความละเอียดแค่ 720P ทั้ง 2 โหมดเลย

ดีไซน์

ขอบคุณน้องนิกมากนะครับ ทีนี้มาดูรอบตัวเครื่องกันหน่อย OPPO Reno8 5G และ Reno8 Pro 5G เป็นการพลิกโฉมการออกแบบของ Reno Series เลยก็ว่าได้ครับ กับฝาหลังดีไซน์แบบ Streamlined Unibody Design หรือดีไซน์แบบไร้รอยต่อ เรียบเนียนเป็นชิ้นเดียวกัน เหมือนในรุ่นเรือธงค่าย OPPO เลย ดูตรงกล้องนี่สิครับ ทั้งกรอบกล้อง และฝาหลังนี้เป็นชิ้นเดียวกันหมดเลย ดูสวยงาม พรีเมี่ยมมาก ๆ

ทั้งนี้ Oppo Reno 8 เครื่องที่ผมรีวิวอยู่นี้เป็นสี Shimmer Black ที่เป็นสีดำเข้มขัดด้าน ซึ่งก็จะมีสีทอง Shimmer Gold ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี OPPO Glow ที่มีการพ่นทรายแบบใน Oppo Reno รุ่นก่อนหน้า ให้ความระยิบระยับ เปลี่ยนสีตามมุมมองเราด้วย ใน OPPO Reno 8 จะเป็นพลาสติกโพลิเมอร์นะครับ แต่ใน OPPO Reno 8 Pro จะเป็นเซรามิกเกรดเดียวกับที่ใช้ในรุ่น Find X5 Pro เลย แล้วก็มีการสมูทกรอบเลนส์กล้องกับฝาหลังเหมือนกัน โดยรุ่นโปรจะมาใน 2 สี คือสี Glazed Green ในมือ ออกเขียวอ่อน ๆ และสี Glazed Black ที่จะออกเป็นสีดำเงาด้วย

ขอบด้านข้างเครื่องยังคงเป็นขอบตัด ดูหรูหราเหมือนเดิมเลย ซึ่งก็จะมีไมค์โครโฟนตัดเสียงรบกวนด้านบน, ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงด้านซ้าย, ปุ่มเปิด-ปิดเครื่องด้านขวา และมีพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C กับช่องเสียบซิมด้านล่าง อันนี้ใส่ได้ 2 ซิมและใส่ SD Card ไม่ได้นะครับ

หน้าจอของ OPPO Reno 8 5G เป็นจอ AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1080 หรือ FHD+ แล้วก็ยังมี Refresh Rate 90Hz นุ่ม ๆ กันไปเลย ส่วน OPPO Reno 8 Pro ก็ใช้จอ AMOLED ที่รองรับ HDR10+ ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ และมี Refresh Rate สูงถึง 120Hz อีกด้วย

การแสดงผลบน YouTube ก็สามารถแสดงผลได้สูงสุดที่ 4K HDR เลย แต่ภาพที่แสดงผลก็จะได้แค่ Full HD เท่านั้นนะ ส่วนการแสดงผล Netflix สามารถแสดงผลได้ความละเอียดสูงสุดที่ Full HD แต่ไม่รองรับการแสดงผล HDR นะครับ แต่ในรุ่น Reno 8 Pro สามารถดู Netflix แบบ HDR 10 ได้ครับ ภาพที่ได้ก็จะสวยกว่า สีสดกว่า

นอกจากนั้นบนจอทั้งสองรุ่นก็ยังมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบแสงบริเวณด้านล่างของหน้าจอด้วยครับ (สแกนให้ดู) แล้วก็สแกนได้ค่อนข้างไวดีเลยครับ แต่ตำแหน่งอาจจะต่ำไปซักเล็กน้อย อันนี้ตามแต่ถนัดเลยครับ

ส่วนเรื่องลำโพง รุ่นนี้เป็นลำโพงเดี่ยวนะครับ อยู่ด้านล่างขวาของตัวเครื่อง เสียงเลยจะออกแค่ด้านล่างนะครับ แต่รุ่น Reno 8 Pro จะเป็นลำโพงคู่สเตอริโอนะครับ

แบตเตอรี่

OPPO Reno8 ทั้งสองเครื่องนี้มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4,500 mAh จากที่กองบรรณาธิการลองใช้งานตัว OPPO Reno 8 5G ยาว ๆ 24 ชั่วโมง เล่นเกมบ้าง ถ่ายภาพบ้าง แบบไม่ชาร์จแบต แบตจะเหลือที่ประมาณ 30% ได้ ถือว่าแบตอึดพอสมควร แล้วยังให้การชาร์จไวถึง 80W ผ่าน SUPERVOOC ที่เร็วที่สุดของ OPPO ในตอนนี้เลย ขยับขึ้นจาก 65W ใน OPPO Reno 7 Pro พอสมควรเลย จากการทดสอบสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 23% เป็น 80% ภายใน 15 นาทีกว่า ๆ เท่านั้นเองครับ

สเปก

ด้านสเปกภายใน OPPO Reno 8 5G ใช้ CPU เป็น MediaTek Dimensity 1300 ซึ่งเป็น CPU ที่รองรับ 5G รุ่นกลางค่อนสูงตัวใหม่ แล้วก็ยังมาพร้อมแรม 8 GB และหน่วยความจำ 256 GB ครับ ส่วน OPPO Reno 8 Pro 5G มาพร้อม CPU MediaTek Dimensity 8100-MAX รุ่นเรือธงมาใหม่ของเขาเลย แล้วก็มีแรมถึง 12GB และหน่วยความจำ 256 GB เช่นกันครับ

เราลองดูผลคะแนนบ้างครับ เมื่อทดสอบ CPU บน Geekbench 5 ได้คะแนน Multi Core ที่ 2,663 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่เกือบเท่ากับ OPPO Reno 7 Pro ก่อนหน้านี้เลย แต่ยังถือว่าน้อยกว่าสมาร์ตโฟนรุ่นอื่นที่ใช้ Dimensity 1300 เหมือนกันครับ ส่วนใน OPPO Reno 8 Pro ทำคะแนน Multi Core ได้ไปถึง 3,543 คะแนนเลย เป็นระดับคะแนนที่ไปชนกับ Snapdragon 8 Gen 1 ได้เลย !

ส่วนการทดสอบด้านกราฟิกบน 3Dmark ชุด Wildlife Stress Test ที่ทดสอบกราฟิกต่อเนื่องไป 20 นาที ก็ทำคะแนนสูงสุดที่ 4,616 คะแนน ความนิ่งของคะแนนอยู่ที่ 99.2 % จัดว่านิ่งมาก ๆ เล่นเกมได้ยาว ๆ เลย และยังมากกว่า OPPO Reno 7 Pro ไปพอสมควร ส่วนใน OPPO Reno 8 Pro ได้คะแนนสูงสุดที่ 5,604 คะแนน ความนิ่งของคะแนนอยู่ที่ 99.3 % แรงกว่าใน Reno 7 Pro เป็นพันคะแนน และยังนิ่งมาก ๆ ด้วยนะ

เมื่อทดสอบการเล่นเกมกับ Genshin Impact เราได้ตั้งค่าสูงสุด และปรับเฟรมเรตไว้ที่ 60 FPS ตัวเครื่องแจ้งว่าสามารถทำเฟรมเรตได้ที่ 40 FPS แบบนิ่ง ๆ ไม่มีสะดุดเลยครับ อยู่ในระดับที่เล่นได้เลย แต่จะร้อน ๆ เครื่องด้านบนหน่อยเวลาเล่นไปนาน ๆ นะครับ

OPPO Reno 8 Series ทั้งสองเครื่องนั้นใช้ ColorOS 12.1 บนพื้นฐานของ Android 12 ทั้งคู่ มาใหม่สุด ๆ ไปเลย ฟีเจอร์ Omoji อวาตาร์ 3 มิติที่เราออกแบบขึ้นมาแทนตัวเรา หรืออย่างฟีเจอร์ PC Connect ที่ใช้เชื่อมสมาร์ตโฟนเข้าคอมพิวเตอร์ แบบที่เคยเห็นกันใน OPPO Reno 7 Pro ก่อนหน้านี้ก็ยังคงมีมาให้เช่นเดิมเลยครับ

จุดสังเกต

ทางด้านจุดสังเกตของ OPPO Reno 8 เครื่องนี้ แม้จะจัดเต็มด้านกล้องถ่ายภาพ และสเปกเครื่องที่เร็วได้ขนาดนี้ แต่กล้องหน้าของเขา ก็ยังคงถ่ายวิดีโอกล้องหน้าได้สูงสุดแค่ 1080P 30 เฟรมเท่านั้นเอง เรียกว่าสมาร์ตโฟนของ OPPO ไม่ว่าจะเรตราคาไหน เรื่องนี้ก็คงเส้นคงวามาตลอดจริง ๆ ครับ ไป 4K ได้แล้วน้า หรือ 1080P 60 FPS ก็ยังดี !

และก็ตอนใช้งานจริงครับ ที่มอเตอร์สั่นของเขาเป็นแบบเดิม ไม่ใช่มอเตอร์สั่นแบบแกน X เหมือนใน OPPO Reno 8 Pro สมาร์ตโฟนเรตราคาเกือบสองหมื่นแบบนี้ แม้จะไม่มีผลต่อการใช้งาน แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกในการใช้งานจริงมากกว่าครับ

รีวิวที่ดี ต้องมีราคา

OPPO Reno 8 5G เครื่องนี้ ที่ได้กล้องหลัง และกล้องหน้าโหดเท่ารุ่นโปร แถมถ่ายภาพสวยหยดขนาดนี้ มีราคาอยู่ที่ 19,990 บาท ! ส่วน OPPO Reno 8 Pro 5G เครื่องนี้ มีราคาที่ 27,990 บาท ซึ่งไม่ว่าจะจองรุ่นใดก็ตาม ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 18 สิงหาคม รับของสมนาคุณเป็น E-VIP CARD ประกันจอแตกใน 1 ปี และหูฟัง OPPO Enco Buds 2 ไปเล้ย !

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก