บอกเล่าความจริงของเน็ตบ้านจากหนุ่ย-พงศ์สุข

ทำไมติดเน็ตความเร็วหนึ่ง พอทดสอบแล้วได้น้อยกว่า ต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเน็ตเวิร์ก ถ้าข้อมูลเชิงลึกหรือทางเทคนิคเนี่ย อ. ศุภเดช ทำคลิปเล่าแบบละเอียดยิบ ไว้หลายคลิปแล้ว แต่เดี๋ยววันนี้จะเล่าในมุมมองของคนธรรมดา ๆ เอาแบบเข้าใจง่าย ๆ ให้ฟังละกัน

  1. ประเภทของอินเทอร์เน็ตบ้าน

ต้องเล่าก่อนว่า ปัจจุบันเน็ตบ้านที่เราใช้ ๆ กัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Fiber Optic ที่ส่งข้อมูลผ่านสายใยแก้ว ข้อดีคือมีความเร็วสูงและเสถียร ซึ่งเราจะเห็นได้จากแพ็กเกจที่เริ่มตั้งแต่ 100 – 2000 Mbps (หรือ 2Gbps) เลยล่ะ แต่จะมีบางตึกบางสถานที่ ที่โครงสร้างภายในยังเป็นสายทองแดง อยู่ ความเร็วก็จะอยู่ประมาณ 20 – 200 Mbps

ถ้าใครอยู่คอนโดเก่า ๆ ที่ติด Fiber Optic ไม่ได้ หรือเป็นเพราะตึกนั้นติดเรื่องสัมปทาน หรือเทคโนโลยี ถ้าไม่สะดวกติดเน็ตบ้านจริง ๆ ลองหาเราเตอร์ที่ใส่ซิม 4G / 5G มาใช้กระจายเน็ต ก็เป็นอีกทางเลือกนะ

  1. ความเร็วเน็ตต้องเร็วแค่ไหน ?

จริง ๆ เรื่องนี้ตอบยากนะ ทุกวันนี้แพ็กที่เราสมัคร ๆ กันยังไงก็พอใช้ แต่พอใจรึเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคนเลย เพราะแต่ละคนก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน เหมือนกับที่ทุกบ้านใช้ไฟไม่เท่ากันนั่นแหละ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเป็นบ้านทั่วไปที่อยู่กันเป็นครอบครัว พ่อแม่ดูหนัง ลูกเล่นเกม ความเร็วเน็ต 500Mbps ก็ถือว่าเหลือ ๆ แล้ว และถ้าอยู่คนเดียวนี่สบายเลย

ถามว่าทำไมถึงพอก็เพราะ กิจกรรมที่ดึงเน็ตเยอะ ๆ ต่อกันนาน ๆ ที่เจอได้บ่อยในชีวิตประจำวัน อย่าง การดูหนังสตรีมมิง 4K ถ้าจะดูแบบลื่น ๆ ไม่กระตุก ก็ต้องการความเร็ว 15Mbps ขึ้นไป (มีข้อมูลบอกในเว็บ) และถ้ามีคนดูหลายคนพร้อมกันก็เอา 15 Mbps คูณกับจำนวนอุปกรณ์ที่เปิด เช่น ดูพร้อมกัน 5 เครื่อง ก็เอา 15 x 5 = 75Mbps ถ้าเอาเลขนี้ไปลบกับ 500Mbps ก็ยังถือว่าเหลือ ๆ เลยล่ะ

ส่วนถ้าใครที่ต้องดาวน์โหลดหรืออัปโหลดไฟล์บ่อย ๆ แล้วอยากให้เสร็จไว ๆ การเพิ่มความเร็วเน็ตให้สูงขึ้นก็เป็นตัวเลือกที่ดีนะ อย่างที่แบไต๋ก็ใช้เน็ต 2000/500 Mbps เพราะทีมงานเยอะ คน่ใช้เน็ตพร้อมกันมาก เน็ตก็ต้องเร็วไปด้วย เสริมให้ ถ้าอยากโหลดลงเครื่องไว ๆ ก็เน้นที่ค่า Download แต่ถ้าอยากอัปโหลดไว ๆ ก็เน้นที่ค่า Upload ให้สูง ๆ

  1. ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับความเร็วเน็ตบ้าน โดยเฉพาะ WiFi

หลายคนสงสัยว่าติดเน็ต 1000Mbps แต่เวลาทดสอบจริงได้ไม่ถึง สาเหตุเป็นเพราะอะไร ต้องเข้าใจก่อนว่า ปกติเราจะต่อเน็ตบ้าน 2 แบบ คือ ผ่านสาย LAN และผ่าน WiFi การต่อเน็ตผ่านสาย LAN แทบจะไม่มีปัญหาเรื่องความเร็วเลย เพราะเน็ตมันวิ่งผ่านตัวกลางที่เป็นสาย เลยโดนรบกวนน้อย แต่บางครั้งถ้าเราสมัครแพ็กเน็ตความเร็วสูงๆ อย่างพวก 2Gbps เราก็ต้องมาดูอุปกรณ์ที่เราเชื่อมต่อด้วยนะ ว่ามันรองรับรึเปล่า เพราะเน็ตที่สมัครแพ็กสูง ๆ เขาให้เอามาแชร์ bandwidth กันหลาย ๆ คนในบ้าน ไม่ได้ให้ใช้คนเดียว

แต่คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ ก็จะเชื่อมต่อใช้งานผ่าน WiFi หรือการต่อเน็ตแบบไร้สาย ที่ใช้คลื่นวิทยุในการสื่อสารยิงออกไปในอากาศ ซึ่งมันสะดวกกว่า แต่ก็จะโดนรบกวนได้ง่ายผ่าน พวกคลื่นไฟฟ้าอุปกรณ์ต่าง ๆในบ้าน และไปได้ไม่ไกลมาก เพราะติดพวกกำแพง

เอาแบบสรุป ๆ เลยคือ ธรรมชาติของ WiFi ยิ่งไกล | ยิ่งมีสิ่งกีดขวาง |ยิ่งมีคนใช้พร้อมกันเยอะ ๆ | ยิ่งมีคลื่นรบกวน รวมถึงความเร็วที่อุปกรณ์รับได้ และอีกหลาย ๆ ปัจจัย ที่จะทำให้คุณภาพสัญญาณลดน้อยลง ซึ่งส่งผลให้ความเร็วเน็ตกับอุปกรณ์ที่เราเชื่อมต่อมือถือเราได้รับความเร็วที่ลดน้อยลง

มันเลยเป็นเรื่องยากที่จะกดทดสอบความเร็วผ่าน WiFi แล้วจะได้ความเร็วเท่ากับแพ็กเกจที่สมัครไว้”

  1. การทดสอบความเร็วเน็ตบ้านที่แม่นยำ

แล้วจะมีทางไหน ที่ทดสอบแล้วได้ความเร็วใกล้เคียงกับแพ็กเกจที่สมัครที่สุด อย่างที่บอกไปการทดสอบผ่าน WiFi จะโดนรบกวนได้ง่าย ฉะนั้นการทดสอบผ่านสาย LAN จะได้ค่าที่แม่นยำกว่า และมีปัญหาน้อยกว่า เดี๋ยวสรุปให้ฟัง

การทดสอบจะทำผ่านอินเทอร์เน็ตบ้านแพ็กเกจ 2000/500 Mbps ของ True Online ผ่าน nPerf ซึ่งเป็นสถาบันตรวจสอบคุณภาพอินเทอร์เน็ตจากฝรั่งเศส

การทดสอบผ่านสาย LAN จะใช้อุปกรณ์ที่รองรับความเร็วสูงกว่า 1000Mbps หรือ 1Gbps ตั้งแต่เราเตอร์ที่จ่ายเน็ตได้ 2.5 Gbps, สาย LAN 10 Gbps และ Mac mini ชิป M2 Pro ที่มีพอร์ต 10 Gbps

จะเห็นว่าสาย LAN ได้ความเร็วใกล้เคียงกับแพ็กเกจเลย ส่วนมาก Operator เขาจะเผื่อเกินมาให้เรานิด ๆด้วย แต่ถ้าใครลองทำตามแล้ว 1 Gbps แนะนำว่าลองกดทดสอบพร้อมกัน 2 เครื่อง แล้วเอาตัวเลขมา + กัน เพราะส่วนใหญ่พวกคอมทั่วๆไปพอร์ต LAN รับได้แค่ 1Gbps ถ้าเอา 2 เครื่องมารวมกันก็จะได้เกือบ ๆ 2Gbps

ส่วนการทดสอบผ่าน WiFi ไปลองมาให้หลาย ๆ จุด เพื่อให้เห็นความต่างแบบชัด ๆ ว่าระยะทาง สิ่งกีดขวาง และปัจจัยอื่น ๆ ทำให้ความเร็วลดลง จนเป็นสาเหตุที่หลายคนคิดว่าความเร็วเน็ตไม่ตรงกับที่โฆษณา นอกจากนี้ยังมีเรื่องข้อจำกัดความเร็วที่อุปกรณ์รับได้ด้วยนะ เช่น เราเตอร์เป็น WiFi 6 มือถือก็ต้องเป็น WiFi 6 เหมือน

สรุปคือการทดสอบผ่าน WiFi ถ้าอยู่ใกล้จะได้ความเร็วสูงสุด เท่าที่อุปกรณ์เครื่องนั้น ๆ จะรับได้ เนื่องจากโดนรบกวนน้อย แต่ถ้ายิ่งห่าง และมีกำแพงกั้น ความเร็วที่มาถึงเราก็จะยิ่งลดลง

ถ้าอยากได้ความเร็วนิ่ง ๆ แนะนำว่าทดสอบผ่านสาย LAN จะได้ความเร็วที่แม่นยำกว่า เอาจริง ๆ ส่วนตัวคิดว่า ความเร็วเน็ตที่ทดสอบได้ซัก 50-100Mbps ก็พอแล้ว หรือถ้าเปิดเว็บไว ดูหนังสตรีมมิงแบบลื่น ๆ ไม่ค้างไม่กระตุก โหลดไฟล์ไว เน็ตไม่หลุด ถือว่าโอเคแล้ว

  1. สัญญาณ WiFi ไปไม่ถึง Mesh Wi-Fi ช่วยได้

จากผลทดสอบ บางจุดทดสอบได้ความเร็วน้อย เข้าใจว่าสัญญาณไปไม่ถึง ทำยังไงถึงจะได้ความเร็วที่เยอะขึ้น ต่อจากข้อที่แล้ว ทดสอบให้ดูแล้วว่าถ้ายิ่งอยู่ไกล หรือต้องผ่านสิ่งกีดขวางเยอะ ความเร็วจะลดลงไปเรื่อย ๆ ทีนี้ถ้าเราต้องการความเร็วอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้น ก็มีวิธีอยู่ คือการเอา Mesh WiFi มาช่วยกระจายสัญญาณ

เราสามารถตั้ง Mesh 1 ตัว 1 ห้องได้เลย แต่เห็น อ. ศุภเดชบอกว่าตั้งค่า Cell Site ไม่ให้กว้างเกินไป ซึ่งอันนี้ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทำ และถ้าสามารถลากสาย LAN จากเราเตอร์มาเข้าตัว Mesh เลยก็จะดีที่สุด แต่ก็อาจจะยุ่งยากไปนิด ถ้าสำหรับบ้านที่ใช้งานเน็ตทั่วไป ก็ติด Mesh ให้เน็ตกระจายทั่วบ้านก็พอ

เอาจริง ๆ เรื่องเน็ตเวิร์กหรืออินเทอร์เน็ตเนี่ยมันยากนะ มีเรื่องที่ลึกมาก ๆ ที่คนธรรมดาแบบเรา ๆ ไม่เข้าใจ และบางเรื่องที่เราไม่เข้าใจผิด อันนี้ก็ต้องค่อย ๆ ทำความเข้าใจกันไป แนะนำว่าดูคลิป อ. ศุภเดช เลย แต่ถ้าเอาแบบเข้าใจทั่ว ๆ ข้อมูลในคลิปนี้ก็น่าจะเพียงพอ

ก็เอาเป็นว่าเลือกติดเน็ตบ้านจากรายละเอียด ความเร็วแรง เสถียร และความคุ้มค่าของแต่ละแบรนด์ ที่ตรงใจคุณละกัน