Connect with us

Published

on

ผู้ชม 2,091 ครั้ง!

หนุ่ย พงศ์สุข พร้อมลุยถาม Google ตรง ๆ ว่า วันนี้เขาจะเข้ามาทำอะไรเพื่อเมืองไทยบ้าง กับทางผู้บริหารส่วนต่าง ๆ ของ Google ที่จะตอบคำถามทุกอย่างให้คุณได้ฟังแบบละเอียด(ผ่านการแปลเนื้อหาเป็นภาษาไทยให้เรียบร้อย)

โดย Google จะเน้นไปในด้านการทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อคุณภาพชีวิตของชาวไทยมากขึ้น ตั้งแต่การทำแอปฯ Google Maps ที่แสดงผลของการเดินทางผ่านรถจักรยานยนต์ จับมือกับ CAT TELECOM สร้างสัญญาณ WIFI ฟรีกว่า 200 จุดทั่วประเทศ ในชื่อ “Google Station” และรวมไปถึงการพัฒนา Google Ignite Program รวมทั้งสร้างศูนย์การเรียนรู้ Google For Education ที่จะเข้ามามีบทบาทในการศึกษาของเราในยุค 4.0 ก็เรียกได้ว่าสโลแกน #LeaveNoThaiBehind ของ #GoogleForThailand ในครั้งนี้เขาตั้งใจทำมาเพื่อคนไทยจริง ๆ ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

feature

บัตรแพงไหม? #beartai สรุปมาให้แล้ว..ค่าขึ้นชม “Mahanakhon Skywalk”

Published

on

MAHANAKHON SKYWALK จุดชมเมืองกรุงเทพฯแบบ 360 องศา ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูง 314 เมตร ที่อาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร (King Power Mahanakhon) หรือที่หลายคนอาจเคยได้ยินในชื่อ “ตึกข้าวโพด” นั่นเองค่ะ เรียกซะน่ารักเชียวอะ!!

บัตรขึ้นชม Mahanakhon Skywalk  มี 2 ประเภท ได้แก่

  • ขึ้นชมเฉพาะชั้น 74 สัมผัสวิวผ่านกระจกในตัวอาคาร ราคาคนละ 850 บาท
    • **เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ราคาคนละ 250 บาท
  • The Peak (ขึ้นลิฟต์ต่อไปยังชั้น 78) สัมผัสอากาศบนดาดฟ้า ราคา 1,050 บาท (ได้เดินเสียวขาบน Sky Glass ด้วย และมี Rooftop Bar)
    • **เด็กต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ราคาคนละ 450 บาท

**แต่ที่เจ๋งกว่านั้นคือ ตั้งแต่วันเปิดตัวนี้จนถึง วันที่ 31 มกราคม 2019 จากราคา 1,050 บาท จะเหลือเพียง 765 บาท ซื้อบัตรได้ที่จุดจำหน่ายที่ชั้น 1 ของอาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร

การเดินทาง : ติดกับ BTS ช่องนนทรี

Mahanakhon Skywalk ประกอบด้วย 

  1. ชั้น 1 : ล็อบบี้ ทางเข้าหลัก และเป็นจุดจำหน่ายบัตรเข้าชม MAHANAKHON SKYWALK มีลิฟท์ความเร็วสูงที่จะนำคุณขึ้นไปยังชั้น 74 ภายใน 50 วินาที
  2. ชั้น 74 : จุดชมวิวภายในอาคาร (Indoor Observation Deck) พร้อมโชว์ความงามของสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ผ่านระบบเทคโนโลยี AR กับมุมมองแบบ 360 องศา
  3. ชั้น 75 : บริเวณชั้นลอย ห้องน้ำ และจุดขึ้นลิฟท์แก้ว
  4. ชั้น 78 : ชั้นดาดฟ้า (Rooftop) และจุดชมวิวภายนอกอาคาร (Outdoor Observation Deck)

MAHANAKHON SKYWALK (มหานคร สกายวอล์ค) ตั้งอยู่บนชั้น 74 และ 78 ที่อาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร ไฮไลท์จึงอยู่ที่จุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศา มองเห็นได้รอบทั้งภายในและภายนอกอาคาร ตื่นเต้นและหวาดเสียวไปกับพื้นกระจกลอยฟ้าขนาดใหญ่ และ รูฟ ท็อปบาร์ (Rooftop Bar) พร้อมโดยสารลิฟท์ความเร็วสูงที่สามารถพาขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าโดยใช้เวลาเพียงแค่ 50 วินาทีเท่านั้น กระพริบตา 2 ครั้ง ก็ถึงแล้วอะคิดดู!! (แอบเว่อร์ไปนี๊สสส)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

#beartai พาแกะกล่อง OnePlus 6T นักฆ่าเรือธงรุ่นล่าสุดเป็นยังไง!!

Published

on

#beartai พาแกะกล่อง OnePlus 6T นักฆ่าเรือธงรุ่นล่าสุดเป็นยังไง!!

OnePlus 6T มาพร้อมกับคอนเซปต์ “Unlock The Speed” สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก OnePlus ที่มีคนพูดถึงจำนวนมากในด้านสเปคที่ใช่บนราคาที่คุ้มค่า มาดูสเปคกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง?

  • CPU Qualcomm Snapdragon 845 ตัวล่าสุดความเร็ว 2.8 GHz
  • ใช้ OS OxygenOS บน Android Pie 9.0 ที่มาโหมด Gaming และ Smart Boost สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ทำให้โหลดเกมไวขึ้น 15 – 20%
  • Ram 6 GB Rom 128 GB และอีกรุ่น Ram 8 GB Rom 256 GB
  • หน้าจอ AMOLED ทรงหยดน้ำขนาด 6.41 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ 2340 x 1080 อัตราส่วน 19.5:9 ใหญ่ที่สุดของ OnePlus ในปัจจุบัน ใช้กระจก Corning Gorilla Glass 6 รุ่นล่าสุด
  • กล้องหลัง 16 + 20 ล้านพิกเซล (Dual Camera) รูรับแสง ƒ/1.7 พร้อมไฟแฟลช Dual LED ระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS และ EIS มาพร้อมฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio สามารถถ่ายวีดีโอ 4k ได้
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้าน ƒ/2.0
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเพื่อปลดล็อค ซึ่งใช้เวลาสแกนเพียง 0.34 วินาที
  • แบตเตอรี่ 3700 mAh รองรับ Dash Charge ชาร์จเร็ว 30 นาทีใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm
  • รองรับ 2 ซิมแบบ Nano Sim

ทดสอบ

  • ถ่ายภาพกล้องหลัง / กล้องหน้า โหมดต่าง ๆ
  • ถ่ายวิดีโอ ทดสอบกันสั่น
  • ทดสอบ Benchmark
  • ทดสอบเสียงลำโพง
  • ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อ WIFI

เปรียบเทียบกับ OnePlus 6

  • CPU ตัวเดียวกัน ทำให้คนซื้อ OnePlus 6 มาใช้ก่อนหน้านี้ไม่ต้องเสียใจว่าเครื่องเราจะช้ากว่าแต่อย่างใด
  • ไม่มีช่องหูฟังแล้ว เพิ่งตัดออกในรุ่นนี้
  • เพิ่มความจุแบตจาก 3300 mAh เป็น 3700 mAh
  • กระจกกันรอยดีกว่าเดิม เพราะ OnePlus 6 ใช้ Gorilla Glass 5
  • หน้าจอกว้างกว่าเดิมเพราะเปลี่ยนกล้องหน้าเป็นทรงหยดน้ำ
  • ฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio ไม่มีใน OnePlus 6
  • สแกนลายนิ้วมือบนจอได้เลย ทำให้รอบเครื่องดูสวยงาม และไม่ต้องมีปุ่มบนหน้าจอ
  • Smart boost mode เก็บข้อมูลแอปไว้ในเมมเพื่อเร่งเวลาบูตให้เร็วขึ้น แอปเปิดเร็วขึ้น

จุดเด่น

  • จอสวย จอใหญ่
  • กล้องปรับปรุงขึ้นจากรุ่นเดิมในด้านซอฟต์แวร์ แต่ก็ไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่ง
  • สแกนนิ้วเร็วมาก
  • ประสิทธิภาพระดับท็อป
  • ใช้ Android 9 แล้ว

จุดสังเกต

  • ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรจาก OnePlus 6 มากนัก (รวมไปถึงราคาก็ต่างกันไม่มาก)
  • ไม่มีชาร์จไร้สาย
  • ไม่มีช่องหูฟัง
  • ใส่ microsd ไม่ได้
  • ไม่กันน้ำ

ปิดท้ายด้วยราคา

  • OnePlus 6T สี Midnight Black รุ่น 6GB + ROM 128GB วางจำหน่ายในราคา 18,999 บาท
  • และสี MirrorBlack มาพร้อม RAM 8 GB + ROM 256GB วางจำหน่ายในราคา 22,999 บาท
  • วางจำหน่าย 16 พฤศจิกายนนี้ที่ AIS, JD Central และ Power Buy 15 สาขาที่ร่วมรายการ
  • และมี สีม่วง purple thunder ออกมาแล้ว แต่ไม่รู้จะขายในไทยเมื่อไหร่น้า!!
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

#beartaiกระป๋องกล่องขวด ศึกแห่งศักดิ์ศรี เยลลี่หมี 2 ซีกโลก!!

Published

on

#beartaiกระป๋องกล่องขวด ศึกแห่งศักดิ์ศรี เยลลี่หมี 2 ซีกโลก เจาะส่วนผสม หมีไทย (Jolly Bear) ปะทะ หมีเยอรมัน (Haribo) สมัยก่อนตอนยังมีขนมไม่หลากหลายเท่าปัจจุบัน เราตอนเด็กๆ แยกขนมได้ 2 อย่าง อย่างแรกซื้อเพื่อเอา “ของเล่น” กับอย่างสองซื้อเพื่อเอา “ของกิน”

เด็ก ๆ ชอบกินขนมอะไร? มีขนมอยู่อย่างนึงที่ซื้อแล้วได้ทั้งเล่นและกิน นี่เลยยย เจ้าหมีเยลลี่ Jolly Bear ไม่ใช่สปอนเซอร์นะ นี่ทีมงานซื้อมาให้ ตอนเด็ก ๆ ชอบหักคอ ตัดตัว เอาหัวไปสลับสีกัน หรือบางทีก็เอาไปจิ้มแก้มเพื่อนเล่น ติดเป็นตุ่มก็ตลกดี

วันก่อนลองไปดู หาอยู่ตั้งนานหมีน้อยเพื่อนเก่าไปกองอยู่ในหลืบชั้นล่างสุดเลย โถ่ปล่อยให้เยลลี่เกาหลี กับหมีเยอรมัน (Haribo) มากินพื้นที่ไปหมดแผง ก็สงสัยเหมือนกันว่า Jolly Bear ด้อยกว่ายี่ห้ออื่นตรงไหน หรือเป็นเพราะส่วนประกอบ?

สงสัยเหมือนกันงั้นลองดูหลังซอง เจาะข้อมูลโภชนาการกันสักหน่อย วัดกันเฉพาะเยลลี่หมี เนี่ยแหละ Haribo VS Jolly Bear

  • Haribo : กลูโคส 51%  น้ำตาล 24% เจลาติน 6% น้ำผักและน้ำผลไม้เข้มข้น < 2% และอื่น ๆ / น้ำหนักสุทธิ 30 กรัม 110 กิโลแคลอรี่
  • Jolly Bear : กลูโคส 39% น้ำตาล 35% น้ำผลไม้ 12% สารทำให้เกิดเจลและอื่น ๆ / น้ำหนักสุทธิ 55 กรัม 192.5 กิโลแคลอรี่ (Gluten Free* และไม่มีวัตถุกันเสีย)
    • ขอโชว์ความรู้หน่อย ๆ Gluten เนี่ยเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เลย์ และเนื่องจากผู้บริโภคบางกลุ่มมีอาการแพ้สาร Gluten จึงต้องมีการระบุ Gluten Free ไว้บนฉลาก เพื่อแจ้งว่าผลิตภัณฑ์นี้ มีกลูเตนที่น้อยกว่า 20 ppm สามารถรับประทานได้

โดยรวม ก็ไม่ขี้เหร่นี่หน่า น้ำตาลรวมแล้วพอกัน แถมหมีไทยใส่น้ำผลไม้มากกว่าตั้งเยอะ แล้วทำไม Jolly Bear ถึงได้ตกกระป๋องไปขนาดนี้ สงสัยเป็นเพราะรสชาติ และรสสัมผัสที่ไม่เหมือนกันเลยทำให้คนเลือกที่จะกิน Haribo มากกว่า ขึ้นกับความชอบส่วนบุคคลละ

สุดท้ายนี้ เราก็เลือกซื้อยี่ห้ออะไรก็แล้วแต่ที่เราเจอ ไม่ยึดติดยี่ห้อเท่าไหร่ แต่แค่คิดว่าถ้าจะไม่ได้หักคอหมีมาสลับหัวเล่นก็ ตะเตือนไตแล้ว!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!