Connect with us

Published

on

#แบไต๋ไลฟ์ รีวิวเจาะลึก Microsoft Surface Go น้องเล็กสุดท้อง พร้อมอุปกรณ์ครบชุด เจ๋งแค่ไหน คุ้มราคาไหม รับชมไปพร้อมกันได้เลยครับ

จุดเด่น

  • ความละเอียดจอ 1800 x 1200 (3:2) ในขนาดจอ 10 นิ้วแบบ PlxelSense ค่อนข้างชัด
  • ใช้ Windows Hello ได้
  • น้ำหนักเบามาก เพียง 5 ขีดเท่านั้น พกพาสะดวก
  • ราคาค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับ Surface รุ่นปกติ
  • มีช่องหูฟัง 3.5 mm + USB-C โดยทุกอย่างต้องเสียบจาก USB-C นี้ทั้งหมด เสียบฮับแปลงเป็นช่อง USB, ช่องต่อแลน หรือแปลงเป็น HDMI ต่อออกทีวีก็ได้
  • สามารถเสียบชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ได้ รับกระแสได้สูงสุด 20V 2A หรือ 40W ทำให้เราไม่ต้องพกหัวชาร์จของ Surface แยกต่างหาก
  • มีช่องอ่าน MicroSD อยู่หลังขาตั้ง ทำให้สามารถเพิ่มความจุเครื่องได้

วิธีปลดล็อคเป็น Windows 10 ปกติ

ซึ่งวิธีการปลดล็อคก็ง่าย ๆ เพียงเวลาเราทำการติดตั้งโปรแกรม ระบบจะถามเราว่า จะทำการออกจาก Windows 10 S หรือไม่ ? ถ้าเราเลือกตกลงแล้วจะไม่สามารถกลับไปเป็นได้อีก ก็เป็นอีก 1 ทางเลือกสำหรับผู้ที่ปกติชอบใช้งาน Windows 10 แบบปกติมากกว่าใช้งานในรูปแบบ Tablet ครับ

สเปคเครื่อง Microsoft Surface Go

Dimensions 9.65” x 6.9” x 0.33” (245 mm x 175 mm x 8.3 mm) Storage3
  • eMMC drive: 64GB
  • Solid-state drive (SSD): 128GB
Display
  • Screen: 10” PixelSense™ Display
  • Resolution: 1800 x 1200 (217 PPI) resolution
  • Aspect ratio: 3:2
  • Contrast ratio: 1500:1
  • Touch: 10 point multi-touch
  • Corning®Gorilla® Glass 3
Battery life Up to 9 hours of video playback1
Memory 4GB or 8GB RAM Graphics Intel® HD Graphics 615
Processor Intel®Pentium® Gold Processor 4415Y Connections
  • 1 x USB-C
  • 3.5 mm headphone jack
  • 1 x Surface Connect port
  • Surface Type Cover Port4
  • MicroSDXC Card Reader
  • Compatible with Surface Dial*
Security
  • TPM 2.0 for enterprise security
  • Enterprise-grade protection with Windows Hello face sign-in
Cameras, video, and audio
  • Windows Hello face authentication camera (front-facing)
  • 5.0MP front-facing camera with 1080p Skype HD video
  • 8.0MP rear-facing autofocus camera with 1080p HD video
  • Single microphone
  • 2W stereo speakers with Dolby® Audio™ Premium
Software
  • Windows 10 Home in S mode2
  • Microsoft Office 365 Home 30-day trial
Wireless
  • Wi-Fi: IEEE 802.11 a/b/g/n/ac compatible
  • Bluetooth Wireless 4.1 technology
Sensors
  • Ambient light sensor
  • Accelerometer
  • Gyroscope
  • Magnetometer
Exterior
  • Casing: Magnesium
  • Color: Silver
  • Physical buttons: Volume, Power
What’s in the box
  • Surface Go
  • Power Supply
  • Quick Start Guide
  • Safety and warranty documents
Warranty 1-year limited hardware warranty
Weight Starting at 1.15 lbs (522 g), not including Type Cover* Best-in-class support from Microsoft Store
  • 30-day return policy
  • 90 days of free technical phone support
  • 12 months in-store support and technical assistance
  • 1 free training session to transfer data and optimize performance

จุดสังเกต

  • รุ่น 64 GB eMMC Ram 4 GB จะหน่วงกว่ารุ่น 128 GB SSD Ram 8 GB อยู่พอสมควรบน Windows 10
  • ไม่มี Port USB ปกติให้ต่อ จำเป็นต้องหา Hub แปลง USB-C มาใช้เท่านั้น
  • แบตเตอรี่ใช้จริงได้ประมาณ 5-6 ชั่วโมง ค่อนข้างไม่เพียงพอถ้าต้องใช้งานตลอดทั้งวัน

ราคา

ราคาของ Surface Go นั้นมีแยกหลายอุปกรณ์มากครับตามนี้เลย

  • Intel 4415Y, 64GB eMMC, 4GB RAM – 14,999 บาท
  • Intel 4415Y, 128GB SSD, 8GB RAM – 19,999 บาท
  • Surface Go Signature Type Cover (Platinum, Burgundy, Cobalt Blue) – 4,690 บาท
  • Surface Go Standard Type Cover (Black) – 3,590 บาท
  • Surface Mobile Mouse (Platinum, Burgundy, Cobalt Blue) – 1,190 บาท
  • Surface Pen – 3,900 บาท
  • Surface 24W Power Supply (สายชาร์จสำรอง กรณีสายเดิมชำรุด) – 1,590 บาท

เพราะงั้นถ้าจะเอาชุดครบเซ็ต คีย์บอร์ด ปากกา ถูกสุดก็ 22,489 บาท

ส่วนรุ่นท็อปที่แบไต๋รีวิว รวมทั้งหมดราคาอยู่ที่ 28,589 บาท

จบข่าว!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

feature

รีวิว Asus ZenBook 13 UX333 โน้ตบุ๊กเครื่องเล็ก จอใหญ่ แถมแรง

Published

on

ถ้าเลือกได้ ใคร ๆ คงอยากได้โน้ตบุ๊กที่มีน้ำหนักเบา แต่เครื่องแรงกันทั้งนั้นแหละจริงมั้ยคะ?? ซึ่ง 2 อย่างนี้มักจะไม่ไปด้วยกัน โน้ตบุ๊กเบา ๆ ก็ประสิทธิภาพจำกัดจำเขี่ย เน้นใช้งานเว็บหรือพิมพ์งานมากกว่า ส่วนพวกที่เครื่องแรง ๆ ก็หนักเหลือเกิน แต่วันนี้ Asus ทำได้แล้วใน ZenBook 13 รหัส UX333 รุ่นนี้ แถมราคาไม่แรงด้วย!!

สเปคของเจ้าบอกว่าหนัก 1.19 กก. จับชั่งจริงจะได้ 1,238 กรัม ก็ไม่ต่างจากน้ำหนักที่เคลมเท่าไหร่ และที่ลืมไม่ได้คือต้องรวมปลั้กไฟเข้าไปด้วย ก็ได้น้ำหนัก 1,434 กรัม พกใส่กระเป๋าได้สบายทั้งวัน แต่เห็นเบา ๆ แบบนี้ Asus เคลมว่า Zenbook 13 นั้นผ่านมาตรฐานความทนทานทางการทหารด้วย ทนอุณหภูมิร้อน หนาว ทนความชื้น คือเอาไปใช้งานในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกได้สบายๆ ซึ่งอยู่เมืองไทยอาจจะต้องทนร้อน ตัวนี้เทสมาแล้วว่าทำงานได้พื้นที่อุณหภูมิสูงถึง 48 องศาได้

  • Asus Zenbook 13 UX333 ตัวนี้มีขนาดจอ 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD ซึ่งก็ใหญ่พอ ๆ กับโน้ตบุ๊กทั่วไป แต่ขนาดเครื่องเหลือประมาณกระดาษ A4 เอง
    • ซึ่ง Asus เรียกดีไซน์นี้ว่า Nano Edge ให้สัดส่วนพื้นที่หน้าจอ 95% ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้ลดขนาดของเครื่องไปได้เยอะ
    • ด้านบนจอก็ยังมีพื้นที่ให้กล้อง Webcam อยู่ ทำให้ยังได้มุมภาพไม่เงยเกินไปเหมือนหลายแบรนด์ที่ทำขอบจอบาง แล้วเอากล้องไปซ่อนด้านล่างของจอ
    • ซึ่งกล้อง Webcam ตัวนี้มาพร้อม Infrared เพื่อปลดล็อก Windows ด้วยใบหน้าได้ แม้จะอยู่ในที่มืด หรือที่เรียกว่า Windows Hello 
  • Asus Zenbook 13 ที่เรารีวิววันนี้เป็นเครื่องสีน้ำเงิน Royal blue ซึ่งในไทยจะจำหน่ายอีกสีหนึ่งเป็นสีเงิน Icicle silver ให้เลือกได้ ซึ่งทั้งคู่จะมีสีเน้นบริเวณด้านบนคีย์บอร์ดเป็นสีทองชมพูเหมือนกัน ส่วนฝาหลังถ้าดูดี ๆ จะเป็นลายวง ๆ ล้อมรอบโลโก้ Asus ตามสไตล์ Zenbook โดยรวมแล้วก็เป็นดีไซน์ที่ดูดี และน่าจะเข้ากับไลฟ์สไตล์คนใช้ทั่วไปได้ง่ายด้วย
  • ส่วนพอร์ตข้างเครื่องก็ให้มาครบ ด้านซ้ายเครื่องมีช่องต่อ HDMI, USB 3.0 และ USB-C ส่วนด้านขวาเครื่องจะเป็นช่องหูฟัง, USB 2.0 (แหม น่าจะเป็น 3.0 ไปเลย) และช่องอ่าน MicroSD จะขาดไปก็แค่พอร์ตแลนเนอะ ก็ในกล่องมีหัวแปลงพอร์ตแลนแถมมาให้ด้วย คิดมาครบจริง!
  • Touchpad ของ Asus Zenbook 13 นั้นไม่ธรรมดาเลยน้า อย่างแรกเลยเมื่อเปิดจอขึ้นมา จะมีการงัดเครื่องให้ฝั่งจอภาพสูงขึ้น 3 องศา ทำให้คีย์บอร์ดเงยรับการพิมพ์มากขึ้น แล้วยังทำให้พัดลม ระบายอากาศทำงานได้ดีขึ้น
    • ซึ่งตัวคีย์บอร์ดนี้เป็นแบบ Backlit เปิดไฟได้ด้วย และการที่ยกตัวเครื่องขึ้น ก็ทำให้ลำโพงที่ได้รับการจูนโดย Harman/Kardon ที่อยู่ใต้เครื่องทำงานได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งเสียงจากลำโพงตัวนี้คือให้มิติเสียงใช้ได้เลย

ตัว Zenfone 13 ใส่ NumberPad หรือแป้นตัวเลขเข้าไปรวมใน Touchpad กระจกตัวนี้เลย ซึ่งกดปุ่มตรงมุม Touchpad ก็จะเปิดแสงของแป้นตัวเลขออกมา ป้อนตัวเลขสะดวกเลยที่นี้ แถมระหว่างที่เปิด NumberPad เราก็ยังใช้งาน TouchPad เพื่อสั่งงานได้อยู่นะ แต่ตัว NumberPad นี้มีเฉพาะในรุ่น Core i7 เท่านั้น ตัว Core i5 ไม่มีจ้า

ความแรงภายในของ Asus Zenbook 13 ที่บอกว่าบางและแรงคือสเปคของ Zenfone 13 รุ่นท็อปคือ

  • ให้ CPU เป็น Intel Core i7-8565U Gen 8 พร้อมการ์ดจอ NVIDIA GeForce MX150 แรม 8 GB และ SSD ความจุ 512 GB เอาเครื่องนี้ไปตัดต่อวิดีโอ ด้วย Adobe Premiere แบบทั้งคลิป ทำงานเป็นเครื่องตัดต่อหลักได้สบาย ๆ ก็การันตีความแรงได้ระดับหนึ่งเลยแหละ ตัดต่อวิดีโอได้ขนาดนี้ ใช้ท่องเว็บ พิมพ์เอกสารนี้หายห่วง ส่วนเรื่องการเล่นเกม
  • ตัวการ์ดจอ MX150 ก็เล่นเกม 3D ได้ดีระดับหนึ่งครับ อย่างเราเทสกับ Bioshock Infinite ในระดับ Medium ก็เล่นได้ แต่เวลาที่มีศัตรูเยอะ ๆ อาจมีหน่วง ๆ บ้าง ซึ่งถ้าเน้นเล่นเกมจริงจังคงต้องจัดเป็น Gaming Notebook หรือดูเป็นตัวพี่ Zenbook 15 UX533 ที่มาพร้อม GeForce GTX 1050 Max-Q ก็จะมีประสิทธิภาพดีขึ้น
  • แบตเตอรี่ ตามสเปคของ Asus Zenbook 13 คืออยู่ได้ 14 ชั่วโมง ซึ่งถ้าเราเปิดโหมด Battery Saver แล้วใช้งานไม่หนักมากอย่างเล่นเน็ต พิมพ์งานก็อยู่ได้ราวสิบชั่วโมงครับ แต่ถ้าเอาไปตัดต่อวิดีโอก็ต้องเปิดโหมดพลังงานที่แรงขึ้น อายุแบตเตอรี่ก็จะสั้นลงไป แต่ดีที่อแดปเตอร์ไฟไม่หนัก พกติดตัวได้ตลอด

ต้องบอกว่า Asus Zenbook 13 UX333 ตัวนี้หาจุดอ่อนยากเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มี อย่างแรกคือ

  • เรื่องคีย์บอร์ด ที่ Layout จะแปลกไปบ้างเพราะตัวเครื่องมีขนาดเล็ก โดยเฉพาะตรงปุ่ม Shift ขวาเล็กไปหน่อย ก็ต้องปรับตัวในการใช้บ้าง แต่ถ้าเป็นตัวใหญ่ขึ้นอย่าง Zenbook 14 UX433 จะไม่มีปัญหานี้เพราะแป้น Shift กลับมาใหญ่เหมือนเดิม
  • อย่างที่ 2 คือแม้เครื่องนี้จะมีพอร์ต USB-C แล้ว แต่ก็ไม่สามารถชาร์จไฟผ่าน USB-C ได้นะ ต้องชาร์จผ่านช่องชาร์จไฟของมันเท่านั้น ก็ทำให้เราไม่สามารถพกอแดปเตอร์ตัวเดียวชาร์จทั้งมือถือและโน้ตบุ๊กได้

ราคาอย่างเป็นทางการจาก Asus ยังไม่ออก แต่ทาง Asus ประเทศไทย…บอกว่ารุ่นเริ่มต้นที่ใช้ Intel Core i5 และการ์ดจอ GeForce MX150 จะมีราคาไม่ถึง 30,000 บาท ส่วนใครที่คิดว่าจอ 13 นิ้วเล็กไป Asus ก็ยังออก Zenbook 14 ตัวใหม่รหัส UX433 ที่มีจอ 14 นิ้ว แต่ขนาดเครื่องเท่าโน้ตบุ๊ก 13 นิ้วทั่วไป และ Zenbook 15 รหัส UX533 จอ 15 นิ้ว แต่หนักแค่ 1.6 กก. ให้เลือกด้วย

ราคาของ ZenBook 13/14/15

  • ZenBook 13/14 ที่ใช้ Core-i5 8265U พร้อม Intel UHD Graphic 620 ราคา 26,990 บาท
  • ZenBook 13/14/15 ที่ใช้ Core-i5 8265U พร้อม Nvidia GeForce MX150 ราคา 29,990 บาท
  • ZenBook 13/14/15 ที่ใช้ Core-i7 8565U พร้อม Nvidia GeForce MX150 ราคา 35,990 บาท
  • ZenBook 15 ที่ใช้ Core-i7 8565U พร้อมแรม 16 GB และ Nvidia GeForce 1050 Max-Q ราคา 45,990 บาท

แล้วแวะเยี่ยมตามร้านคอมพิวเตอร์ได้เลย พิเศษสำหรับผู้ซื้อ Zenfone 13 ร้อยคนแรก จะได้กระเป๋าโน้ตบุ๊กที่ออกแบบโดยแบรนด์ Insomnia by Vara เป็นพิเศษด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

AIS ชวนคุณสัมผัสเทคโนโลยี 5G ของจริงว่าเร็วขนาดไหน!!

Published

on

AIS เปิดให้ร่วมทดสอบความเร็วของ 5G บนนวัตกรรมที่เหนือชั้นยิ่งกว่าจากเอไอเอส ท้าพิสูจน์ความเร็วสูงสุด กับความเร็วที่มากกว่า 1 Gbps ด้วยการยกเครื่องที่ยิงสัญญาณ 5G มาไว้ในงานกันเลยล่ะค่ะ

และแน่นอนว่าความหน่วงที่ต่ำกว่า 6ms นั้น หมายความว่า แทบจะไม่พบความหน่วงที่เกิดขึ้นเลยค่ะ หรืออีกอย่างคือ 5G มีความหน่วงน้อยกว่า 4G ค่อนข้างเยอะนั่นเองค่ะ สามารถเอาไปใช้กับอะไรได้เยอะกว่าเดิมเลยทีเดียวค่ะ นอกจากความหน่วงที่น้อย ความเร็วของ 5G ก็ไม่น้อยหน้า เพราะว่าเร็วสุด ๆ จริง ๆ

มาร่วมทดสอบของจริงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ AIS D.C. ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม แล้วคุณจะได้พบกับประสบการณ์ 5G สุดล้ำ ที่พร้อมให้ทุกท่านได้เข้ามาเรียนรู้และเข้าใจเทคโนโลยี 5G ได้อย่างครบถ้วนทุกมิติ โดยมีทีมงานกูรูผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำอธิบายตลอดงานเลยจ้าาา!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

#beartaiตู้ต่อไป ตู้ขายไอศกรีม “Milk Shakes”

Published

on

beartaiตู้ต่อไป มาแล้วจ้าาา!! อยากจะบอกว่าตู้นี้ตู้ที่ 31 แล้วน้าคุณ ๆ จ๋า!! ;วันนี้จะมาพาไปดับร้อนด้วยการกินไอศกรีมกันค่า

ตู้นี้มีชื่อว่า f’real MilkShakes and more! เป็นตู้ไอศกรีมปั่น ตั้งอยู่ที่ห้าง Asda ที่ประเทศอังกฤษ เป็นตู้ไอศกรีมปั่น มีอยู่ 4 รสชาติด้วยกันค่ะ ได้แก่

  1. สตอเบอร์รี่
  2. ช็อกโกแลต
  3. วานิลลา และ
  4. โอริโอ้

ขั้นตอนการซื้อคือ

  • เลือกรสชาติที่เราต้องการ
  • และนำไปใส่เครื่องที่อยู่ข้าง ๆ
  • สามารถเลือกความเข้มข้นได้ด้วยน้า
  • จากนั้นก็รอเครื่องทำงานจนเสร็จ
  • แล้วก็นำไปจ่ายเงินที่ตู้ Kiosk จ้าาา!!

เห็นมะ ง่าย ๆ ไม่ยาก หายร้อนกันเลยทีเดียว ที่สำคัญเขาใช้หลอดกระดาษแทนหลอดพลาสติกด้วยแหละ ลดโลกร้อนไปอีกอะ ปรบมือให้เลยค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!