Connect with us

Published

on

เบนซ์ถือเป็นรถในฝันของใครหลาย ๆ คน และรถเบนซ์ C-Class ก็เป็นรถเก๋งตระกูลยอดนิยมของคนรักเบนซ์ เพราะได้ทั้งความภูมิฐานที่เราต้องการจาก Mercedes-Benz แต่แฝงความสปอร์ตเร้าใจเข้าไปด้วย และนี่คือ C 300 e AMG Dynamic รถไฮบริดพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า และแรงบิด 700 นิวตัน-เมตร

ต้องบอกว่า Mercedes Benz C 300 e AMG Dynamic ให้ความรู้สึกว่าเป็นรถที่แรงมาก เหยียบคันเร่งนิดเดียวรถก็ออกตัวไปได้อย่างรวดเร็วแล้ว ทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ก็ใช้เวลาแค่ 5-6 วินาทีเท่านั้น ก็ต้องยอมรับเลยว่าเครื่องยนต์ที่ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ หรือเกียร์ 9G-TRONIC ทำงานได้ดีจริง ๆ และในส่วนช่วงล่างก็เยี่ยมครับ ขับขี่ได้นุ่มนวล แต่ก็แอบมีความกระด้างอยู่บ้าง เพราะถูกเซ็ตช่วงล่างมาให้เฟิร์มขึ้น ทำให้อาการโยนตัวน้อยมาก แม้เจอทางขรุขระขับผ่านไปได้สบาย ๆ ภายในห้องโดยสารถือว่าเงียบใช้ได้ แต่เสียงจะเล็ดลอดมาช่วงความเร็ว ที่ 100 km/h ขึ้นไป ก็ยังถือว่ารับได้อยู่ครับ

Active Distance Assist DISTRONIC

Benz C 300 e AMG Dynamic มาพร้อมระบบ Active Distance Assist DISTRONIC ด้านหน้ารถจะมีตัวส่งสัญญาณเรดาห์เพื่อวัดระยะห่างจากรถคันหน้า เพื่อปรับความเร็วให้สัมพันธ์กับคันหน้า หรือช่วยเบรคในเวลาฉุกเฉินได้ด้วย ซึ่งสามารถดูรายละเอียดการทำงานได้จากหน้าจอ

Plug-in Hybrid

Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic นั้นเป็นรถแบบ Plug-in Hybrid มีช่องเสียบชาร์จแบตเตอรี่อยู่ด้านหลังรถ หรือถ้าไม่เสียบชาร์จก็สามารถปั่นไฟมาเก็บได้เรื่อย ๆ ระหว่างขับรถ โดยแบตเตอรี่ของ C 300 e นั้นมีความจุ 13.5 kWh ซึ่งถือว่าค่อนข้างเยอะเลยสำหรับรถไฮบริด สามารถขับด้วยแบตอย่างเดียวได้ไกลสุดประมาณ 50 กิโลเมตร โดยขึ้นอยู่กับสภาพจราจรและพฤติกรรมของผู้ขับ ส่วนเครื่องยนต์มีถังน้ำมันจุ 50 ลิตรนะ ขับถึงไหนถึงกัน!

โหมดปรับได้ 4 ระดับ

ก็ด้วยความที่ C 300 e เป็นรถไฮบริด ก็มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมดที่ปรับได้จากสวิทซ์ด้านซ้ายของ Touchpad คือ

  • Hybrid โหมดมาตรฐานที่ระบบจะคิดอัตโนมัติว่าจะใช้เครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อไหร่ ซึ่งปกติเราก็ขับโหมดนี้
  • E-mode อันนี้สำหรับบังคับให้รถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว ซึ่งทำให้รถเงียบมาก โดยมอเตอร์ไฟฟ้าของ C 300 e นั้นสามารถทำความเร็วได้ประมาณ 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • E-save โหมดรักษาไฟในแบตเตอรี่ เน้นการทำงานของเครื่องยนต์เป็นหลัก
  • Charge โหมดชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่อย่างจริงจัง เครื่องยนต์จะขับเคลื่อนรถด้วย ปั่นไฟด้วย แต่โหมดนี้จะกินน้ำมันหน่อยนะครับ เพราะเครื่องต้องปั่นไฟด้วย

สำหรับคนที่ขับในเมืองเป็นหลัก ก็แทบจะขับด้วย E-mode ได้ตลอดโดยไม่ต้องเติมน้ำมันเลยนะครับ เพราะขับได้ประมาณ 50 กิโลต่อการชาร์จ 1 ครั้ง กลับถึงบ้านก็เสียบชาร์จ รุ่งขึ้นแบตเต็มก็ขับใหม่ ประหยัดค่าน้ำมันตรงนี้แหละ ถ้าขับไกลหน่อยก็ยังใช้เครื่องยนต์น้ำมันได้ตลอด

การตกแต่งภายใน

เบนซ์ เน้นความใส่ใจในรายละเอียดการตกแต่งภายใน ดูหรูหราสมฐานะ แต่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี ว่ากันด้วยเบาะก่อนเลย รถสีขาว แต่เบาะหุ้มหนังสีแดง ดูหล่อมากๆ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณไม่ชอบเบาะหนังสีแดง Cranberry Red คุณก็สามารถสั่งเป็นสีดำปกติได้ แต่เบาะสีแดงนี้เป็นสีพิเศษของรุ่น AMG Dynamic นะครับ อยากขิงก็ต้องสีนี้นะ และคอนโซลต่างๆ ก็มีการหุ้มหนังเย็บตะเข็บมาให้ดูดีด้วย

พื้นที่ภายในก็โอ่โถง นั่งสบาย เบาะคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าได้หมด จะเอน เลื่อนหน้า/หลัง แถมยังปรับเบาะช่วงรองขาได้ด้วย และยังมีระบบ Memory เพื่อจำลักษณะการปรับเบาะของผู้นั่งที่แตกต่างกันในแต่ละคนได้ด้วย
ที่นั่งด้านหลังก็มีที่เท้าแขนให้พร้อมที่วางแก้ว กระจกบานหลังมีม่านไฟฟ้าลดแสงแดดได้

ที่นั่งคนขับก็เต็มไปด้วยระบบควบคุมครับ เริ่มจากหน้าปัด all digital instrument display เป็นหน้าปัดที่ไม่มีเข็มจริงเลยนะครับ ใช้จอ LCD ทั้งหมดขนาด 12.3 นิ้ว แต่ยังอยู่ในเบ้าสวยงาม เราสามารถปรับการโชว์ข้อมูลได้โดยใช้ก้านขวาของพวงมาลัย คุณจะชอบให้แสดงความเร็วรอบ แสดงค่า G-Force หรือ % การปล่อยพลังงานของรถก็ได้ แถมยังเปลี่ยนธีมได้ทั้งแบบ Sport, Classic หรือจะล้ำสมัยไปเลยแบบ Progressive ก็ได้ ซึ่งสามารถปรับหน้าจอเป็นภาษาไทยได้ด้วย

ซึ่งพวงมาลัยก็เป็นทรง D-sharp ที่ออกแบบดูสปอร์ต และเต็มไปด้วยปุ่มควบคุมมากมาย ทั้งเปลี่ยนเกียร์ ควบคุมเครื่องเสียง ระบบ Cuise Control หรือเปลี่ยนภาพหน้าจอก็ปรับได้จากพวงมาลัยนี้
ตรงกลางรถนี้เป็นชุดควบคุมระบบ Multimedia และการตั้งค่าต่างๆ ของรถที่หน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งก็มีกราฟิกสวยงาม มีแผนที่นำทางในตัว ซึ่งจอนี้ก็จะแสดงภาพจากกล้องรอบคันรถเวลาเข้าจอดด้วย และเวลาจอดก็จะมีระบบ Active Parking Assist เพื่อช่วยนำรถเข้าจอดได้ง่ายขึ้น

ชุดเครื่องเสียงของ Benz C 300 e AMG Dynamic นั้นเป็นรุ่น MB Audio 20 เชื่อมต่อ Bluetooth ได้ มาพร้อมชุดลำโพง Burmester ซึ่งก็ให้เสียงดีในระดับหนึ่งเลย แต่ที่แปลกใจคือในรุ่นท็อปอย่าง AMG Dynamic กลับไม่รองรับ Apple CarPlay หรือ Android Auto ซะงั้น แต่ใน C 220 d รุ่นดีเซลกลับรองรับ

ระบบปรับอากาศก็สามารถปรับอุณหภูมิแยกกันได้ 3 โซน ขึ้นชื่อว่าเป็นเบนซ์ ภายในก็ต้องมีระบบแสงไฟ Ambient Lighting ที่สวยงามด้วย โดยสามารถปรับไฟในห้องโดยสารได้ถึง 64 เฉดสีตามความต้องการ
และหลังคาของรุ่นท็อปก็เป็นแบบ Panoramic Sunroof เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยไฟฟ้าด้วย

ส่วนกุญแจก็เป็นแบบ Keyless GO คือไม่ต้องหยิบกุญแจมากดล็อกรถ ปลดรถ แต่เอากุญแจไว้กับตัวแล้วดึงประตูรถได้เลย แต่กุญแจไร้สายแบบนี้มีเฉพาะในรุ่นท็อป AMG Dynamic อย่างเดียวนะครับ รุ่นรองจะต้องหยิบมาปลดล็อกเอง

การตกแต่งภายนอก

จบเรื่องภายในกันแล้ว มาดูภายนอกกันบ้าง ซึ่ง Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic มีเรื่องที่น่าสนใจหลายจุด เริ่มกันที่กระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น AMG Dynamic ที่ออกแบบกระจังหน้าเป็นแบบ Diamond Grille ดูสวยงาม เข้ากับดาว 3 แฉก โลโกของเบนซ์ที่เราคุ้นเคยกันดี

ไฟหน้าของ C 300 e AMG Dynamic ใส่เทคโนโลยีมาเต็ม มีชื่อเรียกว่า Multibeam LED ที่ยิงลำแสงหลายลำจาก LED จำนวน 84 หลอดภายใน ซึ่งระบบอัตโนมัติของรถจะช่วยปรับลำแสงของไฟหน้าให้เหมาะกับการเข้าโค้ง หรือสถานการณ์การขับขี่ต่าง ๆ มองเห็นถนนชัดเจนขึ้นในเวลาสำคัญ นอกจากนี้ยังสามารถตบไฟสูงได้เองเวลาไม่มีรถสวน หรือใช้โหมด Ultra Range Highbeam สามารถสาดแสงออกไปได้เกินครึ่งกิโล หรือ 650 เมตร

ส่วนล้อ ก็เป็นแม็คอัลลอยก้านคู่ 5 แกนจาก AMG ขนาด 18 นิ้ว และยางเป็นแบบ Runflat แม้เจอตะปูทิ่มจนยางรัว ก็ยังสามารถวิ่งเบา ๆ ประคองรถไปหาอู่ได้

ส่วนกระโปรงหลังรุ่นท็อปจะสามารถเตะใต้ท้องรถเพื่อเปิดกระโปรงได้ ซึ่งห้องเก็บของท้ายรถก็จัดว่าใหญ่เลย โดยมีความจุ 300 ลิตร แต่ยังน้อยกว่ารุ่นเครื่องยนต์ดีเซลที่จุของได้ 455 ลิตร เพราะต้องเอาพื้นที่ส่วนหนึ่งไปติดตั้งแบตเตอรี่ และด้านหลังรถก็มีช่องสำหรับเสียบชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ครับ ซึ่งจะต่างจากรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ช่องเสียบไฟจะอยู่ด้านหน้า

สั่งงานผ่านแอป Mercedes Me

และรถระดับนี้จะไม่มีการสั่งงานผ่านแอปได้ยังไงครับ Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic สามารถทำงานร่วมกับแอป Mercedes Me เพื่อดูรายละเอียดของตัวรถ ปริมาณไฟในแบตเตอรี่ กดเปิดแอร์ก่อนที่จะไปถึงรถ ซึ่งในรถไฮบริดเราสามารถเปิดแอร์โดยไม่ต้องสตาร์ทรถได้ด้วย หรือถ้าคุณวางแผนการเดินทางอยู่แล้ว ก็บอกแอป Mercedes Me ก็ได้ว่าจะเดินทางกี่โมง แอปจะได้จัดการคำนวณเรื่องการชาร์จไฟ และเปิดแอร์ให้ก่อนไป

ราคา

สุดท้ายคือเรื่องของราคาครับ Mercedes-Benz C 300 e มีอยู่ด้วยกัน 2 รุ่นคือ C 300 e AMG Dynamic ตัวท็อปที่เรารีวิวตอนนี้ ก็ตั้งราคาไว้ 3,215,000 บาท

ส่วนใครที่ไม่สนใจหลังคา Panoramic Sunroof, ไม่สนใจระบบเปิดท้ายรถไม่ต้องใช้มือ, กุญแจไร้สาย Keyless Go, หน้าปัดแบบ All-digital Instument Display, ระบบเรดาห์รักษาระยะห่างรถคันหน้า DISTRONIC, กล้องรอบทิศทาง รวมถึงชุดแต่งที่เป็นล้อแม็ก 5 ก้าน เบาะสีแดง หรือกระจังหน้าแบบ Diamond Grille ก็ยังมีรุ่นรองเป็น C 300 e Avantgarde ราคา 2,599,000 บาทให้เลือกซื้อครับ ซึ่งก็ยังได้เครื่องไฮบริด 2 ลิตร 320 แรงม้าเหมือนกันนะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!