Connect with us

Published

on

ในที่สุดก็มาถึงเวลาที่ YouTube ปฏิรูปตัวเอง ด้วยการเก็บค่าสมาชิกผ่านบริการที่มีชื่อว่า “YouTube PREMIUM” แต่บอกไว้ก่อนเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เพิ่งเริ่มในไทย ซึ่งใครจะได้รับผลกระทบบ้าง บก.บห. แบไต๋จะมาเล่าให้ฟัง

เวลาเราดู YouTube สิ่งที่หลาย ๆ คนไม่ค่อยชอบใจก็คือเรื่องโฆษณาที่โผล่ขึ้นมา บางทีก็ skip ad ได้ แต่บางทีก็ skip ไม่ได้ต้องทนดูไปถึงจะได้ดูวิดีโอที่เราอยากดูต่อ ซึ่งอันนี้ก็เข้าใจได้ เพราะ YouTube ก็ต้องการทำเงินเหมือนกัน ถ้าไม่มีรายได้จากตรงนี้เขาก็คงให้คนทั่วโลกดูฟรีไม่ได้ แต่ตอนนี้! YouTube เขามีวิธีหารายได้อีกทางแล้ว โดยรายได้ทางใหม่ของ YouTube ก็คือการเปิดบริการ YouTube PREMIUM ให้ผู้ใช้อย่างเรา “จ่ายค่าสมาชิก” แลกกับการเสพคอนเทนต์บน YouTube แบบไม่ต้องมาสะดุดกับโฆษณาอีกต่อไป และที่สำคัญเปิดให้บริการในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว!

ได้ยินได้ฟังแบบนี้หลายคนคงแบบ เห้ย ทำไมดู YouTube ต้องเสียเงินด้วย!? ใจเย็น ๆ แล้วฟังให้ดี ๆ เขาแค่เปิดบริการใหม่ ถ้าเราไม่สมัครจ่ายค่าสมาชิก เราก็ยังดู “ฟรี” ได้อยู่แต่ต้องทนดูโฆษณาต่อไปเท่านั้นเอง ซึ่งนอกจากที่ YouTube Premium ไม่มีโฆษณา ฟีเจอร์ใหม่ดังกล่าวก็ยังมี YouTube Original ซีรีส์และภาพยนตร์ต่าง ๆ จากทาง YouTube รวมถึง “ YouTube Music” แอปพลิเคชันเพลงสตรีมมิงพ่วงมาให้ด้วย

ซึ่ง YouTube Music ได้เปิดตัวไปในประเทศต่าง ๆ ไปแล้วก่อนหน้านี้กว่า 71 ประเทศทั่วโลก ออกแบบมาเพื่อฟังเพลงโดยเฉพาะ และใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของเรา เช่น ช่วงบ่ายเพลย์ลิสต์หรือเพลงที่แนะนำจะเป็นเพลงสบาย ๆ ฟังเพลิน ๆ ระหว่างทำงาน แต่ช่วงเย็นเพลย์ลิสต์หรือเพลงที่แนะนำจะมีจังหวะที่เร้าใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เราไปออกกำลังกายในฟิตเนส!

ข้อดีของ YouTube Premium คือ เรายังเล่นวิดีโอบน YouTube บนพื้นหลังได้ด้วย และยังสามารถดาวน์โหลดวิดีโอต่าง ๆ ไว้ดูได้แบบ offline ได้อีก โดยค่าบริการเฉพาะ YouTube Music Premium อยู่ที่เดือนละ 129 บาท/เดือน, แบบครอบครัว (แบบครอบครัวสามารถใช้งานพร้อมกันสูงสุดได้ 1+5 คน) จะอยู่ที่ 199 บาท/เดือน, แบบนักเรียนอยู่ที่ 65 บาท สำหรับ android นะ ส่วน iOS จะแพงกว่า ราคาอยู่ที่ 169 บาท, 259 บาท ต่อเดือน และไม่มีสำหรับนักเรียน (รู้สึกเศร้า…) ขณะที่ค่าบริการ YouTube PREMIUM อยู่ที่ 159 / 239 / 95 บาท ต่อเดือนตามลำดับ ส่วน iOS อยู่ที่ 209 และ 309 บาทต่อเดือน ไม่มีโปรเด็กนักเรียน…

ซึ่งถ้าเราซื้อ YouTube PREMIUM เราก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ YouTube Music อีก เพราะเขาพ่วงให้แบบอัตโนมัติ ซื้อ 1 แถม 1 ไปเลย (อันนี้ดีกับคนที่มีวิดีโอสตรีมมิงเจ้าอื่น ๆ อยู่แล้ว และไม่อยากเสียตังค์จ่ายทั้งหมด YouTube เลยมีออปชันให้เลือกจ่ายได้เฉพาะเพลง แต่แหมห่างกัน ไม่กี่สิบบาทเองนะ!) นึกภาพง่าย ๆ แล้วขอพาดพิงถึงแบรนด์อื่นหน่อยคือ “เหมือนสมัคร netflix + spotify พร้อมกัน”

แวะบอกเกร็ดเล็ก ๆ ของ YouTube

  • ในปี 2017 – 2018 มีสถิติเผยว่า 6  ใน 10 ของคนไทยใช้ YouTube ในการฟังเพลง! (ไม่ได้ดูขอแค่ได้ฟังก็เพียงพอ)
  • ประเภทเพลงที่คนชอบฟังมากที่สุด คือ ลูกทุ่ง
ทำไมราคาค่าสมาชิก Android กับ iOS มันถึงไม่เท่ากัน?
ทำไมราคาค่าสมาชิก Android กับ iOS มันถึงไม่เท่ากัน? ที่ไม่เท่ากันก็เพราะ Apple เขาเก็บเงินเพิ่มอีก 30% อารมณ์เหมือนค่าหัวคิว จะมาให้ลูกค้าแกใช้ผ่านแพลตฟอร์มข้า เอ็งก็ต้องจ่ายค่าหัวคิวมา แต่ไม่แปลกใจหรอกเพราะ YouTube เป็นของ Google มันก็เหมือนคู่แข่งขอข้ามฝั่งมาใช้พื้นที่บ้านของอริ เลยถือโอกาสเก็บตังค์ซะเลย!

ว่าง่าย ๆ YouTube กำลังฏิรูปตัวเองเพื่อให้ทันคู่แข่ง ลองนึกดูสิ YouTube อยู่ในตลาดมานานมาก แต่ที่ผ่านมาก็เป็นรูปแบบเดิม ๆ มาวันนี้ ก็เริ่มมีการเก็บค่าสมาชิก มีคอนเทนต์ของตัวเอง ดังนั้น ผลกระทบแรกที่เห็นชัด ๆ คือ จะเกิดการแข่งขันเรื่องคอนเทนต์กับเจ้าอื่น ๆ ในตลาด เช่น Apple TV, Netflix, Disney Plus ซึ่งวิดีโอสตรีมมิงเหล่านี้คงมีหนาว เพราะ YouTube ฐานเยอะและมี data หลังบ้านจำนวนมหาศาล ซึ่งการกระทำในครั้งนี้ถือว่าเป็นผลกระทบที่ดี เพราะถ้าจ่าย ก็บอกลาปุ่ม skip ไปได้เลย และยังได้นู้นนี่ ล่าตาล่อใจเยอะแยะไปหมด ถ้าไม่จ่ายก็ยังเสพได้เหมือนเดิม

ส่วนสายครีเอเตอร์หรือพวก YouTuber คนที่หาคอนเทนต์มาให้เราได้ดูกัน คนตามเป็นล้าน ๆ หลายคนอาจจะกำลังคิดว่า ถ้าคนหันไปจ่ายค่าสมาชิกหมด แบบนี้บรรดาครีแตอร์ก็อดได้เงินจากโฆษณาสิ? ก็ต้องตอบเลยว่าจริง ๆ ณ ตอนนี้ เขายังไม่สูญเสีย เพราะไม่ใช่ทุกคนจะหันไปจ่ายค่าสมาชิก เขายังทำเงินจากโฆษณาที่โผล่มาในคลิปของตัวเองจากคนดูทั่วไปที่ไม่ได้จ่ายรายเดือน และยังได้เงินจากการที่มีลูกค้ามาซื้อ ทำคลิปขายคอนเทนต์ ได้อีก และที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากการมี YouTube PREMIUM ก็คือ เงินส่วนแบ่งจากค่าสมาชิก premium (เท่าที่ดูคำนวนผ่านวิวและชั่วโมงการดู) แต่สุดท้ายก็ต้องมาดูกันว่า รายได้จาก โฆษณา และ รายได้จาก premium อันไหนจะมากกว่าหรือน้อยกว่ากันแน่ แต่ถ้าอยากรอดก็ต้องสู้กันที่ความแข็งแรงของคอนเทนต์และความเร็วในการจับกระแส

แต่คนที่จะได้รับผลกระทบจริง ๆ จากเรื่องนี้ ก็คือพวกแบรนด์สินค้า เพราะถูกตัดช่องทางการลงโฆษณา คนก็เห็นน้อยลง ก็ต้องมาดูว่าอนาคตจะมีรูปแบบการโฆษณาใหม่ ๆ หรือไม่?

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!