[รีวิวก่อนใคร] Microsoft Surface Pro X เด็ดดีไซน์ แถมใส่ซิมได้ ไม่ง้อ Wi-Fi

หนุ่ย พงศ์สุข จับ Microsoft Surface Pro X ที่ใช้ ซีพียูใหม่แบบเดียวกับมือถือ จะมีอะไรที่น่าสนใจแตกต่างจากเดิมบ้าง รู้เลยที่นี่!

Surface Pro X

โดยปกติแล้ว Surface มักจะใช้ซีพียู Intel หรือไม่ก็ AMD แต่ Surface Pro X ตัวนี้ใช้ซีพียูรุ่นใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ Qualcomm อย่าง “Microsoft SQ1” ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม ARM (อาร์ม) หรือ Advanced RISC Machine แบบ 64 บิต ขนาด 7 nm. ซึ่งความพิเศษของ CPU ตัวนี้คือ มีขนาดเล็กมากแบบเดียวกับอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ตเลยก็ว่าได้ และยังกินไฟน้อยแค่ 7W ในประสิทธิภาพที่โอเค และด้วยความเป็น CPU ของมือถือ จึงสามารถต่อเน็ต 4G LTE รองรับ nano SIM และ eSIM ได้ในตัว

ดีไซน์ภายนอก

Microsoft Surface Pro X ตัวนี้มีดีไซน์ที่คล้ายกับ Surface Pro 7 แต่ต่างกันตรงที่ขอบข้าง และมุมต่างๆ จะมีความโค้งมนมากกว่า สำหรับสีตัวเครื่อง จะใช้เป็นสีดำทั้งหมด ด้านวัสดุทำจากอะลูมิเนียมชุบด้วยคาร์บอน ที่เบาและทนต่อรอยขีดข่วน แต่ไม่ทนรอยนิ้วมือ ต้องคอยเช็ดอยู่เรื่อย ๆ

ส่วนเรื่องของน้ำหนักและความบางของ Surface Pro X รุ่นนี้บางกว่าตัว Surface Pro 7 อยู่พอสมควร โดยมีความบางอยู่ที่ 7.3 มม. ถือว่าบางที่สุดในตระกูล Surface ณ ขณะนี้ และนอกจากจะบางแล้ว น้ำหนักยังเบาอีกด้วยนะ เพราะตัวเครื่อง Surface Pro X อย่างเดียวอยู่ที่ 767 กรัม ถือว่าเบามากสำหรับโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 13 นิ้ว พอติดคีย์บอร์ด Type Cover พร้อมปากกาเข้าไป ชั่งน้ำหนักจะอยู่ที่ 1,059 กรัมหรือประมาณ 1 กิโลกรัม และพอรวมอะแดปเตอร์เข้าไป น้ำหนักก็เพิ่มมาเป็น 1,400 กรัม ถือว่าทั้งชุดรวม ๆ นี่พกพาได้สะดวกมากครับ ไม่ถึงกิโลครึ่งเท่านั้นเอง

รอบ ๆ ตัวเครื่องกัน ด้านบนไม่มีอะไรเป็นขอบโล่งๆ ด้านขวามีปุ่ม Power ถัดลงมาเป็นพอร์ตชาร์จไฟ Surface Contect พอร์ตมาตรฐานของ Surface ที่ชาร์จแบตไวจาก 0-80% ใน 1 ชั่วโมง ส่วนฝั่งขวาเป็นปุ่มปรับเสียง พร้อมพอร์ต USB-C แบบ 3.0 สองพอร์ต โดยความสามารถคือ รับส่งข้อมูล จ่ายไฟ ต่อจอแยก 4K 30Hz ได้สองจอ และรองรับการชาร์จไฟเข้าเหมือนแท็บเล็ตทั่วไป แต่อะแดปเตอร์ที่ใช้ ต้องเป็นแบบ 60W ขึ้นไปเท่านั้น ไม่งั้นชาร์จไม่เข้า ส่วนด้านล่างมีพอร์ต ไว้สำหรับต่อกับคีย์บอร์ด Type Cover นั่นเอง และก็ขอแสดงความเสียใจกับคนที่ใช้หูฟังแบบ 3.5 มม. เพราะไม่มีแล้วนะครับสำหรับรุ่นนี้

ที่ด้านหลังเครื่องมีกล้องความละเอียด 10MP พร้อมไมค์ ส่วนโลโก้ Microsoft อยู่ส่วนล่างเป็นโลโก้ ใต้ขาพับมีช่อง สำหรับใส่ซิมและเปลี่ยน SSD ได้อีกด้วย และขาพับของเครื่องมีความแข็งแรงมาก พับได้สูงสุด 165 องศา ปรับระดับได้หลายรูปแบบตามสไตล์เรา

สเปค

เริ่มกันที่หน้าจอของ Surface Pro X ใช้ดีไซน์ใหม่เป็นแบบ Edge-To-Edge ที่ขอบข้างบาง 0.5 มม. ขนาดความกว้างของจออยู่ที่ 13 นิ้ว เป็นแบบ 4:3  PixelSense ขนาด 13 นิ้ว 60Hz ความละเอียด WQHD 2880 x 1920 ความหนาแน่น 267 ppi แสดงสีแบบ True Color รองรับ RGB 100% นอกจากนี้ยังปรับโทนสีให้สบายตาตามสภาพแวดล้อมอีกด้วย คุณภาพจอถือว่าคมชัดและแสดงสีสดสมจริง ตำแหน่งของกล้องหน้าและชุดเซ็นเซอร์สแกนใบหน้าจะอยู่ด้านบน ส่วนตำแหน่งลำโพง จะอยู่ทางฝั่งซ้ายและขวา คุณภาพเสียงถือว่าดี คาแรคเตอร์เสียงค่อนข้างกว้าง ดูหนักโอเค ฟังเพลงเพลิน

ส่วนซีพียูก็ใช้เป็นรุ่น Microsoft SQ1, ความเร็ว 3GHz, 8 แกนประมวลผล พร้อมโมเดมต่อเน็ต 4G LTE ในตัว มาพร้อมชิปกราฟิก Adreno 685 ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้โดยเฉพาะ สามารถดูวีดีโอ YouTube 4K ได้ลื่นไหล ไม่กระตุก และสำหรับ RAM ก็ให้มา 8GB โดยเป็นแรมแบบ LPDDR4X ความจำตัวเครื่องเป็น SSD NVMe M.2 ขนาด 128GB และ 256GB ถ้าใครไม่พอใช้ก็อัปเกรดได้ถึง 512GB เลย

ส่วนโปรแกรมธรรมดาที่เราใช้งานกันทั่วไปอย่าง Google Chrome, FireFox, Edge Chromium, Microsoft Office อันนี้ใช้ได้ปกติ และยังติดตั้งโปรแกรม 32 บิตทั่วไปได้แบบไม่มีปัญหา ส่วนโปรแกรมตระกูล Adobe ก็มีแค่ Photoshop และ Illustrator เวอร์ชั่น 2018 ที่ใช้เอฟเฟคเกี่ยวกับ 3D ไม่ได้

การทดสอบประสิทธิภาพ

โดยเราได้ทำการทดสอบความสามารถของซีพียูผ่านโปรแกรม Geekbench 5 คว้าคะแนนไปได้ 2800 ถือว่าไม่สูงมาก ถ้าเทียบกันในตระกูล Surface อย่างรุ่น Pro 7 ราคาใกล้ๆ กันแต่ได้คะแนน Multi-Core สูงกว่ามากถึง 4400 คะแนน ส่วนผลการทดสอบกราฟิกด้วยโปรแกรม 3DMark อันนี้ทำไม่ได้เพราะมันไม่รองรับ ด้านความเร็วของ SSD เราก็ทดสอบด้วยโปรแกรม CrytralDiskMark ผลก็ได้ออกมาอยู่ที่ 2000 MB/s สำหรับการอ่าน และ 713MB/s สำหรับการเขียน ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว

ด้านประสิทธิภาพการเล่นเกมส์อันนี้ก็ลื่นอยู่ เฉพาะเกมส์ที่รองรับซีพียู ARM อย่าง เกมส์ Asphalt 9 ที่โหลดมาจาก Microsoft Store เล่นได้มีกระตุกบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นเกมส์บนแพลตฟอร์ม Steam อันนี้เล่นไม่ได้เลย

สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนอกจากเชื่อมต่อผ่าน WiFi ปกติแล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อผ่าน 4G LTE ได้กับทุกเครือข่าย

แบตเตอรี่

แบตเตอรีของ Surface Pro X ถือว่าอึด แต่ไม่สุด ใช้พิมพ์งาน ท่องเว็นได้ประมาณ 7-8 ชั่วโมง อัตราการลดอยู่ที่ 8-10% ต่อชั่วโมง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วยนะจ๊ะ เปิดจอสว่างมากก็กินแบตมาก แต่อะแดปเตอร์ 65W ตัวนี้มีจุดเด่นในด้านการชาร์จที่ไวมาก แค่ 1 ชั่วโมง แบตก็ขึ้นมาถึง 80% และยังมีขนาดกะทัดรัดอีกด้วย โดยนอกจากชาร์จ Surface Pro X แล้วยังเอาไปใช้ชาร์จมือถือรุ่นอื่น ๆ ได้ด้วยนะ เพราะเป็น USB-C เช่นเดียวกัน

อุปกรณ์เสริม

สำหรับ Surface Pro X ก็มาพร้อมกับปากกา Surface Slim Pen ที่รีดีไซน์ใหม่ให้บางลงกว่าเดิม และคีย์บอร์ด Surface Pro X Signature ที่มาพร้อมช่องเก็บปากกา และความเจ๋งของมันคือ “วางปุ๊บ พลิกปั๊บ พร้อมชาร์จทันที” ถือว่าทาง Microsoft แก้ปัญหาการเก็บปากกาได้ดี มีช่องเหลือข้างบนก็ทำเป็นช่องเก็บได้เลย

สำหรับตัวคีย์บอร์ด Surface Pro X Signature ไม่มีอะไรมาก ปรับได้สองระดับ วัสดุเป็น Alcantara เหมือนเดิม เพิ่มเติมแค่ช่องเก็บปากกาที่มีแม่เหล็กอยู่ด้านใน พร้อมกับระบบชาร์จไร้สายในตัว

แต่ตัวปากกา Surface Slim Pen เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ เพราะมีการรีดีไซน์ให้บางลงเหลือ 0.6 มม. พร้อมกับใส่แบตฯ และระบบชาร์จไร้สายเข้าไปในตัว ตัดปัญหาหาซื้อถ่าน AAAA ไม่ค่อยได้

Voice Over ด้านฟีเจอร์ไม่ต่างจากเดิมมาก ยังรองรับการกด 4096 ระดับ ใช้หัวเขียนและใช้ตูดลบ พร้อมปุ่มฟังก์ชั่นตรงกลาง ส่วนฟีลลิ่งการจับถืออันนี้ผมยังไม่ชิน ยังค่อยถนัด ก็คงต้องค่อยๆ ปรับตัวไป

แต่ข้อดียังไม่หมด เพราะว่า Surface Slim Pen ใช้กับ Surface รุ่นอื่นได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Surface Pro 7, Laptop 3, Book 2 และ Go ไม่เหมือนกับปากกาของค่ายผลไม้ ! แต่สำหรับคีย์บอร์ดที่มีช่องเก็บปากกาใช้ได้กับ Surface Pro X เท่านั้นนะจ๊ะ
สเปค
และเราก็เดินทางมาถึงในส่วนของสเปค รอบนี้ซีพียูไม่ใช่ Intel เหมือนเดิมนะจ๊ะ

จุดสังเกต

สำหรับซีพียู Microsoft SQ1 ที่เป็น ARM ยังมีข้อจำกัดบน Windows 10 อยู่นั่นก็คือ “มันรันได้เฉพาะโปรแกรม 32 บิต และโปรแกรมที่เขียนมาเพื่อซีพียู ARM เท่านั้น” พวกโปรแกรม 64 บิต หรือ x64 ยังทำงานร่วมกับซีพียูไม่ได้ เช่น Adobe Premiere Pro / Sony Vegas / Davinci Resolve พวกนี้ตัดไปได้เลย

ราคา

สำหรับราคาเปิดตัวของ Surface Pro X เฉพาะตัวเครื่อง อยู่ที่

  • 34,990 บาท สำหรับรุ่น 128GB
  • 43,990 บาท สำหรับรุ่น 256GB

อันนี้เป็นราคาเฉพาะตัวเครื่องนะครับ ไม่รวมคีย์บอร์ดและปากกา ส่วนราคาอุปกรณ์แยกมีดังนี้

  • Surface Slim Pen อยู่ที่ 6,960 บาท
  • Surface Pro X Signature Keybard อยู่ที่ 6,960 บาท
  • แต่ถ้าใครอยากจัดเป็นแพ็คคู่ก็จะได้ราคาอยู่ที่ 12,690 บาท ลดลงมาพอสมควรเลย

สรุปแบบสั้น ๆ Surface Pro X คือโน๊ตบุ๊คร่างบาง ที่ต่อเน็ต 4G ได้ทุกเวลา และพกปากกาไปได้ทุกที่ สะดวกสุด ๆ !!