รีวิว ROG Phone 3 จัดเต็ม ครบทุกอุปกรณ์เสริม จะแรงสะใจขนาดไหน?

ถ้าคุณกำลังมองหาสมาร์ตโฟนสำหรับเล่นเกม เน้นว่าสำหรับเล่นเกมจริงจังขั้นสุด ผมบอกเลยว่าในมือผมนี่แหละคือที่สุดแล้ว กับ ROG Phone 3 รุ่นล่าสุดตัวนี้ สเปกจัดเต็มขนาดไหนเดี๋ยวผมบอก แต่ที่แน่ ๆ อุปกรณ์เสริมเพียบ แบบที่อยู่ในมือผมนี่เลย!

ดีไซน์

บอกเลยว่ารุ่นนี้ดีไซน์กล่องมาได้เท่อย่าบอกใคร ซึ่งเราจะทำการสไลด์กล่องออกมาแบบนี้ แล้ว… เห้ย เครื่องหาย! อ่อเปล่า เครื่องอยู่ข้างล่างครับ ส่วนด้านล่างผมหันมาก็จะเห็นอุปกรณ์เสริมตัวแรกที่แถมมาอย่าง Aero Active Cooler 3 ตัวนี้อุปกรณ์สำคัญ ห้ามหายเด็ดขาด! ส่วนด้านในกล่องก็จะมีหัวชาร์จที่ให้กำลังไฟ 30W และสายชาร์จแบบถักสวยงามครับ นอกจากนี้เขายังมีเคสแถมมาให้ด้วยนะ ใส่แล้วหล่อมาก

ก่อนอื่นผมขอพูดถึง ROG Phone 3 ให้ดูก่อนเลยดีกว่า สังเกตได้ว่ารูปลักษณ์จะดูโดดเด่นสุด ๆ โดยเฉพาะฝาหลังที่มีไฟ RGB วิ่งตลอดเวลา อันนี้เป็นสัญลักษณ์ที่เราเห็นมาตั้งแต่ ROG Phone รุ่นแรกครับ ซึ่งด้านล่างของตัวเครื่องจะมีคำว่า Republic of Gamers พิมพ์เอาไว้สวยงาม และด้านขวาของตัวเครื่องจะเป็นช่องระบายอากาศแบบ AERODYNAMIC SYSTEM สุดล้ำ เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังว่าล้ำขนาดไหน ส่วนข้างบนนี้เป็นกล้อง 3 ตัวครับ โดยตัวเครื่องมาพร้อมน้ำหนักอยู่ที่ 240 กรัม ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ครับ

มาดูที่ด้านหน้ากันบ้าง เห็นมีแถบดำ ๆ บนล่างแบบนี้อาจดูไม่เต็มตาเหมือนมือถือรุ่นใหม่ ๆ ใช่ไหมครับ แต่จริง ๆ เขาจัดเต็มลำโพงบนล่าง เป็นแบบ Dual Front-Facing Stereo Speakers ซึ่งทิศทางของเสียงจะยิงเข้าหาผู้ใช้โดยตรง เรียกว่าเสียงดังสะใจเลย โดยลำโพงนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะได้รับคะแนนจาก DXOMARK สูงถึง 75 คะแนนเลยครับ

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไมค์ถึง 4 ตัว แบบรอบทิศทาง Quad Microphone ทำให้คุณสามารถเล่นเกมโดยจับถือได้แบบไม่ต้องกลัวว่ามือจะไปบังไมค์ เพราะเขารับได้รอบทิศเลย! แถมมีเทคโนโลยี Noise Cancellation ตัดเสียงรบกวนได้ระหว่างการเล่น ทำให้สื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมได้ลื่นไหล ไม่โดนรบกวนครับ

พอร์ตการเชื่อมต่อ

ซึ่ง ROG Phone 3 มาพร้อมช่องต่อสาย USB-C ถึง 2 ช่อง เป็นเอกลักษณ์ของ ROG Phone ซึ่งจะมีช่องด้านล่างของเครื่อง และด้านข้าง ซึ่งอยู่ข้างซ้ายของตัวเครื่อง แต่ทางซ้ายที่เห็นมี 2 ช่องนี้เราต่อได้แค่ช่องเดียวคือช่องด้านบนครับ ซึ่งช่องนี้จะเป็นช่องสำหรับต่ออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น Aero Active Cooler 3 หรือจอ Twinview Dock 3 นั่นเอง

สเปก

ROG Phone 3 ตัวนี้มาพร้อมกับชิปเซต Qualcomm Snapdragon 865+ ตัวล่าสุด ด้วยความเร็วสูงสุด 3.1 GHz และ Ram 12 GB แบบ LPDDR 5 และ Rom 512 GB แบบ UFS 3.1 เรียกว่าสเปก Top สุดของฝั่ง Android เลยก็ว่าได้ ส่วนหน้าจอนี่นุ่มตาแตกมาก เพราะเป็นจอระดับ 144Hz สัดส่วน 19.5:9 ความละเอียด 2340×1080 เป็นจอแบบ 10-bit HDR AMOLED Display ความสว่าง 1000 nits จัดเต็มสว่างเว่อ แถมยังเป็นหน้าจอที่สามารถตัดแสงสีฟ้าได้ ช่วยถนอมสายตาเราได้อีกด้วย

หน้าจอ

โดยที่หน้าจอมาพร้อมอัตราการตอบสนองของภาพเพียง 1ms เรียกว่าแทบไม่มีดีเลย์ให้เห็นเลย แถมยังมีอัตราการตอบสนองของการสัมผัสเพียง 25 ms ส่วนการสไลด์นิ้วก็มีความหน่วงเพียง 18 ms เท่านั้น โดยรวมทำให้เราควบคุมได้ลื่นสุด แตะปุ๊บยิงปั๊บ หมุนซ้ายขวาไว พร้อมเล็งหัวลั่นไกก่อนเพื่อน ส่วนการปลดล็อกเราสามารถเลือกได้ทั้งแบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ หรือปลดล็อกด้วยใบหน้าก็ได้นะ

แบตเตอรี

ส่วนแบตเตอรีรุ่นนี้มาพร้อมแบตสุดอึด 6000 mAh โดยเขาการันตีว่าคุณสามารถเล่น PubG Mobile หรือ FreeFire ได้ถึง 9 ชั่วโมงเต็ม โอ้โห เล่นมันทั้งวันอ่ะ ส่วนในการชาร์จ ตัวเครื่องรองรับ Quick Charge 4.0 ระดับ 30W ชาร์จ 45 นาที ได้แบตเตอรีมาประมาณ 70% ก็ถือว่าใช้ได้ทั้งวันแล้วล่ะครับ

GameCool 3

และ ROG Phone 3 มาพร้อมระบบระบายความร้อน GameCool 3 ที่มีฮีทซิงก์ใหญ่กว่ารุ่นเก่า 6 เท่า พร้อมโซลูชันระบายความร้อนออกนอกตัวเครื่อง ทำให้อุณหภูมิเครื่องคงที่แม้จะเล่นเกมต่อเนื่องยาวนาน แถมยังมี Aero Active Cooler 3 ช่วยระบายความร้อนเพิ่มอีกระดับหนึ่งด้วย

รองรับ WiFi 6

ส่วนการเชื่อมต่อก็สามารถรองรับ WiFi 6 ได้เต็มรูปแบบ ตามสัญลักษณ์ที่แสดงผลตรงหน้าจอนี่เลย แถมถ้าคุณรู้สึกว่ายังไม่พอ เราเข้าไปที่ Wireless Setting แล้วกดเปิด Dual-Band WiFi เชื่อมต่อ WiFi 2.4 GHz แถมไปอีกช่องก็ได้นะ

ซึ่งแน่นอนว่า CPU Snapdragon 865+ ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้รองรับอินเทอร์เน็ต 5G ด้วย

อุปกรณ์เสริม

หลายคนที่ใช้ ROG Phone ทุกรุ่นผมเชื่อว่าทุกคนต้องติดเจ้าอุปกรณ์เสริมตัวนี้ นั่นคือ Aero Active Cooler ซึ่งตัวนี้เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว โดยตัวนี้แถมมาในกล่องครับ เอามาติดได้เลย ซึ่งความสามารถของมันคือ การลดอุณหภูมิของ ROG Phone 3 ลงได้ดีกว่ารุ่นที่แล้วถึง 4 องศา ทำให้สามารถเล่นเกมได้ต่อเนื่องโดยที่ไม่กระตุก ไม่มี FPS ตก แม้ใช้งานยาวนานต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แถมยังเป็นช่องเสียบชาร์จไฟ USB-C และช่องหูฟัง 3.5mm เพิ่มเติมอีกด้วย ผมนี่ฟินสุด ๆ ไปเลย และเรายังสามารถแกะเอาขอบด้านหลังออกมาแล้วตั้งเครื่องได้แบบนี้ด้วยนะ เรียกว่าเอามาต่อ Kunai 3 GamePad แล้วเล่นเกมได้ชิล ๆ เลย

และนอกจาก Aero Active Cooler ที่มือผมนี่แล้ว เขายังมีอุปกรณ์เสริมที่เราสามารถซื้อเพิ่มได้อีกถึง 4 ตัวด้วยกัน

เริ่มตั้งแต่ TwinView Dock 3 ตัวนี้ ถูกพัฒนาจากรุ่น 2 ขึ้นมาตรงที่มีความเบากว่าเดิม และหน้าจอเป็น 144Hz เช่นเดียวกับ ROG Phone 3 เลยครับ และยังมาพร้อมแบตเตอรีขนาด 5000 mAh จอเสริมนี้จะทำให้เกมที่ Support สามารถเล่น 2 จอได้ ผมยกตัวอย่างเกม Asphalt 9 นี้ ก็จะทำให้จอล่างเป็นแผนที่ และจอบนเป็นจอหลักได้ เท่สุด ๆ

และความเทพของมันยังไม่หมดเท่านี้ แต่เราสามารถเล่นเกมจอล่าง เปิด YouTube จอบนเหมือนเราใช้ PC ได้เลย หรือจะดู NetFlix ก็ทำได้ หรือแม้แต่การเปิด 2 เกมพร้อม ๆ กันก็ได้ แต่เปิดเกมเดียวกัน 2 จอไม่ได้เท่านั้นเอง

ส่วนอุปกรณ์เสริมอีกตัวคือ ROG Kunai 3 Gamepad ที่ออกแบบมาเพื่อให้การเล่นเกมบน ROG Phone กลายเป็นเหมือนเกม Console ได้เลย เราสามารถเล่นได้หลากหลายรูปแบบเช่น เชื่อมต่อแบบด้านข้างของเครื่องแบบ HandHeld Mode ก็ดูเท่ดี ควบคุมง่าย หรือจะถอดออกมาแล้วประกอบเป็น GamePad แล้วเชื่อมต่อผ่าน Wireless หรือ Bluetooth ก็สามารถทำได้ และสุดท้ายถ้าใครต้องการเล่นแบบไร้ความหน่วง เราก็สามารถเชื่อมต่อผ่านสาย USB-C ก็ยังได้

ถัดมาคือ เขาก็มี ROG Clip ที่ให้คุณต่อจอย PS4 หรือ Xbox เข้ากับตัวเครื่องโดยตรง

นอกจากนี้เขายังมีเคสพิเศษอย่าง Lighting Armor Case ที่เมื่อเราติดปุ๊ป ไฟด้านหลังจะแสดงผลเป็น Pixels โลโก้ ROG ออกมาสวยงาม แถมหน้าจอเรายังเปลี่ยน Theme เฉพาะสำหรับเคสอีกด้วย โคตรเก๋อ่ะ และถ้ากลัวเครื่องร้อน เราก็ต่อ Aero Active Cooler 3 เพิ่มลงไปได้ด้วยนะ เรียกว่ารุ่นนี้ดีไซน์มาดีสุด ๆ

Software ROG Phone

Software ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อสมาร์ตโฟน ROG Phone อย่าง Armory Crate กันบ้างครับ ซึ่งพอเราเข้ามาก็จะเห็นเกมที่เราเคยโหลดมาเล่นแล้ว โดยแต่ละเกมนี่ผมสามารถเข้าไปดู Scenario Profile ได้ว่าเกมนี้เราอยากให้รันที่ความแรงขนาดไหน ซึ่ง Default คือตามระบบที่ตั้งไว้ครับ แต่เราสามารถกดลงไป แล้วเลือกได้ว่าจะปิด ตั้งแบบ Gaming Tuning ที่เลือกได้ 3 ระดับ หรือจะปรับแบบ Hardcore Tuning ที่จัดเต็มเหมือนเรา Overclock CPU GPU ของคอมพิวเตอร์เลยก็ว่าได้ ละเอียดเวอร์อ่ะบอกเลย

Console

หน้าถัดมาเป็น Console หรือหน้าจอควบคุมเครื่องโดยรวมครับ อันนี้เปิดมาเราจะเห็นเลยว่าปัจจุบันตัวเครื่องมีอุณหภูมิอยู่ที่กี่องศาฟาเรนไฮต์ ที่เห็นนี่ก็ 93 องศา อย่าคิดว่าสูงนะครับ เพราะลองแปลงเป็นเซลเซียสแล้วก็อยู่ที่ 33.8 องศาเท่านั้นเอง และนอกจากนี้เขายังแสดง CPU และ GPU กำลังรันอยู่ที่ความเร็วเท่าไหร่ ใช้ Ram และ Rom ไปแล้วกี่ GB อีกด้วย ซึ่งถ้าเราปิด X Mode ปุ๊ป จะเห็นเลยว่า CPU จะลด Clock Speed ลงแบบทันที ก็ช่วยให้เราใช้งานได้นานขึ้นเยอะ

เอางี้เราไปดูเรื่อง Custom Setting กันเลยดีกว่า กดเข้าไปแล้วเราจะเห็นว่าตัวเครื่องจะบังคับให้เราใช้อยู่แค่ LV2 ถ้าเราไม่ได้ต่อ Aero Active Cooler 3 เอาไว้ แต่ถ้าเราต่อปุ๊ป เครื่องจะดันให้คุณไปสุดทางเลย!

แถมเรายังสามารถตั้งค่า Refresh Rate ตรงนี้แยกต่างหากก็ได้นะ ถัดมาเป็นเรื่องของการตั้งค่าความไวในการควบคุมหน้าจอ ยิ่งค่าน้อย โอกาส ลั่นยิ่งน้อย ผมเอาไว้ 0 หมดนี่แหละ กลาง ๆ ดี และสุดท้าย Network เราสามารถเลือก HyperFusion ที่จะทำการเอา Internet ของมือถือมาใช้ควบคู่ไปกับการใช้ WiFi เผื่อกรณี WiFi เอ๋อ ก็ยิงต่อได้เลย ไม่ต้องบ่นว่าเน็ตกากทำแพ้อีกต่อไป

หน้าถัดไปคือ Connect อันนี้จะเป็นข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับ ROG ล่าสุด

ถัดไปเป็น Featured อันนี้ดีมาก เพราะเป็นหน้าที่บอกให้เรารู้ว่า เราควรโหลดเกมอะไรมาเล่นบ้าง และเกมไหน Support หน้าจอ 144 Hz รองรับ GamePad หรือหน้าจอ TwinView ได้บ้าง ก็เลือกโหลดได้ตามใจเรา ส่วนหน้าสุดท้ายก็เป็น Profile ของเราครับ จบปัง พูดมาตั้งเยอะ ยังไม่ได้เล่นเลยเนี่ย อยากเล่นแล้ว ไปลองเลย!

การเล่นเกม

ผมขอเริ่มจากเกมแนว Shooting ที่เล่นกันทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง Call of Duty ของ Garena กันก่อนเลยครับ ซึ่งตัวนี้ผมลองปรับค่าสูงสุด ตัวเกมนี้สามารถรันได้สูงสุดที่ 60 fps ครับ ซึ่งเวลาผมลองเล่นโหมด Battle Royal ก็เรียกได้ว่าภาพที่แสดงผลออกมาลื่น ๆ แบบ 60fps ไม่มีหล่นเลย

จุดเด่นที่สุดที่ทำให้ผมอยากเล่นเกมนี้คือปุ่ม L R นี่แหละครับ ซึ่งปุ่มตรงนี้คือ Air Trigger ที่คนใช้ ROG Phone ก็ชื่นชอบมาตั้งแต่รุ่นแรก วิธีเปิดใช้งานก็แค่ให้เราปาดซ้ายออกมา จะมีฟีเจอร์ต่าง ๆ อีกเพียบ เราก็เลือกไปที่ Air Trigger ก่อน พอเข้าไปเราจะเห็นว่าสามารถตั้งค่าได้ว่า ปุ่มซ้ายกดตรงไหน ปุ่มขวากดตรงไหน แถม ROG Phone 3 รุ่นนี้เขาพัฒนาเพิ่มเติมไปอีก เพิ่มสัมผัสแม่นยำขึ้น และสามารถพักนิ้วได้โดยไม่ลั่น และยังสามารถตั้งค่าคำสั่งเพิ่มเติมได้อีกด้วย เช่นการตั้ง Slide ซ้ายขวาของนิ้วข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อเป็นการกด 2 แบบ หรือจะตั้งเป็นสไลด์เพื่อเลื่อนจอไปซ้ายขวา หรือเลื่อนขึ้นลงก็ได้เช่นกัน และเราสามารถตั้งแยกกันได้ว่า ปุ่มซ้ายเป็นสไลด์ ปุ่มขวาเป็นกดลงไป ก็ทำได้ด้วยนะ นี่มันโกงคนเล่นมือถือปกติสุด ๆ อ่ะ… แต่ผมชอบ หึ ๆ บอกเลยที่ 1 แน่นอน!

ถัดมาเรามาลองเกมที่รองรับโหมด 144Hz กันบ้าง ซึ่งปัจจุบันมีไม่กี่เกมครับ และ 1 ในนั้นคือเกม Pacman 256 เกมที่วัยรุ่นแบบผมรู้จักเป็นอย่างดี

วิธีเช็ก FPS

เราปาดจอซ้ายออกมา เราจะเห็นคำสั่ง Real-time Info ซึ่งพอเราเปิดมาก็จะเห็นรายละเอียดว่า ปัจจุบัน CPU GPU วิ่งอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ แบตเตอรีเหลือเท่าไหร่ อุณหภูมิเครื่องเท่าไหร่ และเฟรมที่แสดงผล ณ ปัจจุบันคือเท่าไหร่ ซึ่งเกมนี้ก็แสดงผลให้เห็น 144 Hz แบบนิ่ง ๆ แทบไม่มีขยับเลยล่ะครับ

ผมแถมให้สำหรับคนชอบเล่นเกมแนว turn-base แล้วต้องฟาร์มบ่อย ๆ ตัว ROG Phone ทุกรุ่นรวมถึงรุ่นนี้ สามารถตั้ง Macro ได้ด้วยนะ คือมันจะจำค่าที่เราจิ้มเอาไว้ จากนั้นระบบก็จะทำการรันต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ตามที่เราตั้งค่าได้เลย แบบนี้ไม่ต้องหลังขดหลังแข็งนั่งจิ้มแล้ว

ส่วนถ้าใครอยากใช้ Kunai 3 GamePad แบบไม่ต้องตั้งค่า ปัจจุบันก็มีหลายเกมที่มีการ Config มาให้แล้ว เช่น Garena Free Fire เกมนี้ แค่เราต่อ Kunai เข้ากับเครื่องแล้วเปิดใช้งาน แค่นี้เอง กลายเป็นเล่นเกมคอนโซลไปเลย แบบนี้

การทดสอบประสิทธิภาพเครื่อง

ส่วนการทดสอบตัวเครื่องผ่านโปรแกรมต่าง ๆ เราก็ทดสอบมาแล้ว

  • เริ่มตั้งแต่ GeekBench 5 โปรแกรมทดสอบ CPU ก็ได้คะแนนจัดเต็มที่ 993 คะแนนสำหรับ Single Core และ 3347 คะแนนสำหรับ Multi Core เรียกว่าสูงมาก
  • การทดสอบด้านกราฟิกผ่านโปรแกรม 3DMark โหมด Sling Shot Extreme ก็ได้คะแนนที่ 7,746 คะแนน สำหรับ OpenGL และคะแนน 7,042 คะแนนสำหรับ Vulkan และสุดท้ายคือโปรแกรม PCMARK สำหรับทดสอบการใช้งานทั่วไปผ่านโหมด Work 2.0 performance ก็ได้คะแนนอยู่ที่ 15,006 คะแนนครับ

กล้อง

เริ่มจากกล้องหลังมี 3 ตัวด้วยกัน กล้องหลักมาพร้อมความละเอียด 64 ล้าน พิกเซล เป็น Sony IMX686 ค่ารูรับแสง f 1.8 ส่วนเลนส์ข้างเป็นกล้องเลนมุมกว้าง 125 องศา ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f2.4 และสุดท้ายเป็นเลนส์สำหรับถ่ายมาโคร ความละเอียด 5 ล้านพิกเซลครับ

ซึ่งภาพที่ได้ออกมาก็ถือว่าไม่ธรรมดาเลยครับ ผมลองเอาไปถ่ายมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งกลางวัน กลางคืน ถ่าย Portrait หรือเอาไปถ่ายวิดีโอก็ได้ความละเอียดสูงสุดถึง 8K แต่ถ้าถ่าย 4K ก็สามารถถ่าย Slow-mo ได้ถึง 4k 120 fps เลยครับ แถมยังมีโหมด Motion Tracking สำหรับการถ่ายภาพติดตามวัตถุได้อีกด้วย สุดในรุ่นจริง ๆ !

ส่วนกล้องหน้ามาพร้อมความละเอียด 24 ล้านพิกเซล f2.0 ก็เรียกว่าถ่ายเซลฟีได้ภาพออกมาหล่อแบบผมนี่แหละครับ ส่วนวิดีโอกล้องหน้าถ่ายได้สูงสุด FullHD 1080p 60fps ครับ

จุดสังเกต

  • สิ่งแรกที่สาวก ROG Phone ต้องระวังมาตั้งแต่รุ่นแรก ก็คือเรื่องของการกันน้ำ เนื่องจาก ROG Phone ออกแบบมาให้มีการระบายความร้อนที่ดีเยี่ยม ทำให้รุ่นนี้ไม่กันน้ำเช่นเดียวกันกับรุ่นอื่น ๆ ครับ เวลาเจอฝนเจอน้ำสาดต้องระวังเอาไว้พอสมควร
  • ถัดมาคือตัวเครื่องมีขนาดยาวกว่ามือถือรุ่นอื่น ๆ พอสมควรจากดีไซน์ของลำโพงและอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ อันนี้สำหรับผม ผมมองว่าเป็นข้อดี เพราะสามารถจับได้ถนัดมือดีครับ แต่ถ้าถือนาน ๆ ก็อาจเมื่อยมือได้ ก็แก้ได้ด้วยการตั้งโต๊ะ แล้วเล่นด้วย Kunai 3 Gamepad นี่แหละครับ สบายกว่าเยอะ

สรุป

สำหรับใครที่มองหาสมาร์ตโฟนที่ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์อย่างแท้จริง ผมบอกเลยว่า ROG Phone 3 ตัวนี้เป็นที่สุดสำหรับมือถือฝั่ง Android ทั้ง CPU GPU RAM ROM เรียกว่าสุดทุกทาง แถมระบายความร้อนเจ๋งมาก เล่นได้ยาวนานเครื่องไม่ร้อน

รีวิวที่ดีต้องมีราคา

ROG Phone 3 และ ROG Phone 3 Strix Edition จะวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2563 เป็นต้นไปพร้อมอุปกรณ์เสริม

  • ROG Phone 3 (12 GB/512 GB) วางจำหน่ายในราคา 32,990 บาท
  • ROG Phone 3 Strix Edition (8 GB/256 GB) ราคา 24,990 บาท
  • TwinView Dock 3 (ราคา 7,990 บาท)
  • ROG Phone 3 Lighting Armor case (ราคา 1,990 บาท)
  • ROG Clip (ราคา 1,990 บาท)
  • ROG Kunai 3 Gamepad (ราคา 3,990 บาท) วางจำหน่ายในช่วงเดือน พ.ย. 2563

เรียกว่ารีวิวนี้ต้าเล่าครบ จัดเต็มให้ผู้ชม beartai ทุกคนจริง ๆ นะ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส