สิ้นสุดการรอคอยกับ IPhone12 โดยเมื่อคืนที่ผ่านมามีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

HomePod Mini

  • ลำโพงอัจฉริยะที่ออกมาตรงกับภาพเรนเดอร์ก่อนหน้านี้เป๊ะ เป็นกระปุกสายสิญจน์เล็ก ๆ
  • ด้านบนเป็นปุ่มสัมผัสที่เรืองแสงได้
  • เน้นออกแบบให้เสียงดี ใช้งาน Siri ได้ดี และคุม Smart Home ได้ โดยมีความเป็นส่วนตัวสูง
  • ด้านเสียงใช้ลำโพงแบบ Full range (คือลำโพงที่ให้เสียงทุกย่าน) 1 ตัว พร้อม Passive Radiators 2 คู่เพื่อกระจายเสียงเบส ทำให้เบสแน่นขึ้น
  • โดยใช้ชิป Apple S5 (ที่ใช้ใน Apple Watch Series 5) ประมวลผล
  • สามารถเปิด 2 ตัวพร้อมกันเป็น Stereo Pair ได้ แน่นอนว่าต้องซื้อลำโพง 2 ลูก
  • มีชิป U1 Ultra band เพื่อลิงก์เสียงจากอุปกรณ์ Apple ไปออกลำโพงได้ง่ายๆ แค่ชี้ iPhone ไปที่ HomePod Mini ก็ส่งเสียงออกไปได้เลย
  • รองรับหลายบริการ โดยเฉพาะ Apple Music, Amazon, Tunein แต่ไม่มี Spotify จบตรงนี้ (อาจจะใช้ Spotify ได้ผ่าน AirPlay)
  • ถาม Siri ได้เหมือน Google Assistant และ Siri สามารถแยกเสียงผู้ถามได้ ซึ่งจะให้คำตอบที่แตกต่างกันสำหรับผู้ใช้แต่ละคน
  • การควบคุมอุปกรณ์ในบ้าน ใช้ควบคู่กับอุปกรณ์ที่สั่งผ่าน Home App
  • มีฟังก์ชันใหม่คือ Intercom สำหรับกระจายเสียงไปอุปกรณ์แอปเปิ้ลทุกตัวในบ้าน (เหมือนคำสั่ง Broadcast ของ Google แต่ของกูเกิลจะดังที่ลำโพงอย่างเดียว ไม่ได้ไปออกที่มือถือด้วย)
  • ความเป็นส่วนตัว คือจะไม่ส่งข้อมูลเยอะเกินไปให้แอปเปิ้ล
  • มีสีขาวและ Space Grey
  • ราคา 99 เหรียญ (3,100 บาท) เริ่มขาย 16 พ.ย. โดยแพงกว่า Google Nest Mini คู่แข่งโดยตรงที่ขาย $49

ภาพรวม iPhone กับ 5G

  • iPhone 12 จะรองรับ 5G ทุกรุ่น ซึ่งจะทำให้การใช้งานเร็วและปลอดภัยขึ้น เพราะไม่ต้องเชื่อมต่อ Wifi ไปทั่วแล้ว เน็ตมือถือเร็วพอ
  • Verizon ขึ้นเวทีเพื่อโชว์ 5G Ultra Wideband โหลดได้สูงสุด 4 Gbps อัปโหลด 200 Mbps ใช้จริงน่าจะราวๆ 1 Gbps
  • Verizon ประกาศว่าเป็น 5G ที่อเมริการอคอย

iPhone 12

  • มี 5 สีคือ สีน้ำเงิน เขียว ขาว ดำ แดง
  • ขอบเรียบเหมือน iPhone 4 เป็นอลูมิเนียม
  • กันน้ำได้ดีขึ้น กันได้ลึก 6 เมตร จากเดิม 2 เมตร
  • จอ 6.1 นิ้วเท่า iPhone 11 แต่บางกว่า เบากว่า ตัวเครื่องเล็กกว่า
    • iPhone 12 นั้นมีน้ำหนักแค่ 162 กรัม (iPhone 11 หนัก 194 กรัม)
    • หนา 7.4 มม. (iPhone 11 หนา 8.3 มม.)
    • กว้างแค่ 71.5 มม. (iPhone 11 กว้าง 75.7 มม.)
  • จอ Super Retina XDR เป็นจอ OLED ให้ contrast 2 ล้านต่อ 1
    • ความละเอียด 2532 x 1170 pixel (iPhone 11 ละเอียดแค่ 1792 x 828 pixel) สว่างสุด 1200 nit ในโหมดการแสดงภาพ HDR พร้อมรองรับ Dolby Vision
  • กระจกจอหน้าแกร่งที่สุดในวงการทำโดย Corning เรียกว่า Ceramic Shield ทนแรงตกได้มากขึ้น 4 เท่า (แต่ไม่รู้ว่าค่าเปลี่ยนจอแตกจะแพงขึ้นด้วยไหม)
  • เรื่อง 5G ออกแบบเสาอากาศพิเศษเพื่อให้รับสัญญาณได้ดี รับสัญญาณได้ 20 Band
  • มี Smart Data Mode เพื่อสลับไปใช้ 4G อัตโนมัติเวลาไม่ต้องการใช้ความเร็วระดับ 5G เพื่อประหยัดแบต
  • เทสต์กับผู้ให้บริการมากกว่า 100 ราย โดยได้ความเร็วสูงสุด 3.5 Gbps ตามทฏษฏี (และสูงสุด 1 Gbps สำหรับการใช้งานทั่วไป) พร้อมรองรับ mmWave ในอเมริกา
  • ด้านประสิทธิภาพใช้ A14 Bionic ซึ่งเป็นชิปตัวแรกของโลกที่ผลิตแบบ 5nm (ซึ่งประกาศใช้ใน iPad Air 4 ไปก่อนหน้านี้)
    • มีทรานซิสเตอร์ 11.8 พันล้านตัว
    • แกนประสิทธิภาพสูง 2 แกน แกนประหยัดพลังงาน 4 แกน GPU 4 แกน
    • Neural Engine 16 แกน รองรับ 11 Trillion การทำงานต่อวินาที
    • โชว์เกม League of Legends (LOL) Wild Rift ภาคล่าสุดใน iOS ซึ่งภาพสวยสู้ Genshin Impact ไม่ได้

กล้องของ iPhone 12

  • กล้อง 2 ตัว
    • Ultra Wide 12 ล้านพิกเซล f/2.4
    • กล้องหลัก 12 ล้านพิกเซล f/1.6 (iPhone 11 ใช้ f/1.8) รับแสงได้มากกว่ารุ่นเดิม
    • ช่วงซูม Optical ได้ 2 เท่า (โดยไม่มีเลนส์ซูมเฉพาะ) ซูมดิจิตอลสูงสุด 5 เท่า
  • พัฒนาระบบ Computation Photography เพิ่มเติม (คือการใช้พลังประมวลผลของ CPU เพื่อปรับปรุงภาพให้ดีขึ้นแบบแหกกฎฟิสิกส์ของการถ่ายรูป)
    • มี Smart HDR เวอร์ชั่น 3 ทำให้ถ่าย HDR ได้ดีขึ้น เก็บรายละเอียดส่วนมืด ส่วนสว่างในภาพได้ดีขึ้น
    • พร้อม Deep Fusion ที่ทำงานได้กับทุกเลนส์ กล้องหน้าก็ใช้ได้
    • Deep Fusion คือการถ่ายรูปหลายรูปแบบในเสี้ยววินาที แล้วใช้พลังประมวลผลในการเอาภาพมารวมกันให้ได้ภาพเดียวที่มีรายละเอียดมากที่สุด ซึ่งความสามารถนี้มาครั้งแรกใน iPhone 11
  • Night Mode ใช้งานได้กับกล้องทุกตัวแล้ว กล้องหน้าก็ใช้ได้
  • มี Night mode time-lapse สำหรับถ่ายวิดีโอด้วย
  • รองรับการถ่ายวิดีโอ Dolby Vision ในตัว
    • โดยถ่ายได้สูงสุดแบบ HDR ที่ 30 fps
    • กล้องหน้าก็ถ่ายวิดีโอ Dolby Vision ได้ โดยรองรับความละเอียด 1080p
    • ซึ่งแอป Photos, Clip หรือ iMovie ก็จะรองรับการตัดต่อวิดีโอแบบ Dolby Vision
    • การตัดต่อวิดีโอ HDR เมื่อก่อนเป็นเรื่องยุ่งยาก เพราะ Workflow ทั้งหมดต้องรองรับ HDR คือเราถ่ายวิดีโอ HDR มา แต่ถ้าโปรแกรมตัดต่อไม่รองรับ การ Output ไฟล์ไม่ตรงสเปก วิดีโอที่ได้ก็ไม่ใช่ HDR อยู่ดี ที่นี้เมื่อ iPhone สามารถถ่าย Dolby Vision และมีแอปที่รองรับการตัดต่อวิดีโอ Dolby Vision ก็ทำให้การใช้งานรูปแบบนี้ง่ายขึ้น แล้วยิงขึ้นจอผ่าน AirPlay ได้เลย

MagSafe for iPhone

  • คือระบบ Wireless Charge ที่มีแม่เหล็กแรงๆ ดูด รองรับการชาร์จเร็วสุด 15 Watt เพราะเมื่อจุดชาร์จของมือถืออยู่ตรงตำแหน่ง Wireless Charge พอดี จะทำให้ประสิทธิภาพดีที่สุด
  • อุปกรณ์เสริมทำออกมารองรับ MagSafe ที่ทำให้แปะกับแม่เหล็กหลังเครื่องได้เลย เช่นถุงใส่บัตร เคส หรือซอง iPhone ที่ตรวจจับว่า iPhone กำลังใส่อยู่ในซอง เพื่อแสดงนาฬิกาขนาดเล็ก

ไม่แถมหูฟังและหัวชาร์จแล้ว เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

  • Apple ประกาศตัวเองว่าภายในปี 2030 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นบริษัทที่จะทำ Net Zero climate impact หรือการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์
  • โดยอุปกรณ์ทุกตัวของ Apple จะมีการทำ 100% Carbon Neutral จากการที่อุปกรณ์ทุกตัวของ Apple ถูกสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และยังสามารถนำมา Recycle ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะ iPhone ที่มีการใช้งานไปทั่วโลก ก็จะมีการนำเอาวัสดุต่าง ๆ โดยเฉพาะแร่ธาตุหายากต่าง ๆ กลับมาใช้ 100% เต็ม
  • และได้พูดโยงไปถึงอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น หูฟังที่เคยแถมไปมีมากถึง 700 ล้านชิ้น และ หัวชาร์จที่ Apple เคยแถมมาก่อนกว่า 2,000 ล้านชิ้นว่า เป็นอุปกรณ์ที่ไม่ควรแถมแล้ว เพราะหลายคนก็ใช้หูฟัง Beats หรือ Airpods มากกว่า รวมถึงการนำเอา iPhone ไปชาร์จแบบไร้สายแทนการเสียบหัวชาร์จแบบเดิม ๆ ดังนั้น Apple จึงได้ปรับแผนการขาย โดยการนำเอาหูฟัง และหัวชาร์จออกจากกล่อง เพื่อลดขนาดของกล่องลง ทำให้การขนส่งง่ายขึ้น ลดปริมาณคาร์บอนที่ต้องใช้ในการขนส่งออกไปได้เทียบเท่ากับปริมาณการใช้รถถึง 450,000 คันต่อปี
  • แต่ทั้งหมดนี้ ดันไม่มีสาย Lightning แบบถักตามข่าวลือ เป็นสาย USB-C to Lightning แบบรักษ์โลก ย่อยสลายง่ายเหมือนเดิม
  • ที่น่าตบแอปเปิ้ลที่สุดคือ ประกาศว่าคนทั่วไปมีหัวชาร์จอยู่แล้ว เลยไม่แถมหัวชาร์จให้ แต่สายชาร์จในกล่องเป็น USB-C ซึ่งสาวก iPhone ถ้าเป็นสาวกแบบใช้ iPhone มาอย่างเดียวตลอดจะไม่มีหัวชาร์จแบบ USB-C เลย เพราะใช้เป็น USB-A มาตลอด (เว้นแต่มี iPad หรือ MacBook ที่แถมหัว USB-C มาให้) เพราะงั้นสุดท้ายสาวกก็ต้องซื้อหัวชาร์จ USB-C เองอยู่ดีในราคา 690 บาท

iPhone 12 mini

  • เปิดตัวตรงตามข่าวลือเป๊ะ กับ iPhone 12 mini ซึ่งสเปกความสามารถ รวมถึงสีที่เปิดตัวเหมือน iPhone 12 เลย ต่างแค่ขนาดจอ
  • ใช้จอ Super Retina XDR ขนาด 5.4 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 pixel (iPhone 12 เป็นจอ 6.1 นิ้ว 2532 x 1170 Pixel)
  • แต่ขนาดตัวเครื่องเล็กกว่า iPhone SE2 ที่มีจอ 4.7 นิ้วซะอีก และมีน้ำหนักแค่ 133 กรัม
  • ถือเป็นมือถือเครื่องเล็กที่สุด บางสุด เบาสุดที่ใช้ 5G ได้ (Vivo V20 Pro มือถือ 5G ที่บางที่สุดก่อนหน้านี้ หนา 7.4 mm เท่ากับ iPhone 12 Mini แต่หนัก 170 กรัมเพราะใช้จอ 6.44 นิ้ว)

ราคาของ iPhone 12

  • iPhone 12 mini (เปิดจองในวันที่ 6 พฤศจิกายน และวางจำหน่ายในวันที่ 13 พฤศจิกายน)
    • 64GB ราคา 699 เหรียญฯ (21,800 บาท)
    • 128GB ราคา 749 เหรียญฯ (23,500 บาท)
    • 256GB ราคา 849 เหรียญฯ (26,600 บาท)
  • iPhone 12 (เปิดจองในวันที่ 16 ตุลาคม และวางจำหน่ายในวันที่ 23 ตุลาคม)
    • 64GB ราคา 799 เหรียญฯ (24,800 บาท)
    • 128GB ราคา 849 เหรียญฯ (26,600 บาท)
    • 256GB ราคา 949 เหรียญฯ (30,000 บาท)

iPhone 12 Pro

  • มี 4 สีคือ น้ำเงิน pacific blue, ทอง, เทากราไฟต์, เงิน
  • ใช้กรอบเป็น Stainless เงางาม ซึ่งสีขอบจะอิงตามสีเครื่อง เครื่องทอง ก็ขอบเงาสีทอง
  • กระจกหน้า Ceramic shield ทนแรงกระแทกเหมือน iPhone 12
  • กันน้ำ 6 เมตรเหมือน iPhone 12
  • หน้าจอ Super Retina XDR Display
    • iPhone 12 Pro จอขนาด 6.1 นิ้ว (iPhone 11 Pro จอ 5.8 นิ้ว)
    • iPhone 12 Pro Max จอขนาด 6.7 นิ้ว (iPhone 11 Pro Max จอ 6.5 นิ้ว)
  • โดยมีขนาดเครื่องพอๆ กับตระกูล iPhone 11 Pro เดิม น้ำหนักก็พอๆ กัน แต่บางกว่า โดยหนาแค่ 7.4 mm เท่านั้น

กล้องของ iPhone 12 Pro

  • กล้อง 3 ตัว ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลทั้งหมด (กล้องหน้าก็ 12 ล้านพิกเซล)
  • สามารถทำ Deep Fusion กับทุกกล้องได้ กล้องหน้าก็ทำได้
  • iPhone 12 Pro ยังมี LiDAR scanner เพื่อตรวจวัดระยะ และสร้างแผนที่ความลึกของภาพ โดยเฉพาะการใช้งาน AR
  • LiDAR ใช้งานได้ในที่มืดด้วย ทำให้กล้องโฟกัสในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น
  • แต่กล้องหลักของ iPhone 12 Pro กับ Pro Max ต่างกัน
    • iPhone 12 Pro เป็นกล้อง 12 ล้านพิกเซล f/1.6 ตัวเดียวกับ iPhone 12
    • iPhone 12 Pro Max เป็น 12 ล้านพิกเซล f/1.6 เท่ากัน แต่ใช้เซนเซอร์ที่ใหญ่กว่ารุ่นอื่นๆ 47% ถือเป็นกล้องหลักที่ดีที่สุดใน iPhone 12 ทั้ง 4 รุ่น
  • พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS แบบ Sensor Shift สามารถถือถ่ายภาพนิ่งกลางคืนได้ 2 วินาที ในกล้องหลักรุ่น Pro Max เท่านั้น รุ่นอื่นเป็น OIS ธรรมดา
  • มีช่วงซูม 4 เท่า ในรุ่น Pro และช่วงซูม 5 เท่าในรุ่น Pro Max (นับจากเลนส์ Ultra Wide)
  • รองรับการถ่ายวิดีโอ Dolby Vision ในตัว โดยถ่ายได้สูงสุดแบบ HDR ที่ 60 fps (iPhone 12 ได้ 30 fps)

Apple ProRAW

จุดเด่นอีกอย่างของตระกูล Pro คือรองรับ Apple ProRAW ที่มีอยู่แอป Camera ปกติเลย Apple ProRAW คือไฟล์ RAW เก็บรายละเอียดครบ เพราะ 1 ภาพของ iPhone นั้นไม่ได้ถ่ายมาภาพเดียวแล้วได้เลย แต่กล้องจะเก็บภาพรัวๆ แล้วนำทุกเฟรมภาพมาประมวลผลเข้าด้วยกัน ไฟล์ ProRAW คือเก็บทุกภาพย่อย ๆ ที่กล้องถ่ายไว้ เพื่อให้นำมาประมวลผลกลับในภายหลังได้ พร้อมข้อมูล Deep fusion ซึ่งจะมี API ให้นักพัฒนาภายนอกใช้ได้ด้วย Apple ProRAW จะใช้ได้หลังจากนี้ ไม่ได้ใช้ได้เมื่อแรกขาย

ราคา iPhone 12 Pro

  • iPhone 12 Pro (เปิดจองในวันที่ 16 ตุลาคม และวางจำหน่ายในวันที่ 23 ตุลาคม)
    • 128GB ราคา 999 เหรียญฯ (31,000 บาท)
    • 256GB ราคา 1,099 เหรียญฯ (34,100 บาท)
    • 512GB ราคา 1,299 เหรียญฯ (40,600 บาท)
  • iPhone 12 Pro Max (เปิดจองในวันที่ 6 พฤศจิกายน และวางจำหน่ายในวันที่ 13 พฤศจิกายน)
    • 128GB ราคา 1,099 เหรียญฯ (34,100 บาท)
    • 256GB ราคา 1,199 เหรียญฯ (37,500 บาท)
    • 512GB ราคา 1,399 เหรียญฯ (43,800 บาท)

เกร็ดอื่น ๆ

ในงานไม่มีพูดถึง Touch ID เลย เราก็ยังต้องอยู่กับการใส่ ๆ ถอด ๆ หน้ากากต่อไป และไม่มีการพูดถึงจอ ProMotion หรือจอนุ่ม 90 Hz, 120 Hz เราก็ต้องใช้จอ 60 Hz ต่อไป iPhone 11 Pro เลิกขายไปแล้ว รอ iPhone 12 Pro มาแทน และเป็นปกติในทุก ๆ ปี คือการลดราคาไอโฟนรุ่นเก่า โดย iPhone 11 ลดราคาลง 2,800 บาท รุ่นเริ่มต้น iPhone 11 64GB: ลดราคาเหลือ 22,100 บาท จากราคาปกติ 24,900 บาท
iPhone XR ลดราคาลง 3500 บาท รุ่นเริ่มต้น 64GB: ลดราคาเหลือ 18,400 บาท จากราคาปกติ 21,900 บาท iPhone SE2 ไม่มีการปรับราคา

สรุป

iPhone 12 ทั้ง 4 รุ่นจัดว่าน่าใช้ เพราะดีไซน์ใหม่เน้นความเล็กและเบา เชื่อว่าถ้าได้จับเครื่องจริงน่าจะหลงรักได้ไม่ยาก โดยเฉพาะกล้องที่สามารถถ่ายภาพนิ่งแบบ Apple ProRAW ได้ และถ่ายวิดีโอแบบ Dolby Vision ได้ทุกรุ่น แต่รุ่น 12 และ 12 Mini จะได้ 30 FPS ส่วน Pro และ Pro Max ได้ 60 FPS และโหมด Night Mode Timelapse ที่ถ่ายคลิปกลางคืนแบบข้ามเวลาได้ออกมาเนียนตา โดยเฉพาะ iPhone 12 Mini ที่น่าจะได้ใจคนอยากได้มือถือเล็ก ๆ เพราะปัจจุบันนี้มีแต่เครื่องใหญ่ ๆ จนเหมือน iPhone 12 Mini จะกลายเป็นทางเลือกเดียว ด้วยจอใหญ่กว่า iPhone SE2 แต่เครื่องเล็กกว่า iPhone SE2

แต่เหตุผลที่คนใช้ iPhone ปัจจุบันจะยังไม่ซื้อเครื่องใหม่คือ ยังใช้ Face ID สแกนหน้าอย่างเดียวเหมือนเดิม
ยังไม่ใช่จอนุ่ม ProMotion ซึ่งฝั่ง Android มีหมดแล้ว ส่วนแอปเปิ้ลคาดว่าจะมีใน iPhone 13 ยังใช้พอร์ต Lightning ซึ่งจำกัดความสามารถของเครื่องไปเยอะ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส