5 แนวทางเก็บรูปจากมือถือ หลัง Google Photos เลิกฟรี!

หลัง Google ประกาศว่าเตรียมยกเลิกบริการเก็บรูปฟรีบน Google Photos ตั้งแต่ช่วงกลางปีหน้า อธิบายชัด ๆ ให้เคลียร์คือตอนนี้ถ้าเราอัปรูปแบบ High Quality ที่ให้ Google Photos ลดขนาดไฟล์ภาพลง เราจะเก็บรูปฟรีได้ไม่อั้น แต่หลังจากวันที่ 1 มิ.ย. 2021 เป็นต้นไป รูปภาพทุกรูปที่ถูกอัปโหลดขึ้น Google Photos จะถูกคิดพื้นที่ทั้งหมด ไม่มีฟรีอีกต่อไป ซึ่งถ้าเราอัปโหลดจนเต็มพื้นที่ฟรี 15 GB แล้ว ก็จะอัปโหลดรูปเพิ่มไม่ได้ ต้องซื้อพื้นที่เพิ่ม แต่ภาพเดิมที่เคยอัปโหลดไปวันที่ 1 มิ.ย. 2021 จะไม่ถูกเอามาคิดพื้นที่นะครับ เพราะงั้นตอนนี้ก็อัปกันได้รัว ๆ

วันนี้ #beartai จึงขอสรุป 5 ทางเลือกในการเก็บภาพจากมือถือให้ตัดสินใจกัน

1 ใช้ Google Photos ต่อไป

ต้องยอมรับว่า Google Photos เป็นบริการเก็บรูปที่ดีมาก เพราะเก็บรูปไว ค้นหารูปง่าย มี AI ช่วยหารูป ช่วยทำภาพ ถ้าเราไม่อยากเปลี่ยนใจไปจากบริการที่ดีอยู่แล้วนี้ มาดูค่าบริการของกูเกิลกันครับ

การซื้อพื้นที่เพิ่มของกูเกิลจะเรียกว่าบริการ Google One นะครับ เป็นพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันหมดในทุกบริการของกูเกิล คือจะเป็นพื้นที่สำหรับเก็บเมลใน Gmail เก็บเอกสารใน Google Docs เก็บไฟล์ใน Google Drive และเก็บรูปใน Google Photos ด้วย ซึ่งสามารถแชร์พื้นที่นี้ให้คนในครอบครัวใช้ได้ด้วย โดยค่าบริการเริ่มต้นคือ 70 บาทต่อเดือน หรือราคาส่วนลด 700 บาทต่อปีสำหรับพื้นที่ 100 GB แล้ว 99 บาทต่อเดือน หรือ 990 บาทต่อปีสำหรับพื้นที่ 200 GB และสุดท้ายคือ 350 บาทต่อเดือน หรือ 3,500 บาทต่อปีจะได้พื้นที่ 2 TB

ก็ถือเป็นราคาที่ไม่แพงมาก และได้พื้นที่สำหรับทุกบริการของกูเกิ้ล ใครที่ใช้งานกูเกิลเยอะ ๆ คงต้องเลือกทางนี้ครับ

2 สำหรับคนที่ใช้ Office 365 อยู่ ใช้ OneDrive ไปเลย

สิ่งที่หลายคนอาจหลงลืมไปสำหรับการใช้งาน Office 365 แบบที่เสียเงินค่าสมาชิกรายปีคือ เราจะได้พื้นที่ OneDrive 1 TB มาใช้ตลอดอายุการใช้งาน Office 365 แถมผู้ใช้ Office 365 Home ทุกคนในบ้าน ก็จะได้พื้นที่คนละ 1 TB ด้วย สูงสุด 6 คน รวมแล้ว 6 TB แบบไม่เอามารวมกัน ซึ่ง Office 365 Home นั้นมีราคา 2899 บาทต่อปี แต่เราก็สามารถหา Office 365 Home แบบกล่องตามร้านค้าชั้นนำในไทยในราคาไม่ถึง 2000 บาทต่อปีได้ ซึ่งพอคิดว่าเราได้พื้นที่เก็บรูป แถมใช้ Word, Excel, PowerPoint ได้ด้วย ก็เป็นราคาที่คุ้มมาก

แต่ข้อเสียของ OneDrive คือแอป OneDrive ในมือถือความสามารถจะไม่เยอะเท่า Google Photos นะครับ คือสามารถอัปโหลดรูปในเครื่องขึ้นไปได้อัตโนมัติ มีการจัดกลุ่มรูปตามวันให้ แต่ไม่ได้มี AI มาแยกภาพ หรือพิมพ์คำค้นหาอะไรก็เจอเหมือน Google Photos เอาเป็นว่าฟังก์ชันใช้งานพื้นฐานได้ ไถ ๆ รูปดูได้เหมือนอยู่ในเครื่อง แต่เรื่องความจุหายห่วง!

อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ใช้ iOS ก็คืออยู่กับ iCloud ต่อไปครับ ซึ่งก็ใช้ง่ายดี ระบบจัดการรูปและอัปโหลดอัตโนมัติให้ทั้งหมด ราคาก็ไม่แพง เริ่มต้น 50 GB แค่ 35 บาทต่อเดือน แต่ผมไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ เพราะมันช้าครับ ผมใช้อยู่รู้ดีเลยว่าถ้ารูปไปเก็บใน iCloud แบบลบภาพทิ้งจากเครื่องไปแล้ว จะโหลดรูปกลับมาใช้นี่ใช้เวลาอึดใจหนึ่งเลย นอกจากนี้ยังไม่เหมาะสำหรับคนที่ใช้อุปกรณ์นอกแพลตฟอร์มแอปเปิ้ลครับ เพราะเราจะเปิดรูปที่เก็บใน iCloud บน Android ได้ยากเย็น

3 ใช้ NAS เก็บรูปไปเลย

NAS หรือ Network Attached Storage พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือเป็นกล่องใส่ฮาร์ดดิสก์ที่เสียบเครือข่ายตลอดเวลาครับ ซึ่งเราสามารถเลือกความจุฮาร์ดดิสก์ที่นำมาติดตั้งใน NAS ได้เอง อยากได้ความจุเก็บรูป เก็บไฟล์ 10 TB, 14 TB ก็จัดสรรฮาร์ดดิสก์มาใส่ได้ นอกจากนี้ผู้ผลิตหลายรายอย่าง Synology หรือ QNAP ก็มีการพัฒนาแอปเพื่อจัดการรูปลักษณะเดียวกับ Google Photos เลย เช่นแอป Synology Moment ที่จะอัปโหลดรูปและวิดีโอทั้งหมดในมือถือไปเก็บไว้ใน NAS ของเรา เสร็จแล้วก็ใช้ AI จัดกลุ่มภาพ ค้นหาภาพได้ ใช้งานได้รวดเร็ว แถมเป็นภาพคุณภาพเต็มเหมือนที่เราถ่ายมาจากมือถือเลย

ซึ่งรูปทั้งหมดก็เก็บอยู่ในบ้านของเรานั่นเอง ไม่ได้ถูกเอาไปเก็บบน Cloud ต่างประเทศเหมือนบริการอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้ NAS ยังมีความสามารถอีกหลากหลายนอกจากการเก็บรูป เช่นเก็บไฟล์เพลงไว้สตรีมออกเครื่องเสียง หรือเก็บวิดีโอที่ถ่ายเองให้สตรีมออกทีวีในบ้านก็ได้ด้วยนะ

แต่การใช้ NAS เราก็ต้องลงทุนเริ่มต้นสูงกว่าวิธีอื่น ๆ ครับ ตีตัวเลขกลมๆ ออกมาคือ เราต้องจ่ายเงินประมาณ 10,000 บาทสำหรับตัวกล่อง NAS คุณภาพดี และลงทุนเงินอีกสัก 10,000 บาทสำหรับฮาร์ดดิสก์ 6 TB 2 ลูกเพื่อนำมาสำรองข้อมูลระหว่างกัน ไม่ให้ข้อมูลเราสูญหายง่าย ๆ สรุปแล้วก็ต้องลงเงินกันเป็นหลักหมื่นสำหรับการใช้ NAS ครับ แต่เราจะไม่มีค่าบริการเก็บข้อมูลเป็นรายเดือนอีกเหมือนบริการอื่น ๆ นะ

4 ต่อแฟลชไดรฟ์เซฟรูป

ทางเลือกที่ 4 คือปัจจุบันเราสามารถซื้อแฟลชไดรฟ์ที่มีหัวต่อเป็น Lightning หรือ USB-C มาเชื่อมต่อกับมือถือเพื่อเซฟรูปออกมาได้ในราคาไม่แพงครับ ราคาแบบไม่ถึง 500 บาทก็ได้ความจุ 64GB แล้ว (แต่แฟลชไดรฟ์แบบ Lightning จะราคาแพงกว่าแบบ USB-C เท่าตัวนะ) ซึ่งก็มั่นเซฟรูปออกมาได้ หรือถ้าใช้ Android รุ่นที่ใส่ microSD ได้ ก็เซฟรูปลง microSD ก็ได้นะ

แต่ทางเลือกนี้ก็มีข้อเสียคือเราจะเปิดรูปที่เก็บอยู่ในแฟลชไดรฟ์ยากนิดหนึ่ง เพราะต้องเสียบ แล้วก็เบราว์รูป มันไม่ได้อยู่ในเครื่อง หรือต่อเน็ตไปดูรูปได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ถ้าเราไม่มั่นเอาไฟล์ในแฟลชไดรฟ์ไปแบ็กอัปในคอม แล้วสุดท้ายแฟลชไดรฟ์หาย รูปเราก็หายไปด้วยนะ

5 ซื้อมือถือจุ ๆ มาเก็บรูป

ทางเลือกสำหรับป๋าครับ จัดมือถือความจุสูงสุดมาเก็บรูปไปเลย! ไม่ต้องเก็บใน Cloud ภายนอกให้ปวดหัว เรียกใช้รูปได้รวดเร็ว หาเจอเร็วด้วย เพราะทุกอย่างอยู่ในเครื่องอยู่แล้ว

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส