รีวิว HUAWEI Mate40 Pro 5G กล้องถ่ายอะไรก็สวย เร็วแรงรับ 5G

ทุกปลายปี เราจะรอการถึงของ Mate Series รุ่นใหม่ สมาร์ตโฟนตัวท็อปจากค่าย Huawei และเป็นธรรมเนียมว่าทุกครั้งที่ Mate Series ออกรุ่นใหม่ ก็ต้องใช้ชิปประมวลผลตัวล่าสุดด้วย และนี่คือ Huawei Mate 40 Pro 5G สมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่ใช้ชิป Kirin 9000 ชิปประมวลผลที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 5 nm พร้อมโมเด็ม 5G ติดตั้งภายในเป็นรุ่นแรกของโลก และยังเป็นมือถือที่ได้คะแนนกล้องอันดับหนึ่งของโลกจาก DxOmark ตอนนี้ครับ

ดีไซน์

ดีไซน์กล้องของ Mate Series นั้นแปลก สะดุดตาเสมอ ซึ่งดีไซน์กล้องใน Huawei Mate 40 Pro 5G นี้เรียกว่า Space Ring Design หรือกล้อง 3 ตัวกับ 1 เซนเซอร์วางเรียงอยู่ในวงแหวนนี้ ส่วนตรงกลางก็เป็นโลโก้ของ Leica ที่ Co-Engineer มายาวนานตั้งแต่ Huawei P9 เมื่อเกือบ 5 ปีก่อน พร้อมรายละเอียดเลนส์ที่เขียนว่าทางยาวโฟกัส 18-135 mm f/1.8-3.4 เมื่อเทียบกับฟิล์ม 35 mm

ส่วนสีที่เราได้มารีวิวนี้คือ Mystic Silver ครับ สีเงินส่องประกายสวยเลย อีกสีที่จะมีขายในไทยคือ Black สีดำนี่แหละ ซึ่งใช้วัสดุที่เรียกว่า Nano-Tech Ceramic ก็ดูแข็งแรง ทนทานแบบนี้ครับ แถมเครื่องนี้ยังกันน้ำ IP68 ด้วย คือลงน้ำได้ 1.5 เมตรนาน 30 นาทีครับ

Huawei Mate 40 Pro 5G ก็ยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์จอ Horizon Display ที่เห็นจาก Mate 30 นะครับ โดยจอของ Mate 40 Pro 5G นั้นโค้งลงไปถึง 88 องศา ก็ทำให้เรามีมือถือจอใหญ่ขนาด 6.76 นิ้วที่ยังจับกระชับมืออยู่ แถม EMUI 11 ยังจัดการเรื่องขอบโค้งได้ดีด้วย ตั้งแต่ใช้มาด้วยท่าทางใช้งานปกติ จอไม่เคยลั่นเลย แต่เราแอบเสียดายจอจตุรเคิร์ฟ จอขอบโค้ง 4 ด้านที่มีใน Huawei P40 Pro นะครับ อยากให้รุ่นนี้จอโค้งบนล่างด้วย แล้วสิ่งที่ต่างไปจาก Mate 30 Pro คือปุ่มควบคุมเสียงกลับมาเป็นปุ่มปกติแล้ว ไม่ได้ใช้การแตะ ๆ รูด ๆ ที่ขอบจอเหมือนรุ่นเดิมที่บางคนอาจจะไม่ชอบเท่าไหร่

จอ 6.76 นิ้วตัวนี้มีความละเอียดสูงสุด 2772 x 1344 pixel นะครับ มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ใต้จอ ซึ่งทำงานได้รวดเร็วเลย และมี Refresh Rate สูงสุดที่ 90 Hz ซึ่งที่บอกว่าสูงสุดเพราะ EMUI 11 จะปรับความละเอียดและ Refresh Rate ให้เหมาะสมสำหรับการใช้งานเอง ทำให้ประหยัดแบตโดยที่เราไม่ทันรู้ตัวว่ามีการปรับลดความละเอียดหรือความถี่ในการแสดงภาพลง เรื่องนี้หัวเว่ยเก่งมานานแล้ว

Huawei Mate 40 Pro 5G มีแบตเตอรี่ 4400 mAh ซึ่งเราใช้ในชีวิตจริงอยู่หลายวันก็อึดดีครับ อยู่จบครบวันได้ แต่ในเครื่องทดสอบนี้เราว่าซอฟต์แวร์ยังจูนไม่เข้าที่เท่าไหร่ ยังไม่อึดมากเหมือนรุ่นพี่ ส่วนการชาร์จนั้นทำผ่าน USB-C ด้วย Huawei SuperCharge 66 Watt ชาร์จเร็วแรงแน่นอน พร้อมชาร์จไร้สายด้วยความแรงสูงสุด 50 Watt เมื่อใช้กับแท่น SuperCharge ของหัวเว่ยนะ แถมยังมี Wireless Reverse Charging สำหรับชาร์จไร้สายให้มือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ อย่างผมเอา Huawei FreeBuds Pro มาชาร์จโดยแปะหลังแบบนี้ได้เลย สบาย ๆ

ส่วนลำโพง ก็เป็นลำโพงสเตอริโอบน-ล่าง ให้เสียงดัง แยกซ้าย-ขวามีมิติดีเลยทีเดียว และด้านบนของมือถือเครื่องนี้ก็ยังมีช่อง infared สำหรับเป็นรีโมทสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านด้วยนะ

กล้อง

มาถึงเรื่องกล้องดีกว่าผมไล่ตามเข็มนาฬิกาให้ดูนะ ตัวแรกหน้าตาเหมือนกล้องแต่ไม่ใช่กล้องครับ นี่คือ Laser Focus สำหรับช่วยให้โฟกัสภาพได้ไวขึ้น ตัวถัดมาเป็นกล้องมุมกว้าง Cine Camera 20 ล้านพิกเซล f/1.8 ซึ่งเป็นกล้องที่เน้นถ่ายวิดีโอด้วย แล้วกล้องตัวนี้คือเลนส์หลัก 50 ล้านพิกเซล f/1.9 เรียกว่า Ultra Vision Camera ใช้เซนเซอร์ RYYB ที่เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ยครับ ตัวสุดท้ายเป็นกล้องสี่เหลี่ยมแบบนี้ นี่คือเลนส์ซูม 5 เท่า 12 ล้านพิกเซล f/3.4 ครับ

ผมสรุปรีวิวกล้องของ Huawei Mate 40 Pro 5G ไว้ก่อนว่ากล้องนี้เด็ดจริงครับ คือถ่ายยังไงก็สวย ดูภาพถ่ายคนในโหมด Portrait ก่อน จะเห็นว่าให้สีผิวของน้องนาวลิ้มที่ดูดีมาก ดูสว่างสดใส การละลายฉากหลังทำได้ดีมาก ตัดขอบได้เนียน พื้นหลังละลายกำลังสวย ซึ่งสามารถเลือกลักษณะโบเก้ได้หลายแบบด้วย จะเป็นรูปหัวใจ โบเก้แบบเกลียวก็ทำได้ ซึ่งในโหมด Portrait นั้นสามารถซูมได้ 3 ระดับคือ 1x, 2x และ 3x ซึ่งลองดูมุมภาพในการซูมแต่ละระดับก็ให้ Perspective หรือทัศนมิติภาพต่างกันเหมือนเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสต่างกันจริง ๆ ด้วย

การถ่ายภาพทั่วไป แค่คุณเปิด Master AI ไว้แล้วยกกล้องถ่าย มันก็สวยเลย กล้องสามารถวิเคราะห์ลักษณะภาพและปรับแต่งได้อัตโนมัติจนได้ภาพที่สวยงาม มีระบบ HDR อัตโนมัติปรับจูนภาพให้ได้แสงสีภาพที่ดี

การถ่ายภาพในยามค่ำคืน ก็ยังเป็นจุดแข็งของของหัวเว่ยอยู่เสมอครับ ทั้งการถ่ายปกติที่เซนเซอร์ RYYB ในกล้องหลักและกล้องมุมกว้างที่สามารถเปลี่ยนกลางคืนให้กลายเป็นกลางวันได้ หรือใช้ Night Mode เพื่อเปิดหน้ากล้องนาน รับแสงยามค่ำคืนได้สวยงาม

การซูมภาพก็ยังเป็นจุดเด่นของเรือธงจากหัวเว่ยครับ ลองดูภาพภูเขาทองที่ถ่ายบนรถบัสชุดนี้ครับ แม้ว่าจะเป็นภาพถ่ายกลางคืน ก็ยังสามารถถ่ายซูม 5 เท่าได้รายละเอียดที่ดี หรือดูภาพซูมในช่วงกลางวัน จากภาพของเลนส์มุมกว้างที่เก็บรายละเอียดต้นไม้และก้อนเมฆได้ดีเยี่ยม ซูมเข้าไป 1 เท่าก็ยังได้รายละเอียดที่ดี ซูม 5 เท่าก็เห็นตึกชัดเจน ซูม Hybrid 10 เท่า ก็ยังให้ภาพที่ชัดมากอยู่ดี และสุดท้ายไปจบช่วงซูมดิจิทัลที่ 50 เท่า ก็ให้ภาพที่ตัวอักษรยังชัดเจนอยู่ แม้จะเห็นความแตกของการซูมดิจิทัลชัดเจน ซึ่งซูม 50 เท่านี้ก็มากพอที่จะเอาไปซูมดวงจันทร์ได้เลยแหละ

แต่ข้อจำกัดของช่วงซูมในมือถือเรือธงของหัวเว่ยก็ยังอยู่ที่เลนส์ Ultra Wide ไม่ได้กว้างมากเท่าสมาร์ตโฟนอื่น ๆ ครับ คือถอยออกมาราว ๆ 0.7 เท่าจากเลนส์หลัก พร้อมเสริมด้านยาวขึ้นมาอีกนิดหนึ่งเป็นภาพสัดส่วน 3:2 จากกล้องอื่นๆ เป็นสัดส่วน 4:3 ซึ่งก็ต้องเข้าใจหัวเว่ยว่าใส่กล้องมุมกว้าง 20 ล้านพิกเซลคุณภาพสูงกว่าสมาร์ตโฟนอื่น ๆ มาให้ครับ ซึ่งเลนส์มุมกว้างตัวนี้สามารถใช้ถ่ายมาโครได้ด้วย โดยสามารถถ่ายใกล้สุดประมาณ 7 cm ก็ให้ภาพที่สวยงาม

จุดสังเกตของการถ่ายรูป

และจุดสังเกตของการถ่ายรูปด้วย Huawei Mate 40 Pro 5G ที่เราเจอจากเฟิร์มแวร์รุ่นแรกนี้คือหลังจากถ่ายภาพจะต้องใช้เวลาประมวลผลภาพอึดใจหนึ่งครับ เราถึงเห็นภาพที่สีสันถูกต้อง ทำหน้าชัดหลังเบลอเรียบร้อย ซึ่งเรื่องนี้น่าจะปรับปรุงในเฟิร์มแวร์รุ่นถัด ๆ ไปครับ

นี่คือวิดีโอ 4K 30 fps จาก Huawei Mate 40 Pro 5G ครับ ผมเก็บภาพและเสียงเต็มๆ มาให้ดูกันเลย เอ้า เดินไปเล่าไปดีกว่า ให้เห็นความสามารถในการป้องกันภาพสั่นไหว ใน Huawei Mate 40 Pro 5G นั้นมีความสามารถใหม่เรียกว่า XD Fusion HDR Video คือมีการประมวลผลรวมหลายๆ องค์ประกอบระหว่างการถ่ายวิดีโอเข้าด้วยกัน เพื่อเก็บรายละเอียดและช่วงแสงให้ได้วิดีโอที่เก็บ Dynamic Range มากขึ้น ก็จะเห็นวิดีโอที่ท้องฟ้ามีรายละเอียด และส่วนมืดก็ยังมีรายละเอียดเช่นกัน

นอกจากนี้แม้เราถ่ายวิดีโอที่ความละเอียด 4K 30 fps แบบนี้ก็ยังสามารถซูมเปลี่ยนเลนส์ไปมาได้ครบทั้ง 3 เลนส์ครับ ผมให้ช่างภาพถ่ายที่ที่ระยะ 15 เท่าสูงสุดแล้วค่อยๆ ซูมออกมาโดยบันทึกเสียงผ่านไมโครโฟนแยกนะครับ เพื่อให้ได้เสียงที่คมชัด ซึ่งระหว่างที่ซูมออกมาก็จะเห็นว่าจะมีจังหวะเปลี่ยนเลนส์ให้พอสังเกตเห็นได้ ซึ่งเมื่อซูมออกมาจนถึงระยะ 0.7 เท่า

แต่ละความละเอียดของวิดีโอจะมีข้อจำกัดอยู่ อย่างวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอที่เปิดวิดีโอน้องนาวลิ้มตอนนี้ จะต้องใช้ความละเอียดเป็น 1080p เท่านั้น ถ่ายแบบ 4K ไม่ได้ หรือถ้าเราเลือกความละเอียด 4K 60 fps ก็จะสามารถซูมเข้าออกได้แค่เลนส์ Ultra Wide กับเลนส์หลักเท่านั้น ซูมไปถึงเลนส์เทเลไม่ได้ ทำให้ช่วงซูมได้แค่ 10 เท่าครับ

ทีนี้มาดูฟังก์ชันเจ๋งอื่น ๆ เกี่ยวกับกล้องยังมีอีกครับ อย่าง Tracking Shot ที่เมื่อเปิดแล้วเอาวัตถุที่ต้องการติดตามไปอยู่ที่เครื่องหมาย + กลางเฟรม กล้องก็จะแพนและซูมวิดีโอติดตามวัตถุเองเลย ซึ่งก็เป็นโหมดใหม่ที่เล่นสนุกได้ดีเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีโหมด Story Creator ที่ให้เราถ่ายวิดีโอหรือเลือกวิดีโอมาใส่ตาม Template ก็จะออกมาเป็นวิดีโอได้ง่าย ๆ นี่แค่ตั้งกล้องถ่ายอย่างเดียวเลยนะ ไม่ต้องแพนกล้องด้วยซ้ำ เดี๋ยวแอปไปแพนเอง

การตกแต่งภาพหลังถ่ายเสร็จแล้ว ถ้าเป็นภาพเอกสารสามารถกด Edit แล้ว Retouch Document เพื่อลบเงา หรือกด Documents เพื่อปรับยืดภาพให้ตรงเป็นแผ่นกระดาษได้ นอกจากนี้ยังมีปุ่ม Remove Reflection สำหรับถ่ายภาพผ่านกระจก เพื่อลบเงาสะท้อนไปได้ด้วย

กล้องหน้า

มาดูที่กล้องหน้ากันบ้าง เห็น 2 เลนส์แบบนี้แต่จริง ๆ มีกล้อง Selfie อยู่ตัวเดียวนะครับคือตัวที่อยู่ด้านขวานี้ มีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.4 แต่กล้อง Fixed Focus ไม่ใช่กล้อง Auto Focus นะ ส่วนกล้องตัวทางซ้ายนี้เป็น ToF สำหรับวัดระยะเพื่อช่วยให้ถ่าย Selfie หน้าชัดหลังเบลอได้ แล้วก็ช่วยให้ปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าแบบ 3 มิติได้ ซึ่งก็ทำให้การพิสูจน์ใบหน้าของเราปลอดภัยขึ้นกว่าแบบ 2 มิติด้วย

ภาพวิดีโอ 4K 30 fps จากกล้องหน้าตัวเดียวของ Huawei Mate 40 Pro 5G แต่ถึงมีกล้องตัวเดียวก็สามารถถ่ายมุมกว้างได้ด้วย จากภาพขนาด 1x มุมภาพ 78 องศา กดเปลี่ยนเป็น 0.8 เท่า มุมภาพ 90 องศา และกว้างสุดคือมุมภาพ 100 องศาแบบนี้ค่ะ ซึ่งกล้องถ่ายภาพนิ่งก็ทำซูมออกได้แบบนี้เหมือนกัน พร้อมระบบสลับ FOV อัจฉริยะด้วย คือถ้าเราเอียงกล้องมาถ่าย Selfie แนวนอน กล้องจะปรับระยะจาก 1x เป็น 0.8x เอง แล้วถ้าเจอว่ามีเพื่อนอยู่ในเฟรมเยอะ ๆ กล้องก็จะขยายไปมุมภาพกว้างสุดเอง เพื่อเก็บภาพเพื่อนได้หมด ฉลาดมาก แต่การถ่ายหน้าชัดหลังเบลอจะทำได้ที่มุมภาพ 1x เท่านั้น ใช้กับ Selfie มุมกว้างไม่ได้ แล้วกล้องหน้าตัวนี้ยังสามารถทำ Slowmo ได้สูงสุด 8 เท่าที่ 240 fps ด้วยนะ

โชว์โหมด Dual-View Video 2.0 บ้าง คือการถ่ายวิดีโอจากกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน เลือกได้ทั้งแบบแบ่งจอและแบบ Picture in Picture ก็น่าจะช่วยทำให้การถ่ายวิดีโอสนุกขึ้นอีกเยอะ

ประสิทธิภาพ

มาถึงเรื่องประสิทธิภาพเครื่องกันบ้างครับ Huawei Mate 40 Pro 5G ใช้ CPU รุ่นล่าสุดคือ Kirin 9000 พร้อมแรม 8 GB และหน่วยความจำ 256 GB ที่เพิ่มความจุได้อีก 256 GB ผ่าน NM Card

โดยการทดสอบจาก 3Dmark ชุด Wild Life Stress Test ที่ทดสอบประสิทธิภาพต่อเนื่อง 20 รอบ 20 นาที ก็ให้ผลที่น่าสนใจครับ ในโหมดธรรมดา การทดสอบรอบแรกจะได้คะแนนมากที่สุดคือ 5788 คะแนน แต่รอบหลังจากนั้นประสิทธิภาพเครื่องก็ลดลงมาครึ่งหนึ่งเหลือราว 2900 คะแนน ซึ่งน่าจะมาจากระบบจัดการความร้อนครับ ส่วนการทดสอบในโหมด Performance ที่เร่งประสิทธิภาพเครื่องสูงสุด ก็ได้คะแนนดีที่สุดในรอบแรกคือ 6644 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่พอ ๆ กับคะแนนกราฟิกของ iPhone 11 แต่รอบหลังจากนั้นประสิทธิภาพก็ค่อย ๆ ลดลงจนเหลือประมาณครึ่งหนึ่งที่รอบที่ 10 ครับ สรุปว่าประสิทธิภาพด้าน CPU และกราฟิกของ Huawei Mate 40 Pro 5G นั้นดีในระดับท็อป แต่อาจมีปัญหาเมื่อเครื่องร้อน ทำให้ประสิทธิภาพลดลงครึ่งหนึ่งครับ แต่สำหรับการใช้งานทั่วไป พวกใช้เฟซบุ๊ก ท่องเว็บ ใช้ไลน์ อันนี้ไม่มีปัญหาเลยครับ เครื่องลื่นมากตลอด

ส่วนการทดสอบประสิทธิภาพกับเกม เราลง Genshin Impact ไม่ได้ ซึ่ง Huawei บอกเราว่าตอนนี้กำลังทดสอบอยู่ อนาคตอาจจะเปิดให้ดาวน์โหลดได้ เราจึงทดสอบกับ PUBG แทน ซึ่งก็สามารถเปิดภาพในระดับ HDR และเล่นได้ลื่นไหลดีครับ เล่นไปสักพักเครื่องก็อุ่น ๆ บริเวณกล้อง

เรากดทดสอบ 5G ให้ดูกันเร็ว ๆ ว่าจากบริเวณสตูดิโอแบไต๋ในย่าน RCA นั้นทำความเร็วได้เท่าไหร่ (อ่านความเร็วทดสอบ) ซึ่งพอชิป Kirin 9000 เป็นชิปที่รวมโมเด็ม 5G เข้าไปในตัวพร้อมใช้กระบวนการผลิตที่ 5 nm ก็ทำให้ประหยัดไฟเวลาใช้ 5G มากขึ้นด้วยครับ

ระบบ HMS ของ Huawei ในตอนนี้ทำอะไรได้แล้วบ้าง?

แน่นอนว่าสมาร์ตโฟนจาก Huawei ในยุคหลังนั้นใช้ HMS แทนระบบของกูเกิ้ลนะครับ เรามาอัปเดตกันว่าระบบ HMS ของ Huawei ในตอนนี้ทำอะไรได้แล้วบ้าง

เราใช้งาน Huawei Mate 40 Pro 5G ในชีวิตประจำวันแบบถือเป็นเครื่องหลักเลย ไม่พกเครื่องอื่นไปสำรองด้วย ก็ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้สบาย ๆ ครับ แอป Facebook, instagram, twitter, shopee ใช้งานได้เต็มความสามารถ แอป LINE ก็สามารถแชต ใช้ LINE Pay ได้ เพียงแต่ว่าแชร์โลเคชันตรง ๆ ไม่ได้ แล้วก็เรียกคืนประวัติการสนทนาจากเครื่องอื่น ๆ ไม่ได้ แบ็กอัปแซตไม่ได้ แอป LINE Man ก็เรียกอาหารได้ ส่วนแอป Netflix ก็ลงรุ่นล่าสุดผ่าน APKpure ได้ แต่จะดูหนังได้ในความละเอียด SD เท่านั้น แล้วการใช้เมลและปฏิทิน ก็ลงแอป Outlook จากไมโครซอฟต์ก็สามารถอ่าน Gmail พร้อมใช้ปฏิทินของ Google Calendar ได้สบาย ๆ หรือใครจะใช้ Hotmail หรือ Outlook ก็ทำได้อยู่แล้ว ซึ่งถ้าเราต้องการแอปอะไรเพิ่มเติมก็สามารถหาได้จากแอป Petal Search ที่จะไปค้นหาจากคลังแอปทั่วโลกมาให้ หรือจะค้นหาจาก Huawei AppGallery ก็ได้ครับ

ที่นี้มาดูแอปใหม่ 2 ตัวจากหัวเว่ยคือ Huawei Docs ตัวนี้มากับเครื่องเลย สำหรับเปิดและแก้ไขไฟล์ Word, Excel, Powerpoint ได้เลย หรือจะโหลดแอป Microsoft Office มาแก้ไขก็ได้ ถ้ายังไม่ชินกับแอปของหัวเว่ยครับ

อีกตัวที่น่าสนใจคือ Petal Maps แอปแผนที่ล่าสุดที่หัวเว่ยพัฒนาร่วมกับ TomTom ซึ่งเราลองใช้นำทางดูแล้ว ก็พบว่าเก่งใช้ได้เลย สามารถนำทางไปยังปลายทางได้ แต่ถ้าเทียบกับ Google Maps ที่เราลองให้นำทางไปพร้อม ๆ กัน จะเห็นว่า Google Maps ระบุตำแหน่งปัจจุบันได้ Real-time กว่า ทำให้การเข้าจุดเลี้ยวต่าง ๆ บนถนนแม่นกว่าครับ ซึ่งเราก็ยังสามารถลง Google Maps บน Huawei Mate 40 Pro 5G ได้นะ แค่จะล็อกอินไม่ได้

ความสามารถพิเศษอื่น ๆ ของ Huawei Mate 40 Pro 5G

ที่ผมชอบมากคือ Eyes On Display คือปกติเราก็รู้จักแต่ Always On Display ที่แม้ปิดจอ มือถือก็จะแสดงข้อมูลตลอดในหน้าจอดำๆ แต่หัวเว่ยล้ำกว่านั้นครับ คือหน้าจอจะติดขึ้นมาเมื่อเห็นหน้าเราครับ จากหน้าจอดำๆ แบบนี้ พอเครื่องเห็นหน้าเราปุ๊บ หน้าจอก็จะติดขึ้นมาทันที

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ AI Gesture Control หรือสั่งให้เครื่องทำงานโดยโบกมือหน้าเครื่องเท่านั้น เช่นหยุดเพลง ก็ทำท่าเหมือนดันเข้าไปที่หน้าจอแบบนี้ หรือจับภาพ แค่ขย้ำมือหน้ากล้อง ในระยะประมาณ 20-40 cm แบบนี้

รีวิวที่ดีก็ต้องมีราคา

Huawei Mate 40 Pro 5G นั้นเปิดตัวด้วยราคา 34,990 บาท ซึ่งต้องยอมรับว่ากล้องของมือถือรุ่นนี้เป็นอันดับ 1 ของโลกจริง ๆ ถ่ายยังไงก็สวย เครื่องเร็ว งานประกอบดีด้วย

พิเศษในช่วงเปิดตัว รับของแถมอย่างปากกา Huawei M-Pen 2 เอาไว้เขียนบนหน้าจอได้ พร้อม Huawei Ring Light Case เคสพิเศษมีไฟสำหรับ Selfie และแท่นชาร์จไร้สายแบบตั้ง Huawei Super Charge พร้อมบริการมีบริการซ่อมบำรุงถึงบ้าน, บริการ Huawei Cloud Storage, Huawei Video และ Huawei Movie Pass รวมของแถมแล้วมูลค่าเกือบหมื่นบาท รีบด่วนก่อนสิ้นปี 63 นี้นะ (หรือจนกว่าของแถมจะหมด)

โดยถ้าสั่งซื้อจาก Huawei Online Store ก็จะได้บริการพิเศษอย่าง เครื่องมีปัญหาใน 7 วัน ตามเงื่อนไข เปลี่ยนเครื่องใหม่ ถ้าซื้อออนไลน์ก็จะได้รับของทันทีในวันรุ่งขึ้น (เว้น 3 จังหวัดชายแดนใต้) ด้วย

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส