ซึ่งซัมซุงขนเอาสมาร์ตโฟนจอพับสุดพรี่เมี่ยม 2 รุ่นล่าสุดคือ Samsung Galaxy Z Fold3 และ Samsung Galaxy Z Flip3 มาให้ผมเผยผิวให้แฟน ๆ แบไต๋ได้เห็นกันทันทีหลังเปิดตัวเลยครับ นอกจากนี้ยังมี Samsung Galaxy Watch 4, Watch 4 Classic และหูฟัง Samsung Galaxy Buds 2 มาโชว์ด้วยนะ

Samsung Galaxy Z Fold3

เริ่มต้นที่ Samsung Galaxy Z Fold3 ก่อนเลย ผมว้าวอะไรบ้างในรุ่นนี้ นี่ครับ S-Pen ในที่สุด Samsung Galaxy Z Fold ก็ใช้งานปากกาได้แล้วครับ หลังจากพัฒนาเทคโนโลยีจอพับมายาวนาน ในที่สุดซัมซุงก็ทำให้ใช้ปากกาได้แล้ว

คือต้องเข้าใจว่าพอจอมันพับได้ มันจะใช้หน้าจอแข็งแบบกระจกไม่ได้ หน้าจอก็ต้องมีความยืดหยุ่นพอที่จะพับเข้าไปได้ ที่นี้เมื่อต้องพัฒนา S-Pen ให้ใช้ได้บนจอยืดหยุ่นแบบนี้ ซัมซุงก็มีการพัฒนาหน้าจอพับของ Fold ให้แข็งแรงขึ้น ดูปากกา S-Pen สำหรับ Galaxy Z Fold3 ให้ดีๆ นะครับ หัวจะมนกว่าปากกา S-Pen ทั่วไป แล้วหัวนี้สามารถหดได้ถ้ากดแรงเกินไป ซึ่งซัมซุงก็ออกแบบเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับหน้าจอถ้าเราออกแรงกดมากเกินไป หรือมีเด็กมาเล่นขีดเขียนปากกากับหน้าจอ ก็จะได้ไม่เป็นอันตรายครับ

แล้วฟังก์ชันปากกา S-Pen มีอะไรบ้าง เท่าที่ลองใช้ดูเร็ว ๆ ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปากกา S-Pen ใน Galaxy Note ต้นฉบับเลยนะครับ ทรงพลังเหมือนกัน แถมใช้ได้ลื่นไหลว่าใน Note เพราะจอใหญ่กว่า แต่ปากกา S-Pen Fold Edition ตัวที่ผมถืออยู่นี้ ใช้ได้กับGalaxy Z Fold 3 ใช้ได้กับ Z Fold3 เท่านั้น ไม่ต้องชาร์จไฟ ใช้ Air actions ไม่ได้ แล้วก็ต้องซื้อแยกจากเครื่อง ไม่ได้มาพร้อมเครื่อง

และปากกานี้ S-Pen Fold Edition นี้ไม่สามารถใช้ได้กับอุปกรณ์ที่ใช้ S-Pen รุ่นอื่นๆ ได้ เอาไปใช้กับ Galaxy Note หรือ Galaxy S ไม่ได้ และในทางกลับกัน ปากกา S-Pen จากอุปกรณ์อื่น ๆ ก็ใช้กับ Galaxy Z Fold3 ไม่ได้แต่จะมีปากกา S-Pen Pro ที่ใช้ได้กับ Z Fold3 และ Galaxy รุ่นอื่นๆที่รองรับปากกา S Pen ซึ่งรุ่นนี้ต้องชาร์จไฟ ใช้ Air action ได้ ซึ่งผมว่ามันเพิ่มความสะดวกให้คนใช้งาน เพราะการมีปากกาบนจอใหญ่ช่วยให้เราสามารถทำงานได้หลายอย่าง เช่น ใช้ Flex mode วางไว้จอบนประชุมวิดีโอคอล จอล่างจดโน้ตส่งออกได้ทันที

ลองเทียบให้ดู Galaxy Z Fold2 หน้าจอด้านในจะมีกล้องสีดำกลม ๆ อยู่ตรงนี้ แต่ใน Galaxy Z Fold3 ไม่มีแล้วนี่คือครั้งแรกของมือถือซัมซุงที่ใช้เทคโนโลยีกล้องซ่อนอยู่ใต้หน้าจอครับ ในที่สุดผมก็ได้เห็นมือถือที่ใช้เทคโนโลยีนี้จริง ๆ สักที

โดยกล้องหน้าที่อยู่ในจอพับนี้มีความละเอียด 4 ล้านพิกเซล f/1.8 นะครับ ซึ่งจะมีความละเอียดน้อยกว่ากล้องหน้าที่อยู่ด้านนอกที่ละเอียด 10 ล้านพิกเซล f/2.2 นะครับ ส่วนคุณภาพของกล้องหน้า 2 ตัวนี้แตกต่างกันยังไง เดี๋ยวผมเทสต์ให้ดูละเอียด ๆ ในคลิปรีวิวอีกทีนะครับ

ที่สำคัญคือ Samsung Z Fold3 เป็นมือถือพับได้รุ่นแรกที่ทนน้ำระดับ IPX8 ซึ่งก็ทำให้ใช้งานได้อุ่นใจขึ้นผมจับเทียบกับ Z Fold2 รุ่นก่อนหน้านี้ให้เห็นชัด ๆ ว่าแตกต่างกันตรงไหนบ้าง

ดูการพับก่อนครับครับ ใน Galaxy Z Fold2 จะพับแล้วหนาประมาณนี้ ส่วนหนาสุดจะหนา 16.7 mm ส่วน Galaxy Z Fold3 พับแล้วส่วนที่หนาที่สุดจะบางลงเหลือ 16 mm ก็ทำให้พกพาสะดวกขึ้น ส่วนหน้าจอหน้านี้มีขนาด 6.2 นิ้วเท่าเดิมนะครับ แต่ปรับให้จอนอกนี้เป็น 120 Hz Adaptive ที่ปรับ Refresh Rate เองตามการใช้งานแล้วด้วย ใช้งานลื่นไหลกว่าเดิม

เรื่องความแกร่ง ชิ้นส่วนกระจกภายนอกนี้เป็น Gorilla Glass Victus ซึ่งเป็นกระจกที่แกร่งที่สุดของ Corning ตอนนี้แล้ว นอกจากนี้ยังอัปเกรดโครงสร้างอะลูมิเนียมใหม่เป็น Armor Aluminum ซึ่งเป็นเกรดที่แข็งแกร่งที่สุดในวงการมือถือแล้ว อีกทั้งยังผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถพับและกางได้มากถึง 200,000 ครั้ง

หน้าจอด้านใน มีขนาด 7.6 นิ้วเท่าเดิมนะครับ เป็นจอ 120 Hz แบบ Adaptive เช่นกัน เรื่องความแรง แน่นอนว่า Galaxy Z Fold3 เป็นมือถือพรีเมี่ยมปีนี้ ก็ต้องใช้ Snapdragon 888 แทนที่ Snapdragon 865+ ในรุ่นเดิม กล้องหลังมี 3 ตัว เป็นมุมกว้าง 0.5x กล้องหลัก 1x และกล้องซูม 2x ที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซลเท่ากับรุ่นเดิม ส่วนน้ำหนักเหลือ 271 กรัม จากเดิม 282 กรัม หายไป 11 กรัม

Samsung Galaxy Z Fold3 มี 3 สีให้เลือกคือ Phantom Green, Phantom Black, Phantom Silver ซึ่งทุกสีเป็นผิว matte เลย และมีรุ่นพิเศษที่ออกแบบร่วมกับ Thom Browne แบรนด์แฟชันจากอเมริกาด้วย เหมือนได้ยินมาว่ามาไทยด้วย จำนวนจำกัดมาก ๆ ต้องติดตามนะครับ

Samsung Galaxy Z Flip3

มาดูน้องเล็กกันบ้างครับ Galaxy Z Flip3 ที่กระโดดข้ามเลข 2 ไปเลย เพราะอยากให้นับรุ่นเลขเดียวกับ Galaxy Z Fold3 ซึ่งก็เป็นมือถือขวัญใจคุณผู้หญิง เพราะพับแล้วขนาดเล็กน่ารัก สีสันก็มีให้เลือกเยอะ โดยรุ่นใหม่นี้มีให้เลือก 4 สีคือ Cream, Phantom Black (เป็นผิวด้านอยู่สีเดียว), Green และ Lavender ส่วนสีพิเศษคือ เทา, ขาว, ชมพู อันนี้ต้องสั่งจาก samsung.com เท่านั้น

กระจกด้านนอกก็เป็น Gorilla Glass Victus พร้อมใช้ Armor Aluminum เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งเหมือน Galaxy Z Fold3 ทนน้ำระดับ IPX8 เหมือนกัน

จุดเด่นของรุ่นใหม่นี้คือหน้าจอภายนอกครับ จากเดิมที่เป็นหน้าจอแสดงการแจ้งเตือนเล็ก ๆ ขนาด 1.1 นิ้ว แต่รุ่นใหม่นี้ขยายหน้าจอออกมาเป็น 1.9 นิ้ว ทำให้ใช้งานได้สะดวกกว่าเดิม มองเห็นการแจ้งเตือนหรือ Customize Widget ต่าง ๆ เพื่อควบคุมเพลง เช๊คข้อความ ถ่ายรูป อัดเสียง และสั่งงานได้ด้วย

จอพับด้านในมีขนาด 6.7 นิ้วเท่าเดิม แต่อัปเกรดให้เป็นจอ 120 Hz แบบ Adaptive แล้ว ส่วนกล้องนั้นมีแค่ 3 ตัวเหมือนมือถือปกติ คือกล้องหลังกว้างมาก กับกล้องหลัก 12 ล้านพิกเซลทั้งคู่ และกล้องหน้า 10 ล้านพิกเซลซึ่งจุดเด่นก็คือ วางถ่ายรุปได้มุมใหม่ๆ แบบไม่ต้องถือ โพสท่าได้เต็มที่ หรือ ถ่ายมุมเหมือนมีขาตั้งกล้องก็ได้ แบบ night mode / hyperlapse ก็จะนิ่งมาก

ส่วน CPU ก็อัปเกรดมาเป็น Snapdragon 888 เช่นกัน โดยมีแรม 8 GB และมีความจุให้เลือก 128 GB และ 256 GB ดูทรงแล้วน่าจะขายดีแน่นอน เพราะรุ่นนี้ขายราคาถูกลงกว่ารุ่นที่แล้วด้วย

Samsung Galaxy Watch 4, Watch 4 Classic

นาฬิกาหน้าปัดกลม เป็น Google WearOS สามารถวัด Body Composition คือวัดไขมัน กล้ามเนื้อในร่างกาย แม่นยำ 98% ใช้เวลาตรวจเช็คเพียง 15 วินาที มี Optical Heart Rate Sensor (PPG), Electrical Heart Sensor (ECG), Bioelectrical Impedance Analysis Sensor (BIA) ตรวจเสียงกรน แทร็กออกซิเจนในร่างกาย และให้คะแนนการนอนได้ Watch 4 มี 40 & 44 mm ส่วน Watch 4 Classic มี 42 & 46 mm

Samsung Galaxy Buds 2

  • หูฟังกลุ่มราคาคุ้มค่าของซัมซุง
  • มี 4 สี – ขาว, ดำ, โอลีฟ, ลาเวนเดอร์ ซึ่งดีไซน์เป็นเคสขาว แล้วมีสีข้างใน
  • แหล่งกำเนิดเสียง 2 กลุ่ม เป็น woofer กับ tweeter
  • สามารถตัดเสียงรบกวนได้ 98%
  • มีไมค์ 3 ตัว อยู่ข้างใน 1 ตัว อยู่ข้างนอก 2 ตัว แล้วก็มี VPU (Voice Pickup Unit) เพื่อทำให้เสียงพูดชัดเจน มี DNN (Deep Neural Network) เพื่อให้ตัดเสียงดีขึ้น
  • หูฟังตัวเล็กที่สุดของซัมซุง ขนาดเล็กและเบากว่ารุ่นที่แล้ว
  • ใช้งานต่อเนื่อง 5 / 20 ชั่วโมง