รีวิว iPhone 13 และ iPhone 13 Pro หลังใช้ในชีวิตจริงแบบ HDR!

หลังจากที่แบไต๋เราใช้ iPhone 13 และ iPhone 13 Pro มาครึ่งเดือน วันนี้ก็จะมาสรุปรีวิวให้ฟัง โดยจะเป็นการถ่ายคลิปด้วย iPhone แบบ 4K HDR 60 FPS

ถ้าเกิดเห็นว่าแพนถือ iPhone 13 อยู่แสดงว่าถ่ายด้วย iPhone 13 Pro ครับ และถ้าเกิดเห็นว่าแพนถือ iPhone 13 Pro อยู่ แสดงว่าถ่ายด้วย iPhone 13 ครับ

กล้อง

ตามสเปกแล้วกล้องหลัง iPhone 13 กล้องหลังจะมีการปรับปรุงเซนเซอร์ให้ดีขึ้น เซนเซอร์มีขนาดใหญ่ขึ้น แล้วก็ใส่ระบบกัน OIS แบบเซนเซอร์ชิป ส่วนการถ่ายวิดิโอนะครับ รองรับเป็น 4K HDR 60 FPS แบบที่จะเห้นตลอดทัั้งคลิปนี้เลย ส่วนกล้องมุมกว้างนะครับก็ยังเป็นสเปกเดิมเหมือนใน iPhone 12 ครับ

ซึ่งพอถ่ายรูปจริง ๆ ก็ไม่รู้สึกถึงความต่างจาก iPhone 12 มากนะครับ โทนภาพคล้าย ๆ กัน แต่ใน iPhone 13 จะมี Photographic Styles มาให้ เพื่อจะจูนภาพตั้งแต่กระบวนการประมวลผลรูปเลย

ซึ่งมีโทนมาตรฐานอยู่ 5 โทนนะครับ ก็คือ โทนมาตรฐาน, Contrast จัด, สดใส, โทนอุ่น และ โทนเย็น ซึ่งเราก็สามารถปรับจูนให้ถูกใจเองได้ด้วย ซึ่งทำให้ใครหลายคนที่เบื่อสีสันของกล้อง iPhone สามารถเลือกให้ถูกใจได้มากขึ้นครับ

สรุปเลยนะครรับถ้าเกิดใช้ iPhone 12 อยู่แล้วอยากอัปมาเป็น iPhone 13 เพื่อให้ได้คุณภาพการถ่ายรูปให้ดีขึ้นเนี่ยก็ดูจะไม่คุ้มซักเท่าไหร่ ยกเว้นอยากจะใช้ Cinematic Mode ครับ

และจุดขายของกล้องประจำ iPhone 13 นะครับ ก็คือโหมดการถ่ายวิดิโอที่เรียกว่า Cinematic Mmode เอาจริง ๆ ก็คือการถ่ายวิดิโอหน้าชัดหลังเบลอ ที่แอนดรอยด์ก็ทำได้มานานแล้วครับ

แต่ว่าแอปเปิ้ลจะออกมาทีหลังทั้งทีก็ต้องทำให้ดีกว่านะครับ ที่เห็นชัด ๆ เลยก็คือมีการตรวจจับวัตถุได้แบบแนบเนียน มีการปรับโฟกัสได้อย่างชัดเจนและก็ดีมาก ๆ เลย

นอกจากนี้วิดิโอจาก Cinematic Mode นะครับ เราสามารถปรับแต่งการเบลอหลังการถ่ายได้ เพราะมันคือการเบลอด้วย AI บางฉากช็อตอยากให้ฉากหลังชัดแต่กล้องไม่ปรับให้ก็สามาารถปรับให้ชัดได้ทีหลังในแอปตัดต่อที่รองรับ เพราะระหว่างการถ่าย iPhone ก็จะบันทึกความลึกของภาพไปด้วย หรือถ้าคิดว่ามันเบลอเยอะเกินไป ก็สามารถปรับภายหลังได้ครับ

แต่ข้อเสียของการเบลอด้วย AI คือบางช็อตก็ตัดต่อตัวบุคคลออกมาได้ไม่เนียนครับ โดยเฉพาะตรงเส้นผมที่เห็นได้ชัดเลย และโหมดนี้ถ่ายด้วยความละเอียด 1080p 30 fps ได้เท่านั้น เพราะข้อจำกัดด้านความเร็วในการประมวลผล

มาดูกล้อง iPhone 13 Pro บ้างครับถ้าเกิดเทียบกับ iPhone 12 Pro ก็บอกได้เลยว่าโมดูลกล้องของ iPhone 13 Pro มีขนาดที่ใหญ่กว่าเยอะเลยครับ เพราะกล้องทุกกล้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเลย

เริ่มกันที่กล้องมุมกว้างก่อนละกัน กล้อง Wide ปกติจะมีเซนเซอร์ใหญ่ขึ้น กล้องซูมสามารถซูมได้ 3 เท่า กล้องมุมกดว้างมากจะถ่ายได้สว่างขึ้น รวมทั้งรองรับมาโครด้วย แต่ว่าทุกกล้องก็ยังถ่ายได้แค่ 12 ล้านพิกเซลเหมือนเดิม ด้วยโมดูลกล้องที่ใหญ่และหนาขึ้น การที่จะหาเคสที่คลุมกล้องด้วย เคสก็จะหนาขึ้นด้วยครับ

ตอนถ่ายออกมาด้วย Photographic Styles สีก็จะเวอร์วังหน่อย แต่คุณภาพโดยรวมดีมากเลยครับ ถ่ายอะไรก็สวย ระบบ AI และ HDR ช่วยปรับภาพ Portrait ให้สีผิวออกมาดูดี แต่ว่าการตัดตัวคนแยกจากฉากหลังบางฉากก็ยังดูไม่เนียน แม้จะมี Lidar ช่วยวิเคราะห์ความลึกแล้ว

ในที่สุด iPhone ก็มีเลนส์ Tele หรือว่าเลนส์ซูมภาพที่สมกับการเป็นเลนส์ซูมจริง ๆ ครับ ด้วยการขนายขนาด 3 เท่า ที่ให้คุณภาพดีด้วย จากเดิมให้มาแค่ 2 เท่า มันน้อยนิดมาก แต่สำหรับคนที่ชอบใช้เลนส์ซูมในการถ่าย Portrait ครึ่งตัว ก็จะต้องปรับตัวนิดนึงเพราะต้องถอยออกไปไกลมากขึ้น และเลนส์หใม่นี้มี F-Stop อยู่ที่ 2.8 เทียบกับเลนส์ซูม 2 เท่าเดิมที่ใช้ F-Stop 2.0 ก็ถือว่ารับแสงได้น้อยกว่าเดิมพอสมควรเลย

ในการถ่ายภาพกลางคืนถือว่าทำได้ดีเลย ทุกเลนส์ใช้ Night Mode ได้หมด สามารถเปลี่ยนภาพกลางคืนมืด ๆ ให้สว่างขึ้นมาได้ครับ

ทีเด็ดของกล้องชุดนี้คือกล้องมุมกว้างมากสารพัดประโยชน์ที่ iPhone 13 Pro ให้ F-Stop อยู่ที่ 1.8 เลยทำให้ภาพสว่าง ถ่ายแล้วสดใสมาก แถมยังสามารถถ่ายมาโครได้ในระยะใกล้แค่ 2 เซนติเมตรได้ ทำให้ iPhone 13 Pro สามารถถ่ายวัตถุใกล้ ๆ ได้ดีขึ้นสักที ส่วน iPhone 13 ถ่ายมาโครแบบนี้ไม่ได้ครับ

และเป็นการตอกย้ำตลาดสมาร์ตโฟนนะครับว่าเราไม่ได้ต้องการมือถือที่มีเลนส์มาโครโดยเฉพาะที่มีความละเอียดต่ำจนใช้งานไม่ได้ แต่เราต้องการเลสน์มุมกว้างที่มีคุณภาพดี

จุดอ่อนของโหมดมาโครใน iPhone 13 Pro ก็คือเวลาที่เราเอากล้องเข้าไปใกล้วัตถุก็จะมีการเปลี่ยนเป็นเลนส์มาโครโดยอัตโนมัติ ซึ่งบางที่เราไม่ได้ต้องการ ซึ่งทางแอปเปิ้ลได้ทำการปรับปรุงเรื่องนี้แล้วนะครับใน iOS 15.1 แต่ก็ยังไ่ม่ถููกใจ เพราะแอปเปิ้ลเพิ่มตัวเลือกการปิด Auto Macro ใน Setting ไม่ได้ทำเป็นปุ่มเปิดปิดมาโครง่าย ๆ ในแอปถ่ายรูป แต่ก็เปลี่ยนอีกครั้งใน iOS 15.2 ทำให้ปุ่มเปิดปิดมาโครสามารถกดได้ง่าย ๆ ระหว่างถ่ายรูป

ซึ่งการถ่ายวิดิโอด้วย iPhone 13 Pro หรือว่า iPhone 13 สามารถถ่ายได้สูงสุดุที่ 4K 60 fps Dolby Vision ซึ่งก็เป็นภาพและเสียงแบบนี้เห็นนี่เลย ส่วนใน iPhone 13 ก็มีการอัปเกรดขึ้นมาจาก iPhone 12 ตรงที่สามารถถ่าย 4K 60 fps ได้แล้วนั่นเอง

แต่ถ้าเราถ่ายแบบ 60 fps นาน ๆ ก็อาจจะเจอปัญหาเครื่องร้อนจนไม่สามารถถ่ายได้นั่นเองครับ

ส่วนความสามารถใหม่ของ iPhone 13 Pro ก็คือการถ่ายวิดิโอแบบ ProRes การถ่าย ProRes เป็นการถ่ายวิดิโอเผื่อไปใช้ Post-Production เป็นการถ่ายที่จะได้ข้อมูลของภาพและเสียงที่มากขึ้น ทำให้แก้สีแก้แสงได้มากขึ้น

แต่พอคิดถึงการโอนไฟล์แล้วสยองเลยครับ จะโอนผ่าน Airdrop ก็ใช้เวลานานมาก ๆ หรือโอนผ่านพอร์ต Lighting ก็นานเหมือนกัน เพราะเป็น USB 2.0 เพราะฉะนั้นการถ่าย ProRes ก็ไม่เหมากับการใช้งานทั่วไปเท่าไหร่

แล้วถ้าเราซื้อเป็น iPhone 13 Ori รุ่นเริ่มต้นที่ 128 GB ก็ไม่สามารถถ่าย ProRes 4K ได้ แต่ได้เพียง 1080p หรือว่า FullHD เท่านั้นครับ

และนี่คือเสียงจากกล้องหน้า 4K ของ iPhone 13 ภาพและเสียงก็จะได้ประมาณนี้เลยครับ โมดูลก็ไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรมาก ความละเอียดอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซลเหมือนเดิม ส่วนตัวคิดว่ากล้องหน้าจะคล้าย iPhone 12 มาก ๆ

ดีไซน์

มาต่อกันที่เรื่องดีไซน์ แทบไม่ต้องเล่าเลยสำหรับ iPhone 13 ไม่ต่างจาก iPhone 12 เดิมเลย มีการขยับปุ่มลงมานิดนึง ส่วนกล้องก็แค่ทแยง วัสดุยังเป็นอลูมิเนียมและฝาหลังเป็นกระจก ส่วนสีที่สั่งมาคือสี Midnight สีใหม่ที่มาในปีนี้ ซึง่ต่างจากสีดำปีที่แล้วตรงที่สีดำใน iPhone 12 ดำมากกว่า

ส่วน iPhone 13 Pro ดีไซน์ก็คล้าย ๆ เดิมเลย วัสดุเป็นสเตนเลสสตีล ด้านหลังเป็นกระจกพ่นทรายเหมือนใน iPhone 12 เลย ปุ่มมีการขยับลงมานิดนึง เพื่อให้จับถนัดมากขึ้น ส่วนสีกราไฟต์ก็โทนเดียว iPhone 12 เลยครับ

ซึ่ง iPhone 13 และ 13 Pro ก็รองรับการชาร์จแบบไร้สาย MagSage ที่แสนแพง ราคาไม่รวมหัวชาร์จ 1,490 บาทเหมือนเดิมครับ

ที่ต่างจากรุ่นเดิมก็คือน้ำหนักนั่นเอง น้ำหนักจะมากกว่า iPhone 12 อยู่ 20 กรัม น้ำหนัก iPhone 13 Pro ก็เลยอยู่ที่ 203 กรัม เอาจริง ๆ น้ำหนักหนักกว่าแอนดรอยด์บางรุ่นที่หน้าจอใหญ่กว่าอีก

ส่วน iPhone 13 มีน้ำหนักอยู่ที่ 173 กรัม หนักกว่า iPhone 12 อยู่ที่ 11 กรัมครับ

หน้าจอของ iPhone 13 และ 12 ไม่ได้ต่างกันมากนอกจากเรื่องของความสว่างที่

ส่วนหน้าจอ iPhone 13 Pro ก็จะมีความต่าง 12 Pro ค่อนข้างมาก เพราะ 13 Pro สามารถสู้แสงได้ดีกว่า แต่ใช้งานไปนาน ๆ เครื่องก็จะร้อนครับ แล้วก็จอหรี่ใช้ไม่ได้เหมือนเดิม

อีกหนุ่งจุดที่สำคัญคือใส่หน้าจอ 120 hz มาแล้วซึ่งแอนดรอย์ใส่มานานแล้วครับ จอเป็นแบบ Adaptive ปรับตัวเองได้ตั้งแต่ 30 ถึง 120 hz สำหรับรอยบากของทั้ง 2 รุ่นก็สั้นลงแต่หนาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ iPhone 12 ครับ และยังคงปลดล็อกได้แค่เฟซไอดีเหมือนเดิม ยังไม่มีทัชไอดี เพราะฉะนั้นก็จะลำบากหน่อย ในขณะที่ฝั่งแอนดรอยด์สามารถปลดล็อกได้ทุกรูปแบบ

ส่วนเรื่องพอร์ตชาร์จนะครับ ต่อให้ทั้งโลกกดดันให้ Apple ทำสาย USB-C แต่ก็ยังดื้ออยู่ครับ

ซึ่งในกล่องบาง ๆ แบบนี้แอปเปิ้ลก็แถมมาเพียงสาย Lighting to USB-C ครับไม่ได้แถมอะแดปเตอร์มาให้ และถ้าใครยังไม่มีอะแดปเตอร์แบบ USB-C ก็สามารถซื้อของแอปเปิ้ลได้ที่ 690 บาท 20W แต่ว่าเอาจริง ๆ แล้วก็ไม่แนะนำเพราะนำไปซื้อแบรนด์มาตรฐานอื่นจะคุ้มกว่าครับ

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ iPhone 13 มีขนาดแบตที่เยอะกว่า 13 Pro ซะอีก โดยใน iPhone 13 Pro มีจนาดอยู่ที่ 3,095 mAh ส่วน iPhone 13 มีขนาดอยู่ที่ 3,240 mAh

เสียง

ลำโพงใน iPhone 13 ก็ทำออกมาได้ดีเหมือนเดิมนะครับ ลำโพงมีทั้งล่างและบน หากวางแนวนอนก็จะให้เสียงเป็น Stereo ให้เสียงค่อนข้างดีเลย ให้มิติเสียงที่ค่อนข้างดีเลยครับ

ส่วนเรื่องหูฟังบลูทูทก็ทำมาได้ดีเหมือนเดิม แต่ว่าไม่ใช้ระดับ Lossless หรือ High-Res ต่อให้ใช้ AirPods Max ราคาเกือบสองหมื่นก็ไม่ได้อยู่ดี ถ้าเกิดใครอยากฟัง Apple Music Hi-Res Lossless ที่ได้คุณภาพสูงที่สุดก็จะต้องต่อ DAC ผ่าน Lighting port และใช้หูฟังแบบมีสายเท่านั้น

ประสิทธิภาพ

ประสิทธิภาพของ iPhone 13 Pro กับชิปใหม่ A15 ทำออกมาได้ดีในระดับต้น ๆ ของมือถือยุคนี้เลย โดยคะแนนของ iPhone 13 ทำ Multicore ได้ที่ 4,484 คะแนน ส่วน iPhone 13 Pro ทำไปได้ 4,715 คะแนน เร็วกว่า iPhone 12 Pro 900 คะแนนเลย เทียบกับ Snapdragon 888 ตัวท็อป Android ที่ออกปีที่แล้ว ก็ห่างกัน 1,500 คะแนน ถือว่าเร็วมาก

iPhone 13 ด้านกราฟิกเช็กด้วย 3Dmark ชุด Wild life stresss test โหมด unlimited ได้คะแนนที่ 9,004 คะแนน ต่ำสุดที่ 6,630 คะแนน

ส่วน iPhone 13 Pro นะครับ ได้คะแนนสูงสุดอยู่ที่ 11,659 คะแนน ต่ำสุดที่ 7,194 คะแนน ห่างกันเยอะขนาดชี้ให้เห็นว่าความร้อนของเครื่องส่งผลต่อประสิทธิภาพพอสมควร

สรุป

iPhone 13 และ iPhone 13 Pro ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นซักเท่าไหร่ เพราะเป็นการการเปลี่ยนตามรอบประจำปี มีแค่ทำให้เครืองเร็วขึ้น ประสิทธิภาพกล้องดีขึ้น แต่ว่าก็ยังไม่มีการเปลี่ยนพอร์ตหรือทัชไอดีเลย

แต่กล้องก็ต้องบอกว่าดีมากทำให้มือถือรุ่นอื่นต้องตามกันให้ทัน ตั้งมาตราฐานเอาไว้สูงจริง ๆ ทำเอา iPhone 13 เหงาไปเลยครับ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส