เจาะลึก OPPO Find N มือถือจอพับ พร้อมอีก 2 นวัตกรรมจากงาน OPPO INNO DAY 2021

ทุกๆ ปี OPPO จะจัดงาน OPPO Inno Day OPPO INNO DAY 2021 เพื่อโชว์เทคโนโลยีของบริษัทที่น่าสนใจ และเตรียมเอามาใช้ในอนาคต ซึ่ง OPPO INNO DAY 2021 เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 14-15 ธันวาคมที่ผ่านมานี้เองครับ ภายใต้สโลแกน ‘Reimaging the Future’ พลิกโฉมเทคโนโลยีสู่อนาคต

OPPO Find N

และหนึ่งในของที่ล้ำมากจากงานนี้ก็อยู่ในมือผมแล้ว นี่คือ OPPO Find N สมาร์ตโฟนจอพับได้รุ่นแรกจากออปโป้ มาจับเครื่องจริงไปด้วยกันเลย

ดีไซน์

จะเห็นว่า OPPO Find N ดีไซน์มีกลิ่นอายเดียวกับ OPPO Find X3 Pro 5G มือถือเรือธงที่ออกเมื่อต้นปี 2021 เลย คือกล้องหลังที่มีความโค้งรับไล่ระดับไปถึงกล้อง 3 ตัว ประกอบด้วยเซ็นเซอร์หลัก Sony IMX 766 ความละเอียด 50MP, เลนส์ ultra-wide 16MP และ เลนส์ telephoto 13MP ขอบเครื่องก็โค้งมนรับมือ ซึ่งหน้าจอด้านนอกนี้มีขนาด 5.49 นิ้ว สัดส่วน 18:9 ที่ใช้พื้นที่ได้เต็มที่มาก ๆ เหลือขอบนิดเดียวเอง ทำให้เราใช้งานด่วน ๆ แบบไม่ต้องกางเครื่องออกมาก็ไม่รู้สึกติดขัดอะไรครับ แต่หน้าจอนี้จะเป็น 60 Hz มาตรฐานเท่านั้น ความละเอียด 988 x 1972 px ใกล้เคียง Full HD

ส่วนกล้องหน้าด้านนอกก็จะเป็นกล้องเจาะรูอยู่ตรงกลางนี้ครับ ใช้งานได้สะดวกเลย

ดูรวม ๆ จะเห็นว่าขนาดของ OPPO Find N เมื่อพับแล้วนั้นค่อนข้างกระทัดรัดเลย คือด้านยาวนี้วัดได้ 132.6 mm ซึ่งสั้นกว่ารุ่นอื่นๆ ส่วนด้านกว้างวัดได้ 73 mm ก็จะกว้างกว่าหน่อย ส่วนหนาวัดได้ 15.9 mm ก็ไม่ได้หนามากครับ และกระจกที่เป็นฝาเครื่องนี้คือ Gorilla Glass Victus นะครับ ก็รับประกันความทนทานได้

การพับหน้าจอ

และเมื่อกางออกมา สิ่งแรกที่เราเห็นคืออะไร คือหน้าจอที่แทบไม่มีรอยพับเลยครับ คือไม่ส่องกับแสงจริงๆ ก็ไม่เห็นรอยพับนี้เลย ตรงนี้เกิดจากดีไซน์บานพับพิเศษที่เรียกว่า Flexion hinge ซึ่ง OPPO พัฒนามานานกว่า 4 ปี กับต้นแบบ 6 รุ่นก่อนจะออกมาเป็นเครื่องจริง คือเวลาเราพับจอเก็บ จอจะไม่ได้ถูกพับตรง ๆ ให้เกิดรอยพับบนจอเหมือนมือถือจอพับทั่วไป แต่จอจะโค้งเป็นรูปหยดน้ำ ที่ส่วนของจอโค้งลึกเข้าไปในตัวบอดี้เครื่องเพื่อให้รัศมีของวงพับนั้นกว้างที่สุด ซึ่ง OPPO เคลมว่าสามารถลดรอยพับบนหน้าจอได้ 80% เมื่อเทียบกับอุปกรณ์พับได้รุ่นอื่น ๆ

แถมผ่านการทดสอบการพับมาแล้ว 2 แสนครั้งก็ยังไม่เป็นไร ถ้าสมมุติพับวันละร้อยครั้ง ก็ใช้งานเกิน 5 ปีครึ่งได้สบาย ๆ ครับ

ซึ่งหน้าจอด้านในนี้มีขนาด 7.1 นิ้วที่สัดส่วน 8.4:9 คือเป็นสี่เหลี่ยมป้าน ๆ ที่สัดส่วนใกล้เคียงกับจัตุรัส คือถ้าดูตัวเลขขนาดหน้าจอ 7.1 นิ้ว อาจจะไม่รู้สึกว่าจอใหญ่เท่าไหร่ เพราะเป็นการวัดในมุมทะแยง แต่ถ้าเห็นพื้นที่การใช้งานจริง ๆ แล้วจะรู้สึกเลยว่าให้พื้นที่ในการใช้งานเยอะมาก

โดยหน้าจอด้านในนี้มีความละเอียด 1792 x 1920 px และเป็นจอ AMOLED ที่รองรับ Adaptive Refresh Rate สูงสุด 120 Hz นะครับ ก็ใช้งานได้เนียนตาดีเลย แล้วก็มีกล้องหน้าด้านในอยู่ตรงมุมนี้นะครับ เป็นกล้องเจาะรู
ความพิเศษของหน้าจอพับได้ของ OPPO Find N มีอีกอย่างคือเวลาพับแล้วหน้าจอจะประกบชิดมาก ๆ ผมเอากระดาษมาหนีบไว้ตรงกลางแบบนี้ แล้วยกกระดาษให้เครื่องหนีบขึ้นมาได้เลย ซึ่งเมื่อจอประกบกันสนิทแบบนี้ ก็ทำให้ปัญหาเรื่องฝุ่นที่จะเข้าไปในจอพับน้อยลงด้วย

รวม ๆ แล้วหน้าจอพับได้ของ OPPO Find N นี้เรียกว่า Serene Display ที่ประกอบด้วยชั้นของ UTG หรือ Ultra Thin Glass ที่บางเพียง 0.03 mm ทำให้พับไปมาได้ครับ

แน่นอนว่าเป็นสมาร์ตโฟนจอพับได้ ก็ต้องมีความสามารถด้านซอฟต์แวร์มารองรับด้วย ซึ่งพื้นฐานคือ ColorOS ของ OPPO ที่เสริมความสามารถให้เหมาะกับหน้าจอพับได้เข้าไปครับ เช่นเราสามารถใช้จอด้านนอกร่วมกับกล้องหลัง 50 ล้านพิกเซล เพื่อถ่าย Selfie ชัดๆ ได้ หรือการใช้ 2 นิ้วลากลงที่กลางหน้าจอพับ ให้เหมือนตัดหน้าจอ เพื่อใช้งาน 2 แอปพร้อมกัน หรือใช้ 4 นิ้วเพื่อบีบแอปให้กลายเป็นแอปแบบหน้าต่างลอยได้ด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถใช้หน้าจอทั้ง 2 ต่อกันได้ คือถ้าใช้หน้าจอด้านนอกอยู่ แล้วกางไปใช้หน้าจอด้านใน แอปที่ใช้งานอยู่ก็จะทำงานต่อเนื่องไปที่หน้าจอด้านในทันที

และเป็นมือถือจอพับก็ต้องใช้งานแบบนี้ได้ครับ นี่คือ FlexForm Mode ที่สามารถตั้งเครื่องแบบโน้ตบุ๊กได้ ซึ่งก็ทำให้สามารถเปลี่ยนทุกสถานที่ให้เป็นขาตั้งกล้องได้ หรือตั้งเครื่องเพื่อทำ Video Call ก็ทำได้ง่าย ๆ

สเปก

ส่วนเรื่องสเปกก็เป็นสเปกแนวหน้าของปี 2021 ครับ คือใช้ Snapdragon 888 พร้อมแรม 8/12 GB และพื้นที่ในเครื่อง 256/512 GB พร้อมชาร์จเร็ว 33W SuperVOOC Flash Charge และมีปุ่มล็อกหน้าจอพร้อมสแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านข้างเครื่อง

ตอนนี้ OPPO Find N จำหน่ายเฉพาะแค่ในจีนครับ ราคาเริ่มต้น 7,699 หยวนหรือประมาณ 40,000 บาท ส่วนถ้าจะวางขายในไทยเมื่อไหร่ เดี๋ยวแบไต๋รีบมาบอกอีกที

MariSilicon X

อีกเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นจากงาน OPPO INNO DAY คือ NPU (neural processing units) ใหม่ที่ออปโป้ดีไซน์ขึ้นเองเพื่อสนับสนุนการถ่ายภาพและถ่ายวิดีโอให้ดีขึ้นก็คือ MariSilicon X ครับ

MariSilicon X จัดเป็น NPU หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบโดย OPPO และผลิตด้วยเทคโนโลยี 6 nm ของ TSMC หน้าที่หลักของ NPU ตัวนี้คือทำให้ Computational Photography หรือการถ่ายรูปปกติของสมาร์ตโฟนที่ต้องประมวลผลข้อมูลเยอะ ๆ ทำได้เร็วขึ้น ดีขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น เล่าสั้น ๆ แบบนี้อาจยัง ผิวเผินไป ผมจะเล่าเชิงเทคนิคให้ฟังครับ

นับตั้งแต่ที่สมาร์ตโฟนเริ่มถ่ายภาพสู้กล้องใหญ่ได้ เบื้องหลังของการพัฒนาคุณภาพภาพจากสมาร์ตโฟนคือการพัฒนากลไกการประมวลผลรูปให้ดีขึ้น สามารถรีดรายละเอียดภาพ เกลี่ยแสงส่วนมืดส่วนสว่าง รวมถึงปรับสีให้เหมาะสมได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งนับวันกระบวนการประมวลผลการถ่ายภาพนี้ก็จะยิ่งซับซ้อนและกินทรัพยากรในการจัดการมากขึ้น ทำให้สมาร์ตโฟนหลายตัว เช่นสมาร์ตโฟนเรือธงของ OPPO เอง ไม่ได้ดึงเอาข้อมูลดิบทั้งหมดจากเซนเซอร์มาใช้ แต่แปลงข้อมูลดิบหรือ RAW Data เป็นข้อมูล RGB และแปลงซ้ำเป็นรูปแบบ YuV ที่เน้นเก็บข้อมูลแสงสีที่มนุษย์รับรู้เป็นหลัก ซึ่งออปโป้บอกว่าที่ผ่านมาใช้ข้อมูลแค่ 18 bit และประมวลผลด้วยอัลกอริทึมพื้นฐานเท่านั้น เพราะหน่วยประมวลผลในมือถือไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะเอาข้อมูลดิบทั้งหมดมาประมวลผลได้

MariSilicon X จึงเข้ามาจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยดึงข้อมูลดิบ 20 Bit จากตัวเซนเซอร์มาประมวลผลโดยตรงเลย ทำให้ได้คุณภาพภาพที่ดีขึ้น สัญญาณรบกวนน้อยลง และสามารถเก็บไดนามิกของแสงได้ถึง 20 stops ซึ่งมากกว่าที่ Find X3 Pro ทำได้ถึง 4 เท่า

นอกจากนี้ MariSilicon X สามารถทำงานร่วมกับเซนเซอร์แบบ RGBW (Red-Green-Blue-White) ที่ OPPO ร่วมพัฒนามาก่อนหน้านี้ เพื่อประมวลผลข้อมูลสีคือ RGB และข้อมูลแสงคือ W แยกออกจากกัน

ด้วยการวางเม็ดพิกเซลรับแสงบนเซนเซอร์ที่วางเป็นตาราง 2×2 และการนำข้อมูลมาใช้แบบ 4 พิกเซลรวมเป็นหนึ่ง ทำให้เราได้ข้อมูลสีที่แม่นยำจาก 3 แม่สี RGB มารวมกัน และได้ข้อมูลแสงที่บริสุทธิ์ขึ้น เพราะไม่มีฟิลเตอร์สีมาบังแสงขาวอีกต่อไป ซึ่งเมื่อนำข้อมูลสีและแสงมารวมกัน ก็ทำให้ได้ภาพที่มีสัญญาณรบกวนน้อยลง ให้รายละเอียดของภาพได้ดีขึ้น

ที่สำคัญคือ MariSilicon X มีกำลังในการประมวลผลถึง 18 TOPS (trillion operations per second) หรือ 18 ล้านล้านการทำงานต่อวินาที แถมประหยัดไฟมาก ซึ่งเร็วพอที่จะลดสัญญาณรบกวน หรือประมวลผลวิดีโอในที่แสงน้อยให้สว่างขึ้นได้ ซึ่งในสมาร์ตโฟน OPPO ทุกรุ่นก่อนหน้านี้ทำได้เพียงความละเอียด Full HD แต่สำหรับสมาร์ตโฟนที่มี MariSilicon X นั้นสามารถประมวลผลในระดับ 4K HDR ได้เลย

สรุปสั้น ๆ คือ MariSilicon X จะช่วยให้ถ่ายภาพสวยขึ้น ถ่ายวิดีโอดีขึ้น แม้เป็น 4K ก็ยังประมวลผลได้ดีครับ ซึ่ง MariSilicon X จะเริ่มใช้ในเรือธง OPPO Find X รุ่นถัดไปที่จะออกในปี 2022 นี้ น่าจะเจ๋งน่าดู อดใจรอกันครับ
งาน OPPO INNO DAY 2021 จัดขึ้นที่เซินเจิ้นครับ ด้วยสถานการณ์โลกแบบนี้ เราคงไม่สามารถบินไปดูที่สถานที่จริงได้ แต่ก็สามารถดูผ่านไลฟ์และ OPPO INNO WORLD ซึ่งเป็น Virtual Stage ที่ผู้เข้าร่วมสามารถสร้าง Avatar ของตัวเองเพื่อเข้าร่วมงานได้อย่างสนุกเลย

OPPO Air Glass

และของใหม่สุดว้าวจากงานนี้อีกอย่างคือ OPPO Air Glass แว่น aR หรือ assisted Reality หน้าตาคล้าย ๆ แว่นวัดพลังในการ์ตูน คือมีเลนส์ข้างเดียวเพื่อแสดงข้อมูลออกมาให้เห็นในรูปแบบล้ำๆ โดยแสดงข้อมูลเป็นแสงสีเขียว ซ้อนกับภาพที่เห็นตรงหน้า และมีลำโพงด้านข้างสำหรับการฟังและสั่งงานด้วยเสียง ทั้งนี้การสั่งงานสามารถทำได้ 4 แบบ ทั้งการสัมผัสที่ขาแว่น สั่งงานด้วยเสียง, การเคลื่อนไหวของข้อมือ และการเคลื่อนไหวของศีรษะ แต่แว่นนี้ไม่มีกล้องนะครับ เน้นแสดงข้อมูลอย่างเดียว

ซึ่งเราสามารถใช้ OPPO Air Glass ทำงานได้หลายอย่าง เช่นสำหรับอาชีพพิธีกรอย่างผมก็ใช้มันเป็น Prompter เพื่อบอกบทจากในแว่นได้เลย หรือแสดงข้อมูลสุขภาพ ปฏิทิน การนำทาง หรือแปลภาษาก็ได้ โดยแว่นนี้สามารถทำงานร่วมกับสมาร์ตโฟน OPPO ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ ColorOS 11 หรือใหม่กว่า หรือใช้งานผ่าน OPPO Watch 2 ก็ได้

แต่ก็น่าเสียดายที่ OPPO Air Glass ไม่ได้มีขายในไทยครับ จะเป็นการขายแบบจำกัดในจีนเท่านั้น

และนี้คือสารพัดสิ่งว้าว ๆ จาก OPPO INNO DAY งานแสดงนวัตกรรมของออปโป้ ที่จัดกี่ที ก็น่าตื่นเต้นทุกรอบเลยครับ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก